เด็กพูดช้า | บทความวิชาการจากจุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์”

เด็กพูดช้า | บทความวิชาการจากจุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์”

รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงจันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ ได้เขียนบทความวิชาการ หัวข้อ “เด็กพูดช้า” ไว้ในจุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์” ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจโดยสรุป ดังนี้

ปัญหาเด็กพูดช้าเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติ จึงเป็นหน้าที่ของกุมารแพทย์ในการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาในเด็ก ตรวจวินิจฉัย และแก้ไขปัญหาเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัยและป้องกันปัญหาที่จะเกิดตามมา เพราะเมื่อติดตามในระยะยาว เด็กพูดช้าอาจมีปัญหาการอ่าน การเขียน การเรียนรู้ การเข้าสังคม ปัญหาพฤติกรรม และปัญหาทางอารมณ์เมื่อโตขึ้น

พัฒนาการทางการพูดสื่อสารในเด็ก เด็กแรกเกิดจนกระทั่งถึง 6 ปี ควรมีการรับรู้ภาษา การพูด หรือการแสดงออกอย่างไร

การเฝ้าระวังติดตามและตรวจคัดกรอง ควรทำทุกครั้งที่พ่อแม่ผู้ปกครองได้พาเด็กมาพบแพทย์

ควรสงสัยว่าเด็กมีปัญหาทางการพูดเมื่อใด ถ้าสังเกตให้ดี เด็กอาจมีพฤติกรรมที่แสดงว่าอาจมีปัญหาในการพูดตั้งแต่ขวบปีแรก ซึ่งรองศาสตราจารย์แพทย์หญิงจันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ ได้ระบุข้อบ่งชี้ง่าย ๆ ในการสังเกตว่าเด็กอาจมีปัญหาในการพูดหรือไม่ ไว้ในบทความนี้ด้วย

สาเหตุของเด็กพูดช้า

  1. ปัญหาการได้ยิน (hearing problems) จากภาวะต่าง ๆ
  2. ความผิดปกติของการทำงานของสมองจากสาเหตุต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนคลอด ขณะคลอด และหลังคลอด
  3. ความผิดปกติของอวัยวะที่ใช้ในการเปล่งเสียงพูด
  4. สภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมและไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาทางการพูดและการใช้ภาษา
  5. Autism ออทิซึม
  6. Specific language impairment (SLI) หรือเด็กมีความบกพร่องในการเข้าใจหรือใช้ภาษา ทั้งภาษาพูดและท่าทาง การเข้าใจคำศัพท์ ความหมายของคำ รูปประโยค ไวยากรณ์

การตรวจและวินิจฉัย

  1. ซักประวัติอย่างละเอียด
  2. ตรวจร่างกายและพัฒนาการ
  3. Formal Audiologic Examination (ตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยิน) ในกรณีที่สงสัยว่าเด็กมีปัญหาการได้ยิน

หากพัฒนาการช้าหลายด้านหรือสงสัยว่าสติปัญญาบกพร่อง หรือ มีพัฒนาการถดถอย ควรส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจเพิ่มเติมโดยละเอียดต่อไป

การดูแลรักษา ใช้หลัก

EARLY IDENTIFICATION ตรวจโดยเร็วที่สุดเพื่อหาสาเหตุของการพูดช้าให้พบ

EARLY INTERVENTION แทรกแซงเพื่อกระตุ้นการพูดให้เร็วที่สุด

EARLY REFERAL ส่งต่อไปยังทีมแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อช่วยแก้ปัญหาการพูดช้าให้เร็วที่สุด

คลิกที่ลิงก์เพื่ออ่านจุลสารและบทความฉบับเด็ม

http://www.thaipediatrics.org/Media/media-20181220121505.pdf

เนื่องจากการพูดเป็นรูปแบบการสื่อสารกับผู้อื่นที่มีความสำคัญ ปัญหาเด็กพูดช้าจึงต้องได้รับการดูแลและแก้ไขให้ถูกต้องเสียแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่เด็กจะมีปัญหาการอ่าน การเขียน การเรียนรู้ การเข้าสังคม ปัญหาพฤติกรรม และปัญหาทางอารมณ์ตามมา

เครดิตข้อมูล: จุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์” จุลสารราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ปีที่ 39 ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม 2561 หน้า 4-6

เครดิตภาพ: Unsplash | Alexander Schimmeck

เมื่อเด็กเล็กยังมีทักษะการสื่อสารที่จำกัด ผู้ใหญ่จะทราบได้อย่างไรว่าเด็กมีปัญหาการพูด? ผู้ใหญ่จะสอนอย่างไร ให้เด็กเล็กเข้าใจ ตลอดจนช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารของตนเองได้อย่างสมวัย?

เมื่อเด็กเล็กยังมีทักษะการสื่อสารที่จำกัด ผู้ใหญ่จะทราบได้อย่างไรว่าเด็กมีปัญหาการพูด? ผู้ใหญ่จะสอนอย่างไร ให้เด็กเล็กเข้าใจ ตลอดจนช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารของตนเองได้อย่างสมวัย?

เพราะการทำความเข้าใจลำดับพัฒนาการของลูกก็คือส่วนหนึ่งของความรักที่เรามอบให้กับลูก ๆ  เพราะฉะนั้น เราจึงห้ามพลาด เราจึงต้องชมคลิปความรู้นี้ เพื่อเริ่มต้นทำความเข้าใจลำดับพัฒนาการด้านการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารของลูก ๆ

กดลิงก์ข้างล่างนี้ เพื่อชมคลิป

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/ondemand/%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-1-%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA/

เมื่อเด็กเล็กยังมีทักษะการสื่อสารที่จำกัด (1) ผู้ใหญ่จะทราบได้อย่างไรว่าเด็กมีปัญหาการพูดหรือไม่?  และ (2) ผู้ใหญ่จะสอนอย่างไร ให้เด็กเล็กเข้าใจ ตลอดจนช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารของตนเองได้อย่างสมวัย?

เด็กเล็กยังมีทักษะการสื่อสารที่จำกัด

สำหรับเด็กเล็กในช่วงขวบปีแรก ๆ เราต้องเข้าใจก่อนว่าเด็กยังใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารไม่ได้ ดังนั้น เด็กเล็ก ๆ จะสื่อสารกับเราผ่านสิ่งต่าง ๆ เช่น

  • การส่งสายตา
  • การมองหน้า
  • การส่งเสียง
  • การทำท่าทางประกอบ
  • การใช้อารมณ์ประกอบ หรือ
  • การชี้เพื่อสื่อสารบอกความต้องการ เป็นต้น

ทั้งนี้ เมื่อเด็กโตขึ้น เด็กก็จะค่อย ๆ มีพัฒนาการด้านภาษา โดยเฉพาะการใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารมากขึ้น จึงลดการใช้ภาษาท่าทางหรือการใช้อารมณ์ประกอบการสื่อสารของตนเองลงทีละน้อย

ต้องทำอย่างไร เราจึงจะรู้ว่าเด็กเล็ก ๆ มีความบกพร่องด้านการใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารหรือไม่

จากการที่เราเข้าใจแล้วว่าเด็กเล็กยังไม่สามารถพูดเพื่อสื่อสารบอกความต้องการได้ แต่เด็กจะใช้เสียง อารมณ์ และท่าทางในการสื่อสารกับเราเพื่อบอกความต้องการ ดังนั้น พ่อแม่และคนที่บ้านต้อง (1) หมั่นสังเกต (2) ตั้งใจฟังการออกเสียงของเด็ก และ (3) ตั้งใจดูสิ่งที่เด็กแสดงออก เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของเด็ก ตลอดจนทำความเข้าใจเรื่องพัฒนาการของเด็กด้านการใช้ภาษา โดยเฉพาะภาษาพูดเพื่อการสื่อสารตามวัยด้วย หากสังเกตและพบว่าเด็กอาจมีความบกพร่องด้านนี้ ก็ต้องรีบพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อหาทางสร้างเสริมพัฒนาการได้อย่างทันท่วงทีและถูกวิธีต่อไป

ต้องสอนแบบไหน เด็กเล็ก ๆ จึงจะเข้าใจ ตลอดจนช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารของตนเองได้อย่างสมวัย

จากคลิปนี้ รศ. พญ.นิชรา เรืองดารกานนท์ แนะนำวิธีสอน ดังนี้

  • พ่อแม่และคนที่บ้านต้องพูดกับเด็กตั้งแต่ลูกยังเล็ก โดยการพูดนี้ หมายถึง การพูดถึงสิ่งต่าง ๆ รอบตัวหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามวิถีชีวิตประจำวันจริง เพื่อเด็กเรียนรู้ทักษะการใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารต่อไป
  • การพูดกับเด็กเล็ก ๆ พ่อแม่และคนที่บ้านต้องพูดช้า ๆ ชัด ๆ และพูดซ้ำ ๆ เพราะเด็กเล็ก ๆ จะเรียนรู้ผ่านการเชื่อมโยงแบบจับคู่ หรือ Matching ซึ่งก็คือ เด็กได้ยินชื่อของสิ่งนั้น ๆ ที่มาพร้อมกับสิ่งที่ได้เห็นหรือได้ทำ เช่น เด็กได้ดื่มนม เด็กได้สัมผัสผมของแม่เมื่อแม่บอกว่านี่เรียกว่าผม เป็นต้น
  • ในเด็กเล็กที่มีพัฒนาการด้านการใช้ภาษาพูดปกติ ไม่ล่าช้ามากเกินไป พ่อแม่และคนที่บ้านอาจไม่ต้องถึงกับตั้งใจสอนเด็กในเรื่องเป็นพิเศษ เพราะเด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้เรื่องการนำชื่อของสิ่งต่าง ๆ ที่ตนเองได้เก็บรวบรวมในสมองมาเรียงร้อยเป็นประโยคสั้น ๆ หรือเป็นภาษาพูดตามวัยเพื่อการสื่อสาร และสิ่งที่เด็กพูดก็จะเชื่อมโยงสอดคล้องกับเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นในขณะที่เด็กใช้ชีวิตประจำวัน แต่สำหรับเด็กบางคนที่พูดล่าช้ามากจนผิดปกติ หรือเด็กมีพัฒนาการด้านการใช้ภาษาที่ล่าช้ากว่าวัยไปมาก ตลอดจนเด็กที่มีความต้องการเป็นพิเศษบางกลุ่มที่มีความบกพร่องเกี่ยวกับทักษะการสื่อสาร เช่น เด็กออทิสติก พ่อแม่และคนที่บ้านจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ มีการสอนโดยเฉพาะ และต้องใช้ตัวช่วยพิเศษเพื่อส่งเสริมทักษะด้านนี้ให้กับเด็ก เช่น ใช้หนังสือนิทานสำหรับเด็ก (หนังสือนิทานต้องเน้นเรื่องราวและรูปภาพที่น่าสนใจ) ใช้บัตรคำที่มีรูปภาพประกอบที่เชิญชวนให้เด็กสนใจ (พ่อแม่และคนที่บ้านต้องใช้บัตรคำเพื่อประกอบการเล่าเรื่อง) หรือใช้สื่อยุคใหม่ เช่น โทรศัพท์มือถือ ให้เหมาะสมและเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมเพื่อให้เด็กได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง เป็นต้น

เครดิต: รายการ RamaHealthTalk ออกอากาศเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 | รศ. พญ.นิชรา เรืองดารกานนท์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนแพทย์รามาธิบดี สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ฮาวทู ใช้การเล่นและการทำกิจกรรมร่วมกันกับลูกที่บ้าน เพื่อกระตุ้นให้ลูกเข้ามามีส่วนร่วม | บ้านอุ่นรัก

ฮาวทู ใช้การเล่นและการทำกิจกรรมร่วมกันกับลูกที่บ้าน เพื่อกระตุ้นให้ลูกเข้ามามีส่วนร่วม | บ้านอุ่นรัก

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2563 องค์กรออทิซึมสปีค (Autism Speaks) โดยความร่วมมือจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) ได้เผยแพร่วิดีโอชุดใหม่เกี่ยวกับเคล็ดลับง่าย ๆ ในการเพิ่มทักษะการดูแลเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการ เช่น เด็กออทิสติก

องค์กรออทิซึมสปีคตั้งเป้าหมายให้วิดีโอชุดนี้เป็นเครื่องมือในการให้ความรู้ บอกเคล็ดลับ ตลอดจนแสดงตัวอย่างและขั้นตอนง่าย ๆ ในการลงมือทำที่จะช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กมีแนวทาง ทราบขั้นตอนการลงมือทำ และได้ฝึกทักษะการดูแลเด็กอันจะส่งผลดีในการช่วยสร้างเสริมพัฒนาการให้กับเด็ก ๆ ที่บ้านด้วยตนเองได้ต่อไป

สำหรับวิดีโอเคล็ดลับการเพิ่มพูนทักษะการดูแลเด็กที่มีความต้องการเป็นพิเศษที่เรานำมาแชร์ในวันนี้ เป็นการแสดงตัวอย่าง “ฮาวทู” (How To) ใช้การเล่นและการทำกิจกรรมร่วมกันกับลูกที่บ้าน เพื่อกระตุ้นให้ลูกอยากเข้ามามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมนั้น ๆ กับเรา

ประโยชน์ที่พ่อแม่ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กจะได้รับจากการชมวิดีโอนี้ คือ

  • มีแนวทางในการฝึกฝนทักษะการดูแลเด็ก
  • ได้รู้วิธีใช้การเล่นเพื่อเข้าแทรกตัวไปคลุกคลีกับลูก

ประโยชน์ที่ลูกจะได้รับ

  • เสริมสร้างพัฒนาการผ่านการเล่นร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก
  • เรียนรู้การเข้าไปมีส่วนร่วม
  • ทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น
  • เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกันกับผู้อื่น

สำหรับท่านที่สนใจชมวิดีโอโปรแกรมพัฒนาทักษะการดูแลเด็ก ท่านสามารถชมวิดีโอต่าง ๆ จากช่องยูทูปขององค์กรออทิซึมสปีค หรือจะศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฝึกอบรมทักษะผู้ดูแลเด็กจากเว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลก หรือจะชมวิดีโอผ่านช่องยูทูปหรือเฟซบุ๊คของศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ก็ได้เช่นเดียวกัน

วิดีโอ เรื่อง ใช้การเล่นและการทำกิจวัตรประจำวันที่บ้านเพื่อสร้างเสริมการมีส่วนร่วมของลูก (คลิกที่ลิงค์ข้างล่างนี้เพื่ออ่านบทความต้นฉบับและชมวิดีโอ)

https://www.autismspeaks.org/science-news/autism-speaks-releases-new-cst-caregiver-quick-tips-videos-support-parents-and

สถานการณ์ตัวอย่างจากวิดีโอ:

แมรี่ (แม่) และนีล (ลูกชาย) นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นที่บ้าน

จากวิดีโอ ผู้บรรยายแนะนำให้เราใช้ “การสังเกต”

  1. สังเกตกิจกรรมที่ลูกกำลังทำ (ลูกกำลังเล่นต่อบล็อก)
  2. สังเกตสิ่งที่แม่ลงมือทำในแต่ละขั้นตอน
    • แม่นั่งอยู่ตรงหน้า ในระดับที่สายตาของลูกจะมองเห็นแม่ได้โดยง่าย
    • ในขณะที่ลูกกำลังเล่นต่อบล็อก แม่ก็ทยอยเก็บของเล่นชิ้นอื่น ๆ เข้าที่ เพื่อขจัดสิ่งรบกวนอื่น ๆ รอบตัวที่อาจทำให้ลูกวอกแวก ทั้งนี้ การลงมือจัดการสิ่งแวดล้อมรอบตัวส่งผลดีคือช่วยให้ลูกไม่วอกแวก ลูกจึงพุ่งความสนใจมาที่แม่และกิจกรรมที่แม่จะชวนลูกร่วมทำได้ง่ายขึ้น
    • แม้แม่จัดเก็บของเล่นชิ้นอื่น ๆ ที่เกลื่อนอยู่บนพื้นเข้าที่ แต่แม่ไม่เก็บบล็อก เพราะลูกกำลังเล่นต่อบล๊อกเหล่านั้นอยู่
    • หลังเก็บของเล่นชิ้นอื่น ๆ เข้าที่เสร็จแล้ว แม่ยื่นบล็อกสองชิ้นไปตรงหน้าลูก รอสักครู่ จนลูกสนใจสิ่งที่แม่ยื่นให้ แม่สบตาและยิ้มให้ลูก แม่พูดกับลูกว่า “เรามาต่อบล็อกด้วยกันนะ”
    • เมื่อพูดจบ แม่ลงมือต่อบล็อกหนึ่งชิ้นให้ลูกเห็นเป็นการนำทางและชี้ชวนให้ลูกเรียนรู้และเข้าใจว่าแม่และลูกกำลังเล่นอะไรร่วมกัน ในขณะเดียวกัน แม่เก็บ (ถือ) บล็อกอีกชิ้นไว้ในมืออีกข้างของตนเอง
    • ลูกมองแม่ต่อบล็อก ลูกหยิบบล็อกมาอีกหนึ่งชิ้นและต่อบล็อก ลูกพูดว่า “ต่อบล็อก”
    • แม่ชมว่า “ลูกต่อบล็อกได้ดีมากจ๊ะ”
    • แม่เริ่มเลียนแบบสิ่งที่ลูกทำ คือ แม่วางบล็อกอีกชิ้นหนึ่ง (ที่ถือไว้ในมือ) ลงบนพื้นใกล้ ๆ กับบล็อกชุดแรกที่ลูกได้ต่อเอาไว้แล้ว
    • ลูกมองแม่และเห็นสิ่งที่แม่ทำ

จากการที่แมรี่ (แม่) เลียนแบบสิ่งที่นีล (ลูก) ทำ จากนั้นแม่ก็เริ่มสร้างการมีส่วนร่วมด้วยการพูดชักชวนให้ลูกทำกิจกรรมนั้น ๆ ด้วยกัน ซึ่งในสถานการณ์นี้ คือ แม่ใช้การเล่นมากระตุ้นให้ลูกสนใจมองมาที่แม่ + สนใจกิจกรรมตรงหน้าที่แม่ชักชวนให้ลูกทำร่วมกันกับแม่ + ลูกลงมือทำกิจกรรมนั้น ๆ ร่วมกันกับแม่ได้สำเร็จ

สรุปขั้นตอน

  1. สังเกตว่าเด็กกำลังสนใจและทำกิจกรรมอะไรอยู่ในขณะนั้น
  2. ขจัดสิ่งรบกวนอื่น ๆ รอบตัวออกไปให้หมดเพื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้การทำกิจกรรมตรงหน้านั้น ๆ ร่วมกับผู้ใหญ่ได้ง่ายขึ้น (อีกทั้งยังเป็นการจัดการสถานที่และสิ่งแวดล้อมให้มีความปลอดภัยในการทำกิจกรรมอีกประการหนึ่งด้วย)
  3. นั่งหันหน้าเข้าหาเด็ก อยู่ในระดับสายตาเด็กเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน
  4. กล่าวชมเด็กเมื่อเด็กทำกิจกรรมตามที่เราชักชวนได้สำเร็จ ทั้งนี้ ต้องกล่าวชมให้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงว่าเด็กกำลังทำสิ่งใดได้ดีจึงได้รับคำชมนั้น
  5. เมื่อถึงคิวที่เราต้องทำกิจกรรมต่อเนื่องจากเด็ก ให้เราใช้การเลียนแบบสิ่งที่เด็ก

ลองทำกันดูนะคะ ลองค่อย ๆ แทรกตัวเข้าไปอยู่ใกล้ ๆ ลูกผ่านกิจกรรมประจำวันง่าย ๆ ที่บ้านตามวิถีชีวิตจริง เช่น การเล่น จากนั้นก็หาทางขยับขยายชักชวนลูกไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะช่วยสร้างเสริมพัฒนาการและทักษะที่รอบด้าน โดยนำขั้นตอนข้างต้นมาประยุกต์ใช้ไปตามสถานการณ์ค่ะ

#ผลลัพธ์ที่ได้ ขึ้นอยู่กับการลงมือทำ 

เครดิตบทความและวิดีโอ: Autism Speaks

เครดิตภาพประกอบบทความ: Unsplash by Dan Burton

เตรียมอย่างไรให้พร้อม ในภาวะ Social Distancing และ School Closure | บ้านอุ่นรัก

เตรียมอย่างไรให้พร้อม ในภาวะ Social Distancing และ School Closure | บ้านอุ่นรัก

ในช่วงนี้ที่เชื้อโควิด-19 ระบาด ลุงตู่และทีมงานได้ประกาศใช้มาตรการหลัก 2 ประการ คือ (1) การทิ้งระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และ (2) การปิดการเรียนการสอน (School/Program Closures) เพื่อลดโอกาสเสี่ยงการติดเชื้อ แต่มาตรการทั้ง 2 ประการก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่ต้องตระเตรียมความพร้อมในการรับมือภาวะการกักตัวลูกเล็กเด็กแดงไว้ที่บ้านตามไปด้วย

สำหรับลูกออทิสติกที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน พ่อแม่ผู้ปกครองคงต้องเตรียมความพร้อมที่จะรับมือให้รัดกุม เพื่อไม่ให้ลูกได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ ด้านพัฒนาการ และความปลอดภัย ในช่วงที่ลูกต้องทิ้งระยะห่างทางสังคมกับทีมแพทย์ ทีมบำบัด ทีมโรงเรียน และทีมกระตุ้นพัฒนาการ ด้วยการงดหรือหยุดเข้ารับบริการด้านการฝึก การเรียนการสอน และการกระตุ้นพัฒนาการไปสักระยะหนึ่ง

เพื่อการเตรียมพร้อมและนำพาลูกออทิสติกฝ่าวิกฤติ “การทิ้งระยะห่างทางสังคม” และ “การปิดการเรียนการสอน” ไปให้ได้ เว็บไซต์ Autism Speaks ได้โพสต์แนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองชาวอเมริกันไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งแนวทางบางประการ เราสามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทแบบไทย ๆ ได้ ดังนี้ คือ

1. การเตรียมตัวดูแลลูก

2. การพูดคุยกับทีมโรงเรียน ทีมบำบัด หรือทีมกระตุ้นพัฒนาการของลูก เกี่ยวกับบริการต่าง ๆ และ

3. การติดต่อองค์กรในท้องถิ่น โซเชียลมีเดีย หรือกลุ่มทางสังคมที่สามารถให้ความช่วยเหลือหากลูกและท่านต้องการความช่วยเหลือ

1. การเตรียมตัวดูแลลูก

  • จัดเตรียมข้าวของ เครื่องใช้ ของเล่น อุปกรณ์การเรียนการสอนแบบง่าย ๆ ที่พอหาได้ และสถานที่ให้พร้อมในการดูแลลูก
  • จัดเตรียมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินและเวชภัณฑ์ประจำบ้าน เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิ ยาลดไข้ และยาอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในกรณีลูกเจ็บป่วย
  • ตรวจสอบความปลอดภัยของข้าวของ เครื่องใช้ และสถานที่ เพื่อลูกที่อยู่ที่บ้านได้รับความปลอดภัย
  • จัดเตรียมอาหารให้เพียงพอ ทั้งนี้ต้องเป็นอาหารที่ไม่กระตุ้นอาการและการตื่นตัวของลูก
  • เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับอาการของลูก บันทึกทางการแพทย์และสุขภาพ ข้อมูลการประเมิณอาการต่าง ๆ ของลูก และวิธีดูแลลูกไว้ให้พร้อมหากต้องนำมาใช้งาน
  • เตรียมตารางนัดหมายกับแพทย์และทีมบำบัด ตลอดจนยืนยันวันนัดหมายล่วงหน้าให้เรียบร้อย
  • เตรียมตารางกิจวัตรประจำวันประจำบ้านที่ช่วยสร้างเสริมพัฒนาการของลูกให้รอบด้าน เช่น การกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็ก กิจกรรมออกกำลังกายช่วงเช้าและเย็นที่มีผลต่อการควบคุมการเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทางและการสร้างปฏิสัมพันธ์แบบสองท้างกับบุคคลรอบข้าง การเสริมทักษะการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร กิจกรรมเสริมสร้างการสบตา กิจกรรมสร้างเสริมการคงสมาธิ การช่วยเหลือตนเอง และกิจกรรมช่วยงานบ้านง่าย ๆ ที่ลูกสามารถทำได้สำเร็จ เป็นต้น
  • บันทึกข้อมูลการติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ ไลน์ เฟซบุ๊ก หรือช่องทางการติดต่ออื่น ๆ ของทีมแพทย์ ทีมบำบัด ทีมโรงเรียน และทีมกระตุ้นพัฒนาการของลูก
  • ในกรณีที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีความจำเป็นต้องไปทำงานนอกบ้าน ท่านควรติดต่อเครือข่ายผู้ปกครองลูกออทิสติกที่ท่านรู้จัก เพื่อนหรือคนในครอบครัวของท่านที่รู้จักและคุ้นเคยกับลูกเป็นอย่างดี ทีมบำบัดหรือทีมกระตุ้นพัฒนาการของลูก เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องการผลัดกันมาดูแลลูกแทนท่าน

2. การพูดคุยกับทีมโรงเรียน ทีมบำบัด หรือทีมกระตุ้นพัฒนาการของลูก เกี่ยวกับบริการต่าง ๆ เช่น

  • บริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ ทางไลน์ ผ่านระบบวีดีโอคอล หรือเฟซบุ๊กกลุ่มปิด เป็นต้น
  • บริการที่สามารถจัดส่งถึงบ้าน
  • บริการในกรณีฉุกเฉิน

3. การติดต่อองค์กรในท้องถิ่น โซเชียลมีเดีย หรือกลุ่มทางสังคมที่สามารถให้ความช่วยเหลือหากลูกและท่านต้องการความช่วยเหลือ

คลิ๊กลิงค์นี้เพื่ออ่านบทความต้นฉบับ เรื่อง “How to handle clinical care during social distancing and school/program closures” จากเว็บไซต์ Autism Speaks

https://www.autismspeaks.org/science-news/how-handle-clinical-care-during-social-distancing-and-schoolprogram-closures

คลิ๊กลิงค์นี้เพื่ออ่านบทความต้นฉบับ เรื่อง “How to handle school closures and services for your child with autism” จากเว็บไซต์ Autism Speaks

https://www.autismspeaks.org/science-news/how-handle-school-closures-and-services-your-child-autism

ไม่ว่าสถานการณ์โควิด-19 จะจบเร็วหรือช้า บ้านอุ่นรักขอส่งมอบกำลังใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองและลูก ๆ และเราพร้อมอยู่เป็นเพื่อนคู่คิดของท่านในการเผชิญหน้ากับวิกฤตนี้ เพื่อผ่านพ้นไปด้วยกันให้ได้ด้วยดี

เครดิตบทความ: www.autismspeaks.org

เครดิตภาพ: Paul Hanaoka | Unsplash

ความรู้สึกและประสบการณ์ของพ่อแม่ผู้ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นพัฒนาการเพิ่มเติมให้ลูกที่บ้าน | บ้านอุ่นรัก

ความรู้สึกและประสบการณ์ของพ่อแม่ผู้ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นพัฒนาการเพิ่มเติมให้ลูกที่บ้าน | บ้านอุ่นรัก

หลายวันก่อนครูนิ่มได้คุยเคสกับครอบครัว ๆ หนึ่งของลูกศิษย์บ้านอุ่นรักสวนสยาม ครูรู้สึกประทับใจที่คุณพ่อคุณแม่ตระหนักรู้ถึงบทบาทของตนเอง เมื่อลูกมีพฤติกรรมใหม่ ๆ ที่ควรปรับ คุณพ่อคุณแม่มักจะนำข้อมูลมาพูดคุยและขอคำปรึกษาเพื่อหาแนวทางและร่วมมือทำร่วมกันกับครู อีกทั้งให้ความสำคัญในการลงมือปรับพฤติกรรมและกระตุ้นพัฒนาการของลูกที่บ้านด้วยตนเองต่อจากครู ทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด

ครูประทับใจและสบายใจว่าครอบครัวนี้เป็นอีกครอบครัวหนึ่งที่จะนำพาลูกเดินต่อไปได้อย่างดีแน่นอน จึงได้ขอความกรุณาคุณพ่อคุณแม่ให้ช่วยเขียนความรู้สึกของตนเองมาลงให้เพื่อน ๆ ผู้ปกครองท่านอื่น ๆ ได้อ่าน และคุณพ่อคุณแม่คู่นี้ได้กรุณาอนุญาตให้เราแชร์ข้อความเพื่อเป็นแรงบันดาลใจร่วมกันต่อไปค่ะ

กำลังใจถึงคุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน

จากคุณพ่อ:

ในวันที่ได้รู้ว่าลูกน้อยของเราเป็นเด็กพิเศษหรือที่เรียกว่าออทิสติก เชื่อว่าคนที่เป็นพ่อแม่ทุกคนย่อมเศร้าเสียใจและเป็นทุกข์ ผมและภรรยาก็เช่นกัน แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มที่ไร้เดียงสาของลูก ทำให้ได้คิดว่าต่อให้เสียใจแค่ไหนก็ไม่สามารถทำให้ลูกดีขึ้นมาได้ ถ้าเราอ่อนแอ ลูกก็จะอ่อนแอตามเพราะเค้าช่วยตัวเองไม่ได้ ตัวพ่อแม่เองต้องเข้มแข็งก่อน ความคิดของเราแวบเดียวอาจจะเป็นตัวตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตใครบางคนทั้งชีวิต ผมกับภรรยาให้กำลังใจซึ่งกันและกันมาตั้งแต่ตอนนั้น ถ้าเราสามารถหลุดพ้นจากความเสียใจได้เร็วแค่ไหน ก็จะสามารถหาวิธีการช่วยลูกได้เร็วขึ้นเท่านั้น จากนั้นทุกอย่างจะเริ่มง่ายขึ้น เราช่วยกันหาข้อมูล ปรึกษาคุณหมอ ผู้เชี่ยวชาญและคุณพ่อคุณแม่เด็กพิเศษที่ลูกโตแล้ว เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลลูก

สรุปคร่าว ๆ ได้ดังนี้

หนึ่ง: กิจกรรมบำบัดหรือ SI จำเป็นอย่างยิ่ง ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ

สอง: ปรับพฤติกรรมและกระตุ้นพัฒนาการด้านต่าง ๆ

สาม: ฝึกการพูด ออกเสียง จัดรูปปาก

สี่: ฝึกลากเส้นระบายสี รู้จักพยัญชนะและตัวเลขเพื่อเตรียมเข้าเรียนอนุบาล

ห้า: เลือกโรงเรียนที่เข้าใจเรื่องเด็กพิเศษจริง ๆ และควรมีครูประกบเพื่อช่วยให้ปรับตัวตามการเรียนในห้องเรียนได้

ขณะที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ ลูกผมกำลังยิ้ม สนุกกับการเรียนว่ายน้ำ ชอบไปโรงเรียนและร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ กับเพื่อน ๆ เที่ยวกับครอบครัวได้หลาย ๆ วัน ทานอาหารหลากหลาย นอนหลับปกติ ทำกิจวัตรประจำวันเองแทบทุกอย่าง

ผมจึงอยากจะเล่าเพื่อแบ่งปันสิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่ของเด็ก ๆ ทุกคน

ขอเป็นกำลังใจให้มีความเข้มแข็งไปด้วยกันครับ

จากคุณแม่:

อยากให้คุณพ่อคุณแม่ถ้ามีโอกาสเข้ารับการอบรมเพื่อเข้าใจลูกและเรียนรู้เทคนิควิธีการฝึกลูกที่บ้าน

ค่อย ๆ ฝึกไปเรื่อย ๆ นะคะ

จากที่ใส่รองเท้าเองไม่เป็น ติดกระดุมเสื้อไม่ได้ ซักวันหนึ่งลูกจะทำได้ และจะพัฒนาไปได้อีกเรื่อย ๆ ในอีกหลาย ๆ เรื่องเลยค่ะ

หนักแน่นเข้าไว้นะคะ

รักและเอ็นดูลูกมาก ๆ เค้าน่ารักค่ะ

เครดิต Icon: Flaticon.com