เส้นทางที่ไม่เคยเดิน ตอนที่ 3: เริ่มต้นเดิน… | บ้านอุ่นรัก

เส้นทางที่ไม่เคยเดิน ตอนที่ 3: เริ่มต้นเดิน… | บ้านอุ่นรัก

คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี

ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ

เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนที่ 3: เริ่มต้นเดิน..

…ในช่วงแรก เราหาหมอพัฒนาการเด็กพร้อมกัน 2-3 คน เพราะเราก็ไม่มั่นใจว่าหมอคนไหนดีที่สุด แต่การหาหมอพัฒนาการหลายคน ทำให้เราเหนื่อยและเครียดจากการเดินทาง การนั่งรอคิวนาน ๆ และคำแนะนำจากหลายมุมมองซึ่งเราไม่สามารถทำได้ทั้งหมดตามที่หมอแนะนำ สุดท้ายตัดสินใจเลือกหาหมอคนเดียวที่เราชอบวิธีการรักษามากที่สุด ผลที่ได้คือ ทั้งบ้านเหนื่อยน้อยลง สามารถตั้งใจทำสิ่งที่หมอแนะนำได้ง่ายขึ้น (ปัจจุบัน เรายังพาลูกไปพบหมอพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เรารู้ว่าจะฝึกลูกเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์ในอนาคตอย่างไร)

นอกจากการพบหมอแล้ว เราคิดว่าต้องให้ลูกได้รับการฝึกปรับพฤติกรรม และมีกิจกรรมทุกวัน เพื่อไม่ให้ลูกมีเวลาว่างอยู่กับตัวเองมากนัก ดังนั้น ชีวิตลูกตั้งแต่อายุ 2 ปีไม่เคยได้หยุดพักเลยซักวันเดียว (ปัจจุบัน ลูกมีชีวิตทำกิจกรรมเหมือนเด็กปกติแล้ว)  ในวันจันทร์ – ศุกร์ ลูกจะถูกอุ้มจากที่นอนตั้งแต่ 6.30 น. นอนหลับในรถโดยมีคุณตาและพี่เลี้ยงพาไปบ้านอุ่นรัก ระยะทางจากบ้านไปบ้านอุ่นรักค่อนข้างไกลเมื่อไปถึงก็เกือบถึงเวลาเข้าเรียน ลูกใช้เวลาหน้าบ้านอุ่นรักในการแปรงฟัน เช็ดตัว เปลี่ยนชุด ทานข้าวเช้า และเข้าเรียน พอถึงช่วงบ่ายคุณตาและพี่เลี้ยงก็จะมารับไปเรียนว่ายน้ำต่ออาทิตย์ละ 3-4 วัน

ในวันเสาร์-อาทิตย์ เราจะพาลูกทั้ง 2 คนออกจากบ้านตั้งแต่เช้า เพื่อพาลูกคนเล็กไปฝึกพัฒนาการ ฝึกพูดตาม รพ. และศูนย์ฝึกต่าง ๆ ทั้งใกล้และไกลบ้าน เมื่อฝึกเสร็จแล้วก็จะเป็นกิจกรรมครอบครัวพาลูกไปสถานที่ต่าง ๆ เพื่อให้ลูกได้ประสบการณ์ รู้จักสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น โดยเราจะพยายามทำตัวให้พูดมากเวลาอยู่กับลูก คอยอธิบายสิ่งรอบตัวลูก เพื่อเพิ่มคำศัพท์ให้ลูก ทั้งระหว่างที่อยู่ในรถ และอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงให้ลูกทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่คิดว่าเค้าสามารถเริ่มทำได้ โดยทำร่วมกับพี่ชายของเค้า และทุกสถานที่ที่ลูกคนเล็กไปฝึก เราจะพยายามหากิจกรรมให้ลูกคนโตบริเวณใกล้ๆ เสมอ เพราะเรายึดหลักว่าลูกคนโตต้องได้รับความใส่ใจ และความสำคัญไม่ต่างจากลูกคนเล็ก

เราเชื่อว่าการพาลูกไปในสถานที่ต่าง ๆ ตั้งแต่เล็ก ๆ มีประโยชน์อย่างมาก เพราะมันทำให้เค้าคุ้นชินกับสิ่งที่เค้ากลัว สามารถเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ที่เค้าสัมผัสจริงกับสิ่งที่เราคุยกับเค้าบ่อย ๆ ได้เวลาอยู่บ้าน หรืออ่านหนังสือด้วยกัน นอกจากนี้ เรายังสามารถสังเกตว่าลูกมีพฤติกรรมที่ต้องตักเตือนมั้ยในสถานที่ต่าง ๆ และเราไม่เคยปล่อยพฤติกรรมผิดกาละเทศะนั้นให้ผ่านไป เราจะพยายามอธิบายซ้ำ ๆ หรือหาวิธีให้ลูกเข้าใจให้ได้ ลูกอาจจะไม่ได้เข้าใจได้ในครั้งแรก ๆ แต่เมื่อเราอธิบายซ้ำ ๆ มากพอ เมื่อลูกพร้อม ลูกจะค่อย ๆ เข้าใจมากขึ้น ๆ จนถึงระดับที่ลูกทำตัวได้ถูกกาละเทศะ (งานนี้เราก็ยังเจออยู่จนถึงปัจจุบัน แค่เปลี่ยนเรื่องไปเรื่อย ๆ สำหรับตอนนี้ การสอนลูกเหมือนกับการเลี้ยงลูกโดยปกติทั่วไปมากกว่า ไม่ได้ยากเหมือนสมัยแรก ๆ)

เรื่องหนึ่งที่เราอยากยกเป็นตัวอย่างคือเมื่อตอนลูกอายุ 4 ปี มีเหตุการณ์ที่ทำให้เรามีโอกาสพาลูกทั้ง 2 คนไปสนามโกคาร์ทพร้อมเด็ก ๆ วัยเดียวกับลูกคนเล็กของเรา สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เด็ก ๆ คนอื่นขับรถโกคาร์ทอย่างสนุกสนาน ในขณะที่ลูกคนเล็กของเรากลัวเสียงรถในสนามโกคาร์ท และเนื่องจากลูกยังอยู่ในโลกตัวเอง ไม่ค่อยเข้าใจคำพูดคนอื่น ไม่มีสติพอที่จะควบคุมตัวเอง รวมถึงความระมัดระวังสิ่งต่าง ๆ รอบด้านน้อยมาก เราจึงไม่กล้าให้ลูกขับรถแบบเด็กคนอื่นได้ สิ่งนี้ทำให้เรามองสถานการณ์ในอนาคตว่าลูกจะสามารถขับรถแบบคนอื่นได้อย่างไร และลูกจะทำได้มั้ย เป็นสิ่งที่อาจจะเรียกว่าเกินเอื้อมสำหรับลูกแบบเราจริง ๆ

แต่อยากเล่าให้ฟังว่า จากที่ลูกอยู่ในสนามไม่ได้ กลัวเสียงรถ เราก็ยังหาโอกาสพาลูกทั้ง 2 คนมาสนามนี้ให้ลูกคนโตขับรถเล่น จนถึงวันหนึ่ง ลูกเราเริ่มชินกับเสียงดังได้ (ผลมาจากเราพยายามให้ลูกออกมาเล่นนอกบ้าน พาไปหลายที่ที่มีเสียงดัง เค้าค่อยๆ เริ่มทนเสียงดังได้มากขึ้นๆ เพราะเค้าสนุกจนลืมเสียงเหล่านั้น) และลูกเริ่มอยากขับรถแบบพี่ชายบ้าง ก็เริ่มจากนั่งรถคู่กับพ่อ ต่อมาก็ขับเอง แต่พ่อขับตามคอยกำกับการขับรถ และต่อมาก็ขับเดี่ยว แต่กลายเป็นว่าความระมัดระวังน้อยมาก ไม่มองถนน หันไปโบกมือกับต้นไม้ข้าง ๆ ไม่ฟังเจ้าหน้าที่ ไม่สนใจกติกาสนาม จนเกิดเหตุการณ์ที่ลูกกลัวจนกลายเป็นไม่กล้าขับรถอีก

แต่เราก็ยังอยากให้ลูกขับรถให้ได้อยู่ดี บ้านเรายังคงพาเค้าไปที่สนามโกคาร์ท คอยให้กำลังใจในสิ่งที่เค้ากังวล บอกวิธีขับรถ วิธีหยุด บอกกติกาในสนาม ในที่สุด เค้าก็ลองขับรถอีกครั้ง แบบระมัดระวัง และมีสติกว่าที่เคย จุดนี้ แค่เป็นจุดเริ่มต้นของเค้าในเรื่องของการขับรถ แต่ที่เราอยากเล่าให้ฟังก็เพราะจะบอกว่า แต่ละเรื่องกว่าเค้าจะทำได้ใช้เวลานานกว่าเด็กทั่วไป แค่เราพยายามไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งเค้าจะเริ่มทำได้ (ลูกเราติดกระดุมได้เองใช้เวลา 6 เดือน ผูกเชือกรองเท้าเองใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี)…

เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash

เส้นทางที่ไม่เคยเดิน ตอนที่ 2: เมื่อลูกได้รับคำวินิจฉัย… | บ้านอุ่นรัก

เส้นทางที่ไม่เคยเดิน ตอนที่ 2: เมื่อลูกได้รับคำวินิจฉัย… | บ้านอุ่นรัก

คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี

ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ

เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนที่ 2: เมื่อลูกได้รับคำวินิจฉัย…        

…ลูกเราได้รับคำวินิจฉัยจากหมอพัฒนาการเด็กเมื่อตอนอายุ 1 ปี 7 เดือน ณ ตอนนั้น มันเป็นเรื่องที่ไกลตัวเรามากจริง ๆ วันที่พบหมอวันแรก เรากลับบ้านมาแบบงง ๆ ไม่รู้ว่าลูกเราเป็นอะไร หลังจากนั้นเราก็เริ่มต้นหาข้อมูลในเวป อ่านทั้งบทความทางวิชาการ อ่านทั้งเรื่องที่คนมาแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับโรคนี้ เริ่มหาหนังสืออ่าน ช่วงนั้นเราอ่านข้อมูลเยอะมาก พยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าหมออาจวินิจฉัยผิดเพราะลูกเรายังเล็ก เช่น เค้าอาจจะแค่ไม่พูด (เพราะเด็กบางคนก็พูดช้า) เค้าอาจจะแค่วิ่งซน อยู่ไม่นิ่ง  (เพราะเด็กซนๆ ก็มี เด็กแต่ละคนธรรมชาติไม่เหมือนกัน) หรือลูกอาจจะเป็นแค่ชั่วคราวก็ได้เพราะช่วงนั้นที่บ้านเปิดทีวีลูกคนโตให้ดู แต่ถึงจะคิดเข้าข้างตัวเองแค่ไหน มันก็มีอีกความคิดนึงผุดขึ้นมาเป็นระยะว่า แล้วถ้าลูกเป็นจริงๆ ล่ะ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่สับสน และร้องไห้หนักมาก ถามตัวเองทุกวัน ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับเรา รู้สึกอยู่ในฝันร้ายมากกว่าเรื่องจริง

เนื่องจากเราอ่านข้อมูลเยอะ มันทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่หมอบอกว่าลูกเป็นนั้นมีหลายระดับ แต่เราคาดเดาไม่ได้เลยว่าลูกอยู่ในระดับอะไร เพราะด้วยอายุที่ยังไม่ถึง 2 ปี ช่วงนั้นเราค่อนข้างมองสถานการณ์ในเชิงลบว่าถ้าเราอยู่เฉยๆ คิดว่าลูกคงไม่เป็นอะไร เราไม่สู้ ไม่พยายาม ปล่อยลูกไปตามเวรกรรม แล้วลูกเราโตขึ้นจะเป็นอะไรที่แย่ที่สุดได้บ้าง เช่น ลูกอาจจะมีอาการเพิ่มมากขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ลูกอาจจะพูดไม่ได้ไปตลอดชีวิต ลูกอาจจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย แล้วลูกจะอยู่ในสังคมแบบไหน อยู่แบบไม่มีเพื่อน หรืออยู่แบบโดนสังคมรังเกียจตามที่เราเห็นในข่าว

สุดท้าย เราก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่าไม่สำคัญว่าลูกเราจะเป็นหรือไม่เป็นอย่างที่หมอวินิจฉัย ถ้าเรามัวแต่คิดเข้าข้างตัวเองว่าลูกไม่เป็นอะไร โตแล้วก็หาย ไม่ต้องทำอะไร ถึงวันที่ลูกเราโตแล้ว ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อยู่ในสังคมไม่ได้ เราจะทำยังไง เราจะเสียใจทีหลังกับเวลาที่ทิ้งไปหรือไม่ เราจึงตัดสินใจว่าต้องลองทำไปก่อนจนกว่าจะแน่ใจว่าลูกไม่ได้เป็นอะไร และเนื่องจากข้อมูลที่เราอ่าน เราได้รับรู้ว่า สมองของลูกจะพัฒนาสูงสุดตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 7 ปี แปลว่าเวลาทองของลูกมีถึงแค่ 7 ปี (ตอนนั้นลูกอายุ 2 ปีกว่าแล้ว) นั่นหมายถึงว่าเราต้องทำงานแข่งกับเวลาที่เค้าโตขึ้นทุกวันๆ จะอยู่เฉยๆ ปล่อยเวลาแต่ละวันผ่านไปไม่ได้ เพราะเรามีชีวิตลูกเป็นเดิมพัน หลายครั้งที่เหนื่อย ท้อ แต่เมื่อคิดว่าในวันที่เราไม่อยู่แล้ว ลูกจะเป็นอย่างไร จะช่วยเหลือตัวเองได้มั้ย จะอยู่ในสังคมได้มั้ย สิ่งนี้เป็นแรงผลักดันให้ยอมแพ้ไม่ได้ เราต้องทำทุกอย่างเพื่อพัฒนาเค้าให้ได้มากที่สุด…

เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash

“เราคือทุกสิ่งทุกอย่างของเขานะ” | บ้านอุ่นรัก

“เราคือทุกสิ่งทุกอย่างของเขานะ” | บ้านอุ่นรัก

ในคืนวันที่ 5 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรักได้รับข้อความจากคุณพ่อท่านหนึ่งของนักเรียนของเรา

คุณพ่อท่านนี้อยากส่งต่อข้อความของท่านไปยังคุณพ่อท่านอื่น ๆ ทุก ๆ ท่านของลูก ๆ ทุก ๆ คน ผ่านเรา ซึ่งเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้เป็นสื่อกลางทำหน้าที่ในการส่งต่อข้อความนี้ด้วยความสุขที่ล้นหัวใจ

…..“สวัสดีวันพ่อ และสวัสดีคุณพ่อของน้อง ๆ ทุกคนครับ (อาจจะดึกไปหน่อย)​

ผมขอเป็นกำลังใจในการที่เราจะฝ่าฟันให้ลูก ๆ ไปสู่ที่หมายครับ

ตัวผมเองเริ่มจากเจอลูกชายที่ไร้ความรู้สึก ไม่สบตา ไม่ตอบสนอง ไม่มีสายตาของความเป็นลูกให้เราเลย

ตัวผมเคยหมดกำลังใจ คิดหยุดที่ไม่แก้ปัญหา​เรื่อง​ลูก​ชาย และ​ปล่อยให้​มันเป็นไปตามสภาพแล้ว

แต่…วันหนึ่ง…ผมมองเห็น​มัน ก็มีประกายตาเล็ก ๆ จากลูกผม ที่จ้องมองกลับมาให้ผมรู้ว่า “เราคือทุกสิ่งทุกอย่าง​ของเขานะ”

เค้าพูดไม่เป็นแต่…ผมรู้ว่า “เค้ารู้สึกอะไร”

ผมเริ่มศึกษา…ค่อย ๆ แก้ปัญหา​ทีละข้อ…​เอาข้อมูล​จากคุณครู​จากคุณหมอมาและเอามาทำการบ้าน

จนถึงวันนี้…ผมได้ลูกชายกลับคืนมาแล้วครับ

ดีใจที่สุดเลยครับ”…..

บ้านอุ่นรักหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อความจากคุณพ่อท่านนี้จะเป็นทั้งกำลังใจและแรงบันดาลใจให้กับคุณพ่อท่านอื่น ๆ ทุก ๆ ท่าน และทำให้ท่านได้รู้ว่า “คุณพ่อ” เป็นผู้นำของครอบครัวในการลงมือทำเรื่องนี้อย่างจริงจังได้

เมื่อใดก็ตามที่คุณพ่อเข้ามานำทีม ท่านจะเป็นทั้งขวัญและกำลังใจให้กับคุณแม่ ลูก ๆ และสมาชิกทุกคนในครอบครัว และในท้ายที่สุด ลูกของท่านและทุกคนในครอบครัวจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคจนก้าวผ่านขวากหนามนี้ไปสู่ความสุข ความสำเร็จ และความภาคภูมิร่วมกันได้ค่ะ

Credit ภาพ: David Rangel | Unsplash

ออทิสติก คนที่มีโลกของตัวเอง | บทความสุขภาพน่ารู้ จาก หมอชาวบ้าน

ออทิสติก คนที่มีโลกของตัวเอง | บทความสุขภาพน่ารู้ จาก หมอชาวบ้าน

อย่างไรจะเรียกว่าเป็นออทิสติก

แพทย์จะตรวจรู้ได้อย่างไรว่าเป็นออทิสติก

ออทิสติกเกิดขึ้นได้อย่างไร

ออทิสติกกินยารักษาได้ไหม

เป็นออทิสติกแล้วรักษาได้อย่างไร

สภาพจิตที่รับรู้ของเด็กปกติและเด็กออทิสติกมีลักษณะตัวอย่างเช่นใด

ใครคนไหนกันนะที่จะช่วยเหลือเด็กออทิสติกได้

มาพบคำตอบได้จากบทความสุขภาพที่น่ารู้ของเว็บไซต์หมอชาวบ้านกันในวันนี้นะคะ

https://www.doctor.or.th/article/detail/3121

Credit ข้อมูล: เว็บไซต์หมอชาวบ้าน

Credit ภาพ: Greg Rakozy | Unsplash

เรียนรู้ออทิสติกผ่านภาพยนตร์ที่สร้างมาจากชีวิตจริง | บ้านอุ่นรัก

เรียนรู้ออทิสติกผ่านภาพยนตร์ที่สร้างมาจากชีวิตจริง | บ้านอุ่นรัก

เรามาเรียนรู้ออทิสติกผ่านภาพยนตร์ 2 เรื่องที่สร้างมาจากชีวิตจริงกันบ้าง ดีมั๊ยคะ

ภาพยนตร์เรื่องที่ 1: Running Boy ปาฏิหาริย์รักจาก…แม่

ภาพยนตร์เกาหลีเรื่องนี้ได้รับความนิยมมากที่สุดใน Box Office 5 สัปดาห์ซ้อน และทำรายได้รวมทั้งปีของเกาหลีได้เป็นอันดับ 3 อีกทั้งได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์แดจองครั้งที่ 42

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงของบุคคลออทิสติกผู้มีความพยายาม และด้วยใจรักและความพยายามในการฝึกฝนการวิ่งอย่างไม่ย่อท้อ เขาจึงสามารถเข้าร่วมวิ่งในรายการวิ่งมาราธอนที่ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงได้สำเร็จ

นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังสะท้อนเรื่องราวจากมุมมองของผู้เป็นแม่ ที่ต้องรับภาระและความกดดันต่าง ๆ นับจากวันที่ได้รู้ว่าลูกชายวัย 5 ขวบของเธอเป็นเด็กออทิสติก แม้ยากที่จะยอมรับความจริงที่น่าเจ็บปวดนี้ แต่ผู้เป็นแม่ก็สู้ไม่ถอย ยอมทุ่มเททั้งเวลาและความรักทั้งหมดให้กับลูก สอนให้ลูกเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายที่จะให้ลูกสามารถช่วยเหลือตนเองและปรับตัวให้เข้ากับสังคมภายนอกได้ ด้วยความที่เธอดูแลลูกอย่างใกล้ชิด เธอจึงรู้ว่าลูกชอบอะไรและพยายามต่อยอดสิ่งนั้น ทุ่มเทเวลาฝึกลูก จนในที่สุด ลูกสามารถทำสิ่งที่ลูกชอบได้ประสบความสำเร็จ

คุณแม่ท่านนี้กล่าวถึงการนำเรื่องของลูกและเธอไปสร้างเป็นภาพยนตร์ว่าบางส่วน “ถ้าเรื่องราวของลูก ทำให้ผู้คนเข้าใจผู้ป่วยออทิสติกได้ดีขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ยินดีมาก”

ภาพยนตร์เรื่องที่ 2: Temple Grandin เทมเพิล แกรนดิน

ภาพยนตร์สารคดีที่สร้างจากชีวิตจริงของผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นบุคคลออทิสติก ที่เมื่ออายุ 4 ขวบก็ยังไม่พูด จนแม่ของเธอเกิดความกังวล จนต้องพาเธอไปพบแพทย์

เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเธอเป็นเด็กออทิสติก แพทย์ได้แนะนำผู้เป็นแม่ว่าวิธีที่ดีที่สุดคือต้องส่งลูกไปรับการรักษาที่สถาบัน แต่แม่ของเธอเชื่อมั่นว่าการดูแลและสอนลูกเองด้วยตนเองอย่างใกล้ชิดน่าจะดีที่สุดสำหรับลูก

นอกจากเด็กคนนี้โชคดีที่แม่ตัดสินใจที่จะดูแลและสอนลูกเอง เธอยังโชคดีซ้ำสองที่ได้พบกับครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจและเห็นพรสวรรค์ในตัวเธอ ครูของเธอพบว่าลูกศิษย์ออทิสติกคนนี้ เพียงแค่ได้เห็นอะไรแค่เสี้ยววินาที ก็สามารถที่จะจดจำภาพได้ราวกับกล้องถ่ายรูป แถมยังเป็นเด็กที่รู้จักต่อยอดความคิดและความสามารถให้เป็นสิ่งอื่น ๆ ต่อไปได้ ราวกับเป็นคอมพิวเตอร์

แม้เทมเพิล แกรนดินมีความแตกต่างและใช้ชีวิตได้ยากลำบากเพราะภาวะออทิสติก แต่เธอก็ก้าวผ่านสิ่งเหล่านั้น มุ่งมั่น ค้นพบพรสวรรค์ และเปลี่ยนมันให้เป็นความสำเร็จในชีวิตได้

ตัวอย่างผลงานและความสำเร็จของเธอ เช่น การออกแบบฟาร์มปศุสัตว์และโรงฆ่าสัตว์ที่มีมนุษยธรรม การเรียนจบปริญญาโทด้านสัตววิทยา และปริญญาเอกจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวภิบาล และเป็นศาตราจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยโคโลราโดอันเลื่องชื่ออีกด้วย

การได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ เราจะได้ทราบทั้งชีวประวัติของผู้หญิงออทิสติกคนหนึ่ง อีกทั้งได้เข้าใจวิถีชีวิตของบุคคลออทิสติกว่าจะต้องฝ่าฟันอุปสรรคและความยากลำบากไปให้ได้ จึงจะจนพบความสำเร็จในปลายทาง

ภาพยนตร์ 2 เรื่องนี้ จะทำให้เราได้ทั้งความบันเทิง ความประทับใจ และเหนือสิ่งอื่นใด คือเราจะเข้าใจบุคคลที่มีความต้องการพิเศษและครอบครัวของพวกเขาได้ดีขึ้น และความเข้าใจเช่นนี้นี่เองคือสิ่งที่พวกเขาต้องการจากเราทุก ๆ คนมากที่สุดค่ะ