by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
วิธีสอน
- เลือกขนมหรือของเล่นที่เด็กชอบ 3 อย่างและขนมหรือของเล่นที่เด็กไม่ชอบ 2 อย่าง
- ทำบัตรภาพขนมหรือของเล่นที่เลือกมาทั้ง 5 ชิ้น
- วางบัตรภาพสิ่งที่เด็กชอบและไม่ชอบอย่างละภาพ
- ให้เด็กเลือกภาพสิ่งที่ต้องการมา 1 ภาพเพื่อส่งให้ผู้สอน พร้อมกับกระตุ้นให้เด็กพูดตามภาพ (ในกรณีที่เด็กไม่พูดเอง ให้ผู้สอนพูดนำ และกระตุ้นให้เด็กพูดตาม)
- ผู้สอนส่งขนมหรือของเล่นที่ตรงกับภาพให้เด็ก (เด็กได้รับขนมหรือของเล่นที่ตรงกับภาพ)
- ทำซ้ำ 7-10 รอบ
เทคนิค
- สำหรับเด็กที่ยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ ให้ผู้สอนวางภาพสิ่งที่เด็กชอบใกล้ตัวเด็ก (เพื่อให้เด็กหยิบได้ง่าย) และวางภาพสิ่งที่เด็กไม่ชอบไกลจากตัวเด็ก (เพื่อให้เด็กหยิบได้ยาก)
- ผู้สอนเคาะหรือชี้จุดที่ใกล้ภาพที่ต้องการให้เด็กหยิบ
- ทำซ้ำ 2-3 รอบ จากนั้นให้ผู้สอนวางภาพตามปกติให้เด็กหยิบเอง
- สำหรับเด็กที่ออกเสียงยาก ให้ผู้สอนหักขนมเป็นชิ้นเล็ก ๆ แตะเบา ๆ ที่ริมฝีปากของเด็ก หรือสาธิตชี้ชวนให้มอง หรือให้จับขนมหรือของเล่นที่เด็กชอบ เพื่อจูงใจให้เด็กเกิดความพยายาม

เครดิตภาพ: Unsplash by Yarenci Hdz
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ก่อนจะถึงวันหยุด ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันหยุดตามเทศกาลต่าง ๆ พ่อแม่ผู้ปกครองมักคิดวางแผนล่วงหน้าเพื่อหาบางสิ่งบางอย่างทำร่วมกันกับลูก
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะคืออะไร ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” อยากให้สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยให้ลูกได้ฝึกการเรียนรู้บทบาทของตนเองในแง่การช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน เพราะการที่ลูกรู้บทบาทของตนเองและสามารถช่วยเหลือตนเองได้ เป็นทักษะที่ยั่งยืนที่จะช่วยให้ลูกดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างดีด้วยตนเองในอนาคตต่อไป
ในวันหยุดนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองอาจลองทำสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ร่วมกับลูก เพื่อฝึกให้ลูกเรียนรู้บทบาทของตนเองในการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด
- หากิจกรรมง่าย ๆ ที่ลูกสนใจมาทำร่วมกันที่บ้าน กิจกรรมที่ทำจะเป็นตัวกลางในการสานสัมพันธ์และนำสู่การสื่อสารสองทาง กิจกรรมที่ลูกสนใจจะเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงเราให้ค่อย ๆ เข้าแทรกไปอยู่ในโลกของลูกอย่างมีความหมายได้ ลองวาดภาพ ระบายสี ทำงานศิลปะ เล่นดนตรี ฟังเพลง ร้องเพลง เล่นกีฬา เล่นเกมส์บอร์ดหรือเกมส์อะไรก็ได้ที่สามารถเล่นร่วมกันได้ ดูการ์ตูน อ่านนิทาน หรือออกกำลังกายร่วมกัน การที่พ่อแม่ผู้ปกครองใช้เวลาร่วมกับลูกเพื่อแลกเปลี่ยนความสนุกและมีเสียงหัวเราะร่วมกัน ในที่สุดพ่อแม่ผู้ปกครองจะกลายเป็นเพื่อนสนิทของลูกไปโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งลูกจะเรียนรู้ว่าการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นก็เป็นเรื่องที่สนุก อันจะส่งผลให้ลูกค่อย ๆ ลดการปลีกตัวอยู่ตามลำพังเพื่อทำกิจกรรมที่ตนเองชอบในเชิงหมกมุ่นลงไปได้
- ทำกิจกรรมนอกบ้านที่ไม่ใช่การเที่ยวห้างสรรพสินค้า เน้นกิจกรรมที่ลูกและสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันเพื่อสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น เล่นร่วมกันที่สนามเด็กเล่น เที่ยวสวนสัตว์ด้วยกัน เดินวิ่งออกกำลังกายร่วมกันที่สวนสาธารณะ หรือเล่นกีฬาที่ลูกชอบที่สนามกีฬา เป็นต้น
- ชวนลูกร่วมกระบวนการฝึกการดำรงชีวิตที่มีเป้าหมายให้ลูกได้เรียนรู้และฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ตามความจำเป็นตามวัยจนสามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้มากที่สุด โดยพิจารณาตามความเป็นจริงว่าเวลาใด เกิดกิจวัตรประจำวันใดที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือตนเองของลูก เมื่อถึงเวลานั้น ๆ ในวันหยุด พ่อแม่ผู้ปกครองและสมาชิกในบ้านก็ให้ความสำคัญกับการใช้เวลาในขณะนั้นทำกิจวัตรร่วมกับลูก โดยจับนำให้ทำ สอนและฝึกทักษะการทำกิจวัตรด้วยตัวเอง กระตุ้นหรือเตือนให้ทำตามความเหมาะสม
- ชวนลูกร่วมทำข้อตกลงเรื่องการทบทวนบทเรียน โดยตั้งเป้าหมายเรื่องการสร้างกระบวนการเรียนรู้ทางการศึกษาที่สม่ำเสมอ เช่น ใช้เวลาอยู่กับลูกในวันหยุดเพื่อทบทวนบทเรียน ติดตามการทำการบ้าน ตรวจสอบงานที่ครูมอบหมายให้ลูกทำในวันหยุด อยู่ช่วยลูก จับนำให้ทำหรือสอนลูกให้ทำ เป็นต้น
- ใช้เวลากับลูกตามสถานการณ์ที่เหมาะสมเพื่อวางพื้นฐานนิสัยพฤติกรรมสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับการย้ำเตือนพฤติกรรมพื้นฐานที่จะส่งผลดีกับสุขภาพของลูก เช่น ชวนลูกจัดเตรียมและทำอาหารที่มีคุณประโยชน์ สอนลูกทำหน้ากากผ้า สอนลูกล้างมือ ล้างจาน ซักเสื้อผ้า ชวนลูกปลูกผักปลอดสารพิษและให้ความรู้เรื่องสารพิษในอาหารประเภทต่าง ๆ ที่มีรสชาติหวาน มัน เค็ม หรืออาหารขยะควบคู่กันไปด้วย เป็นต้น
เครดิตภาพ: Freepik.com
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ทีมครูบ้านอุ่นรักและพ่อแม่ผู้ปกครองจะมีการประชุมร่วมกันทุก ๆ 3 เดือน
ในวันรวมพล ทีมครูบ้านอุ่นรักและคนที่บ้านของลูกศิษย์จะพูดคุยปรึกษากันเรื่องพัฒนาการของลูก ๆ ตลอดจนแนวทางการดูแลลูก ซึ่งหัวใจสำคัญของวันรวมพลอยู่ที่เราได้ทบทวนร่วมกันว่า “ทัศนคติทางบวกและบทบาทของคนที่บ้านมีผลต่อความสำเร็จเรื่องการกระตุ้นและสร้างเสริมพัฒนาการให้กับลูก ๆ อย่างแท้จริง”
ทัศนคติทางบวกและบทบาทของคนที่บ้านที่ช่วยกระตุ้นและสร้างเสริมพัฒนาการให้ลูกได้สำเร็จนั้น สรุปได้ดังนี้ คือ
- ทุกคนที่บ้านทำงานแบบสอดประสานกัน รวมพลังกัน ตั้งธงร่วมกัน รู้บทบาทและหน้าที่ของตนเอง และช่วยกันเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นบ้านบำบัด โดยแทรกการกระตุ้นพัฒนาการแบบครอบคลุมทุกด้านในระหว่างวัน ทำให้ได้ทุกวัน และทำวันละหลาย ๆ ครั้ง
- เน้นการปรับพฤติกรรมที่อาจขัดขวางการเจริญเติบโตและการเรียนรู้ใหม่ ๆ
- สังเกตและจดบันทึกสิ่งที่ได้ลงมือทำที่บ้าน ปัญหาที่พบ ตลอดจนความคืบหน้าของพัฒนาการในแต่ละด้าน และแบ่งปันข้อมูลดังกล่าวให้ทีมแพทย์ ทีมบำบัดของลูก และทีมครูบ้านอุ่นรักทราบ เพื่อแต่ละทีมสามารถช่วยกันหาแนวทางกระตุ้นและสร้างเสริมพัฒนาการได้ถูกทางอย่างทันท่วงที
- นำทางลูกหลานด้วยหัวใจเปี่ยมด้วยความหวัง คนที่บ้านที่แม้ยอมรับความจริงว่าลูกมีปัญหาพัฒนาการหลายด้านที่ต้องแก้ไข แต่ในขณะที่ช่วยลูกอยู่นั้น คนที่บ้านสามารถมองโลกได้อย่างรื่นรมย์ รู้วิธีหาช่องว่างทางอารมณ์ และอนุญาตให้ตนเองมีความสุขได้
ในวันรวมพลที่ “บ้านอุ่นรัก” จัดกันทุก ๆ 3 เดือนนี้ ทีมครูจะทบทวนร่วมกับคนที่บ้านของลูกศิษย์ในประเด็นต่าง ๆ ข้างต้นทุกครั้ง และเราปรารถนาให้ทั้ง 2 ฝ่าย (ทีมบ้านอุ่นรักและคนที่บ้าน) มีทัศนคติทางบวกร่วมกัน ตั้งธงและกำหนดทิศทางร่วมกัน ตลอดจนเดินไปในทางเดียวกันตามหน้าที่และบทบาทของตนเอง
เมื่อคนที่บ้านและทีมครูบ้านอุ่นรักช่วยกันทำสิ่งที่ถูกต้องทุกวัน ลูก ๆ จะได้สะสมวันเวลาที่มีความหมาย เกิดการเรียนรู้ มีประสบการณ์ ได้ฝึกฝนทักษะ และได้ทำแบบฝึกหัดตามสภาพชีวิตจริงซ้ำ ๆ ลูกจึงสามารถออกเดินไปข้างหน้า และค่อย ๆ เก่งขึ้นทุก ๆ วัน
ทุกครั้งที่ได้รวมพล ทีมครูบ้านอุ่นรักได้เห็นแววตาที่ฮึดสู้ ความมั่นใจ และความหวังของคนที่บ้าน ที่ทำให้เรารู้ได้ในทันทีว่า “คนที่บ้านของลูกศิษย์” จะพาลูก ๆ รอดพ้นวิกฤตได้แน่นอน ซึ่งในโมเมนต์นั้น นาทีนั้น เรารู้สึกแวบขึ้นมาว่าเราช่างดีเหลือเกินที่ได้อยู่ตรงนี้ ในฐานะเพื่อนคู่คิดของพ่อแม่ผู้ปกครองและคนที่บ้าน นับเป็นความสุขเล็ก ๆ ของเราที่ยากจะอธิบาย
สู้ไปด้วยกันค่ะ
เครดิตภาพ: Unsplash | Derek Thomson
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
การพูดกับลูกเพื่อ “ทำข้อตกลง” เป็นเครื่องมือที่ดีในการฝึกให้ลูกเรียนรู้ที่จะควบคุมตนเองและเข้าใจล่วงหน้าว่าลูกควรปฏิบัติตัวอย่างไรในสถานการณ์ต่าง ๆ
เราจะพูดทำข้อตกลงกับลูกในสถานการณ์ที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าลูกอาจเกิดพฤติกรรมวุ่นวายบางอย่าง หรือใช้ในกรณีเดิมที่เคยเกิดพฤติกรรมที่เป็นปัญหามาก่อนแล้ว เช่น ก่อนไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า ก่อนลงสระว่ายน้ำ ก่อนไปเล่นในสนามเด็กเล่น ก่อนเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อขนม หรือก่อนเริ่มกิจกรรมที่สนุกตื่นตัวจนลูกอาจวิ่งเตลิด เป็นต้น
การพูดทำข้อตกลงมี 3 ขั้นตอน คือ (1) สบตาลูกก่อนพูด (2) นิ่งชั่วครู่ก่อนพูด และ (3) พูดสั้น ๆ ว่าลูกมีข้อควรปฏิบัติตนอย่างไรในสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ส่วนวิธีพูด พ่อแม่ต้องพูดชัดเจนระบุพฤติกรรมที่ถูกต้องที่พ่อแม่ต้องการให้ลูกทำ เช่น ลูกจะหยิบขนมเพียงหนึ่งชิ้น ลูกจะเดินช้า ๆ ไม่วิ่งแซงคิว ลูกจะหยุดวิ่งเมื่อได้ยินเสียงนกหวีด
ประเด็นการพูดกับลูกเพื่อทำข้อตกลงนี้ พ่อแม่ต้องระลึกไว้เสมอว่าในระยะแรกลูกอาจยังไม่เข้าใจและยังไม่พร้อมที่จะทำตามข้อตกลง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ลูกสนใจ ชอบ และตื่นเต้นอย่างมาก การอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว ลูกยากที่จะควบคุมตนเองได้ในระยะแรก ๆ พ่อแม่จึงต้องอดทน ใจเย็น และพูดกับลูกเพื่อทำข้อตกลงเดิมซ้ำ ๆ อีกสักหน่อย ให้ลูกได้มีประสบการณ์อีกนิดจนมากพอ ในขณะที่ลูกยังทำตามข้อตกลงไม่ได้ พ่อแม่มีหน้าที่ทำความเข้าใจด้วยเมตตาว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นแบบฝึกหัดดี ๆ ที่ลูกกำลังค่อย ๆ เรียนรู้ และพ่อแม่พร้อมที่จะอยู่กับลูกเพื่อช่วยนำทางลูกให้มีประสบการณ์
การพูดทำข้อตกลงกับลูกนี้ขอให้เน้นเรื่องที่ลูกควรได้เรียนรู้และทำได้ตามวัย โดยพ่อแม่แทรกข้อตกลงบ่อย ๆ ในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างไม่เลิกล้ม แม้ลูกจะยังทำตามข้อตกลงไม่ได้ แต่การที่พ่อแม่ไม่เลิกล้มและทำสม่ำเสมอ ลูก ๆ ก็จะค่อย ๆ เข้าใจสิ่งนั้นได้เอง
วันเวลาและการไม่เลิกล้มของพ่อแม่จะช่วยให้เจ้าตัวเล็กแสนซนเรียนรู้ที่จะควบคุมตนเองจนสามารถทำตามกติกาการอยู่ร่วมในสังคมได้ค่ะ
ยิ้มสู้ต่อไปนะคะคุณพ่อคุณแม่
เครดิตภาพ: Freepik.com
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
การเคลื่อนไหวไปยังทิศทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะไปทางซ้าย ทางขวา ไปข้างหน้า ถอยหลัง หรือเอียงไปทางโน้นนิด ทางนี้หน่อย ดูจะเป็นเรื่องที่เด็กควรทำได้ตามธรรมชาติใช่หรือไม่?
คำตอบ คือ ใช่และไม่ใช่ !
ใช่ ถ้าเด็กมีพัฒนาการด้านการคิดวางแผนการเคลื่อนไหวที่ดี
ไม่ใช่ ในกรณีที่เด็กขาดทักษะการคิดวางแผนการเคลื่อนไหว
สำหรับเด็ก ๆ ที่มีปัญหาด้านพัฒนาการ เด็กจะมีกระบวนการคิดที่ช้า คิดแบบติดขัด หรือคิดไปหยุดชะงักไป ดังนั้น การเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่าง ๆ ของเด็กกลุ่มนี้จึงมีลักษณะเก้ ๆ กัง ๆ ดูไม่แข็งแรง ขาดความเป็นธรรมชาติ เมื่อเด็กพบสถานการณ์ต่าง ๆ ขณะดำรงชีวิต โดยเฉพาะในแง่การเคลื่อนไหว เด็กมักจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ จึงใช้วิธีหลบหลีกจากสถานการณ์นั้น ๆ หรือไม่ก็ตะลุยใส่ไม่ยั้งแบบอัตโนมัติ ทำให้เกิดอุปสรรคและความยากลำบากในการดำรงชีวิต
ดังนั้น คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และสมาชิกในบ้านควรหมั่นสังเกตลักษณะการเคลื่อนไหวของลูกหลาน หากพบว่ามีปัญหา จะได้รีบหาทางแก้ไขและส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้ฝึกทักษะการคิดวางแผนการเคลื่อนไหวบ่อย ๆ ตลอดจนสร้างโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวแบบต่าง ๆ ที่เป็นเสมือนแบบฝึกหัดเรื่องการคิดอย่างฉับพลันบ่อย ๆ ว่าในขณะที่คลาน เดิน วิ่ง หรือกระโดด หากพบสิ่งกีดขวาง ลูก ๆ หลาน ๆ เด็ก ๆ ควรคิดว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไรจึงจะพ้นสิ่งกีดขวางเหล่านั้นไปอย่างปลอดภัยและสำเร็จได้
การสร้างโอกาสให้เด็ก ๆ ลูกหลานได้พบแบบฝึกบ่อย ๆ จะช่วยสร้างประสบการณ์ตรงซ้ำ ๆ จนเกิดการเรียนรู้ ความเคยชิน และกระตุ้นให้กระบวนการทำงานของสมองในส่วนที่คิดวางแผนการเคลื่อนไหวทำงานได้ดีขึ้นตามลำดับ
ตัวอย่างกิจกรรมง่าย ๆ ทำได้ที่บ้านเพื่อฝึกทักษะการคิดวางแผนการเคลื่อนไหว เช่น
- วางเก้าอี้ หรือกล่องใส่รองเท้า หรือขึงเชือกขวางให้เด็กพยายามก้าวข้ามเป็นระยะ ๆ
- พ่อแม่ผู้ปกครองจับมือเด็ก ชวนโยนบอลใส่ตะกร้าที่วางบนพื้นสัก 10 ครั้ง เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดใหญ่
- สร้างด่านมาคั่นขณะที่เด็กเคลื่อนไหว
- สร้างแบบฝึกที่เด็กต้องแก้สถานการณ์แบบฉับพลัน เช่น มุดลอดสิ่งกีดขวาง กระโดดหรือก้าวข้ามสิ่งกีดขวาง ประคองตนเองบนเส้นทางที่กำหนด เดินบนสะพานทรงตัว เดินบนเชือกที่วางขดเป็นรูปทรงต่าง ๆ หรือเดินบนแถบที่ตีเส้นบนพื้น
ทั้งเด็ก ๆ และผู้ใหญ่ที่อยู่ดูแลและนำพาเด็ก ๆ ทำกิจกรรมต้องสู้ ๆ นะคะ เหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยเมื่อไรก็ชวนเด็ก ๆ ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวที่ปลอดภัยกันใหม่ หากทำได้เช่นนี้บ่อย ๆ ในแต่ละวัน ๆ ละหลาย ๆ รอบ ทำเท่าที่ ๆ บ้านจะทำได้มากที่สุด แค่นี้ก็ถือว่าได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว
ลงมือทำที่บ้านกันในวันนี้เลย วนเวียนทำสัก 10 รอบ เพียงเท่านี้ ลูกหลานก็ได้บริหารสมองกันแล้วค่ะ
เครดิตภาพ: Michal Balog | Unsplash