by admin | กำลังใจ, บทความทั่วไป
“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี
ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ
“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนส่งท้าย: สิ่งที่อยากบอกกับทุกบ้าน...
อยากให้กำลังใจกับทุกบ้านให้อดทนกับความเหนื่อยยากที่ต้องเจอ การเลี้ยงลูกแบบเราไม่ใช่งานที่ง่ายเลย แต่มองอีกมุมหนึ่ง เราสามารถได้รับความสุขมากมายทุกครั้งที่ลูกทำอะไรได้ น้ำตาเราไหลด้วยความดีใจทุกครั้งที่เราเห็นพัฒนาการของเค้าไม่ว่าจะระดับใดก็ตาม ซึ่งความสุขเหล่านี้ เราอาจจะไม่ได้เจอเลย…ถ้าลูกเราไม่ได้เป็นแบบนี้
สิ่งที่เราตั้งใจเขียนนี้ เรามุ่งหวังว่าแนวทางการดูแลลูกในแบบของเราจะสามารถเป็นแสงเล็ก ๆ ให้กับแต่ละบ้านที่ประสบปัญหาเหมือนเรา นำไปลองใช้ ลองเดินตามในเส้นทางที่เรียกว่าไม่ใช่ทางสวยงาม ไม่ใช่ทางปกติ แต่ขอให้มั่นใจว่า ถ้าแต่ละบ้านลองทำตามแล้ว คุณจะได้เห็นศักยภาพในตัวลูกของคุณจริง ๆ ไม่มากก็น้อย อย่าท้อ อย่าสิ้นหวังกับสิ่งที่คุณกำลังเจออยู่ในตอนนี้ ขอให้ทำทุกอย่างให้เต็มกำลังของตัวคุณเอง และเมื่อเวลาผ่านไป เรื่องนี้มันจะเป็นแค่ฝันร้ายของคุณเท่านั้น
เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash
by admin | กำลังใจ, บทความทั่วไป
“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี
ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ
“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนที่ 8: เส้นทางเสริม...
…สิ่งที่เราเล่ามาทั้งหมดเป็นแนวทางหลักที่เราใช้ในการช่วยลูกให้ดีขึ้น แต่เราเชื่อว่าการรักษาลูกไม่มีเส้นทางเดียว ถ้าทำทุกอย่างที่ทำได้ ลูกน่าจะดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย เราศึกษาแนวคิด แนวทางรักษาอื่นๆ และสุดท้ายเราเลือกสิ่งที่คิดว่าจะทำลูกให้ดีขึ้นโดยไม่เป็นอันตราย เช่น เลี่ยงอาหารที่ส่งผลต่ออาการของลูกให้มากที่สุด จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีผลกระทบ (ปัจจุบันลูกทานอาหารได้ทุกอย่างแล้ว) การทานวิตามินเสริม, การรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ซึ่งเราเองก็ตอบไม่ได้ว่าลูกดีขึ้นด้วยสิ่งเหล่านี้หรือไม่ เรารู้แค่ว่า เราทำทุกอย่างเท่าที่เราจะทำได้แล้วและลูกก็ดีขึ้นอย่างน่าชื่นใจจริง ๆ
นอกจากการปรึกษาหมอและผู้เชี่ยวชาญ เรายังหาตัวช่วยจากคุณพ่อคุณแม่ผู้มีประสบการณ์จริงและลูกโตกว่าลูกเรา พูดคุยสอบถาม เก็บรายละเอียด เพื่อให้รู้สถานการณ์ล่วงหน้าว่า เมื่อลูกโตขึ้นในแต่ละวัย เราอาจจะเจอปัญหาอะไรในอนาคต อะไรคือสิ่งที่เราต้องเตรียมตัวให้ลูกในแต่ละช่วง แต่ละวัย หลังจากนั้น เราจะเก็บประเด็นสำคัญเอามาวางแผนในการพัฒนาลูก รวมถึงการอ่านหนังสือที่เขียนโดยคนที่เป็นแบบลูก การอ่านข้อมูลในเวปจากคนที่เป็นเหมือนลูกแต่สามารถสื่อสารได้แล้วว่าทำไมตอนเด็กถึงมีพฤติกรรมแปลก ๆ เพื่อให้เราเข้าใจเวลาลูกทำพฤติกรรมแปลก ๆ และจะถามลูกเสมอว่าอะไรคือเหตุผลที่เค้าทำ เพื่อที่จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด
เราพยายามหากีฬาให้ลูกได้เล่น เพราะจากข้อมูลที่เราอ่านบอกว่ากีฬาโดยเฉพาะว่ายน้ำจะทำให้ลูกดีขึ้น สำหรับบ้านเรา ลูกคนเล็กเรียนว่ายน้ำอาทิตย์ละ 3-4 วันเป็นเวลา 3 ปี ก็ยังว่ายไม่ได้ ในช่วงแรกก็ท้อเหมือนกัน แต่เมื่อปรึกษาหมอ และหมอบอกว่า ยังไงก็ต้องให้ลูกเล่นกีฬาอะไรบางอย่าง เราก็เลยลองหากีฬาให้ลูกลองเรียนไปเรื่อย ๆ เช่น เตะบอล เทนนิส ซึ่งลูกคนเล็กก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี สุดท้าย เรื่องกีฬาของลูกก็มาลงตัวที่แบดมินตันเมื่อตอนอายุ 8 ปี สิ่งที่เห็นคือ เค้ามีสมาธิจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้นานขึ้น เค้าสามารถตีกับพี่ชายและเพื่อนได้ และพัฒนาจนสามารถไปแข่งวิ่งผลัดกับเพื่อนในงานกีฬาสีที่โรงเรียนได้
ลูกคนเล็กขอเรียนเปียโนเมื่ออายุประมาณ 7.5 ปี เพราะพี่ชายขอเรียน ในตอนแรกเราไม่มั่นใจเลยว่าจะเรียนได้ แต่คิดว่าน่าจะดีต่อการพัฒนากล้ามเนื้อนิ้วและการสั่งการของสมอง ก็เลยคุยกับคุณครูเปียโนให้เข้าใจว่าลูกมีลักษณะยังไง แต่กลายเป็นว่าเราได้ค้นพบความสามารถพิเศษของลูกด้านดนตรี ลูกกลายเป็นลูกศิษย์คนโปรดของครูเพราะเล่นได้ดี และเปียโนก็ทำให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น ลูกมีโอกาสได้แสดงออกโดยการเล่นคอนเสิร์ตของโรงเรียน ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มประสบการณ์ทางสังคมที่ดีมาก เพราะทำให้ลูกรู้จักควบคุมตัวเองได้มากขึ้น…
เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash
by admin | กำลังใจ, บทความทั่วไป
“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี
ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ
“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนที่ 6: พลังแห่งความรัก...
…อีกเรื่องที่สำคัญคือ การแสดงความรักกับลูกมาก ๆ เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ เราบอกรักลูก ใกล้ชิดเค้า กอดและหอมเค้าทุกวันจนทุกวันนี้ ในช่วงลูกเล็ก ๆ ลูกมีแต่แววตาที่เฉยเมย มีแต่ความเงียบ บางทีก็อาจจะมองเราแวบนึงเหมือนเราเป็นวัตถุอะไรซักอย่างที่ไม่ใช่สิ่งที่เค้าสนใจ แล้วก็วิ่งไปที่อื่น ทุกคืนก่อนนอนลูกมักจะท่องตัวอักษรหรือนับเลขจนหลับ และเมื่อลูกตื่นขึ้น ลูกก็จะลุกจากเตียงทันทีเพื่อไปจ้องมองนาฬิกา Digital ที่มีแสงสีแดง แต่เมื่อเราทำอย่างที่เล่ามาเรื่อย ๆ ลูกก็เริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยสนใจแต่วัตถุ แสงเงา จากที่มีแต่ความเงียบจากลูก ลูกเริ่มสนใจเรา เริ่มติดเรา เริ่มพูดออกมาเป็นคำ ช่วงแรกลูกจะพูดได้แต่คำว่า “แม่” แล้วก็มองหน้าเรา เค้าจะพูดซ้ำ ๆ เรียกแม่ เพื่อให้เราตอบรับว่า “ครับ” เราคุยกันแบบนี้หลายวัน จนวันนึงก่อนนอน ลูกพูดกับเราด้วยความยากลำบาก ออกมาเป็นคำ ๆ ว่า “แม่..หนู..รัก..แม่..มาก..” วันนั้นเราร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ได้เลย และไม่ใช่แค่เค้าพูดแบบนั้น เค้าเริ่มมาซุกตัวนอนให้เรากอด ตื่นเช้ามาเค้าก็จะเอาจมูกมาชนจมูกเรา เอามือลูบหน้าเรา เรียกเราให้เล่นกับเค้าตลอดเวลา การแสดงความรักของลูกที่เริ่มมีให้แม่ ขยายไปให้ทุกคนในบ้าน (ทุกคนในบ้านก็แสดงความรักกับลูกอย่างสม่ำเสมอ) ลูกเลียนแบบการแสดงความรักทุกอย่างที่เราเคยทำกับเค้า เราจำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่ง สามีเราบอกกับเราว่า เค้านั่งเล่นกับลูก เห็นแววตาของลูกคนเล็กเป็นประกาย เค้ารู้แล้วว่าเค้ากำลังจะได้ลูกชายของเค้ากลับคืนมา จนถึงทุกวันนี้ ลูกคนเล็กของเรายังคงวิ่งมากอดหอมพ่อแม่เวลาเรา 2 คนกลับถึงบ้านตอนเย็น บางทีเค้าจะโทรหาพ่อแม่ว่าเมื่อไหร่จะกลับจากที่ทำงาน เค้ารอทำการบ้านกับพ่อและแม่อยู่…
เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash
by admin | กำลังใจ, บทความทั่วไป
“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี
ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ
“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนที่ 5: ครอบครัวต้องทำงานเป็นทีม...
…ทุกคนในบ้านของเราล้วนแต่มีความสำคัญต่อการเดินในเส้นทางนี้ จากประสบการณ์ตนเอง แม่ต้องเป็นคนทำหน้าที่คิดว่าจะดูแลลูกอย่างไร นำคำแนะนำที่ได้มาปรับใช้กับลูกอย่างไร ต้องหาหมอที่ไหน ต้องฝึกลูกที่ไหน จัดตารางกิจกรรมลูก หาโรงเรียนให้ลูกยังไง เลือกครูให้ลูกยังไง ต้องจัดการเรื่องที่โรงเรียนเวลามีปัญหายังไง เมื่อแม่วางแผนแล้ว จะขอให้คนในครอบครัวช่วยทำให้ทุกอย่างสำเร็จตามที่ต้องการ
ในวันที่เราทำงาน คุณตาจะทำหน้าที่รับส่งลูกไปสถานที่ฝึกต่าง ๆ ทั้งใกล้และไกลตามที่เราขอให้ไป เมื่อลูกปิดเทอม เราก็จะจัดตารางฝึกให้ลูกคนเล็ก จัดตารางกิจกรรมให้ลูกคนโต เพื่อให้ลูกทั้ง 2 คนอยู่บ้านน้อยที่สุด (ยึดหลักว่าลูกคนเล็กต้องได้รับการพัฒนาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือทำกิจกรรมฝึกพัฒนาการทุกวัน โดยลูกคนโตต้องได้รับการพัฒนาตามวัยด้วย) โดยมีคุณตาเป็นผู้ขับรถพาหลานทั้ง 2 คนไปพร้อมกับพี่เลี้ยง รวมถึงในเวลาที่เราร้องไห้ ท้อถอยกับชีวิต คุณตาก็เป็นคนคอยปลอบใจ ให้กำลังใจเราตลอดมา
ส่วนวันหยุด สามีของเราจะเป็นคนขับรถพาไปทุกที่ที่เราต้องการพาลูกไป ไม่เคยบ่น ไม่เคยปฏิเสธ คอยเป็นกำลังใจ ดูแลความรู้สึกทุกครั้งที่เราร้องไห้ รวมถึงเอาลูกทั้ง 2 คนไปดูแลเมื่อเราสติแตก รับมือกับลูกไม่ได้แล้ว การที่เรามีใครซักคนที่พร้อมร่วมทุกข์ ร่วมสุขกับเรา มันเป็นกำลังใจที่สำคัญมากจริง ๆ เราอาจจะไม่สามารถเดินเส้นทางนี้ได้อย่างเข้มแข็งเลย ถ้าขาดกำลังใจที่สำคัญคนนี้ สิ่งที่อยากบอกคือ การเลี้ยงลูกของเราไม่ใช่เรื่องง่าย อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบลูกเพียงคนเดียว ความคิดเห็นอาจจะต่างกันได้ การกระทำของอีกคนอาจจะขัดใจเรา แต่เรามีเป้าหมายเดียวกันคือลูก ถ้าครอบครัวเข้มแข็ง ลูกก็จะเข้มแข็งไปด้วย
นอกจากคุณตา คุณพ่อแล้ว เรามีพี่เลี้ยงที่ทำหน้าที่ดูแลลูกทั้ง 2 คนให้เราตอนไปทำงาน อยากจะเรียกว่าเป็นคนสำคัญในทีมของเราเช่นกัน ในทุกที่ที่เราไปเรียนแนวทางการดูแลลูก ในทุกที่ที่พาลูกไปฝึก เราพาพี่เลี้ยงไปด้วยเสมอเพื่อให้เค้าได้เห็น และจดจำวิธีกลับมาสอนลูก เล่นกับลูก เราจะตั้งเป้าหมายที่ต้องการไว้ ว่าอยากให้ลูกทำอะไรได้ในช่วงเวลานั้น และขอให้พี่เลี้ยงช่วยสอนให้ในระหว่างที่เราไม่อยู่
คนสุดท้ายในทีมคือลูกคนโตของเราเอง การที่ลูกเรามีพี่ชายที่เป็นเด็กปกติ ถือเป็นความโชคดีของบ้าน และโชคดีที่สุดของลูกคนเล็ก เราใช้วิธีอธิบายให้ลูกคนโตฟังว่าน้องมีปัญหาอะไร ความเข้าใจของน้องต่างจากพวกเราอย่างไร (เท่าที่จำเป็น เพราะเค้าเองก็ยังเด็กมาก) และเค้าจะช่วยน้องให้เข้าใจโลกของพวกเราได้อย่างไร สอนให้เค้ารักน้อง ปกป้องน้อง ดูแลน้อง แต่เค้าไม่จำเป็นต้องอดทนกับน้อง เค้าไม่มีหน้าที่รับภาระใด ๆ เกี่ยวกับน้อง ทำเท่าที่ใจเค้าอยากทำ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราบอกลูกคนโตเราเสมอว่า เค้าเป็นคนสำคัญสำหรับเราเสมอ และเรารักเค้าไม่ต่างจากที่รักน้องเลย เพียงแค่เค้าเป็นคนเก่ง ดูแลตัวเองได้ดี ทำให้เราไม่ต้องห่วงเค้ามากเท่าที่ห่วงน้องเท่านั้นเอง ผลก็คือ ลูกคนโตของเรากลายเป็นกำลังสำคัญในการช่วยน้องอย่างมาก เค้าเปรียบเหมือนคู่ซ้อมของน้องในการออกไปเจอโลกจริงข้างนอก สอนสิ่งที่น้องจำเป็นต้องรู้เพื่อให้เล่นกับคนอื่น มีคำพูดโต้ตอบที่เป็นธรรมชาติ และหัดน้องให้เล่นเหมือนเด็กผู้ชายอื่นทั่วไป
โดยสรุป สิ่งที่เราพยายามทำก็คือการสื่อสารกับคนในบ้านให้เข้าใจว่าต้องดูแลลูกยังไงตามแนวทางที่เราต้องการ (จากประสบการณ์ ไม่มีใครทำได้อย่างที่เราต้องการได้ 100% ต้องยอมรับความจริงว่าทุกคนในบ้านมีข้อจำกัด แต่ทุกคนในบ้านรักลูกเราและทุกคนทำดีที่สุดในส่วนของตัวเองแล้ว)…
เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash
by admin | กำลังใจ, บทความทั่วไป
“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี
ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ
“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนที่ 4: อยู่กับลูกแบบใจเต็ม 100..
…ตั้งแต่ได้รับการวินิจฉัยจากหมอ เราไม่เคยปล่อยให้ลูกอยู่คนเดียวเลย ที่บ้านจะต้องมีคนในบ้านอยู่เล่นกับลูกเสมอ (แปลว่าลูกได้รับการดึงออกจากโลกของตัวเองตลอดเวลา) จะต้องมีพ่อ แม่ หรือพี่เลี้ยงเป็นคนอ่านหนังสือ เล่นของเล่นกับลูก โดยงดเปิดทีวี/ เล่นมือถือ จนเมื่อลูกโตพอรู้เรื่องแล้ว การดูทีวีและเล่นเกมจะให้เป็นเวลา (ปัจจุบันลูกสามารถมีเวลาของตัวเอง ดูทีวีและเล่นเกมได้เหมือนเด็กทั่วไป) และทุกที่ที่พาลูกไปฝึก เราและพี่เลี้ยงจะพยายามเรียนรู้หลักการฝึกทั้งฝึกพฤติกรรมและฝึกพูด แล้วนำมาปรับใช้กับกิจกรรมที่อยู่กับลูกในชีวิตประจำวัน การฝึกตามทฤษฎีอาจจะไม่ใช่ทางสำหรับบ้านเรา เพราะทำให้เรายึดติดและคาดหวังกับลูกมากเกินไป เกิดภาวะเครียดในบ้าน สุดท้ายเราใช้ใจตัวเองเป็นหลักในการอยู่กับลูก ไม่ได้สนใจว่าเป็นวิธีอะไร แต่ใช้ความรู้ที่ได้มาปรับใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์แต่ละอย่าง ผลที่ได้คือ เราอยู่กับลูก เล่นกับลูกได้อย่างมีความสุข ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น (ยอมรับ แต่ไม่ปล่อยผ่าน เก็บไว้ในใจว่ามีอะไรต้องแก้ไข เมื่อมีโอกาส จะนำไปปรึกษาบ้านอุ่นรัก หรือหมอว่าจะต้องแก้อย่างไร)
เราพยายามที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับลูกเกือบจะตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน ทั้งในบ้าน ในรถ นอกบ้าน โดยเน้นการอ่านหนังสือ การเล่นเกมเป็นครอบครัว ให้คุณพ่อ พี่เลี้ยง และลูกคนโตของเรามีส่วนร่วมเสมอ หลักในการเล่นของเราคือ เน้นดึงลูกออกจากโลกของตัวเอง สังเกตว่าลูกมีพฤติกรรมอะไรที่แปลกไปจากเด็กทั่วไป แล้วพยายามเปลี่ยนสิ่งนั้นให้ออกมาเป็นเกมครอบครัว เช่น ลูกเดินเขย่ง ไม่ยอมเหยียบหญ้า เราก็ใช้วิธีปูเสื่อกลางสนามหญ้า โยนของเล่นที่ลูกชอบออกไปนอกเสื่อให้ลูกพยายามออกไปเอา จนในที่สุดลูกก็สามารถเหยียบหญ้าได้โดยไม่เขย่งเท้า ที่บ้านจะมีหนังสือพัฒนาการตามวัยเพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการของลูกกับเด็กปกติ ถ้าอายุของลูกถึงวัยที่จะต้องกระโดด 2 ขาได้ แต่ลูกยังทำไม่ได้ ก็จะมีเกมแข่งกระโดด 2 ขาระหว่างพี่ชายกับน้อง เป็นต้น ถ้าช่วงไหนเหนื่อย เล่นกับลูกไม่ไหว เราก็จะนั่งข้างลูก เปลี่ยนเป็นกอดเค้า หอมเค้า ลูบตัวเค้า เปิดหนังสือชี้สิ่งที่อยู่ในหนังสือเพื่อเพิ่มคำศัพท์ให้ลูกไปเรื่อย ๆ แทน
การเล่นเกมในรถในช่วงที่ลูกยังพูดไม่ได้ จะเน้นสัมผัสตัว จั๊กจี้ให้เค้าขำ เอาวัตถุต่าง ๆ มาสัมผัสตัวเพิ่มประสาทสัมผัส เมื่อลูกเริ่มพอพูดได้ ก็เล่นเกมโดยดึงสิ่งที่ลูกคนเล็กสนใจมาเป็นหลัก เช่น เกมคิดคำที่ตั้งต้นด้วยอักษร ก-ฮ หรือ A-B หรือเกมต่อคำง่าย ๆ เกมนับเลข คือเล่นอะไรก็ได้ที่จะดึงคนทุกคนในรถมาเล่นด้วยกัน เพิ่มความสนุกและเสียงหัวเราะ
เราเล่าแบบนี้ดูเหมือนเป็นสิ่งที่ง่ายดาย แต่จริง ๆ ทุกบ้านก็คงเข้าใจอยู่แล้วว่าชีวิตไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะกว่าเราจะผ่านจุดเหล่านี้มาได้ก็ใช้เวลาเยอะพอสมควร การเล่นตอนแรก ๆ จะมีแต่ความเครียด ความเหนื่อยและท้อ มีความกดดัน ไม่สนุก แต่จากประสบการณ์ อยากแนะนำว่าอย่าคาดหวังใด ๆ วันนึง เมื่อลูกพร้อม ลูกจะเอาข้อมูลที่เราป้อนให้เค้าในช่วงเวลาหลายปีออกมาใช้เอง ลูกจะเริ่มเล่น สานความสัมพันธ์กับเราได้ทีละนิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป
สิ่งที่เรายึดหลักในการมีปฏิสัมพันธ์เล่นกับลูกคือ การปล่อยให้ลูกเล่นแบบอิสระภายใต้กรอบวินัยที่เราวางไว้ หมายถึงว่า เราต้องเอาลูกให้อยู่ เราไม่ตามใจลูกเสมอไป ลูกจะต้องเชื่อเราเมื่อเราห้าม (เน้นเฉพาะสิ่งที่เป็นอันตรายและรบกวนคนอื่น) แต่เราพยายามปล่อยให้ลูกได้คิด ให้ลูกหัดแก้ปัญหาด้วยตัวเอง จนกว่าจะแก้ไม่ได้ เราถึงจะเริ่มจากการค่อย ๆ ชี้นำ การให้ทางเลือก การถามให้ตอบ หรือสุดท้ายคือการเฉลยคำตอบ
นอกจากการดึงลูกออกจากโลกของลูก การปรับพฤติกรรมของลูกที่แปลกและแตกต่างแล้ว เราจะคอยสังเกตลูกว่ามีเรื่องอะไรต้องช่วยบ้าง ฝึกให้ลูกพยายามช่วยเหลือตัวเอง ฝึกให้คิดแก้ไขปัญหา (เปรียบเทียบกับพัฒนาการและความสามารถของเด็กทั่วไปตามวัย) และหาวิธีแก้ไขสิ่งนั้นแบบค่อยเป็นค่อยไปจนลูกค่อย ๆ ชินและสามารถทำได้ด้วยตนเอง เช่น การแปรงฟัน อาบน้ำ การติดกระดุม ผูกเชือกรองเท้า ใช้ช้อนส้อม ใช้ตะเกียบ ฯลฯ แต่ละอย่างกว่าลูกจะทำได้ก็ใช้เวลาหลายเดือน หรืออาจจะเรียกว่าเป็นปี แต่ไม่ว่าลูกจะมีปัญหาเรื่องไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือทำให้ลูกรู้ว่าไม่เป็นไรที่ลูกทำไม่ได้ ลูกมีเราอยู่ข้าง ๆ คอยให้กำลังใจและพร้อมช่วยลูกเสมอ…
เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash