เมื่อลูกพูดได้เพียง “หนึ่งคำ” จงใช้ “หนึ่งคำนั้น” เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายโลกทางภาษา | บ้านอุ่นรัก

“ลูกเรียกชื่อของได้ แต่ไม่เคยพูดเป็นประโยค”

“ลูกพูดว่า ‘น้ำ’ เวลาหิวน้ำ แต่ไม่เคยพูดว่า ‘ขอน้ำ'”

“ลูกรู้คำศัพท์หลายคำ แต่เวลาจะสื่อสารกลับพูดเพียงคำเดียว”

ประโยคเหล่านี้เป็นความกังวลที่ทีมครูบ้านอุ่นรักได้ยินจากครอบครัวของลูกออทิสติก สมาธิสั้น หรือพัฒนาการล่าช้าไม่สมวัยอยู่เสมอ หลายครอบครัวทุกข์ใจว่าลูก “ยังพูดไม่ได้” และพยายามกระตุ้นให้ลูกพูดมากขึ้น เช่น “พูดใหม่สิ” “พูดว่า ‘ขอน้ำ’ ก่อน แล้วแม่จะให้” หรือ “พูดให้เป็นประโยคนะ” ซึ่งความตั้งใจเหล่านี้ล้วนเกิดจากความรักและความปรารถนาดีต่อเด็ก แต่สำหรับเด็กบางคน การพูดเป็นประโยคยังเป็นเป้าหมายที่ไกลเกินกว่าความสามารถในขณะนั้น เด็กยังต้องการเวลา ประสบการณ์ และแบบอย่างทางภาษาที่เหมาะสมก่อนที่จะก้าวไปให้ถึงจุดนั้น

บ้านอุ่นรักอยากชวนผู้ปกครองมองอีกมุมหนึ่งว่าทุกครั้งที่ลูกพูดได้เพียง “หนึ่งคำ” นั่นอาจเป็นสัญญาณสำคัญว่าเด็กกำลังเปิดประตูสู่การเรียนรู้ภาษาและเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ผู้ใหญ่จะแทรกการขยายภาษาของลูก ดังนั้น ในสถานการณ์นี้ เราอาจไม่จำเป็นต้องรีบแก้ให้ลูกพูดให้ถูกหรือพูดให้ครบเป็นประโยคเสมอไป แต่เราสามารถเลือก “เติมภาษา” ให้ลูกได้ยินในจังหวะที่เขากำลังพยายามสื่อสารแทนได้

ลองจินตนาการถึงสถานการณ์เหล่านี้

  • เมื่อลูกพูดว่า “น้ำ” แทนที่เราจะตอบเพียง “อืม” แล้วส่งแก้วน้ำให้ หรือรีบให้ลูกพูดใหม่เป็นประโยค เราอาจตอบว่า “เอาน้ำครับ” “ขอน้ำใช่ไหม” “น้ำเย็นนะ” พร้อมยื่นแก้วน้ำให้ลูกทันที
  • เมื่อลูกพูดว่า “รถ” ผู้ใหญ่อาจตอบว่า “รถสีแดง” “รถกำลังวิ่ง” “เอารถคันนี้ใช่ไหม” พร้อมชี้หรือหยิบรถให้ลูกเล่น

เด็กเรียนรู้ภาษาได้ดีที่สุดเมื่อคำที่ได้ยินเชื่อมโยงกับสิ่งที่ตนกำลังสนใจอยู่ในขณะนั้น เพราะสมองกำลังเชื่อม “คำ” เข้ากับ “ประสบการณ์จริง” ยิ่งผู้ใหญ่พูดในช่วงเวลาที่ลูกกำลังมอง จับ หรืออยากได้สิ่งนั้น เด็กก็ยิ่งเข้าใจความหมายของภาษาได้ง่ายขึ้น

แนวทางนี้สอดคล้องกับเทคนิค “พูดพร้อมชี้” (Show and Say) ที่มีองค์ประกอบ 3 ขั้นตอน คือ

1. พูดขยายคำของลูก (Say More): เมื่อลูกพูดเพียงคำเดียว ผู้ใหญ่ช่วยเติมคำให้สมบูรณ์ขึ้น โดยใช้ประโยคสั้น ๆ ที่เหมาะกับระดับภาษาของลูก ไม่จำเป็นต้องยาวหรือซับซ้อน จาก “น้ำ” อาจขยายเป็น “เอาน้ำครับ” หรือ “น้ำเย็น”

2. แสดงสิ่งที่กำลังพูดถึง (Show): ใช้ท่าทาง ชี้สิ่งของ หรือหยิบของจริงให้ลูกเห็นขณะพูด เพราะเมื่อเด็กทั้ง “ได้ยิน” และ “ได้เห็น” พร้อมกัน สมองจะเชื่อมโยงคำศัพท์กับความหมายได้ง่ายขึ้น

3. ตอบสนองต่อความพยายามของลูกทันที (Respond): เมื่อลูกพยายามสื่อสาร แม้จะพูดได้เพียงคำเดียว ผู้ใหญ่ควรตอบสนองต่อความต้องการของลูกทันที เพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่า “เมื่อเราพูด คนอื่นเข้าใจเรา” ประสบการณ์เช่นนี้จะช่วยให้เด็กเห็นคุณค่าของการสื่อสาร และค่อย ๆ อยากใช้ภาษาเพื่อสื่อสารมากขึ้น

สิ่งสำคัญของเทคนิค “พูดพร้อมชี้” ไม่ได้เน้นให้ลูกต้องพูดตามทุกครั้ง แต่คือการที่ผู้ใหญ่ทำหน้าที่เป็นแบบอย่างทางภาษาให้ลูกได้ยินซ้ำ ๆ ในสถานการณ์จริง ซึ่งช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่และเด็กใช้ชีวิตจริงร่วมกันในแต่ละวันนี่เองที่จะเป็นห้องเรียนที่ดีที่สุดสำหรับการเรียนรู้ด้านภาษาของเด็ก ๆ

นอกจากนี้ การฝึกภาษาไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงหรือต้องใช้เวลาฝึกเป็นชั่วโมง แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกกิจวัตร ไม่ว่าจะเป็นเวลากินข้าว อาบน้ำ แต่งตัว เล่นของเล่น หรือออกไปเดินเล่น หากผู้ใหญ่คอยสังเกต รอจังหวะ และเติมภาษาให้สอดคล้องกับสิ่งที่ลูกกำลังสนใจ ทุกช่วงเวลาธรรมดา ๆ ที่อยู่ร่วมกันก็จะกลายเป็นโอกาสในการขยายการเรียนรู้ด้านภาษาเพื่อการสื่อสารของเด็กได้

บ้านอุ่นรักเข้าใจดีว่าการเลี้ยงลูกที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษไม่ใช่เส้นทางที่ง่าย บางวันคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองอาจรู้สึกเหนื่อย ท้อ หรือกังวลว่าลูกจะพูดสื่อสารบอกความต้องการได้หรือไม่หรือพูดยาวกว่านี้ได้เมื่อไร แต่เราอยากชวนมองว่าเมื่อลูกพูดได้หนึ่งคำ เราสามารถใช้คำนั้นเป็นสะพานพาเขาไปสู่คำต่อไปได้ เพราะพัฒนาการทางภาษาไม่ได้เกิดจากการฝึกครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่จะค่อย ๆ เติบโตจากช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ผู้ใหญ่ตอบสนองต่อความพยายามของลูกอย่างอบอุ่นและสม่ำเสมอในทุกวัน

ทีมครูบ้านอุ่นรักจะคอยแบ่งปันแนวทางและกิจกรรมที่ผู้ปกครองสามารถนำไปปรับใช้ที่บ้านเพื่อให้ทุกกิจวัตรเล็ก ๆ กลายเป็นโอกาสในการเรียนรู้ของลูก

อย่างไรก็ตาม การฝึกที่บ้านเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการส่งเสริมพัฒนาการ เด็กควรได้รับการติดตามกับกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก รวมถึงรับบริการจากนักแก้ไขการพูด นักกิจกรรมบำบัด และผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้รับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของเด็กแต่ละคน

เครดิตแนวคิด: บทความนี้เรียบเรียงจากประสบการณ์การทำงานของบ้านอุ่นรักด้านการเสริมพัฒนาการเด็กมานานมากกว่า 30 ปี ร่วมกับแนวคิดจากหลักสูตร Caregiver Skills Training (CST) ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งส่งเสริมให้ผู้ปกครองใช้กิจวัตรประจำวันเป็นโอกาสในการพัฒนาการสื่อสารและการเรียนรู้ของเด็ก

เครดิตภาพ: Google Gemini AI Image

“บ้านอุ่นรัก” เสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย

บ้านอุ่นรักสวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2 โทร 08 6775 9656 | LINE ID: 0867759656

บ้านอุ่นรักธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26  โทร 08 7502 5261 | LINE ID: @aunrak2

ใช้ “ภาพ” อย่างไร ให้พัฒนาการสื่อสารของเด็กก้าวไกลกว่าเดิม | บ้านอุ่นรัก

หนึ่งในความท้าทายของครูการศึกษาพิเศษคือการทำให้ “เรื่องเดิมที่เด็กต้องเรียน” กลายเป็น “การเรียนรู้ที่มีความหมาย” มากขึ้นในทุกครั้ง ไม่ใช่แค่ให้เด็กจำได้ แต่ต้องเข้าใจ อยากสื่อสาร และมีแรงจูงใจจากภายในตนเองเพื่อเข้ามีส่วนร่วมในการลงมือทำกิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการต่าง ๆ

สำหรับครูบ้านอุ่นรัก “ภาพ” จึงไม่ใช่แค่สื่อที่ครูใช้เพื่อแสดงให้เด็กดู แต่ครูจะเปลี่ยนภาพให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างภาษาและการสื่อสารให้ได้ผลดี

วิธีใช้ภาพให้พัฒนาการสื่อสาร “น่าสนใจและลึกขึ้น”

1. เพิ่ม “ตัวเลือก” ให้เด็กได้คิดและตัดสินใจ แทนที่จะใช้ภาพเดียว ลองเพิ่มเป็น 2–3 ตัวเลือก เช่น 👕 เสื้อ / 🩳 กางเกงขาสั้น / 👖 กางเกงขายาว

ลองถาม:

  • “เอาอะไรดี?”
  • “น้อง…ใส่อะไรดี?”

เด็กจะได้ฝึก:

  • ฟังคำถาม
  • คิดเปรียบเทียบ
  • ตัดสินใจ
  • สื่อสารความต้องการ

2. ขยายจาก “คำ” เป็น “ประโยค” จากคำสั้น ๆ เช่น “ใส่เสื้อ”

ลองขยายเป็น:

  • “น้องมีนใส่เสื้อสีแดง”
  • “น้องบอสใส่กางเกงขาสั้น”

เด็กจะได้เรียนรู้:

  • คำคุณศัพท์ (สี/ลักษณะ)
  • โครงสร้างประโยค (ใคร ทำอะไร อะไร)

3. เพิ่ม “คำกริยา” ให้หลากหลาย อย่าหยุดแค่คำว่า “ใส่”

ลองเพิ่ม:

  • “หยิบ”
  • “ถอด”
  • “แขวน”
  • “เก็บใส่กระเป๋า”

ตัวอย่าง:

  • “น้องมีนหยิบเสื้อสีแดง”
  • “น้องบอสถอดรองเท้า”

เด็กจะ:

  • เข้าใจความหมายของการกระทำที่แตกต่าง
  • ไม่จำกัดการสื่อสารอยู่แค่คำเดิม ๆ
  • ได้ลงมือทำจริง ไม่จำเจ

4. เล่น “บทบาทสมมติ” ให้การเรียนมีชีวิต

เช่น:

  • ใส่เสื้อให้ตุ๊กตา
  • หยิบเสื้อส่งให้เพื่อน

แล้วต่อยอดด้วยคำถาม:

  • “น้องมีนกำลังทำอะไร?”
  • “น้องบอสส่งเสื้อให้ใคร?”
  • “น้องวินขอบคุณเพื่อน (น้องบอส) แล้วหรือยังที่เขาส่งเสื้อให้?”

เด็กจะได้:

  • เข้าใจความหมายเชิงลึก
  • สื่อสารโต้ตอบจริง
  • ฝึกใช้คำพูดเชิงมารยาททางสังคม (ขอบคุณ ขอโทษ)

5. ใช้ “คำถามหลายระดับ” เพื่อกระตุ้นความคิด

ไล่จากง่าย → ยาก

1️⃣ นี่อะไร?
2️⃣ ใครใส่เสื้อ?
3️⃣ ทำไมต้องใส่เสื้อ?
4️⃣ ถ้าไม่ใส่เสื้อจะเป็นยังไง?

ช่วยให้เด็ก:

ไม่ใช่แค่ “จำ” แต่ “คิดต่อยอด” ได้

6. เทคนิคสำคัญ: “พูดนำ พูดตาม พูดเอง”

ตัวอย่าง:

  • ครู: “เสื้อสีแดง”
  • เด็กพูดตาม
  • ครูถาม: “นี่อะไร?”
  • เด็กตอบเอง

เป้าหมายคือ:

  • ลดการพึ่งพาครู
  • ให้เด็ก “สื่อสารได้ด้วยตัวเอง”

ตัวอย่างกิจกรรม

หัวข้อ: เครื่องแต่งกาย

  • ดูภาพ → พูดคำศัพท์
  • เลือก → “เอาเสื้อหรือกางเกง?”
  • เรียง → “น้องต้นใส่เสื้อ”
  • ขยาย → “น้องต้นใส่เสื้อสีฟ้า”
  • ลงมือทำ → ใส่เสื้อให้ตุ๊กตา
  • ถาม → “ใครใส่เสื้อ?”

เทคนิคสำคัญสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

  • ใช้คำสั้น ชัด และ “ซ้ำบ่อย”
  • ชมทันทีเมื่อเด็กพยายาม (แม้ยังไม่ชัด)
  • ใช้ท่าทาง สีหน้า และการชี้ช่วยสื่อสาร
  • ไม่กดดันให้ตอบถูก 100%

จาก “ภาพธรรมดา” สู่ “ประโยคแรกของชีวิต”

บ้านอุ่นรักอยากชวนผู้ปกครองลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ที่บ้าน เพียงแค่เพิ่มตัวเลือก ขยายประโยค เล่นบทบาทสมมติ ตั้งคำถามหลากหลาย สิ่งเล็ก ๆ ที่เพิ่มเข้าไปเหล่านี้จะช่วยให้เด็ก

  • สนุกกับการเรียน
  • ได้ฟัง ได้คิด ได้สื่อสาร
  • ที่สำคัญที่สุด…ภาพธรรมดา ๆ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “การสื่อสารที่มีความหมาย” ของเด็ก

“บ้านอุ่นรัก” เสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย

Image Credit: Google Gemini

เปลี่ยนภาพที่เห็นเป็นพัฒนาการด้านการสื่อสารของเด็ก | บ้านอุ่นรัก

สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษกลุ่มออทิซึม สมาธิสั้น หรือพัฒนาการล่าช้า “ทักษะด้านการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร” มักไม่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เด็กจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ

แม้จะมีเครื่องมือการสอนหลายรูปแบบ แต่หนึ่งในเครื่องมือที่เรียบง่าย เข้าใจง่าย และได้ผลดีน่าประทับใจ คือ “การใช้ภาพ” เพราะภาพช่วยให้เด็กเชื่อมโยงสิ่งที่เห็นกับความหมายและต่อยอดไปสู่การสื่อสารได้อย่างเป็นรูปธรรม

โครงสร้างการสอน (เรียงจากง่ายสู่ยาก)

  • เริ่มจากการพูดคำศัพท์จากภาพ
    เช่น เสื้อ / กางเกง เพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับคำพื้นฐาน
  • ฝึกทำตามคำสั่งง่าย ๆ
    เช่น หยิบเสื้อ / ชี้กางเกง เพื่อเสริมความเข้าใจภาษา
  • เรียงคำเป็นประโยคจากภาพ
    เช่น ชื่อ… ใส่… เพื่อเริ่มต้นการสื่อสารเป็นประโยค
  • อ่านประโยคจากภาพที่เรียงแล้ว
    ช่วยให้เด็กเชื่อมโยงคำ → ประโยค → ความหมาย
  • ฝึกตอบคำถามจากภาพ
    เช่น นี่อะไร / น้อง…ทำอะไร / ใครใส่กางเกงขาสั้น เพื่อกระตุ้นการคิดและการใช้ภาษาอย่างมีความหมาย

เป้าหมายการสอน

  • เด็กสามารถจดจำคำศัพท์ได้
  • เด็กเข้าใจความหมายของภาษา
  • เด็กใช้ภาษาได้เหมาะสมกับสถานการณ์
  • เด็กเชื่อมโยงสิ่งที่เห็น → เข้าใจ → สื่อสารออกมาได้
  • เด็กฟังและเข้าใจคำถาม คิดหาคำตอบ และตอบได้อย่างเป็นขั้นตอน
  • กล้าแสดงออกและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้
  • พัฒนาทักษะภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ จากคำง่าย ๆ ไปสู่การใช้งานจริง
  • เป้าหมายสำคัญที่สุด คือ ให้เด็กเข้าใจภาษา+สื่อสารได้+ใช้ภาษาเพื่อบอกความต้องการของตนเองได้จริง

สำหรับลูกศิษย์ที่บ้านอุ่นรัก ทีมครูตั้งใจเสริมพัฒนาด้านการสื่อสารให้กับเด็ก ๆ อย่างเต็มที่ทุกวัน โดยมีเป้าหมายว่าจากภาพหนึ่งใบที่เด็กมองเห็น ครูจะค่อย ๆ ช่วยให้ภาพที่เด็กเห็นกลายเป็น “คำ ๆ แรก” และ “คำถัด ๆ ไป” ที่เด็กสามารถใช้สื่อสารได้อย่างมั่นใจ

แต่…ครูมีเทคนิคอย่างไรที่จะสอนเรื่องเดิมทุกวัน แต่ยังคงความสนุกและไม่น่าเบื่อเพื่อจูงใจเด็ก? ผู้ปกครองอย่าลืมติดตามอ่านในโพสต์ถัดไปนะคะ

“บ้านอุ่นรัก” เสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย

บ้านอุ่นรักสวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2 โทร 086 775 9656

บ้านอุ่นรักธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26 โทร 087 502 5261

Line: บ้านอุ่นรักสวนสยาม LINE ID: 0867759656

Line: บ้านอุ่นรักธนบุรี LINE ID: @aunrak2

Image Credit: Google Gemini

เด็กพูดช้า | บทความวิชาการจากจุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์”

เด็กพูดช้า | บทความวิชาการจากจุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์”

รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงจันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ ได้เขียนบทความวิชาการ หัวข้อ “เด็กพูดช้า” ไว้ในจุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์” ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจโดยสรุป ดังนี้

ปัญหาเด็กพูดช้าเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติ จึงเป็นหน้าที่ของกุมารแพทย์ในการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาในเด็ก ตรวจวินิจฉัย และแก้ไขปัญหาเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัยและป้องกันปัญหาที่จะเกิดตามมา เพราะเมื่อติดตามในระยะยาว เด็กพูดช้าอาจมีปัญหาการอ่าน การเขียน การเรียนรู้ การเข้าสังคม ปัญหาพฤติกรรม และปัญหาทางอารมณ์เมื่อโตขึ้น

พัฒนาการทางการพูดสื่อสารในเด็ก เด็กแรกเกิดจนกระทั่งถึง 6 ปี ควรมีการรับรู้ภาษา การพูด หรือการแสดงออกอย่างไร

การเฝ้าระวังติดตามและตรวจคัดกรอง ควรทำทุกครั้งที่พ่อแม่ผู้ปกครองได้พาเด็กมาพบแพทย์

ควรสงสัยว่าเด็กมีปัญหาทางการพูดเมื่อใด ถ้าสังเกตให้ดี เด็กอาจมีพฤติกรรมที่แสดงว่าอาจมีปัญหาในการพูดตั้งแต่ขวบปีแรก ซึ่งรองศาสตราจารย์แพทย์หญิงจันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ ได้ระบุข้อบ่งชี้ง่าย ๆ ในการสังเกตว่าเด็กอาจมีปัญหาในการพูดหรือไม่ ไว้ในบทความนี้ด้วย

สาเหตุของเด็กพูดช้า

  1. ปัญหาการได้ยิน (hearing problems) จากภาวะต่าง ๆ
  2. ความผิดปกติของการทำงานของสมองจากสาเหตุต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนคลอด ขณะคลอด และหลังคลอด
  3. ความผิดปกติของอวัยวะที่ใช้ในการเปล่งเสียงพูด
  4. สภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมและไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาทางการพูดและการใช้ภาษา
  5. Autism ออทิซึม
  6. Specific language impairment (SLI) หรือเด็กมีความบกพร่องในการเข้าใจหรือใช้ภาษา ทั้งภาษาพูดและท่าทาง การเข้าใจคำศัพท์ ความหมายของคำ รูปประโยค ไวยากรณ์

การตรวจและวินิจฉัย

  1. ซักประวัติอย่างละเอียด
  2. ตรวจร่างกายและพัฒนาการ
  3. Formal Audiologic Examination (ตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยิน) ในกรณีที่สงสัยว่าเด็กมีปัญหาการได้ยิน

หากพัฒนาการช้าหลายด้านหรือสงสัยว่าสติปัญญาบกพร่อง หรือ มีพัฒนาการถดถอย ควรส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจเพิ่มเติมโดยละเอียดต่อไป

การดูแลรักษา ใช้หลัก

EARLY IDENTIFICATION ตรวจโดยเร็วที่สุดเพื่อหาสาเหตุของการพูดช้าให้พบ

EARLY INTERVENTION แทรกแซงเพื่อกระตุ้นการพูดให้เร็วที่สุด

EARLY REFERAL ส่งต่อไปยังทีมแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อช่วยแก้ปัญหาการพูดช้าให้เร็วที่สุด

คลิกที่ลิงก์เพื่ออ่านจุลสารและบทความฉบับเด็ม

http://www.thaipediatrics.org/Media/media-20181220121505.pdf

เนื่องจากการพูดเป็นรูปแบบการสื่อสารกับผู้อื่นที่มีความสำคัญ ปัญหาเด็กพูดช้าจึงต้องได้รับการดูแลและแก้ไขให้ถูกต้องเสียแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่เด็กจะมีปัญหาการอ่าน การเขียน การเรียนรู้ การเข้าสังคม ปัญหาพฤติกรรม และปัญหาทางอารมณ์ตามมา

เครดิตข้อมูล: จุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์” จุลสารราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ปีที่ 39 ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม 2561 หน้า 4-6

เครดิตภาพ: Unsplash | Alexander Schimmeck