by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
โดยธรรมชาติของลูกที่มีอาการออทิสติก สมาธิสั้น หรือมีปัญหาด้านพัฒนาการ ลูกจะชอบอยู่ในโลกของตนเอง และจะยิ่งเป็นเช่นนั้นมากขึ้น ๆ หากพ่อแม่ผู้ปกครองปล่อยลูกไว้แบบนั้น จนกระทั่งในท้ายที่สุด ลูกจะหมกมุ่นอยู่กับโลกส่วนตัวและสิ่งที่ตนเองชอบ จนถึงขั้นปฏิเสธการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไม่สนใจสานต่อกับบุคคลรอบข้าง และขาดปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ซึ่งส่งผลเสียต่อการพัฒนาทักษะและศักยภาพด้านการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเข้าสังคม การควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมต่อไป
แม้ลูกจะมีโลกส่วนตัวสูง แต่ถ้าคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และสมาชิกในครอบครัวช่วยกันทำ 3 สิ่งนี้ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” เชื่อว่าในไม่ช้าไม่นาน คนที่บ้านก็จะสามารถค่อย ๆ ดึงลูกออกจากโลกส่วนตัวได้
3 สิ่งที่ต้องทำเพื่อดึงลูกออกจากโลกของตนเอง
การสบตา
การเลียนแบบ และ
การตอบสนองต่อสิ่งเร้า
1: การสบตา
คนที่บ้านสามารถกระตุ้นให้ลูกสบตาได้มากขึ้นด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้ คือ
เวลาส่งของให้ลูก ยกของชิ้นนั้น อยู่ระดับสายตา เรียกชื่อลูก ยกของค้างไว้ รอลูกสบตา นับ 1 ถึง 3 (หรือ 3 วินาที) จึงส่งของให้
เล่นกลิ้งบอล ลูกปิงปอง หรือลูกเทนนิส ให้ลูกเก็บใส่ภาชนะใหญ่ ๆ หรือตะกร้า รอบละ 10 ครั้ง โดยก่อนกลิ้งบอลไปให้ลูก ยกบอลสูงระดับสายตา เรียกชื่อลูก แล้วจึงกลิ้งบอลให้ลูกเก็บ
เล่นแบบที่ลูกชอบ ให้ลูกสนุก หัวเราะบ่อย ๆ หลังจากเล่นสักระยะหนึ่งเมื่อสังเกตว่าลูกเริ่มสนุก ระหว่างเล่นให้ทดลองหยุดกลางคัน เช่น ขณะที่ลูกนั่งเล่นบนขาพ่อเหมือนกำลังขี่เครื่องบิน ลูกเริ่มสนุกกับการเล่นนั้น ให้พ่อหยุดกลางคัน เหมือนพ่อจะยกขาขึ้นอีกรอบแต่ไม่ยก รอจนลูกสบตาจึงเล่นต่อ ทำเช่นนี้คั่นเป็นระยะ ๆ ตลอดการเล่น หรือเล่นคลุมผ้าจ๊ะเอ๋กับลูก ก่อนจะคลุมผ้า รอลูกสบตากันก่อน จึงจะเล่นจ๊ะเอ๋กันต่อ หรือเล่นเป่าพุง ทำท่าจะเป่า แต่ไม่เป่า รอลูกสบตาจึงเป่าพุงต่อ
เวลาลูกขอความช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน พยายามนิ่งรอเพื่อให้ลูกเงยขึ้นสบตาก่อน เช่น เวลาจะแกะฝาขวดน้ำให้ เวลาจะยื่นนมกล่องให้ เวลาจะแกะขนมให้ หรือเวลาจะเปิดประตูให้ลูกออกไปวิ่งเล่นข้างนอก รอลูกสบตาก่อน จึงจะทำให้ เป็นต้น
2: การเลียนแบบ
พ่อแม่ผู้ปกครองและคนที่บ้านสามารถกระตุ้นให้ลูกเลียนแบบได้โดย
ชวนลูกเลียนแบบท่าทาง 1 ขั้นตอนบ่อย ๆ โดยทำให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง 3 ครั้ง พร้อมส่งเสียงสนุก ๆ ประกอบ แล้วจับลูกทำตามแบบนั้น เช่น ตบมือ 3 ครั้งพร้อมนับ 1 2 3 ทำท่าไชโย 3 ครั้ง พร้อมพูดว่าไชโย ไชโย ไชโย กระทืบเท้า 3 ครั้ง พร้อมพูดว่าตึง ตึง ตึง ชี้ปาก 3 ครั้ง แล้วพูดว่าปาก ปาก ปาก หรือทำท่าง่าย ๆ แบบอื่น ๆ 3 ครั้งส่งเสียงสนุก ๆ ประกอบ (เสียงที่สอดคล้องกับท่าทางนั้น)
เวลาถืออุปกรณ์อะไร พยายามนำลูกทำท่าเลียนแบบประกอบวิธีใช้อุปกรณ์นั้น ๆ เช่น ถือหวี พร้อมทำท่าหวีผม แล้วส่งให้ลูกทำท่าหวีผมเลียนแบบผู้สอน ถือแปรงสีฟัน พร้อมทำท่าแปรงฟัน แล้วส่งให้ลูกเลียนแบบหรือทำตาม ถือแก้วน้ำ แล้วยกทำท่าดื่ม และพูดว่าดื่ม ดื่ม ดื่ม เป็นต้น
3: การตอบสนองต่อสิ่งเร้า
เราสามารถกระตุ้นให้ลูกตอบสนองต่อสิ่งเร้าโดย
หาของเล่นที่เคลื่อนไหวได้ กระตุ้นให้ลูกพยายามเข้าไปจัดการสิ่งนั้นอย่างมีรูปแบบ ถ้าลูกทำไม่ได้ ให้จับมือลูกทำ เช่น เทบอลให้เก็บ โยนลูกปิงปองให้เด้งบนพื้นแล้วให้ลูกเก็บ เป่าฟองสบู่ให้ลูกวิ่งไล่จับฟองสบู่ โยนลูกโป่งให้ลูกตีกลางอากาศ หรือปล่อยของเล่นไขลานให้ลูกตามจับ ทำแต่ละอย่างวนไปมาสักวันละ 10 รอบ เป็นต้น
เป้าหมายที่เราต้องกระตุ้น (1) การสบตา (2) การเลียนแบบ และ (3) การตอบสนองต่อสิ่งเร้า ก็เพื่อดึงลูกออกจากโลกของตนเอง และหันมาสานต่อกับบุคคลและสิ่งของรอบตัวให้มากขึ้นนั่นเองค่ะ
ทำไม่ยากเลยใช่ไหมคะ ขอให้ลองทำดูนะคะ ทำทุกวัน ๆ ละหลาย ๆ ครั้ง ในไม่ช้า ลูกก็จะลดเวลาการอยู่ในโลกส่วนตัวตามลำพัง และเริ่มที่จะสานต่อกับผู้คนและสภาพแวดล้อมได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาทักษะด้านภาษา และสังคม ตลอดจนช่วยให้ลูกเกิดการเรียนรู้เรื่องการควบคุมอารมณ์ และพฤติกรรมได้อีกด้วยค่ะ
เครดิตภาพ: Lesley Curtis | Unsplash
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ถ้าเราเริ่มกังวลถึงอนาคตของลูก เราต้องเริ่มต้น “ลงมือทำ” ตั้งแต่วันนี้
แม้เราไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าลูกจะพัฒนาไปได้ถึงจุดไหน หรือลูกจะใช้ชีวิตอย่างไรในวันที่เราไม่อยู่ แต่ 4 สิ่งนี้ที่เราจะ “เริ่มต้นลงมือทำ” “ในวันนี้” เราจะทำให้มันเป็นจริง “เพื่อลูก” ของเรา
ลูกจะต้องดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันได้ ไม่เป็นภาระแก่คนที่ดูแล
ลูกจะต้องเป็นสมาชิกที่มีค่า สามารถทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สมาชิกคนอื่น ๆ ในบ้าน
ลูกจะต้องไม่มีพฤติกรรมรุนแรง เป็นอันตราย หรือรบกวนการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
ลูกจะต้องมีงานอดิเรกบางอย่างที่ชอบและสามารถทำเงินได้ไม่มากก็น้อยเพื่อเป็นรายได้เลี้ยงดูตนเอง
ถ้าเราเริ่มต้นจริงจังในการดูแลลูกตั้งแต่วันนี้และลุกขึ้นมาจัดโครงสร้างชีวิตของลูกเสียใหม่ ลูกจะมีพัฒนาการที่ก้าวไกลอย่างที่เราคาดไม่ถึง และเมื่อถึงตอนนั้น เราย่อมสามารถ “ลงมือทำสิ่งอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อลูก” ได้อีกมาก และในอนาคต ลูกจะยืนหยัด สามารถใช้ชีวิตในอนาคตด้วยตนเองได้อย่างแน่นอน
เราต้อง “ลงมือทำ” เพื่อสานฝัน ให้กลายเป็นความจริง
เครดิตภาพ: Unsplash | Jon Tyson | Heike Mintel
by admin | กำลังใจ , บทความบ้านอุ่นรัก
ในช่วงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ได้ชมซีรีส์เกาหลี เรื่อง When The Whether is Fine ซึ่งตัวละครในเรื่องได้เล่าถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “นกสีฟ้า”
เรื่องมีอยู่ว่า “พี่น้องสองคนออกเดินไปยังดินแดนต่าง ๆ เพื่อตามหานกสีฟ้าแห่งความสุข พวกเขาตั้งใจจะจับนกสีฟ้ากลับไปบ้าน และในระหว่างการเดินทางก็ได้พบนกสีฟ้า แต่เมื่อตั้งใจจะเอานกสีฟ้าติดตัวกลับไป นกสีฟ้าก็กลายเป็นนกสีดำและหมดคุณค่าสำหรับเด็ก ๆ ไปในทันที แม้ในเวลาต่อมาพวกเขาได้พบนกสีฟ้าอีกเป็นล้าน ๆ ตัว แต่เมื่อต้องการครอบครอง นกสีฟ้ากลับกลายเป็นนกตาย สรุปว่าพวกเขาไม่สามารถนำนกสีฟ้าแห่งความสุขกลับมาบ้านได้”
เมื่ออ่านถึงตอนนี้ เราจะรู้สึกว่าเด็ก ๆ น่าสงสาร แต่อันที่จริง กลับไม่เป็นไรเลย เพราะในระหว่างการเดินทางจนกระทั่งกลับถึงบ้าน เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่องการแสวงหาความสุขจนไขความลับของการแสวงหาความสุขได้ว่า “ความสุขไม่ได้เกิดขึ้นจากการเริ่มต้นแสวงหา และไม่ได้เกิดจากการแสวงหาที่สำเร็จ หากอยู่ที่การมีสติตั้งมั่น ตระหนักรู้ ซาบซึ้งกับความสุขในปัจจุบันตรงหน้าที่มีอยู่ในสรรพสิ่งรอบตัว”
เมื่อถึงตอนจบที่พวกเขากลับถึงบ้าน ก็พบว่านกสีฟ้าอยู่ในบ้าน แต่ในที่สุดนกสีฟ้าที่อยู่ที่บ้านก็บินหนีไปอีก แต่เด็กคนพี่กลับกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “มันยังอยู่ในบ้าน เดี๋ยวเราก็หาเจอ” และยังกล่าวย้ำกับน้องสาวอีกครั้งในตอนท้ายว่า “ตอนนี้พี่รู้แล้วว่านกสีฟ้าแห่งความสุขอยู่ที่ไหน”
จากเรื่องราว “นกสีฟ้า The Childrens’ Blue Bird” ที่ “บ้านอุ่นรัก” ถ่ายทอดโดยสรุปมาจากการชมซีรี่ส์บน Viu Thailand และจากการอ่านบทความเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้จาก blockdit.com เราอยากให้พ่อแม่ผู้ปกครองของลูก ๆ ที่มีความต้องการเป็นพิเศษรู้ว่า “นกสีฟ้าแห่งความสุข” อยู่ใกล้ตัว บินอยู่รอบ ๆ ตัวท่าน แต่ท่านอาจยังมองไม่เห็น และหากยังมองไม่เห็นหรือยังหาไม่เจอ อย่างน้อย เราอยากให้ท่านลองยิ้มกว้าง ๆ จากใจ ยิ้มให้ตัวเองและคนรอบข้าง เพื่อจุดประกายความสุขในใจ จนตระหนักได้ว่า “วันนี้ดีจัง” จากนั้น ท่านก็จะพบกับความสุขที่พอดีตัวจากแนวความคิดที่ว่า “วันนี้ดีจัง” ได้ค่ะ
วันนี้ดีจัง …ที่ลูกยังมีเราและทุกคนที่บ้านอยู่ใกล้ ๆ คอยคุ้มครองป้องกันให้ปลอดภัย
วันนี้ดีจัง …ที่เรายังมีโอกาสได้กอดลูกแน่น ๆ ได้หอมแก้มนุ่มๆ ได้ใช้ความรักที่สุดจากใจทำให้ดีที่สุดในสิ่งที่จะทำได้กับลูก
วันนี้ดีจัง …ที่เราได้ตั้งต้นเรียนรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับลูกและอาการของลูก ค่อย ๆ เรียนรู้ ค่อยๆ เดิน ค่อย ๆ ทำ ไม่รน ไม่รีบ ไม่กดดัน ทุกอย่างแก้ไขได้
และวันนี้ดีจัง …ที่เราได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง และเราจะทำเช่นนี้ในทุก ๆ วันเพื่อลูกได้สัมผัสรักที่อบอุ่น ให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งใหม่ทุก ๆ วัน ได้รับแบบฝึกหัดและประสบการณ์ใหม่ ๆ พร้อมกับการที่เราจะได้ซึมซับความสุขของการเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองของลูก เราได้ใช้ชีวิตของตัวเองและอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข ยอมให้ตัวเองได้ทำสิ่งเล็ก ๆ ที่แม้จะไร้ความหมายแต่ก็มีความสุข ได้ใช้สามารถพิเศษบางอย่างลองทำในสิ่งที่อยากทำ
ดังนั้น แม้จะทุกข์แค่ไหน แต่เพราะ “วันนี้ดีจัง” เราก็จะมีความสุขเข้ามาเติมเติม มีกำลังใจที่จะเอาชนะอุปสรรคใด ๆ ที่เกิดขึ้นได้ตลอดไปในระหว่างที่รอลุ้นให้ลูกเติบโต
“บ้านอุ่นรัก” หวังว่า “วันนี้ดีจัง” จะเป็นแนวคิดสร้างความสุขที่พอดีตัวให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองทุกท่าน
เรามีทั้งวันนี้ที่ดีและยังมีเวลาพอ มีเวลาอีกยาวนาน พลังรักของเราบวกกับเวลาที่มากพอจะค่อย ๆ ผลักดันให้ลูกเติบโตได้อย่างแน่นอนค่ะ
เครดิตข้อมูลและภาพประกอบบทความ: หนังสือ เรื่อง นกสีฟ้า หรือ The Childrens’ Blue Bird (Maurice Maeterlinck) | ช่อง Viu Thailand | blockdit.com | วรรณกรรมเด็ก | Freepik.com by pikisuperstar
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองและสมาชิกทุกคนในครอบครัวของลูกที่มีความต้องการเป็นพิเศษ แม้จะนับได้ว่าเป็นคนที่เกิดมาเพื่อจะเข้มแข็งและสตรอง (Strong) แต่เมื่อเจอปัญหา อุปสรรค หรือการถูกกระทำให้รู้สึกเจ็บปวด ความเข้มแข็งในใจอาจเจือจาง…
เมื่อไรที่หัวใจเริ่มขาดความเข้มแข็ง ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” อยากให้ท่านใช้แนวคิดดังต่อไปนี้ เพื่อเติมความเข้มแข็งให้เต็มหัวใจอีกครั้ง
4 แนวคิด…เติมความเข้มแข็งให้เต็มหัวใจ
หนึ่ง : ตั้งมั่นว่าเราจะไม่ยอมตกเป็นเหยื่อ ไม่ปล่อยให้เหตุการณ์พาเราออกไปไกลกว่านี้ แต่จะหันมาเน้นที่ตนเอง เน้นแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้า ณ ปัจจุบัน มากกว่าจะรำพึงถึงความทุกข์หรือการถูกกระทำในอดีต เน้นการหาทางเลือกหลาย ๆ ทาง แล้วเลือกทางแก้ไขปัญหา ตลอดจนรับผิดชอบผลนั้นด้วยตนเอง
สอง : เราจะถามตนเองเมื่อพบอุปสรรคและปัญหาว่าเราต้องการให้เรื่องนี้จบลงอย่างไร ประเมินว่าทางจบที่เราต้องการให้เป็นในความเป็นจริงว่าจะเป็นไปได้จริงหรือไม่ ถ้าจะเป็นไปได้ เราจะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ โดยควรจะเริ่มต้นทำอะไร แต่ถ้าเป็นไปไม่ได้ มีปัจจัยอะไรหรือใครเป็นปัจจัยที่เราควบคุมผลลัพธ์เองไม่ได้ ในที่สุด เมื่อเป็นอย่างใจเราต้องการไม่ได้ เราจำเป็นต้องทำใจยอมรับและเลือกที่จะเดินก้าวต่อไปข้างหน้าให้ดีที่สุด
สาม : เลิกใช้กลไกทางจิต เลิกดัดแปลงใจ มองตรงลงไปที่ใจตนเอง รู้สึกอย่างไร ไม่ว่าดีหรือร้าย จะเป็นที่ยอมรับของคนอื่นหรือไม่ ไม่สำคัญ เท่าเราเรียนรู้และเข้าใจตนเอง แค่เข้าใจ ยิ้มรับตนเองในฐานะมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ มีชีวิตจิตใจ และยอมรับความเป็นธรรมดาของโลก ที่อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ทุกสิ่งที่เกิดแล้ว สักวันหนึ่งจะผ่านพ้นไป เราจะยิ้มรับและทำดีที่สุด
สี่ : เราจะไม่โทษใครเพราะนี่คือชีวิตของเราที่เรามีส่วนต้องรับผิดชอบ เราจะไม่ยอมตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ใด ๆ อีกต่อไป แต่เราจะทำอย่างดีที่สุดเท่าที่มนุษย์ตัวเล็ก ๆ จะสามารถยืนหยัด อย่างเข้มแข็งบนโลกใบนี้
ในฐานะครูของลูกที่มีความต้องการเป็นพิเศษและเพื่อนคู่คิดของพ่อแม่ผู้ปกครอง หากวันนี้หรือวันไหน ๆ เป็นอีกหนึ่งวันแย่ ๆ “บ้านอุ่นรัก” ขอส่งพลังใจและอ้อมกอดแน่น ๆ มาให้… เดินก้าวไปข้างหน้าพร้อม ๆ กับลูกด้วยหัวใจที่เข้มแข็งนะคะ
เครดิตภาพ: PowerPoint Design Ideas
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ในการกระตุ้นพัฒนาการให้กับลูก ๆ ที่มีปัญหาด้านพัฒนาการนั้น เรามักพบเสมอว่าแม้บางครอบครัวจะทุ่มเทพาลูกไปฝึกและกระตุ้นพัฒนาการกับผู้เชี่ยวชาญบ่อยครั้งขนาดไหน แต่ลูกอาจไม่ได้ดีขึ้นดังที่คิด ทั้งนี้เกิดจากข้อจำกัด 2 ประการ ดังต่อไปนี้ คือ
ข้อจำกัด 2 ประการที่ส่งผลต่อการสร้างเสริมพัฒนาการของลูก
พ่อแม่ผู้ปกครองมักมุ่งไปเน้นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีความกังวลเป็นพิเศษ โดยไม่ได้แก้ไขพัฒนาการด้านอื่น ๆ ไปพร้อม ๆ กัน
ที่บ้านไม่ได้จัดการกระตุ้นพัฒนาการให้เกิดขึ้นจริงแทรกในชีวิตประจำวัน ดังนั้น อาการของลูกในภาพรวมมักจะไม่ดีขึ้น พัฒนาการไม่คืบหน้าเท่าที่ควร หรือลูกอาจจะมีอาการที่ดีขึ้นเฉพาะในเวลาที่ลูกอยู่กับครูกระตุ้นพัฒนาการและทีมบำบัดผู้ที่ได้คลุกคลี ลงมือทำจริงจังร่วมกันกับลูกเท่านั้น
หากพ่อแม่ผู้ปกครองตั้งใจอย่างจริงจังที่จะขจัดข้อจำกัดทั้ง 2 ประการข้างต้น พ่อแม่ผู้ปกครองก็จะสามารถช่วยเหลือและสนับสนุนให้ลูกได้รับโอกาสในการสร้างเสริมพัฒนาการได้ครบรอบด้าน ทั้งด้านภาษา สังคม พฤติกรรม และอารมณ์ ตลอดจนมีทีมครอบครัวที่จะทำงานกระตุ้นพัฒนาการให้ลูกที่บ้านคู่ขนานไปกับทีมบำบัดมืออาชีพตามแนวทางที่ทีมบำบัดมืออาชีพแนะนำ เพื่อลูก ๆ มีพัฒนาการที่คืบหน้ามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและเก่งยิ่ง ๆ ขึ้นตามลำดับต่อไป
เครดิตภาพ: Unsplash | Pawel Czerwinski