“ทำไมลูกไม่เริ่มสื่อสาร” | ตอนที่ 2

ตอนที่ 2: เมื่อเปิดโอกาสให้ลูกเป็นฝ่ายเริ่มสื่อสารก่อน แต่ลูกก็ยังไม่พูด พ่อแม่ควรทำอย่างไรต่อดี

เมื่อลูกยังไม่พูด…อย่าเพิ่งมองข้ามสัญญาณเล็ก ๆ ของการสื่อสารค่ะ

จากบทความตอนที่แล้ว เราชวนพ่อแม่ผู้ปกครอง “รออีกนิด” และเปิดพื้นที่เล็ก ๆ ให้เด็กได้เป็นฝ่ายเริ่มสื่อสารด้วยตนเอง แต่เมื่อเริ่มทำจริง หลายครอบครัวอาจพบคำถามใหม่ว่า “เรารอแล้ว แต่ลูกก็ยังไม่พูดอยู่ดี” หากกำลังรู้สึกเช่นนั้น อยากชวนพ่อแม่ลองมองในมุมที่กว้างขึ้น เพราะการสื่อสารของลูกอาจไม่ได้เริ่มต้นจากคำพูดเสมอไป

หากลูกยังไม่พูด…ลองมองหาการสื่อสารรูปแบบอื่นที่มีความหมายเช่นกัน

เด็กหลายคนเริ่มต้นการสื่อสารผ่านวิธีอื่นก่อน เช่น

  • มองหน้า
  • ชี้นิ้ว
  • ยื่นของให้
  • ส่งเสียง
  • ดึงมือผู้ใหญ่
  • ใช้ภาพหรือสัญลักษณ์

พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็น “การสื่อสาร” และควรได้รับการตอบสนองอย่างอบอุ่น เพราะสำหรับเด็กบางคน การมองหน้าเพียงเสี้ยววินาทีหรือการยื่นของให้ผู้ใหญ่ อาจเป็นก้าวสำคัญที่ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก เราอย่ามองข้ามความสำเร็จเล็ก ๆ เหล่านี้เพราะนี่คือรากฐานสำคัญที่จะต่อยอดไปสู่ทักษะการสื่อสารที่ซับซ้อนขึ้นในอนาคต

ปัญหาที่พ่อแม่อาจพบในช่วงแรกของการฝึก

เมื่อเริ่มเปิดโอกาสให้เด็กเป็นฝ่ายเริ่มสื่อสาร พ่อแม่อาจพบว่า

  • เด็กร้องไห้หรือหงุดหงิดเมื่อไม่ได้ของทันที
  • เดินหนีหรือไม่สนใจคน
  • ใช้การดึงมือมากกว่าการมองหน้า
  • ส่งเสียงแต่ยังไม่สามารถพูดเป็นคำได้
  • แสดงพฤติกรรมโวยวายเมื่อถูกคาดหวังให้สื่อสาร

พฤติกรรมเหล่านี้พบได้ค่อนข้างบ่อยและไม่ได้แปลว่าเด็กดื้อหรือไม่ให้ความร่วมมือ แต่เป็นเพราะเด็กกำลังเรียนรู้วิธีสื่อสารแบบใหม่และเริ่มเข้าใจว่าผู้ใหญ่กำลังรอให้เขาเป็นฝ่ายส่งสัญญาณบางอย่างก่อน ดังนั้น ความสับสนหรือความหงุดหงิดในช่วงแรกจึงเป็นเรื่องที่พบได้ตามปกติ

จดบันทึก…เพื่อมองเห็นพัฒนาการที่อาจมองข้าม

เมื่อคนในบ้านเริ่มฝึกเรื่องการสื่อสารให้เด็ก ลองจดบันทึกข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น

  • ลูกเริ่มสื่อสารในสถานการณ์ใด
  • ใช้วิธีสื่อสารแบบไหน
  • สิ่งใดกระตุ้นให้ลูกอยากสื่อสารมากขึ้น
  • มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นระหว่างการฝึก
  • พฤติกรรมใดที่ทำให้พ่อแม่กังวล

ตัวอย่าง เช่น

  • ลูกจะมองหน้าเฉพาะตอนอยากได้ขนม
  • เมื่อต้องรอเกิน 10 วินาที ลูกเริ่มร้องไห้
  • ลูกยื่นแก้วน้ำให้แทนการพูด
  • ลูกเริ่มชี้นิ้วได้มากขึ้นในสัปดาห์นี้

บ้านอุ่นรักขอเป็นกำลังใจให้พ่อแม่ทุกบ้าน การสื่อสารไม่ได้เริ่มต้นที่คำพูดเสมอไป แต่เริ่มจากการที่เด็กเรียนรู้ว่า “เมื่อฉันส่งสัญญาณบางอย่าง คนรอบข้างก็เข้าใจฉัน” และบางครั้ง จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงนั้น อาจเกิดขึ้นจากการที่ผู้ใหญ่ “ชะลอความช่วยเหลือลงเล็กน้อย” และ “รออีกนิด” เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ลองเป็นฝ่ายเริ่มต้นด้วยตนเองค่ะ

“บ้านอุ่นรัก” เสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย

บ้านอุ่นรักสวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2 โทร 08 6775 9656 | LINE ID: 0867759656

บ้านอุ่นรักธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26  โทร 08 7502 5261 | LINE ID: @aunrak2

Image Credit: Google Gemini

“ทำไมลูกไม่เริ่มสื่อสาร” | ตอนที่ 1

ตอนที่ 1: รออีกนิดเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกเป็นฝ่ายเริ่มสื่อสารก่อน

“ทำไมลูกถึงไม่ยอมพูด?” เป็นคำถามที่พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กออทิสติก เด็กสมาธิสั้น หรือเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าหลายคนถามตัวเองอยู่เสมอ และหลายครั้งเราเฝ้าสอน เฝ้ากระตุ้น พูดกับลูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลับพบว่าลูกยังไม่ค่อยเป็นฝ่ายเริ่มสื่อสารด้วยตนเอง

ในฐานะครูเสริมพัฒนาการเด็ก หนึ่งในคำแนะนำที่ครูบ้านอุ่นรักมักบอกกับพ่อแม่เสมอ คือ “พยายามสร้างโอกาสให้เด็กเป็นฝ่ายเริ่มสื่อสารบ้าง” แม้จะฟังดูเป็นเรื่องง่าย แต่ในชีวิตจริงกลับไม่ง่ายนักเพราะผู้ใหญ่มักคาดเดาความต้องการของเด็กได้เร็วเกินไป เช่น

  • ลูกเดินมาที่ตู้เย็น เรารีบหยิบน้ำให้
  • ลูกมองขนม เรารีบส่งให้
  • ลูกร้องไห้ เรารีบแก้ปัญหาให้ทันที

แม้จะเป็นความหวังดี แต่บางครั้งเด็กจึงไม่จำเป็นต้องสื่อสารอะไรเลยเพราะผู้ใหญ่จัดการทุกอย่างให้หมดแล้ว

ทำไมการเป็นฝ่ายเริ่มสื่อสารก่อนจึงสำคัญ

  • เป้าหมายของการสื่อสารไม่ได้อยู่ที่การตอบคำถามของผู้ใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่คือการที่เด็กสามารถบอกความต้องการ ความรู้สึก และความคิดของตนเองได้ในชีวิตจริง
  • เด็กที่เริ่มสื่อสารได้ด้วยตนเองมักมีโอกาสพัฒนาทักษะทางภาษา การเข้าสังคม และการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้มากขึ้น เพราะเขาเริ่มเข้าใจว่า “เมื่อฉันสื่อสาร คนรอบข้างก็เข้าใจและตอบสนองฉันได้”

ดังนั้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้ใหญ่สามารถช่วยได้ คือ การสร้างสถานการณ์เล็ก ๆ ที่ทำให้เด็กมีเหตุผลในการสื่อสาร

สร้างโอกาสให้ลูก “มีเหตุผลที่จะสื่อสาร”

การเปิดโอกาสให้เด็กเริ่มสื่อสารไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมพิเศษ เพียงปรับกิจวัตรเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น

  • วางของเล่นชิ้นโปรดไว้ในกล่องที่เด็กเปิดเองไม่ได้
  • ให้ขนมทีละชิ้นแทนการให้ทั้งถุง
  • หยุดเล่นเกมสนุก ๆ สักครู่เพื่อรอการตอบสนองจากเด็ก
  • เป่าฟองสบู่แล้วหยุดรอดูว่าเด็กจะมองหน้า ส่งเสียง หรือยื่นอุปกรณ์มาให้เราอีกหรือไม่
  • ระหว่างร้องเพลงโปรด ลองหยุดตรงคำสุดท้ายเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กส่งสัญญาณบางอย่าง

สิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องทำ คือ “รอ” เพราะบางครั้งเด็กอาจต้องใช้เวลา 5-10 วินาทีหรือมากกว่านั้นในการคิดและตอบสนอง ซึ่งช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ผู้ใหญ่รออย่างตั้งใจอาจเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้เด็กได้ฝึกเป็นผู้เริ่มต้นการสื่อสารด้วยตนเอง เช่น เมื่อลูกมองขวดน้ำ แทนที่จะยื่นให้ทันที ลองหยุดรอสักครู่ หากเด็กหันมามองหน้า ส่งเสียง ยื่นมือ หรือชี้ไปที่ขวดน้ำ นั่นคือโอกาสที่เด็กกำลังเรียนรู้ว่าการสื่อสารของตนเองสามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการได้

จริง ๆ แล้ว รูปแบบการสื่อสารที่เด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการใช้ไม่ได้มีเพียงการพูดเท่านั้น และนี่คือประเด็นต่อเนื่องที่เราจะชวนคุยกันในบทความตอนหน้า เพราะสัญญาณเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้ามอาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสื่อสารที่กำลังเติบโตอยู่ก็ได้ค่ะ

“บ้านอุ่นรัก” เสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย

บ้านอุ่นรักสวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2 โทร 08 6775 9656 | LINE ID: 0867759656

บ้านอุ่นรักธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26  โทร 08 7502 5261 | LINE ID: @aunrak2

Image Credit: Google Gemini

ก่อนลูกจะเรียนรู้ เขาต้อง “อยากรู้” ก่อน | บ้านอุ่นรัก

การสำรวจและตอบสนองต่อสิ่งเร้าเป็นทักษะสำคัญที่จะสร้างการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ สำหรับเด็กออทิสติกและเด็กสมาธิสั้น

ในฐานะครูเสริมพัฒนาการเด็ก ครูบ้านอุ่นรักให้ความสำคัญกับการที่เด็กออทิสติกและเด็กสมาธิสั้นมีความสนใจที่จะสำรวจและตอบสนองต่อสิ่งเร้ารอบตัวเป็นอย่างยิ่งเพราะทักษะนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ทุกอย่าง

เราอยากให้ทุกท่านลองนึกภาพเด็กคนหนึ่งที่เห็นของเล่นชิ้นใหม่แล้วหยิบขึ้นมาดู พลิกไปมา กดปุ่ม ลองผิดลองถูก และเฝ้าสังเกตว่าเมื่อตนทำสิ่งนั้น ๆ ไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น พฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ที่เด็กทำล้วนส่งผลให้เขาเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้เสมอ เช่น รู้จักสังเกต คิดหาทางแก้ปัญหา จดจำ คาดเดา หรือเชื่อมโยงเหตุและผลของพฤติกรรมที่ตนทำ อย่างไรก็ตาม เด็กออทิสติกและเด็กสมาธิสั้นจำนวนไม่น้อยกลับพลาดโอกาสเหล่านี้ไป

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ด้วยลักษณะอาการของเด็กออทิสติกและเด็กสมาธิสั้น เด็ก 2 กลุ่มนี้อาจมีความยากลำบากในการรับรู้ ประมวลผล และแปลผลข้อมูลที่ตนได้รับ นอกจากนี้ เด็ก ๆ ยังมีความยากลำบากในการที่ตนต้องสนใจจดจ่อ (attention) อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งตรงหน้า และมีอุปสรรคปัญหาเรื่องการใช้แรงจูงใจ (motivation) ที่ตนมีในการสำรวจและตอบสนองต่อสิ่งเร้าอีกด้วย

  • เด็กอาจสนใจเฉพาะสิ่งที่ตนชอบมากเป็นพิเศษทำให้มองข้ามสิ่งเร้าอื่น ๆ รอบตัว
  • เด็กอาจมีความไวต่อเสียง แสง กลิ่น และสัมผัสบางอย่าง จนการสำรวจสิ่งใหม่กลายเป็นเรื่องยาก
  • เด็กอาจมีความยากลำบากในการควบคุมความสนใจทำให้เปลี่ยนความสนใจได้ง่ายด้วยความรวดเร็ว เด็กจึงอยู่กับกิจกรรมได้ไม่นาน และยังไม่มีเวลามากพอที่จะทดลองซ้ำ ๆ จนค้นพบว่าสิ่งนั้นน่าสนใจ

เมื่อเด็กสำรวจน้อยลง โอกาสในการค้นพบสิ่งที่ตนเองชอบ สนใจ หรืออยากเรียนรู้ต่อก็ลดน้อยลงตามไปด้วย

เมื่อเด็กเริ่มสำรวจ การเรียนรู้จึงเริ่มต้น

  • ก่อนที่เด็กจะจดจ่อกับกิจกรรมได้นาน เขาต้องรู้สึกว่าสิ่งนั้นน่าสนใจก่อน
  • ก่อนที่เด็กจะทำตามคำสั่งได้ เขาต้องหันมาสนใจสิ่งที่คนรอบตัวกำลังชวนให้ทำ
  • ก่อนที่เด็กจะเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ได้ เขาต้องได้มีโอกาสทดลอง ค้นหา และค้นพบด้วยตัวเอง

นี่คือเหตุผลที่ครูบ้านอุ่นรักให้ความสำคัญกับการสร้างแรงจูงใจและความอยากรู้อยากเห็นควบคู่ไปกับการสอนทักษะต่าง ๆ ให้กับนักเรียนของเรา

สิ่งที่คนที่บ้านช่วยได้

พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบ้านให้เป็นห้องบำบัด แต่สามารถสร้างโอกาสให้ลูกได้สำรวจสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น

  • วางของเล่นหรือกิจกรรมที่ลูกสนใจไว้ในตำแหน่งที่มองเห็นและเข้าถึงได้
  • เปิดโอกาสให้ลูกได้ทดลองเองก่อนรีบช่วย
  • ชื่นชมความพยายามในการสำรวจ มากกว่ารอชื่นชมเฉพาะผลลัพธ์
  • ทำกิจกรรมร่วมกันและรอคอยให้ลูกเป็นฝ่ายเริ่มสื่อสารหรือแสดงความสนใจบ้าง
  • เปลี่ยนกิจวัตรประจำวันให้เป็นโอกาสในการค้นหาและเรียนรู้ เช่น การแต่งตัว อาบน้ำ ทำอาหาร หรือเก็บของเล่น

สิ่งสำคัญคือไม่จำเป็นต้องทำกิจกรรมยากหรือซับซ้อน เพราะการเรียนรู้ที่ดีที่สุดของเด็กเล็กมักเกิดขึ้นจากเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน

บ้านและทีมบำบัดควรเดินไปด้วยกัน

แม้ว่าพ่อแม่ ผู้ปกครอง และสมาชิกในครอบครัวที่เกี่ยวของกับเด็กจะสามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการเด็กที่บ้านได้ แต่เด็กแต่ละคนต่างมีจุดแข็ง ความท้าทาย และความต้องการที่แตกต่างกัน ดังนั้น บ้านอุ่นรักสนับสนุนให้ทุกท่านหมั่นปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก นักกิจกรรมบำบัด นักแก้ไขการพูด ครูเสริมพัฒนาการ หรือผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลเด็กอยู่เป็นประจำ เพราะทีมบำบัดประจำตัวลูกจะช่วยให้พ่อแม่เข้าใจได้ดีขึ้นว่าควรส่งเสริมลูกในจุดใด และควรปรับกิจกรรมที่บ้านอย่างไรให้เหมาะกับพัฒนาการของลูกในช่วงเวลานั้น เมื่อคนที่บ้านและทีมสหวิชาชีพประจำตัวเด็กช่วยกันสร้างโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จากทุกช่วงเวลาของชีวิตประจำวัน เด็กย่อมมีโอกาสหันมาสนใจสิ่งหนึ่งตรงหน้า แล้วอยากรู้ว่า…”สิ่งนี้คืออะไรนะ?”

เราอาจไม่สามารถบังคับให้เด็กอยากเรียนรู้ได้ แต่เราสามารถช่วยสร้างโอกาสให้เขาอยากสำรวจ อยากค้นหา และอยากลองทำด้วยตัวเองได้ทุกวัน เพราะการเรียนรู้ที่ยั่งยืน มักเริ่มต้นจากความอยากรู้เล็ก ๆ ของเด็กเสมอค่ะ

“บ้านอุ่นรัก” เสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย

บ้านอุ่นรักสวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2 โทร 086 775 9656 | LINE ID: 0867759656

บ้านอุ่นรักธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26 โทร 087 502 5261 | LINE ID: @aunrak2

Image Credit: Google Gemini