10 เรื่องที่ต้องประเมิน ก่อนส่งลูกออทิสติก สมาธิสั้น เข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล | บ้านอุ่นรัก
ในทันทีที่คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง รู้ว่าตนเองกำลังจะมีลูก ความคิดแวบแรกที่เข้ามาในสมองแบบอัตโนมัติ นอกเหนือจากความยินดี ก็น่าจะเป็นการประเมินความพร้อมของตนเองและครอบครัว จากนั้นก็จะเริ่มต้นเตรียมความพร้อมทุกด้าน ให้ “พร้อมมากพอ” ยิ่งขึ้น เพื่อสร้างหลักประกันว่าท่านจะสามารถเลี้ยงดูลูก ให้ลูกมีการศึกษาและอนาคตที่ดีด้วยมือของท่านเอง
เรื่อง “การเตรียมให้พร้อมมากพอ” นอกจากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ต้องเตรียมตนเองให้พร้อมทั้งด้านการเงินและการหาโรงเรียนที่เหมาะสมให้ลูกแล้ว ท่านจะต้องประเมินความพร้อมของลูก และเตรียมความพร้อมให้กับลูก เพื่อลูกวัยอนุบาลของท่านจะมีความพร้อมมากพอเช่นกัน ที่จะเริ่มต้นก้าวเดินเข้าสู่การเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล โดยเฉพาะลูกออทิสติกและลูกสมาธิสั้น ท่านยิ่งต้องรีบประเมินและหมั่นเสริมสร้างพัฒนาการและเตรียมความพร้อมรอบด้านให้กับลูก ทั้งนี้ เพื่อหาทางแก้ไขและป้องกันไม่ให้อาการของลูก กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการเรียนรู้อย่างมีความหมายของลูกเมื่ออยู่ในชั้นเรียน
ในบทความนี้ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” นำเช็คลิสต์ (Checklist) “10 เรื่องที่ต้องประเมิน ก่อนส่งลูกออทิสติก สมาธิสั้น เข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล” มาฝาก เพื่อคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ทราบข้อมูลเบื้องต้นและจะได้ช่วยลูกเตรียมตัวให้พร้อมกันได้ต่อไป
10 เรื่องที่ต้องประเมิน ก่อนส่งลูกออทิสติก สมาธิสั้น เข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล
- แรงจูงใจและความสนใจของลูกในการเข้าร่วมและทำกิจกรรมที่หลากหลาย
- การเข้าใจความหมายของกิจกรรมตรงหน้าและสามารถตอบสนองต่อกิจกรรมอย่างมีทิศทาง
- การคงสมาธิเพื่อจดจ่อและทำกิจกรรมตรงหน้าจนสำเร็จ
- การควบคุมตนเองให้นั่งอยู่กับที่และร่วมทำกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ตรงหน้าในขณะนั้น ทั้งนี้ ลูกควรสามารถคุมตนเองและร่วมทำกิจกรรมได้อย่างน้อย 15-30 นาที
- การมีปฏิสัมพันธ์กับครูและสามารถยึดโยงครูเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ในห้องเรียน
- การมีปฏิสัมพันธ์และสานสัมพันธ์กับเพื่อน
- ความพร้อมด้านอารมณ์ในการร่วมทำกิจกรรมและทำตามคำสั่งในชั้นเรียนโดยไม่ขัดขืน
- ความเข้าใจภาษาและคำศัพท์ง่าย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ตามวัยและชีวิตประจำวัน
- การช่วยเหลือตนเอง นำพาตนเอง และความสามารถในการการปรับตัวให้เข้ากับกิจวัตรประจำวันที่โรงเรียน
- ลักษณะพฤติกรรมที่ไม่สร้างผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น ไม่ขัดขวางการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในชั้นเรียน
จากเช็คลิสต์ข้างต้น ลูกควรมีความพร้อมในแต่ละด้านมากกว่าร้อยละ 50 จึงจะพร้อมมากพอที่จะเรียนร่วมในชั้นเรียนอนุบาลอย่างมีความหมาย ดังนั้น คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ลองใช้เช็คลิสต์นี้ เป็นคู่มือเบื้องต้นประจำบ้านในการประเมินความพร้อม ตลอดจนเตรียมความพร้อมให้กับลูก ๆ จน “พร้อมมากพอ” ให้ได้ต่อไป
สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเรื่องการเตรียมลูกออทิสติก สมาธิสั้น ให้พร้อม ก่อนส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาล “ครูนิ่ม (คุณนิสิตา ปีติเจริญธรรม)” ได้เตรียมคอร์สออนไลน์ หัวข้อ “เตรียมลูกออทิสติกวัยอนุบาลให้พร้อม ก่อนเข้าโรงเรียน” ไว้ให้ท่านแล้ว เพียงท่านคลิกลิงก์ข้างนี้และเลือกลงทะเบียนเรียนผ่านตลาดความรู้ออนไลน์ ความรู้ดี ๆ ที่ครูนิ่มและทีมกระตุ้นพัฒนาการของ “บ้านอุ่นรัก” ได้ร่วมกันจัดทำ ก็จะส่งตรง มาถึงหน้าจอที่บ้านของท่านได้ในทันที
ลิงก์ Edumall Thailand
https://edumall.co.th/teacher/nisitaa-piitiecchriythrrm-8295
ลิงก์ SkillLane Thailand
เด็กพูดช้า | บทความวิชาการจากจุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์”
รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงจันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ ได้เขียนบทความวิชาการ หัวข้อ “เด็กพูดช้า” ไว้ในจุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์” ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจโดยสรุป ดังนี้
ปัญหาเด็กพูดช้าเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติ จึงเป็นหน้าที่ของกุมารแพทย์ในการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาในเด็ก ตรวจวินิจฉัย และแก้ไขปัญหาเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัยและป้องกันปัญหาที่จะเกิดตามมา เพราะเมื่อติดตามในระยะยาว เด็กพูดช้าอาจมีปัญหาการอ่าน การเขียน การเรียนรู้ การเข้าสังคม ปัญหาพฤติกรรม และปัญหาทางอารมณ์เมื่อโตขึ้น
พัฒนาการทางการพูดสื่อสารในเด็ก เด็กแรกเกิดจนกระทั่งถึง 6 ปี ควรมีการรับรู้ภาษา การพูด หรือการแสดงออกอย่างไร
การเฝ้าระวังติดตามและตรวจคัดกรอง ควรทำทุกครั้งที่พ่อแม่ผู้ปกครองได้พาเด็กมาพบแพทย์
ควรสงสัยว่าเด็กมีปัญหาทางการพูดเมื่อใด ถ้าสังเกตให้ดี เด็กอาจมีพฤติกรรมที่แสดงว่าอาจมีปัญหาในการพูดตั้งแต่ขวบปีแรก ซึ่งรองศาสตราจารย์แพทย์หญิงจันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ ได้ระบุข้อบ่งชี้ง่าย ๆ ในการสังเกตว่าเด็กอาจมีปัญหาในการพูดหรือไม่ ไว้ในบทความนี้ด้วย
สาเหตุของเด็กพูดช้า
- ปัญหาการได้ยิน (hearing problems) จากภาวะต่าง ๆ
- ความผิดปกติของการทำงานของสมองจากสาเหตุต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนคลอด ขณะคลอด และหลังคลอด
- ความผิดปกติของอวัยวะที่ใช้ในการเปล่งเสียงพูด
- สภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมและไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาทางการพูดและการใช้ภาษา
- Autism ออทิซึม
- Specific language impairment (SLI) หรือเด็กมีความบกพร่องในการเข้าใจหรือใช้ภาษา ทั้งภาษาพูดและท่าทาง การเข้าใจคำศัพท์ ความหมายของคำ รูปประโยค ไวยากรณ์
การตรวจและวินิจฉัย
- ซักประวัติอย่างละเอียด
- ตรวจร่างกายและพัฒนาการ
- Formal Audiologic Examination (ตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยิน) ในกรณีที่สงสัยว่าเด็กมีปัญหาการได้ยิน
หากพัฒนาการช้าหลายด้านหรือสงสัยว่าสติปัญญาบกพร่อง หรือ มีพัฒนาการถดถอย ควรส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจเพิ่มเติมโดยละเอียดต่อไป
การดูแลรักษา ใช้หลัก
EARLY IDENTIFICATION ตรวจโดยเร็วที่สุดเพื่อหาสาเหตุของการพูดช้าให้พบ
EARLY INTERVENTION แทรกแซงเพื่อกระตุ้นการพูดให้เร็วที่สุด
EARLY REFERAL ส่งต่อไปยังทีมแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อช่วยแก้ปัญหาการพูดช้าให้เร็วที่สุด
คลิกที่ลิงก์เพื่ออ่านจุลสารและบทความฉบับเด็ม
http://www.thaipediatrics.org/Media/media-20181220121505.pdf
เนื่องจากการพูดเป็นรูปแบบการสื่อสารกับผู้อื่นที่มีความสำคัญ ปัญหาเด็กพูดช้าจึงต้องได้รับการดูแลและแก้ไขให้ถูกต้องเสียแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่เด็กจะมีปัญหาการอ่าน การเขียน การเรียนรู้ การเข้าสังคม ปัญหาพฤติกรรม และปัญหาทางอารมณ์ตามมา
เครดิตข้อมูล: จุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์” จุลสารราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ปีที่ 39 ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม 2561 หน้า 4-6
เครดิตภาพ: Unsplash | Alexander Schimmeck
เมื่อเด็กเล็กยังมีทักษะการสื่อสารที่จำกัด ผู้ใหญ่จะทราบได้อย่างไรว่าเด็กมีปัญหาการพูด? ผู้ใหญ่จะสอนอย่างไร ให้เด็กเล็กเข้าใจ ตลอดจนช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารของตนเองได้อย่างสมวัย?
เพราะการทำความเข้าใจลำดับพัฒนาการของลูกก็คือส่วนหนึ่งของความรักที่เรามอบให้กับลูก ๆ เพราะฉะนั้น เราจึงห้ามพลาด เราจึงต้องชมคลิปความรู้นี้ เพื่อเริ่มต้นทำความเข้าใจลำดับพัฒนาการด้านการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารของลูก ๆ
กดลิงก์ข้างล่างนี้ เพื่อชมคลิป
เมื่อเด็กเล็กยังมีทักษะการสื่อสารที่จำกัด (1) ผู้ใหญ่จะทราบได้อย่างไรว่าเด็กมีปัญหาการพูดหรือไม่? และ (2) ผู้ใหญ่จะสอนอย่างไร ให้เด็กเล็กเข้าใจ ตลอดจนช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารของตนเองได้อย่างสมวัย?
เด็กเล็กยังมีทักษะการสื่อสารที่จำกัด
สำหรับเด็กเล็กในช่วงขวบปีแรก ๆ เราต้องเข้าใจก่อนว่าเด็กยังใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารไม่ได้ ดังนั้น เด็กเล็ก ๆ จะสื่อสารกับเราผ่านสิ่งต่าง ๆ เช่น
- การส่งสายตา
- การมองหน้า
- การส่งเสียง
- การทำท่าทางประกอบ
- การใช้อารมณ์ประกอบ หรือ
- การชี้เพื่อสื่อสารบอกความต้องการ เป็นต้น
ทั้งนี้ เมื่อเด็กโตขึ้น เด็กก็จะค่อย ๆ มีพัฒนาการด้านภาษา โดยเฉพาะการใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารมากขึ้น จึงลดการใช้ภาษาท่าทางหรือการใช้อารมณ์ประกอบการสื่อสารของตนเองลงทีละน้อย
ต้องทำอย่างไร เราจึงจะรู้ว่าเด็กเล็ก ๆ มีความบกพร่องด้านการใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารหรือไม่
จากการที่เราเข้าใจแล้วว่าเด็กเล็กยังไม่สามารถพูดเพื่อสื่อสารบอกความต้องการได้ แต่เด็กจะใช้เสียง อารมณ์ และท่าทางในการสื่อสารกับเราเพื่อบอกความต้องการ ดังนั้น พ่อแม่และคนที่บ้านต้อง (1) หมั่นสังเกต (2) ตั้งใจฟังการออกเสียงของเด็ก และ (3) ตั้งใจดูสิ่งที่เด็กแสดงออก เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของเด็ก ตลอดจนทำความเข้าใจเรื่องพัฒนาการของเด็กด้านการใช้ภาษา โดยเฉพาะภาษาพูดเพื่อการสื่อสารตามวัยด้วย หากสังเกตและพบว่าเด็กอาจมีความบกพร่องด้านนี้ ก็ต้องรีบพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อหาทางสร้างเสริมพัฒนาการได้อย่างทันท่วงทีและถูกวิธีต่อไป
ต้องสอนแบบไหน เด็กเล็ก ๆ จึงจะเข้าใจ ตลอดจนช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารของตนเองได้อย่างสมวัย
จากคลิปนี้ รศ. พญ.นิชรา เรืองดารกานนท์ แนะนำวิธีสอน ดังนี้
- พ่อแม่และคนที่บ้านต้องพูดกับเด็กตั้งแต่ลูกยังเล็ก โดยการพูดนี้ หมายถึง การพูดถึงสิ่งต่าง ๆ รอบตัวหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามวิถีชีวิตประจำวันจริง เพื่อเด็กเรียนรู้ทักษะการใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารต่อไป
- การพูดกับเด็กเล็ก ๆ พ่อแม่และคนที่บ้านต้องพูดช้า ๆ ชัด ๆ และพูดซ้ำ ๆ เพราะเด็กเล็ก ๆ จะเรียนรู้ผ่านการเชื่อมโยงแบบจับคู่ หรือ Matching ซึ่งก็คือ เด็กได้ยินชื่อของสิ่งนั้น ๆ ที่มาพร้อมกับสิ่งที่ได้เห็นหรือได้ทำ เช่น เด็กได้ดื่มนม เด็กได้สัมผัสผมของแม่เมื่อแม่บอกว่านี่เรียกว่าผม เป็นต้น
- ในเด็กเล็กที่มีพัฒนาการด้านการใช้ภาษาพูดปกติ ไม่ล่าช้ามากเกินไป พ่อแม่และคนที่บ้านอาจไม่ต้องถึงกับตั้งใจสอนเด็กในเรื่องเป็นพิเศษ เพราะเด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้เรื่องการนำชื่อของสิ่งต่าง ๆ ที่ตนเองได้เก็บรวบรวมในสมองมาเรียงร้อยเป็นประโยคสั้น ๆ หรือเป็นภาษาพูดตามวัยเพื่อการสื่อสาร และสิ่งที่เด็กพูดก็จะเชื่อมโยงสอดคล้องกับเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นในขณะที่เด็กใช้ชีวิตประจำวัน แต่สำหรับเด็กบางคนที่พูดล่าช้ามากจนผิดปกติ หรือเด็กมีพัฒนาการด้านการใช้ภาษาที่ล่าช้ากว่าวัยไปมาก ตลอดจนเด็กที่มีความต้องการเป็นพิเศษบางกลุ่มที่มีความบกพร่องเกี่ยวกับทักษะการสื่อสาร เช่น เด็กออทิสติก พ่อแม่และคนที่บ้านจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ มีการสอนโดยเฉพาะ และต้องใช้ตัวช่วยพิเศษเพื่อส่งเสริมทักษะด้านนี้ให้กับเด็ก เช่น ใช้หนังสือนิทานสำหรับเด็ก (หนังสือนิทานต้องเน้นเรื่องราวและรูปภาพที่น่าสนใจ) ใช้บัตรคำที่มีรูปภาพประกอบที่เชิญชวนให้เด็กสนใจ (พ่อแม่และคนที่บ้านต้องใช้บัตรคำเพื่อประกอบการเล่าเรื่อง) หรือใช้สื่อยุคใหม่ เช่น โทรศัพท์มือถือ ให้เหมาะสมและเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมเพื่อให้เด็กได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง เป็นต้น
เครดิต: รายการ RamaHealthTalk ออกอากาศเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 | รศ. พญ.นิชรา เรืองดารกานนท์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนแพทย์รามาธิบดี สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ฮาวทู ใช้การเล่นและการทำกิจกรรมร่วมกันกับลูกที่บ้าน เพื่อกระตุ้นให้ลูกเข้ามามีส่วนร่วม | บ้านอุ่นรัก
เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2563 องค์กรออทิซึมสปีค (Autism Speaks) โดยความร่วมมือจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) ได้เผยแพร่วิดีโอชุดใหม่เกี่ยวกับเคล็ดลับง่าย ๆ ในการเพิ่มทักษะการดูแลเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการ เช่น เด็กออทิสติก
องค์กรออทิซึมสปีคตั้งเป้าหมายให้วิดีโอชุดนี้เป็นเครื่องมือในการให้ความรู้ บอกเคล็ดลับ ตลอดจนแสดงตัวอย่างและขั้นตอนง่าย ๆ ในการลงมือทำที่จะช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กมีแนวทาง ทราบขั้นตอนการลงมือทำ และได้ฝึกทักษะการดูแลเด็กอันจะส่งผลดีในการช่วยสร้างเสริมพัฒนาการให้กับเด็ก ๆ ที่บ้านด้วยตนเองได้ต่อไป
สำหรับวิดีโอเคล็ดลับการเพิ่มพูนทักษะการดูแลเด็กที่มีความต้องการเป็นพิเศษที่เรานำมาแชร์ในวันนี้ เป็นการแสดงตัวอย่าง “ฮาวทู” (How To) ใช้การเล่นและการทำกิจกรรมร่วมกันกับลูกที่บ้าน เพื่อกระตุ้นให้ลูกอยากเข้ามามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมนั้น ๆ กับเรา
ประโยชน์ที่พ่อแม่ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กจะได้รับจากการชมวิดีโอนี้ คือ
- มีแนวทางในการฝึกฝนทักษะการดูแลเด็ก
- ได้รู้วิธีใช้การเล่นเพื่อเข้าแทรกตัวไปคลุกคลีกับลูก
ประโยชน์ที่ลูกจะได้รับ
- เสริมสร้างพัฒนาการผ่านการเล่นร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก
- เรียนรู้การเข้าไปมีส่วนร่วม
- ทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น
- เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกันกับผู้อื่น
สำหรับท่านที่สนใจชมวิดีโอโปรแกรมพัฒนาทักษะการดูแลเด็ก ท่านสามารถชมวิดีโอต่าง ๆ จากช่องยูทูปขององค์กรออทิซึมสปีค หรือจะศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฝึกอบรมทักษะผู้ดูแลเด็กจากเว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลก หรือจะชมวิดีโอผ่านช่องยูทูปหรือเฟซบุ๊คของศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ก็ได้เช่นเดียวกัน
วิดีโอ เรื่อง ใช้การเล่นและการทำกิจวัตรประจำวันที่บ้านเพื่อสร้างเสริมการมีส่วนร่วมของลูก (คลิกที่ลิงค์ข้างล่างนี้เพื่ออ่านบทความต้นฉบับและชมวิดีโอ)
สถานการณ์ตัวอย่างจากวิดีโอ:
แมรี่ (แม่) และนีล (ลูกชาย) นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นที่บ้าน
จากวิดีโอ ผู้บรรยายแนะนำให้เราใช้ “การสังเกต”
- สังเกตกิจกรรมที่ลูกกำลังทำ (ลูกกำลังเล่นต่อบล็อก)
- สังเกตสิ่งที่แม่ลงมือทำในแต่ละขั้นตอน
- แม่นั่งอยู่ตรงหน้า ในระดับที่สายตาของลูกจะมองเห็นแม่ได้โดยง่าย
- ในขณะที่ลูกกำลังเล่นต่อบล็อก แม่ก็ทยอยเก็บของเล่นชิ้นอื่น ๆ เข้าที่ เพื่อขจัดสิ่งรบกวนอื่น ๆ รอบตัวที่อาจทำให้ลูกวอกแวก ทั้งนี้ การลงมือจัดการสิ่งแวดล้อมรอบตัวส่งผลดีคือช่วยให้ลูกไม่วอกแวก ลูกจึงพุ่งความสนใจมาที่แม่และกิจกรรมที่แม่จะชวนลูกร่วมทำได้ง่ายขึ้น
- แม้แม่จัดเก็บของเล่นชิ้นอื่น ๆ ที่เกลื่อนอยู่บนพื้นเข้าที่ แต่แม่ไม่เก็บบล็อก เพราะลูกกำลังเล่นต่อบล๊อกเหล่านั้นอยู่
- หลังเก็บของเล่นชิ้นอื่น ๆ เข้าที่เสร็จแล้ว แม่ยื่นบล็อกสองชิ้นไปตรงหน้าลูก รอสักครู่ จนลูกสนใจสิ่งที่แม่ยื่นให้ แม่สบตาและยิ้มให้ลูก แม่พูดกับลูกว่า “เรามาต่อบล็อกด้วยกันนะ”
- เมื่อพูดจบ แม่ลงมือต่อบล็อกหนึ่งชิ้นให้ลูกเห็นเป็นการนำทางและชี้ชวนให้ลูกเรียนรู้และเข้าใจว่าแม่และลูกกำลังเล่นอะไรร่วมกัน ในขณะเดียวกัน แม่เก็บ (ถือ) บล็อกอีกชิ้นไว้ในมืออีกข้างของตนเอง
- ลูกมองแม่ต่อบล็อก ลูกหยิบบล็อกมาอีกหนึ่งชิ้นและต่อบล็อก ลูกพูดว่า “ต่อบล็อก”
- แม่ชมว่า “ลูกต่อบล็อกได้ดีมากจ๊ะ”
- แม่เริ่มเลียนแบบสิ่งที่ลูกทำ คือ แม่วางบล็อกอีกชิ้นหนึ่ง (ที่ถือไว้ในมือ) ลงบนพื้นใกล้ ๆ กับบล็อกชุดแรกที่ลูกได้ต่อเอาไว้แล้ว
- ลูกมองแม่และเห็นสิ่งที่แม่ทำ
จากการที่แมรี่ (แม่) เลียนแบบสิ่งที่นีล (ลูก) ทำ จากนั้นแม่ก็เริ่มสร้างการมีส่วนร่วมด้วยการพูดชักชวนให้ลูกทำกิจกรรมนั้น ๆ ด้วยกัน ซึ่งในสถานการณ์นี้ คือ แม่ใช้การเล่นมากระตุ้นให้ลูกสนใจมองมาที่แม่ + สนใจกิจกรรมตรงหน้าที่แม่ชักชวนให้ลูกทำร่วมกันกับแม่ + ลูกลงมือทำกิจกรรมนั้น ๆ ร่วมกันกับแม่ได้สำเร็จ
สรุปขั้นตอน
- สังเกตว่าเด็กกำลังสนใจและทำกิจกรรมอะไรอยู่ในขณะนั้น
- ขจัดสิ่งรบกวนอื่น ๆ รอบตัวออกไปให้หมดเพื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้การทำกิจกรรมตรงหน้านั้น ๆ ร่วมกับผู้ใหญ่ได้ง่ายขึ้น (อีกทั้งยังเป็นการจัดการสถานที่และสิ่งแวดล้อมให้มีความปลอดภัยในการทำกิจกรรมอีกประการหนึ่งด้วย)
- นั่งหันหน้าเข้าหาเด็ก อยู่ในระดับสายตาเด็กเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน
- กล่าวชมเด็กเมื่อเด็กทำกิจกรรมตามที่เราชักชวนได้สำเร็จ ทั้งนี้ ต้องกล่าวชมให้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงว่าเด็กกำลังทำสิ่งใดได้ดีจึงได้รับคำชมนั้น
- เมื่อถึงคิวที่เราต้องทำกิจกรรมต่อเนื่องจากเด็ก ให้เราใช้การเลียนแบบสิ่งที่เด็ก
ลองทำกันดูนะคะ ลองค่อย ๆ แทรกตัวเข้าไปอยู่ใกล้ ๆ ลูกผ่านกิจกรรมประจำวันง่าย ๆ ที่บ้านตามวิถีชีวิตจริง เช่น การเล่น จากนั้นก็หาทางขยับขยายชักชวนลูกไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะช่วยสร้างเสริมพัฒนาการและทักษะที่รอบด้าน โดยนำขั้นตอนข้างต้นมาประยุกต์ใช้ไปตามสถานการณ์ค่ะ
#ผลลัพธ์ที่ได้ ขึ้นอยู่กับการลงมือทำ
เครดิตบทความและวิดีโอ: Autism Speaks
เครดิตภาพประกอบบทความ: Unsplash by Dan Burton









