ประโยชน์ที่ลูกออทิสติกจะได้รับจากการบำบัดและฟื้นฟูความผิดปกติเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสาร | บ้านอุ่นรัก

ประโยชน์ที่ลูกออทิสติกจะได้รับจากการบำบัดและฟื้นฟูความผิดปกติเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสาร | บ้านอุ่นรัก

ประโยชน์ที่ลูกออทิสติกจะได้รับจากการบำบัดและฟื้นฟูความผิดปกติเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสาร

โรคออทิสติกกระทบพัฒนาการด้านใดของลูกบ้าง

โรคออทิสติกเป็นโรคเกี่ยวกับความบกพร่องทางพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของลูก เช่น ภาษา สังคม พฤติกรรม และอารมณ์ ซึ่งลูกแต่ละคนอาจมีกลุ่มของความบกพร่องหรืออาการ ตลอดจนระดับของอาการ (น้อย กลาง มาก) ต่างกันไปได้ ส่วนการสังเกตเห็นร่องรอยของอาการหรือวินิจฉัยพบโรคนั้น แพทย์เคยวินิจฉัยพบอาการออทิสติกในลูกบางรายตั้งแต่ลูกอายุ 10-12 เดือน นอกจากนี้ หากลูกมีปัญหาเรื่องการใช้ภาษาหรือมีพัฒนาการด้านภาษาล่าช้าไม่สมวัย เราจะสังเกตเห็นปัญหานี้ได้ตั้งแต่ลูกอยู่ในวัย 1.6 ขวบ ทั้งนี้ทั้งนั้น อาการของลูกออทิสติกมักจะแสดงออกมาให้เราเห็นตั้งแต่ลูกอยู่ในวัยก่อน 3 ขวบ

ปัญหาเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสารของลูกออทิสติก

สำหรับการแปลสรุปบทความ ๆ นี้ เราขอเน้นที่ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของลูกออทิสติกเรื่องการใช้ภาษา (วัจนภาษาและอวัจนภาษา) และการพูดเพื่อการสื่อสาร ตลอดจนการบำบัดและฟื้นฟูทักษะด้านนี้ให้กับลูก ทั้งนี้ ปัญหาที่พบบ่อยเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสารของลูกออทิสติกอาจมีลักษณะต่าง ๆ กัน ดังต่อไปนี้
• ไม่พูด
• ออกเสียงหรือเปล่งเสียงแต่จะเป็นเสียงคราง เสียงร้อง เสียงแหลม ๆ เสียงในลำคอ หรือเสียงกระโชกโฮกฮาก
• ทำเสียงฮึมฮัมหรือพูดแบบทำนองเพลง
• พูดเจื้อยแจ้วด้วยเสียงที่ฟังแล้วคล้าย ๆ จะเป็นคำ
• พูดภาษาต่างดาว
• พูดแบบหุ่นยนต์
• พูดตามแบบนกแก้วนกขุนทอง พูดซ้ำ พูดทวนคำที่คนอื่น ๆ พูดออกมา (echolalia)
• ใช้วลีและประโยคถูกต้อง แต่มีโทนเสียงผิดปกติ
• ขาดทักษะการสนทนาหรือพูดคุย
• ขาดการสบตากับคู่สนทนา
• ใช้ภาษาท่าทางเพื่อการสื่อสารได้ไม่ดีนัก
• ไม่เข้าใจความหมายของคำต่าง ๆ นอกเหนือจากคำที่เคยเรียนรู้มา
• จดจำสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ยิน พูดตามชุดความจำนั้น แต่อาจไม่รู้ความหมายว่าสิ่งที่พูดนั้นคืออะไร
• พูดซ้ำคำพูดที่คนอื่น ๆ พูด
• ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ
• ขาดการใช้ภาษาเชิงสร้างสรรค์

ทั้งนี้ 1/3 ของลูกออทิสติกมักมีปัญหาเรื่องการใช้ภาษาและการพูด ทำให้การสื่อสารของลูกขาดประสิทธิภาพ และเราไม่ค่อยเข้าใจความหมายของสิ่งที่ลูกพูดหรือเปล่งเสียงออกมา

เราจะช่วยลูกแก้ปัญหานี้อย่างไรดี

การบำบัดและฟื้นฟูความบกพร่องเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสารมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับลูก ทั้งนี้ ผลจากการวิจัยพบว่าลูกออทิสติกที่มีพัฒนาการคืบหน้าในระดับดี มักเคยผ่านการบำบัดฟื้นฟูเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสารมาแล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่การช่วยลูกบำบัดรักษาและแก้ไขปัญหานี้ เราไม่ใช่เพียงต้องส่งเสริมให้ลูกเรียนรู้ที่จะพูด แต่ต้องสนับสนุนให้ลูกเรียนรู้ที่จะพูดควบคู่ไปกับเรียนรู้ที่จะสื่อสาร เรียนรู้ว่าจะเข้าร่วมและอยู่ในวงสนทนากับคนอื่น ๆ ได้อย่างไร อีกทั้งเรียนรู้การทำความเข้าใจนัยยะทางการสื่อสารที่คนอื่นแสดงออกมาผ่านคำพูด สีหน้า น้ำเสียง ท่าทาง และภาษากายพร้อม ๆ กันไปด้วย

นักวิชาชีพที่ช่วยแก้ปัญหานี้ให้ลูก

นักแก้ไขการพูด คือ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่จะช่วยคัดกรอง ตรวจหาความเสี่ยง วินิจฉัย วางแนวทางการบำบัด รักษา และฟื้นฟูความบกพร่องทางการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสารของลูก ตลอดจนอาจมีการส่งต่อลูกไปพบนักบำบัดหรือผู้เชี่ยวชาญด้านอื่น ๆ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่พบในลูกออทิสติกแต่ละคนให้ครบรอบด้านอีกด้วย

นักแก้ไขการพูดจะกำหนดแนวทางการบำบัดรักษาที่ดีที่สุดสำหรับลูกของเรา และให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมพัฒนาการด้านการสื่อสาร เพื่อลูกมีคุณภาพชีวิตที่ปกติสุขดีขึ้น ทั้งนี้ ตลอดเส้นทางการบำบัดรักษา นักแก้ไขการพูดจะทำงานร่วมกับครอบครัว โรงเรียน และสหวิชาชีพทีมบำบัดด้านอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด

เทคนิคที่ใช้ในการบำบัดปัญหาเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสาร

สำหรับลูกที่ไม่ยอมพูดหรือมีปัญหาเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสารนี้ นักแก้ไขการพูดจะช่วยสร้างเสริมพัฒนาการด้านนี้ให้กับลูก และอาจใช้เทคนิควิธีการทางเลือกต่าง ๆ ดังต่อไปนี้เข้ามาเสริมในลูกบางราย
• ใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยในการพูด
• ใช้สัญลักษณ์หรือการพิมพ์
• ใช้แผ่นภาพประกอบคำเพื่อการสื่อสารแลกเปลี่ยนความหมาย
• ใช้เทคนิคขยายเสียงหรือบีบเสียงในการบำบัดรักษาลูกที่มีระบบรับรู้เสียงไวกว่าปกติหรือต่ำกว่าปกติ
• แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเปล่งเสียงพูดด้วยการนวด การออกกำลังกายริมฝีปาก หรือกล้ามเนื้อบนใบหน้า
• ใช้การร้องเพลงที่มีจังหวะ การเน้นเสียง และความลื่นไหลของประโยค เป็นต้น

ทั้งนี้ การเลือกใช้เทคนิคหรือวิธีการอื่นใดเพื่อส่งเสริมการบำบัดรักษานั้น นักแก้ไขการพูดตลอดจนทีมแพทย์และทีมบำบัดของลูกจะเลือกแนวทางที่ดีที่สุดให้ลูก ตลอดจนให้คำแนะนำแก่คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองในการช่วยเหลือลูกคู่ขนานกันไปด้วยค่ะ

ประโยชน์ที่ลูกออทิสติกจะได้รับจากการบำบัดการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสาร

ตามที่ได้เกริ่นไปข้างต้นแล้วว่านักแก้ไขการพูดเน้นเรื่องการสร้างเสริมพัฒนาการภาพรวมเรื่องการสื่อสารให้กับลูก เพื่อลูกมีคุณภาพชีวิตที่เป็นปกติสุขและดีขึ้น อีกทั้งเพิ่มความสามารถของลูกในการสื่อสารเพื่อสร้างสัมพันธภาพกับคนอื่นพร้อม ๆ กันไปด้วย ในภาพรวมนั้น จุดประสงค์สำคัญ ๆ ในการบำบัดรักษาเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสาร คือ
• ลูกประกอบคำเพื่อใช้สื่อสารได้
• ลูกสื่อสารแบบต่าง ๆ ผ่านภาษาพูด ภาษาท่าทาง การแสดงออกทางสีหน้า และภาษากายได้ (สื่อสารแบบวัจนภาษาและอวัจนภาษาได้)
• ลูกเข้าใจความหมายของการสื่อสารที่คนอื่นต้องการสื่อสารในแต่ละสถานการณ์ได้
• ลูกเริ่มสื่อสารกับคนอื่น ๆ ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องให้ใครชี้นำ เริ่มต้นให้ หรือนำทาง
• ลูกรู้กาลเทศะเรื่องการสื่อสารตามสถานการณ์ เช่น รู้ว่าต้องพูดคำว่า “อรุณสวัสดิ์” ในช่วงเช้า เป็นต้น
• ลูกมีพัฒนาการด้านทักษะการสนทนา
• ลูกมีการสื่อสารเพื่อแลกเปลี่ยนความคิด
• ลูกมีการสื่อสารในรูปแบบที่เพิ่มพูนสัมพันธภาพ
• ลูกสนุกสนานที่ได้สื่อสาร ละเล่น และมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
• ลูกเรียนรู้ที่จะควบคุมตนเรื่องการสื่อสาร

กระตุ้นพัฒนาการระยะเริ่มแรกคือหัวใจสำคัญ

นักแก้ไขการพูดสามารถช่วยเราคัดกรอง วินิจฉัย ตรวจหาความเสี่ยงเรื่องความผิดปกติด้านการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสารของลูก ตลอดจนวางแนวทางในการบำบัดรักษาให้ลูกได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ซึ่ง “การกระตุ้นพัฒนาการระยะเริ่มแรก” นี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในแง่ของการบำบัดรักษาที่มีประสิทธิภาพ และการกระตุ้นพัฒนาการระยะเริ่มแรกจะช่วยลูกออทิสติก 2/3 ที่อยู่ในวัยก่อนเข้าเรียนให้มีอาการดีขึ้นได้

การบำบัดรักษาลูกออทิสติกไม่ว่าจะลูกจะมีกลุ่มอาการหรือความบกพร่องด้านใด “ยิ่งบำบัดรักษาเร็ว ยิ่งได้ผลดี ยิ่งมีเวลามากพอที่จะทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น และยิ่งมีประสิทธิภาพ” นอกจาก เรายิ่งทำได้เร็วก็ยิ่งดีแล้ว หากเราได้บำบัดรักษาลูกตามแนวทางที่ทีมแพทย์ นักแก้ไขการพูด และสหวิชาชีพทีมบำบัดวางไว้อย่างต่อเนื่อง เท่ากับเราได้ช่วยลูกสร้างเสริมทักษะและความสามารถในการเข้าสังคมได้อีกประการหนึ่งด้วย ดังนั้น หากเราพบว่าลูกออทิสติกมีความบกพร่องด้านการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสาร เราต้องรีบปรึกษาแพทย์และนักแก้ไขการพูดกันนะคะ

สำหรับท่านที่ต้องการอ่านบทความต้นฉบับ สามารถติดตามอ่านจากลิ้งค์นี้ได้ค่ะ
https://www.webmd.com/brain/autism/benefits-speech-therapy-autism

ตอนนี้ เราได้รู้จักบทบาทของนักแก้ไขการพูดที่จะช่วยบำบัดรักษาลูกออทิสติกเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสารกันไปคร่าว ๆ แล้ว ในโอกาสต่อไป เราจะหาข้อมูลที่น่าสนใจของสหวิชาชีพทีมบำบัดอื่น ๆ ที่มีบทบาทในการช่วยลูกออทิสติกมานำเสนอกันอีกค่ะ

“ทุกปัญหามีทางแก้” ดังนั้น หากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองมีความกังวลใจเรื่องพัฒนาการของลูกไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตามที ขอให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก เพื่อรับการวินิจฉัยอาการและขอแนวทางการบำบัดรักษาที่ถูกทางต่อไป

ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรักขอเป็นกำลังใจและเพื่อนคู่คิดให้กับทุกท่าน หากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูต้องการติดต่อเราเรื่องลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น หรือลูกที่มีพัฒนาการช้าไม่สมวัย ท่านสามารถติดต่อเราได้ยังสาขาที่สะดวก หรือเลือกติดต่อเราผ่านช่องทางต่าง ๆ ของเรา เช่น เวบไซต์ เฟสบุ๊ค หรือไลน์แอด ก็ได้เช่นกันค่ะ

เราอยู่ตรงนี้และยินดีที่ได้เป็นเพื่อนคู่คิดค่ะ

Credit บทความ: www.webmd.com
Credit ภาพ: Caroline Hermandez from Unsplash

7 วิธีกระตุ้นลูก ๆ ให้พูด | บ้านอุ่นรัก

7 วิธีกระตุ้นลูก ๆ ให้พูด | บ้านอุ่นรัก

7 วิธีกระตุ้นลูก ๆ ให้พูด

ปัญหาเรื่องลูกออทิสติกไม่ยอมพูดนี้ เป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครอง มีความวิตกกังวลใจเป็นอย่างมาก จึงต้องพยายามหาวิธีต่าง ๆ นานาเพื่อช่วยบุตรหลานแก้ไขปัญหานี้

หากเรากังวลว่าลูกหลานของพวกเราอาจมีปัญหาดังกล่าว เราควรรีบพาพวกเขาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก เพื่อแพทย์วินิจฉัยอาการ ตลอดจนให้คำแนะนำเรื่องแนวทางการบำบัดรักษาต่อไป ทั้งนี้ หากแพทย์แนะนำให้เราพาลูกหลานไปฝึกพูดกับครูฝึกพูด เราต้องทำตามคำแนะนำนั้น เพราะครูฝึกพูดเป็นนักวิชาชีพผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สามารถช่วยให้เด็ก ๆ มีพัฒนาการด้านภาษาได้

นอกเหนือจากความช่วยเหลือของแพทย์และครูฝึกพูดแล้ว คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองอาจสงสัยว่า “เราซึ่งเป็นพ่อ แม่ และสมาชิกในครอบครัวของเด็ก ๆ จะทำอะไรควบคู่ได้บ้างหรือไม่ เพื่อช่วยเด็ก ๆ แก้ปัญหาการไม่ยอมพูดหรือไม่ก็ช่วยให้เด็ก ๆ ค้นและพบกับ “เสียง” ของตนเองได้”

สำหรับศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรัก หากเราได้รับคำถามเรื่องต่าง ๆ จากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูของเด็ก ๆ เรายินดีเป็นเพื่อนคู่คิด ผู้คอยแบ่งปันข้อมูลและความรู้เพื่อประโยชน์ที่ปลายทางคือลูก ๆ ของพวกเราเติบโตอย่างมีคุณภาพและสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเอง

ในเรื่องข้อมูลและความรู้ต่าง ๆ นี้ แม้บ้านอุ่นรักทำงานด้านการกระตุ้นพัฒนาการให้กับลูก ๆ ออทิสติก ลูกสมาธิสั้น และลูกที่มีพัฒนาการช้าไม่สมวัยมานานถึง 26 ปี แต่เราไม่เคยหยุดการเรียนรู้ เรามีทีมงานวิชาการของศูนย์ ฯ ที่คอยค้นคว้าและสืบค้นความรู้เรื่องต่าง ๆ ในหลาย ๆ แง่มุม เพื่อทีมทำงานของพวกเราได้เรียนรู้เพิ่มเติม ตลอดจนนำเทคนิควิธีการใหม่ ๆ มาใช้กระตุ้นพัฒนาการให้กับลูกศิษย์ของพวกเรา นอกจากนี้ หากข้อมูลใดที่ได้จากการสืบค้นน่าจะมีประโยชน์ต่อครอบครัวและคุณครู เราก็จะแปลและนำข้อมูลมาเรียบเรียงเพื่อสะดวกต่อการอ่าน จากนั้น จึงจะเผยแพร่ข้อมูลความรู้นั้น ๆ ผ่านเวบไซต์และเฟสบุ๊คของเราต่อไป

ปัญหาเรื่อง “เราจะช่วยลูกที่ไม่ยอมพูด ให้พูด ได้อย่างไร” นี้ ทีมวิชาการของบ้านอุ่นรักอ่านเจอบทความดี ๆ ชิ้นหนึ่ง เรื่อง “7 วิธีช่วยลูกที่ไม่ยอมพูด ให้พูด” ซึ่งองค์กร Autism Speaks ได้ทำการเผยแพร่ผ่านเวบไซด์ขององค์กรเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2556

บทความนี้มีความน่าสนใจในหลายประการ คือ เนื้อหามีประโยชน์ในเชิงปฏิบัติ หากเรานำวิธีเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันที่เราอยู่ร่วมกับเด็ก ๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อการสร้างเสริมและซ่อมแซมพัฒนาการด้านภาษาและการพูดให้พวกเขาได้

นอกจากนี้ องค์กร Autism Speaks ผู้เผยแพร่บทความต้นฉบับได้ระบุว่าบทความนี้เป็นบทความเชิงแนะแนวขององค์กรที่ได้รับความนิยมสูงสุดบทความหนึ่งและได้รับการแชร์ไปแล้วมากถึง 15,000 ครั้ง อีกทั้งผู้เขียนบทความนี้ทั้งสองท่านยังเป็นแพทย์และนักจิตวิทยาคลีนิกเด็กผู้เชี่ยวชาญเรื่องเด็กออทิสติก จนได้รับการยอมรับนับถือเป็นอย่างมากในประเทศสหรัฐอเมริกา ทีมวิชาการของบ้านอุ่นรักจึงแปลและเรียบเรียงบทความนี้ใหม่ เพื่อเราได้อ่านโดยสะดวกไปด้วยกัน

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และคุณครู ที่ต้องการอ่านบทความต้นฉบับ ท่านสามารถอ่านได้ตามลิ้งค์ข้างล่างนี้ค่ะ

https://www.autismspeaks.org/expert-opinion/seven-ways-help-your-nonverbal-child-speak

Credit เจ้าของบทความ

องค์กร Autism Speaks ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2548 โดยคุณ Bob และคุณ Suzanne Wright ผู้มีหลานเป็นเด็กออทิสติก ต่อมา ท่านได้ทำงานร่วมกับองค์กรชั้นนำเรื่องโรคออทิสติกอีก 3 แห่ง คือ Autism Coalition for Research and Education (ACRE) | the National Alliance for Autism Research (NAAR) | และ Cure Autism Now (CAN) ในนาม Autism Speaks และให้สำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจโรคออทิสติก การวิจัย การดูแล และส่งเสริมให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลออทิสติกและครอบครัว

Credit ผู้เขียนบทความ

  1. ดอกเตอร์ Geraldine Dawson นักจิตวิทยาคลินิกเด็กชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคออทิสติก ท่านเคยดำรงตำแหน่งประธานบริหารเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์คนแรกขององค์กร Autism Speaks ในปัจจุบัน ท่านดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์สมองของมหาวิทยาลัยดุ๊ก ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียงของประเทศสหรัฐอเมริกา
  2. ดอกเตอร์ Lauren Elder นักจิตวิทยาคลินิกผู้ซึ่งเป็นทั้งแพทย์ นักจิตวิทยาคลินิก และนักวิจัยผู้มีประสบการณ์กว่า 15 ปีในการฝึกอบรมให้กับครอบครัวและคลินิกทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ

Credit ภาพ

Irena Carpaccio from Unsplash

Seven ways to help your nonverbal child speak | เจ็ดวิธีช่วยลูกที่ไม่พูดของคุณ ให้พูด

จากการที่นักวิจัยหลายท่านได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยที่นำมาซึ่งความหวังว่า “แม้ลูก ๆ จะอยู่ในวัยเกิน 4 ขวบแล้ว เราก็ยังมีวิธีช่วยลูกให้ค่อย ๆ สร้างเสริมพัฒนาการด้านภาษาได้” ทำให้ทั้งครอบครัวและคุณครูของเด็ก ๆ ตลอดจนบุคคลอื่น ๆ เกิดความอยากรู้ว่า “เราต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างเสริมพัฒนาการด้านภาษาให้กับลูก ๆ ที่ยังไม่ยอมพูด ตลอดจนช่วยแก้ปัญหาพัฒนาการด้านการพูดให้กับลูก ๆ ออทิสติกที่เป็นเด็กวัยรุ่นได้”

ก่อนที่เราจะมาพบกับเคล็ดลับดี ๆ ที่ช่วยกระตุ้นการพูดของลูก เราต้องเข้าใจให้ตรงกันเสียก่อนว่าลูกออทิสติกของพวกเราแต่ละคน ต่างมีกลุ่มอาการ ระดับความซับซ้อนของปัญหา และความบกพร่องที่แตกต่างกัน ดังนั้น วิธีที่เราลองใช้แล้วได้ผลในลูกคนหนึ่ง อาจใช้ไม่ได้ผลดีในระดับที่เท่ากันในลูกคนอื่น ๆ นอกจากนี้ แม้ว่าลูก ๆ ออทิสติกของพวกเรามีความสามารถที่จะเรียนรู้เรื่องการสื่อสาร แต่รูปแบบการสื่อสารที่พวกเขาทำ อาจไม่ได้ทำผ่านภาษาพูดในทุกกรณีไป สำหรับลูก ๆ ของพวกเรา ไม่ว่าเขาจะพูดหรือไม่พูดก็ตาม พวกเขายังสามารถใช้ชีวิตในสังคมและสื่อสารกับเราได้ แต่อาจเป็นการสื่อสารผ่านตัวช่วยรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะแผ่นภาพ หรือสื่อสารผ่านเทคโนโลยี เป็นต้น

จากข้อเท็จจริงเรื่องกลุ่มอาการ ระดับ และความซับซ้อนของปัญหาที่แตกต่างกันของลูกแต่ละคน ตลอดจนประสิทธิผลที่ได้การช่วยเหลือลูก ๆ ที่อาจแตกต่างกันได้นั้น เรามาพบกับกลยุทธ์เจ็ดอันดับยอดนิยมที่ผู้เขียนบทความนี้แนะนำให้เราลองใช้เพื่อส่งเสริมพัฒนาทางภาษาให้ลูก ๆ ที่ไม่ยอมพูด ตลอดจนน้อง ๆ วัยรุ่นออทิสติกที่มีความบกพร่องด้านการพูดกันเลยนะคะ

  1. ส่งเสริมการเล่นและการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

เด็ก ๆ เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รวมทั้งเรียนรู้เรื่องการใช้ภาษาผ่านการละเล่น ยิ่งถ้าได้เล่นเชิงโต้ตอบ ก็นับเป็นโอกาสดีที่เราและลูกได้ทั้งสนุกร่วมกันและมีการสื่อสารปฏิสัมพันธ์กัน เวลาเล่นกับลูก เราลองเล่นในรูปแบบต่าง ๆ ที่ลูกชอบ หรือไม่ก็ชวนลูก ๆ ทำกิจกรรมสนุก ๆ ที่สร้างเสริมปฏิสัมพันธ์ทางสังคมให้กับพวกเขา เช่น ร้องเพลงไปด้วยกัน กล่อมลูกนอนด้วยเพลงกล่อมเด็ก หรือชวนลูกพูดคุยด้วยความอ่อนโยนและเมตตา ทั้งนี้ ในขณะที่เราและลูกเล่นด้วยกันหรือมีปฏิสัมพันธ์กัน เรา (ตำแหน่งที่เราอยู่) ต้องอยู่ตรงหน้าลูก อยู่ใกล้ลูก อยู่ในระดับสายตา ทั้งนี้เพื่อลูก ๆ มองเห็นเราได้โดยง่ายและได้ยินสิ่งที่เราพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำนั่นเอง

  1. เลียนแบบสิ่งที่ลูกทำ

เราเลียนเสียงต่าง ๆ ที่ลูกเปล่งออกมา หรือไม่ก็เลียนแบบพฤติกรรมการเล่นของลูก การเลียนแบบสิ่งที่ลูกทำนี้จะกระตุ้นให้ลูกออกเสียงและมีปฏิกริยาโต้ตอบมากขึ้น การเริ่มต้นที่เราเลียนแบบสิ่งที่ลูกทำ จะช่วยให้ลูกหันมาเลียนแบบในสิ่งที่เราทำได้ด้วยในทางกลับกัน อย่างไรก็ตาม เราต้องเลือกเลียนแบบเฉพาะพฤติกรรมทางบวกของลูกเท่านั้น เช่น เมื่อลูกเล่นเข็นหรือไถรถไป ๆ มา ๆ เราจะเลียนแบบท่าเล่นนั้น ๆ และเล่นไปกับลูก แต่ถ้าลูกขว้างปาของเล่น เราต้องไม่เลียนแบบพฤติกรรมดังกล่าวเพราะเป็นพฤติกรรมทางลบของลูก

  1. ให้ความสำคัญกับการสื่อสารแบบอวัจนภาษา

การสื่อสารแบบอวัจนภาษา คือ การสื่อสารที่ไม่ใช้ระบบคำและประโยค (ข้อมูลเสริมจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี | ผู้แปล) ตัวอย่างการสื่อสารแบบอวัจนภาษา เช่น สื่อสารด้วยการแสดงท่าทางแบบต่าง ๆ และการสบตา เป็นต้น

การสื่อสารแบบอวัจนภาษาสามารถสร้างพื้นฐานเรื่องพัฒนาการด้านภาษาให้ลูก ๆ ได้ เราจึงต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารรูปแบบนี้ และช่วยลูกกระตุ้นพัฒนาการทางภาษาด้วยการทำตนเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็น ตลอดจนเราแสดงวิธีโต้ตอบพฤติกรรมแบบต่าง ๆ ให้ลูกดู ทั้งนี้ เราจะแสดงท่าทางต่าง ๆ ประกอบการสื่อสารกับลูก ๆ และเราต้องทำท่าทางประกอบต่าง ๆ นั้นแบบเกินจริง คือ ใช้ทั้งท่าทางประกอบและมีการพูดออกเสียงควบคู่กันไป เช่น เราอยากให้ลูกดูสิ่งใด เราจะยกแขนและชี้นิ้วไปยังสิ่งนั้นพร้อม ๆ กับการพูดคำว่า “ดู” หรือ เราพยักหน้าพร้อม ๆ กับพูดคำว่า “ใช่”

เราต้องเลือกแสดงท่าทางแบบง่าย ๆ ประกอบการสื่อสาร เช่น ตบมือ ผายมือ หรือเหยียดแขน เพื่อให้ลูกเกิดการเลียนแบบ นอกจากนี้ เราต้องสังเกตท่าทางที่ลูกทำ จากนั้น เราจะตอบสนองต่อท่าทางเหล่านั้นของลูก ๆ เช่น ลูกมองหรือชี้ไปที่ของเล่น หรือลูกแสดงทีท่าเป็นนัยยะให้เรารู้ว่าลูกอยากเล่นของเล่นชิ้นนั้น เราก็ตอบสนองด้วยการพูดบอกชื่อของเล่น (ข้อมูลเสริมจากวิธีที่บ้านอุ่นรักใช้ | ผู้แปล) ต่อด้วยการส่งของเล่นนั้น ๆ ให้ลูก ในทางกลับกัน เราสามารถทำแบบเดียวกับที่ลูกทำกับเราได้อีกด้วย เช่น เราทำท่าชี้ไปที่ของเล่นที่เราต้องการหยิบ เราพูดชื่อของเล่นนั้น (ข้อมูลเสริมจากวิธีที่บ้านอุ่นรักใช้ | ผู้แปล) จากนั้นเราค่อยไปหยิบของเล่นชิ้นนั้นมาเล่นกับลูกเป็นลำดับถัดไป เป็นต้น

  1. เปิดพื้นที่ให้ลูกมีโอกาสได้พูด

เป็นเรื่องปกติที่เราจะรู้สึกอยากเติมคำตอบแทนลูกเสียเองในตอนที่เราตั้งคำถามให้ลูกตอบ แต่ลูกก็ไม่พูดตอบเราอย่างทันท่วงทีเสียสักที อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญในการกระตุ้นทักษะการพูดให้ลูก ๆ คือ เราต้องเปิดพื้นที่ให้ลูกได้สื่อสารบ่อย ๆ ด้วยการกระตุ้นลูก ๆ ผ่านการตั้งคำถามเพื่อให้ลูกเป็นคนตอบ หรือหากเราเห็นว่าลูกอยากได้สิ่งใด เราจะหยุดรอสักครู่หนึ่ง มองจดจ่อไปที่ลูก วางเงื่อนไขว่าหากลูกอยากได้สิ่งใด ลูกต้องพยายามพูดชื่อสิ่งนั้นก่อนที่จะส่งสิ่งนั้นให้ลูก (ข้อมูลเสริมจากวิธีที่บ้านอุ่นรักใช้ | ผู้แปล) หากลูกเปล่งเสียงหรือเคลื่อนไหวร่างกาย เราจะมองตามเสียงหรือการเคลื่อนไหวนั้น ๆ ของลูก ก่อนที่จะแสดงการตอบสนองให้ลูกเห็น การตอบสนองที่เราทำให้ลูกเห็นนี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกถึงพลังของการสื่อสาร พร้อม ๆ กับเรียนรู้และเลียนแบบวิธีการตอบสนองจากสิ่งที่เราทำเป็นต้นแบบได้ค่ะ (ข้อมูลเสริมจากวิธีที่บ้านอุ่นรักใช้ | ผู้แปล)

  1. ใช้ภาษาง่าย ๆ ในการสื่อสาร

การใช้ภาษาง่าย ๆ เมื่อพูดกับลูก จะช่วยให้ลูกสามารถทำตามสิ่งที่เราพูดได้ นอกจากนี้ ภาษาง่าย ๆ ของเราจะช่วยให้ลูกเลียนแบบคำพูดของเราได้ง่ายอีกประการหนึ่งด้วย หากลูกไม่ยอมพูด เราจะเริ่มพูดกับลูกด้วยคำ ๆ เดียว เช่น ในขณะที่ลูกกำลังเล่นลูกบอล เราพูดคำว่า “บอล” หรือ “กลิ้ง” ส่วนลูก ๆ ที่พูดคำ ๆ เดียวออกมาแล้ว เราจะพูดต่อยอดจากคำ ๆ นั้นให้เป็นประโยคสั้น ๆ เช่น กลิ้งบอล โยนบอล เราเรียกกฎข้อนี้ว่า “one-up หรือการทำเพิ่มไปอีกหนึ่งขั้น” ซึ่งขอให้เราทำตามกฎข้อนี้กันนะคะ และโดยทั่วไปแล้วก็คือการต่อยอดคำหนึ่งคำที่ลูกพูด ให้เป็นวลีหรือกลุ่มคำที่มีคำมากกว่าหนึ่งคำที่ลูกพูดออกมานั่นเองค่ะ

  1. ตามติดและต่อยอดการพูดจากสิ่งที่ลูกสนใจ

เวลาที่ลูกสนใจทำสิ่งใดอยู่ แทนที่เราจะไปขัดจังหวะลูก เราควรหันมาใช้คำที่เกี่ยวกับสิ่งนั้นเพื่อพูดต่อยอดกับลูก ๆ ค่ะ ทั้งนี้ เป็นไปตามกฎ “one-up หรือการทำเพิ่มไปอีกหนึ่งขั้น” นั่นเองค่ะ เราสามารถต่อยอดด้วยการพูดเล่าเรื่องให้ลูกฟังว่าลูกกำลังทำอะไรอยู่ เช่น ลูกกำลังเล่นตัวต่อรูปทรงและหยิบตัวต่อรูปทรงบางตัวขึ้นมาเพื่อใส่ลงไปในช่อง เราก็จะพูดกับลูกว่า “ใส่” หากลูกเลือกหยิบตัวต่อรูปทรงแบบใดเพื่อจะนำไปใส่ในช่อง เราก็พูดถึงรูปทรงนั้น (เช่น วงกลม | ผู้แปล) ให้เราก็ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ เมื่อลูกเริ่มนำรูปทรงแบบใหม่มาเล่น การที่เราพูดเกี่ยวกับเรื่องที่ลูกสนใจจะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ เพิ่มเติมได้ค่ะ

  1. เลือกใช้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกและตัวช่วยแบบต่าง ๆ ที่เป็นรูปภาพเพื่อกระตุ้นการพูดของลูก

อุปกรณ์และตัวช่วยที่เป็นรูปภาพนี้จะช่วยให้ลูกเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดียิ่งกว่าการสอนด้วยคำพูด และนับเป็นวิธีช่วยสร้างเสริมพัฒนาการด้านการพูดและภาษาให้กับลูก ๆ ได้ เช่น ลูกใช้อุปกรณ์และแอพพลิเคชั่นที่เป็นรูปภาพ เมื่อลูกสัมผัสภาพที่ลูกเห็น ก็จะมีคำที่เกี่ยวกับภาพ ๆ นั้นดังออกมาให้ลูกได้ยิน ตัวช่วยที่เป็นภาพนี้กินความรวมถึงภาพต่าง ๆ และกลุ่มรูปภาพที่ลูก ๆ จะใช้เพื่อบอกความต้องการและความคิดของพวกเขา

บ้านอุ่นรักอยากให้คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองลองประยุกต์ใช้วิธีต่าง ๆ ข้างต้นในการกระตุ้นการพูดของลูก ๆ และเมื่อทำแล้ว คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองอาจแบ่งปันข้อมูลกับทีมบำบัดหรือครูฝึกพูดของบุตรหลาน เพื่อให้พวกเขาได้รู้ว่าเราทำสิ่งใดไปแล้วและได้ผลดี หรือทำไปแล้วกลับพบอุปสรรคอะไร เพื่อทีมบำบัดและครูฝึกพูดให้คำแนะนำเพิ่มเติม การช่วยสร้างเสริมพัฒนาการให้บุตรหลานคู่ขนานไปกับทีมบำบัดนี้ จะช่วยให้เด็ก ๆ มีพัฒนาการที่คืบหน้าไปอย่างรวดเร็วได้ค่ะ

การเรียนรู้เรื่องวิธีส่งเสริมพัฒนาการให้กับเด็ก ๆ เป็นเรื่องที่เราทุกคนเรียนรู้ได้ไม่มีวันหมด ขอเพียงเราเริ่มต้นการเรียนรู้และลงมือทำให้ถูกต้องเสียตั้งแต่วันนี้ ย่อมไม่มีคำว่าสายเกินไปนะคะ

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูที่ต้องการติดต่อ สอบถาม เสนอแนะ หรือให้ข้อคิดเห็นแก่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรัก ท่านสามารถติดต่อเราผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่นเวบไซต์ เฟสบุ๊ก ไลน์แอด หรือโทรติดต่อเราได้ยังสาขาที่ท่านสะดวกค่ะ

คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ | ตอนที่ 3 | บ้านอุ่นรัก

คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ | ตอนที่ 3 | บ้านอุ่นรัก

คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ | บ้านอุ่นรัก
ตอนที่ 3

ในวัย 5 ขวบ เด็กคนนี้ได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าในสมอง ผลที่ได้จากการตรวจ พบความผิดปกติ (ภาพประกอบ 1A: จากผลการตรวจนี้ เด็กได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชักในกลีบสมองส่วนหน้า) 

ส่วนการตรวจสมองของเด็กโดยใช้การถ่ายภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก พบผลการตรวจเป็นปกติ (ภาพประกอบ 1B)

จากการวินิจฉัยว่าเด็กเป็นโรคลมชักในกลีบสมองส่วนหน้า เด็กได้รับการรักษาด้วยยากันชัก และอาการชักหายไปหลังการรักษาได้ 3 เดือน

เนื่องจากอาการหลายอย่างของเด็กคนนี้คล้ายเด็กออทิสติก ในการศึกษานี้ คณะแพทย์และทีมงานจึงใช้แบบคัดกรองที่เรียกว่า Childhood Autism Rating Scale (CARS) มาวัดอาการออทิสติกของเด็ก แบบคัดกรองนี้วัดผลจากพฤติกรรม 15 อย่างและแบ่งคะแนนที่ได้จากการตรวจวัดออกเป็นช่วง ๆ เพื่อระบุว่าเด็กคนใดเป็นเด็กออทิสติก 

คะแนนการวัดผลของแบบคัดกรองนี้ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ

คะแนนต่ำกว่า 29 คะแนน คือ เด็กปกติ
คะแนนระหว่าง 30-36 คือ เด็กที่มีอาการออทิซึมระดับน้อยถึงปานกลาง และ
คะแนนมากกว่า 36 คือ เด็กที่มีอาการออทิซึมระดับรุนแรง

สำหรับเด็กคนนี้ คะแนนที่วัดได้ ณ วันที่เด็กมาตรวจเป็นครั้งแรก คือ 37 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนที่บ่งชี้ว่าเด็กมีอาการออทิซึมในระดับที่รุนแรง 

ในตอนนั้น ผู้ประเมิณให้เด็กวาดรูปใบหน้าของแม่ ภาพที่ได้จากการวาดของเด็ก เป็นภาพอะไรสักอย่างที่ดูอย่างไรก็ดูไม่เหมือนภาพใบหน้าของผู้คนเลย (ภาพประกอบ 2A)

จากการศึกษานี้ ผู้ทำการศึกษาระบุสาเหตุสำคัญ 2 ประการที่ทำให้เด็กมีปัญหาในหลาย ๆ ด้าน คือ 
เด็กขาดการดูแลเลี้ยงดูที่เหมาะสม: จากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม เด็กจึงมีความผิดปกติด้านความรักความผูกพันทางอารมณ์ 
เด็กมีการเปิดรับสื่อตั้งแต่อยู่ในวัยเด็กเล็ก: จากการใช้สื่อตั้งแต่ยังเล็ก เด็กจึงมีกลุ่มของอาการที่คล้ายกับเด็กออทิสติก 

แนวทางการบำบัดรักษาที่ให้พ่อแม่ลงมือทำที่บ้าน
– ไม่ให้เด็กดูโทรทัศน์
– ให้พ่อแม่ชวนเด็กเล่นเชิงกายภาพ (ใช้ร่างกายในการเล่น) เช่น เล่นจักจี้กันและกัน คลาน หรือวิ่งด้วยกัน เป็นต้น 

สิ่งที่พ่อแม่ลงมือทำที่บ้าน
– ไม่ให้เด็กดูโทรทัศน์
– ฝึกทักษะการเล่นแบบอื่น ๆ ที่เป็นการเล่นเชิงกายภาพให้กับเด็ก และมีการเล่นร่วมกันกับเด็ก เช่น ให้เด็กปั้นดินเล่น เล่นจักจี้กับพ่อแม่ และวิ่งเล่นไล่จับกับพ่อในสวน

ผลที่ได้จากการลงมือทำของพ่อแม่

2 สัปดาห์หลังการลงมือทำ
– เด็กเริ่มสบตา (จากเดิมที่เด็กไม่สบตา)
– เด็กชวนพ่อแม่พูดคุยเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเล่น (จากเดิมที่ถามอะไรก็ไม่ตอบและไม่มีปฎิกริยาตอบกลับในบางครั้ง) 
– เด็กสามารถนั่งนิ่ง ๆ ในขณะที่ฟังคนอื่น ๆ พูดคุยกัน (จากเดิมที่เด็กจะวิ่งวุ่น ตะโกนโหวกเหวก สมาธิสั้น และมีปัญหาเรื่องความสนใจ)
– คะแนนการวัดผลเรื่องอาการออทิซึมของเด็กหลังการบำบัดรักษา: 26.5 คะแนน (จากเดิมเด็กได้ 37 คะแนนซึ่งบ่งชี้ว่าเด็กมีอาการออทิสติกขั้นรุนแรง แต่ตอนนี้เด็กได้คะแนนที่บ่งชี้ว่าเด็กเป็นเด็กปกติ)

2 เดือนหลังการบำบัดรักษา
– เด็กวาดภาพใบหน้าของแม่ในลักษณะของใบหน้าคนที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น (ภาพประกอบที่ 2B) 

จากการศึกษานี้ ทำให้เราตระหนักว่าเพียงเราเลิกใช้สื่อเลี้ยงลูก และเราส่งเสริมให้ลูกเล่นในรูปแบบอื่น ๆ ร่วมกันกับเรา ลูกคนหนึ่งที่เคยมีพฤติกรรมและอาการคล้ายเด็กออทิสติกก็จะมีอาการดีขึ้น อีกทั้งเราและลูกยังได้มีโอกาสได้สานสายใยแห่งความรักระหว่างกัน อันจะส่งผลดีต่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ ที่ลูกพึงมี ส่วนแนวทางการบำบัดรักษาที่ได้จากการศึกษานี้ เรายังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเด็กคนอื่น ๆ ที่มีปัญหาใกล้เคียงกับกรณีศึกษานี้ด้วย

เรื่องความเสี่ยงที่เกิดกับเด็กจากการใช้สื่อตั้งแต่เด็กยังเล็กนั้น นอกจากการศึกษาชิ้นนี้ก็ยังมีการศึกษาอีกหลาย ๆ ชิ้นที่ชี้ให้เราเห็นว่าการปล่อยให้เด็กใช้สื่อตั้งแต่ยังเล็ก จะส่งผลเสียต่อการสร้างความรักความผูกพันที่เด็กและพ่อแม่ผู้ปกครองพึงมีต่อกัน

สำหรับเด็ก ๆ ที่ขาดโอกาสพัฒนาความรักความผูกพันกับคนในครอบครัว เด็กจะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหาด้านพฤติกรรมและสังคมอีกนานัปประการตามมา อีกทั้ง เด็กอาจมีรูปแบบของกลุ่มอาการแบบเด็กออทิสติกได้ด้วย

ในทางกลับกัน เด็กที่ได้เล่นเชิงกายภาพแบบอื่น ๆ ร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครอง เป็นเด็กที่ได้รับโอกาสเรื่องการสร้างสายใยความรักความผูกพัน และเด็กกลุ่มนี้ไม่ต้องการดูโทรทัศน์เลย 

สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาหรือ AAP ให้คำแนะนำเรื่องการใช้สื่อในเด็กเล็กว่า 
เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 24 เดือน ควรเลี่ยงการใช้สื่อดิจิตอล
เด็กวัย 2-5 ขวบ ที่ใช้เวลาหน้าจอในการดูรายการที่มีคุณภาพ ควรจำกัดเวลาให้ดูได้เพียง 1 ชั่วโมง/วันเท่านั้น

กุมารแพทย์ควรให้ความรู้แก่พ่อแม่และผู้ปกครองของเด็กเรื่องพัฒนาการทางสมองในช่วงต้นของชีวิตเด็ก ความสำคัญของการให้เด็กได้ลงมือทำสิ่งต่าง ๆ การเล่นเชิงสังคมตามธรรมชาติที่เด็กควรมี ทั้งนี้เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีผลดีต่อการเสริมสร้างทักษะทางภาษา สติปัญญา และอารมณ์ให้กับเด็ก 

อย่างไรก็ตาม, จากบทความนี้ ชวนให้เราคิดว่า ในโลกปัจจุบันที่มีสื่อรายรอบตัวลูกและเรา เราจะเลี้ยงลูกกันอย่างไรดี?

เราจะให้โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ตเลี้ยงลูกแทนเรา ปล่อยลูกให้สร้างความสัมพันธ์กับระบบดิจิตอล จนกระทั่งลูกขาดความผูกพันกับสังคมรอบข้างและเรา และที่ร้ายกว่านั้น ลูกจะมีพฤติกรรมแปลก ๆ แบบต่าง ๆ จนลูกอาจจะมีอาการแบบเด็กออทิสติกได้?

หรือ

เราจะคลุกคลีกับลูก เล่นสนุกไปกับลูก เพื่อสานสายใยความรักและความผูกพันที่เราและลูกพึงมีต่อกัน อันจะส่งผลให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีและสมวัยมากยิ่ง ๆ ขึ้นทั้งทางด้านสังคมและอารมณ์?

สำหรับศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรัก เรามั่นใจว่าคุณเลือก “คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ”

อ่านบทความต้นฉบับเต็ม ๆ ได้ที่นี่
https://www.rewardfoundation.org/real-autism-or-fake/
https://www.jstage.jst.go.jp/article/jmi/65/3.4/65_280/_pdf

Credit บทความ: The Reward Foundation 

Credit กรณีศึกษา: J. Med. Invest. 65: 280-282, August, 2018

แปลสรุปและเรียบเรียงใหม่โดย: จินตวีร์ สายแสงทอง


สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครอง ที่ต้องการคำปรึกษาหรือพูดคุยกับพวกเรา สามารถโทรติดต่อหรือนัดหมายเข้ามาพบหรือพาลูกมาประเมิน เพื่อปรึกษาวางแนวการดูแลได้ที่บ้านอุ่นรัก สาขาที่ท่านสะดวกค่ะ

ติดต่อเรา
วันทำการ: จันทร์ – ศุกร์
เวลาทำการ: 09.00 น. – 15.00 น.

🏡 บ้านอุ่นรักสวนสยาม: เลขที่ 9/8 ซอยสวนสยาม 24 (แยก 2) หมู่บ้านอมรพันธ์ ซอย 7/1-5 คันนายาว กรุงเทพ 10230
☎️ โทร: 086 775 9656 และ 02 906 3033

🏡 บ้านอุ่นรักธนบุรี: เลขที่ 99/92 หมู่ 19 ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26 ศาลาธรรมสพน์ ทวีวัฒนา กรุงเทพ 10170
☎️ โทร: 087 502 5261 และ 02 885 8720

📧 Email: Baan_Aunrak@Hotmail.com
📧 Facebook Page: BaanAunRak.TH
📧 Line ID: คลิก https://line.me/R/ti/p/%40oya0528g
———-
#กระตุ้นพัฒนาการ
#เด็กออทิสติก#เด็กพัฒนาการช้า#เด็กสมาธิสั้น
#บ้านอุ่นรัก

คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ | ตอนที่ 2 | บ้านอุ่นรัก

คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ | ตอนที่ 2 | บ้านอุ่นรัก

คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ | บ้านอุ่นรัก
ตอนที่ 2

กรณีศึกษา เรื่อง “ความผิดปกติด้านความรักความผูกพันและการเปิดรับสื่อของเด็กที่อยู่ในวัยเด็กเล็ก: อาการทางระบบประสาทที่มีลักษณะเลียนแบบอาการออทิซึม”

ศึกษาโดย Yurika Numata-Uematsu / Hiroyuki Yokoyama / Hiroki Sato / Wakaba Endo / Mitsugu Uematsu / Chieko Nara และ Shigeo Kure (คณะแพทย์ผู้ทำการศึกษานี้ ทำงานที่แผนกกุมารเวชศาสตร์ โรงเรียนแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยโทโอกุ ภูมิภาคเซนได ประเทศญี่ปุ่น และศูนย์การศึกษาทางการแพทย์สำหรับสตรีและเด็ก มหาวิทยาลัยแพทย์ฟูกูชิมา ประเทศญี่ปุ่น)

กรณีศึกษา เรื่อง “ความผิดปกติด้านความรักความผูกพันและการเปิดรับสื่อของเด็กที่อยู่ในวัยเด็กเล็ก: อาการทางระบบประสาทที่มีลักษณะเลียนแบบอาการออทิซึม”

ศึกษาโดย Yurika Numata-Uematsu / Hiroyuki Yokoyama / Hiroki Sato / Wakaba Endo / Mitsugu Uematsu / Chieko Nara และ Shigeo Kure (คณะแพทย์ผู้ทำการศึกษานี้ ทำงานที่แผนกกุมารเวชศาสตร์ โรงเรียนแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยโทโอกุ ภูมิภาคเซนได ประเทศญี่ปุ่น และศูนย์การศึกษาทางการแพทย์สำหรับสตรีและเด็ก มหาวิทยาลัยแพทย์ฟูกูชิมา ประเทศญี่ปุ่น)

กรณีศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าเด็กคนหนึ่งที่เคยได้รับการวัดผลของอาการว่ามีอาการออทิซึมในระดับรุนแรง กลับมีอาการที่ทุเลาลงได้อย่างรวดเร็วเมื่อพ่อและแม่ของเด็กไม่ให้เด็กใช้สื่อ แต่ส่งเสริมให้เด็กหันไปเล่นสนุกในรูปแบบอื่น ๆ ทางกายภาพร่วมกับพ่อแม่แทน

ทั้งนี้ ผลการศึกษานี้ยังสนับสนุนผลการศึกษาที่ ดร. Victoria Dunckley (จิตแพทย์เด็กชาวอเมริกัน) เคยศึกษาไว้และระบุว่า “ร้อยละ 80 ของเด็ก ๆ ที่เธอพบ ไม่ใช่เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีสุขภาพจิตผิดปกติและต้องใช้ยาในการบำบัดรักษา” แต่เด็ก ๆ เหล่านี้ มีอาการของ “เด็กติดหน้าจออิเล็กทรอนิกส์” 

เด็กที่เป็นกรณีศึกษาในประเทศญี่ปุ่นคนนี้ เป็นเด็กที่คณะแพทย์และทีมงานพบว่ามีความผิดปกติด้านความรักความผูกพันต่อพ่อแม่ 

เด็กคนนี้เป็นเด็กผู้ชายชาวญี่ปุ่น เด็กมีภาวะแรกเกิดปกติ พ่อและแม่ของเด็กไม่ได้มีความสัมพันธ์กันแบบเครือญาติ เด็กเป็นลูกคนเดียว พ่อเป็นพนักงานสำนักงาน ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน คนในครอบครัวของเด็ก ไม่มีประวัติการเจ็บป่วยโรคออทิสติก โรคลมบ้าหมู หรือโรคระบบประสาทที่ผิดปกติ 

เด็กใช้สื่อตั้งแต่ยังเล็ก (ใช้สื่อตั้งแต่เด็กอายุ 6 เดือน) สื่อที่เด็กใช้มีทั้งโทรทัศน์ วีดีโอ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ระบบหน้าจอสัมผัสแบบต่าง ๆ

เด็กมีพัฒนาการทางด้านภาษาและสังคมเป็นปกติจนกระทั่งอายุ 18 เดือน เมื่อเด็กอายุ 5 ขวบ พ่อและแม่พบว่าเด็กไม่แสดงปฎิกริยาตอบสนองในบางครั้งบางคราว 

เด็กมีพฤติกรรมวิ่งวนไป ๆ มา ๆ ทำท่าเลียนแบบยอดมนุษย์คาเมนไรเดอร์ เล่นไปตะโกนโหวกเหวกไป เด็กมีสภาพทางร่างกายปกติ

เด็กไม่สบตา เด็กพูดได้ แต่พูดได้ดีอยู่เพียงเรื่องเดียว คือ เรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสื่อ เมื่อตั้งคำถามใด ๆ กับเด็กคนนี้ เด็กก็จะไม่ตอบ ทั้งนี้ พ่อและแม่ของเด็กบอกว่าเด็กใช้เวลาส่วนใหญ่ในการดูวีดีโอเรื่องยอดมนุษย์ต่าง ๆ และดูมาตั้งแต่อายุ 6 เดือน ส่วนการเล่นแบบอื่น ๆ เด็กไม่เล่นเลย 

เมื่อทำการศึกษา คณะแพทย์และทีมงานพบความเชื่อมโยงว่า การที่เด็กคนนี้ใช้สื่อตั้งแต่ยังเล็ก ทำให้เด็กมีปัญหาหลายด้าน คือ มีพัฒนาทางสติปัญญาที่ล่าช้าไม่สมวัย มีพฤติกรรมก้าวร้าว มีสมาธิสั้น มีปัญหาเรื่องความสนใจ และมีปัญหาเรื่องการนอน นอกจากนี้ เด็กยังมีความผิดปกติเรื่องความรักความผูกพัน และมีอาการอื่น ๆ ที่เหมือนอาการของเด็กออทิสติกด้วย 

แม้ว่าเด็กคนนี้จะมีอาการหลายอย่างเหมือนเด็กออทิสติก แต่จากการประเมิณ ผู้ประเมิณพบว่าเด็กชอบเล่นกับผู้ประเมิณมากกว่าที่จะเล่นคนเดียว เด็กไม่ต่อต้านการสัมผัสทางกาย เด็กไม่แสดงปฏิกิริยาใด ๆ ที่ผิดปกติต่อสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัสที่เด็กได้รับ ดังนั้น ผู้ประเมิณจึงเชื่อว่าเด็กคนนี้ต่างจากเด็กออทิสติก เพราะเด็กออทิสติกจะมีปัญหาเรื่องการเชื่อมโยงทางสังคมและการสื่อสารที่มีคุณภาพ 

To be continued โปรดติดตามอ่านตอนต่อไปในตอนถัดไปค่ะ

อ่านบทความต้นฉบับเต็ม ๆ ได้ที่นี่
https://www.rewardfoundation.org/real-autism-or-fake/
https://www.jstage.jst.go.jp/article/jmi/65/3.4/65_280/_pdf

Credit บทความ: The Reward Foundation 

Credit กรณีศึกษา: J. Med. Invest. 65: 280-282, August, 2018

Credit Photo: Hal Gatewood | Unsplash 

แปลสรุปและเรียบเรียงใหม่โดย: จินตวีร์ สายแสงทอง

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครอง ที่ต้องการคำปรึกษาหรือพูดคุยกับพวกเรา สามารถโทรติดต่อหรือนัดหมายเข้ามาพบหรือพาลูกมาประเมิน เพื่อปรึกษาวางแนวการดูแลได้ที่บ้านอุ่นรัก สาขาที่ท่านสะดวกค่ะ

ติดต่อเรา
วันทำการ: จันทร์ – ศุกร์
เวลาทำการ: 09.00 น. – 15.00 น.


🏡 บ้านอุ่นรักสวนสยาม: เลขที่ 9/8 ซอยสวนสยาม 24 (แยก 2) หมู่บ้านอมรพันธ์ ซอย 7/1-5 คันนายาว กรุงเทพ 10230
☎️ โทร: 086 775 9656 และ 02 906 3033


🏡 บ้านอุ่นรักธนบุรี: เลขที่ 99/92 หมู่ 19 ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26 ศาลาธรรมสพน์ ทวีวัฒนา กรุงเทพ 10170
☎️ โทร: 087 502 5261 และ 02 885 8720
📧 Email: Baan_Aunrak@Hotmail.com
📧 Facebook Page: BaanAunRak.TH
📧 Line ID: คลิก https://line.me/R/ti/p/%40oya0528g
———-
#กระตุ้นพัฒนาการ
#เด็กออทิสติก#เด็กพัฒนาการช้า#เด็กสมาธิสั้น
#บ้านอุ่นรัก
———-

คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ | ตอนที่ 1 | บ้านอุ่นรัก

คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ | ตอนที่ 1 | บ้านอุ่นรัก

คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ | บ้านอุ่นรัก
ตอนที่ 1

ทีมงานศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรักอ่านเจอบทความ ๆ หนึ่งเรื่อง “ออทิสติกแท้หรือออทิสติกเทียม ?” ซึ่งเผยแพร่โดย The Reward Foundation (องค์กรการกุศลด้านการศึกษา เมืองเอดินบะระ ประเทศสกอตแลนด์ สหราชอาณาจักร) 

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวารสารการสืบสวนทางการแพทย์ ที่เมื่ออ่านจบ ทำให้อดไม่ได้ที่จะคิดถึงวลีประจำที่ครูนิ่มมักเอ่ยอยู่เสมอเมื่อได้พูดคุยและพบปะกับพ่อแม่ และผู้ปกครองของลูก ๆ ออทิสติก 

วลีที่ว่านั้น คือ “คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ”


เราจึงแปลสรุปความบทความนี้มาแชร์ให้ทุกท่านได้อ่าน ซึ่งถ้าอ่านแต่ตอนต้น ๆ คงมองไม่เห็นว่าบทความชิ้นนี้จะยึดโยงกับวลี ๆ นั้นได้อย่างไร แต่เมื่ออ่านจบ เราจะพบกับคำตอบค่ะ

ออทิสติกแท้หรือออทิสติกเทียม ?

เรื่องการใช้สื่อในวัยเด็กเล็ก มีงานศึกษาหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นผลเสียที่เด็กเล็กจะได้รับจากการใช้สื่อ ผลเสียต่าง ๆ ที่ว่านี้กินความถึงการทำให้เด็กมีพัฒนาการทางสติปัญญาที่ลดน้อยลง มีพฤติกรรมก้าวร้าว มีสมาธิสั้น มีปัญหาเรื่องความสนใจ และมีปัญหาเรื่องการนอน 

จากผลเสียที่มีต่อเด็กเล็ก ๆ นี้ พ่อแม่ผู้ปกครองจึงได้รับคำแนะนำว่าต้องกันเด็ก ๆ ให้ออกห่างจากการใช้สื่อ ทั้งนี้เพราะช่วงวัยเด็กเล็กเป็นช่วงวัยที่เด็กมีการสร้างพัฒนาการระยะเริ่มแรก อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ผู้ปกครองรุ่นใหม่ยังคงใช้สื่อในการเลี้ยงลูก นอกเหนือจากการชวนลูกเล่นเกมส์จากสื่อแล้วก็อาจจะไม่รู้วิธีการเล่นในรูปแบบอื่น ๆ กับลูก แถมยังใช้สื่อเป็นเครื่องมือให้ลูกใช้เพื่อคุมลูกให้อยู่เงียบ ๆ กันเสียด้วยซ้ำ 

ผลเสียจากการใช้สื่อเลี้ยงลูก คือ พ่อแม่ผู้ปกครองและลูกไม่มีโอกาสสร้างความรักความผูกพันระหว่างกัน อีกทั้งลูกจะมีส่วนร่วมทางสังคมที่ลดน้อยลง และปัญหาที่สำคัญอีกประการที่อาจจะเกิดตามมาได้ คือ ลูก ๆ กลุ่มนี้อาจจะมีอาการคล้ายเด็กออทิสติก

ในวันพรุ่งนี้ เรามาอ่านสรุปบทความชิ้นนี้ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการสืบสวนทางการแพทย์ ฉบับที่ 65 ประจำเดือนสิงหาคม 2561 กันต่อ เพื่อทราบเรื่องราวที่เกี่ยวข้องและเป็นเรื่องราวที่ได้จากการศึกษาของคณะแพทย์และทีมงานค่ะ 

To be continued โปรดติดตามอ่านตอนต่อไปในตอนต่อไปค่ะ

อ่านบทความต้นฉบับเต็ม ๆ ได้ที่นี่
https://www.rewardfoundation.org/real-autism-or-fake/
https://www.jstage.jst.go.jp/article/jmi/65/3.4/65_280/_pdf

Credit บทความ: The Reward Foundation 

Credit กรณีศึกษา: J. Med. Invest. 65: 280-282, August, 2018

Credit Photo: Juliane Liebermann | Unsplash 

แปลสรุปและเรียบเรียงใหม่โดย: จินตวีร์ สายแสงทอง

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครอง ที่ต้องการคำปรึกษาหรือพูดคุยกับพวกเรา สามารถโทรติดต่อหรือนัดหมายเข้ามาพบหรือพาลูกมาประเมิน เพื่อปรึกษาวางแนวการดูแลได้ที่บ้านอุ่นรัก สาขาที่ท่านสะดวกค่ะ

ติดต่อเรา
วันทำการ: จันทร์ – ศุกร์
เวลาทำการ: 09.00 น. – 15.00 น.

🏡 บ้านอุ่นรักสวนสยาม: เลขที่ 9/8 ซอยสวนสยาม 24 (แยก 2) หมู่บ้านอมรพันธ์ ซอย 7/1-5 คันนายาว กรุงเทพ 10230
☎️ โทร: 086 775 9656 และ 02 906 3033

🏡 บ้านอุ่นรักธนบุรี: เลขที่ 99/92 หมู่ 19 ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26 ศาลาธรรมสพน์ ทวีวัฒนา กรุงเทพ 10170
☎️ โทร: 087 502 5261 และ 02 885 8720

📧 Email: Baan_Aunrak@Hotmail.com
📧 Facebook Page: BaanAunRak.TH
📧 Line ID: คลิก https://line.me/R/ti/p/%40oya0528g
———-
#กระตุ้นพัฒนาการ
#เด็กออทิสติก#เด็กพัฒนาการช้า#เด็กสมาธิสั้น
#บ้านอุ่นรัก
———-