ออทิสติก คนที่มีโลกของตัวเอง | บทความสุขภาพน่ารู้ จาก หมอชาวบ้าน

ออทิสติก คนที่มีโลกของตัวเอง | บทความสุขภาพน่ารู้ จาก หมอชาวบ้าน

อย่างไรจะเรียกว่าเป็นออทิสติก

แพทย์จะตรวจรู้ได้อย่างไรว่าเป็นออทิสติก

ออทิสติกเกิดขึ้นได้อย่างไร

ออทิสติกกินยารักษาได้ไหม

เป็นออทิสติกแล้วรักษาได้อย่างไร

สภาพจิตที่รับรู้ของเด็กปกติและเด็กออทิสติกมีลักษณะตัวอย่างเช่นใด

ใครคนไหนกันนะที่จะช่วยเหลือเด็กออทิสติกได้

มาพบคำตอบได้จากบทความสุขภาพที่น่ารู้ของเว็บไซต์หมอชาวบ้านกันในวันนี้นะคะ

https://www.doctor.or.th/article/detail/3121

Credit ข้อมูล: เว็บไซต์หมอชาวบ้าน

Credit ภาพ: Greg Rakozy | Unsplash

เรียนรู้ออทิสติกผ่านภาพยนตร์ที่สร้างมาจากชีวิตจริง | บ้านอุ่นรัก

เรียนรู้ออทิสติกผ่านภาพยนตร์ที่สร้างมาจากชีวิตจริง | บ้านอุ่นรัก

เรามาเรียนรู้ออทิสติกผ่านภาพยนตร์ 2 เรื่องที่สร้างมาจากชีวิตจริงกันบ้าง ดีมั๊ยคะ

ภาพยนตร์เรื่องที่ 1: Running Boy ปาฏิหาริย์รักจาก…แม่

ภาพยนตร์เกาหลีเรื่องนี้ได้รับความนิยมมากที่สุดใน Box Office 5 สัปดาห์ซ้อน และทำรายได้รวมทั้งปีของเกาหลีได้เป็นอันดับ 3 อีกทั้งได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์แดจองครั้งที่ 42

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงของบุคคลออทิสติกผู้มีความพยายาม และด้วยใจรักและความพยายามในการฝึกฝนการวิ่งอย่างไม่ย่อท้อ เขาจึงสามารถเข้าร่วมวิ่งในรายการวิ่งมาราธอนที่ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงได้สำเร็จ

นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังสะท้อนเรื่องราวจากมุมมองของผู้เป็นแม่ ที่ต้องรับภาระและความกดดันต่าง ๆ นับจากวันที่ได้รู้ว่าลูกชายวัย 5 ขวบของเธอเป็นเด็กออทิสติก แม้ยากที่จะยอมรับความจริงที่น่าเจ็บปวดนี้ แต่ผู้เป็นแม่ก็สู้ไม่ถอย ยอมทุ่มเททั้งเวลาและความรักทั้งหมดให้กับลูก สอนให้ลูกเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายที่จะให้ลูกสามารถช่วยเหลือตนเองและปรับตัวให้เข้ากับสังคมภายนอกได้ ด้วยความที่เธอดูแลลูกอย่างใกล้ชิด เธอจึงรู้ว่าลูกชอบอะไรและพยายามต่อยอดสิ่งนั้น ทุ่มเทเวลาฝึกลูก จนในที่สุด ลูกสามารถทำสิ่งที่ลูกชอบได้ประสบความสำเร็จ

คุณแม่ท่านนี้กล่าวถึงการนำเรื่องของลูกและเธอไปสร้างเป็นภาพยนตร์ว่าบางส่วน “ถ้าเรื่องราวของลูก ทำให้ผู้คนเข้าใจผู้ป่วยออทิสติกได้ดีขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ยินดีมาก”

ภาพยนตร์เรื่องที่ 2: Temple Grandin เทมเพิล แกรนดิน

ภาพยนตร์สารคดีที่สร้างจากชีวิตจริงของผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นบุคคลออทิสติก ที่เมื่ออายุ 4 ขวบก็ยังไม่พูด จนแม่ของเธอเกิดความกังวล จนต้องพาเธอไปพบแพทย์

เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเธอเป็นเด็กออทิสติก แพทย์ได้แนะนำผู้เป็นแม่ว่าวิธีที่ดีที่สุดคือต้องส่งลูกไปรับการรักษาที่สถาบัน แต่แม่ของเธอเชื่อมั่นว่าการดูแลและสอนลูกเองด้วยตนเองอย่างใกล้ชิดน่าจะดีที่สุดสำหรับลูก

นอกจากเด็กคนนี้โชคดีที่แม่ตัดสินใจที่จะดูแลและสอนลูกเอง เธอยังโชคดีซ้ำสองที่ได้พบกับครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจและเห็นพรสวรรค์ในตัวเธอ ครูของเธอพบว่าลูกศิษย์ออทิสติกคนนี้ เพียงแค่ได้เห็นอะไรแค่เสี้ยววินาที ก็สามารถที่จะจดจำภาพได้ราวกับกล้องถ่ายรูป แถมยังเป็นเด็กที่รู้จักต่อยอดความคิดและความสามารถให้เป็นสิ่งอื่น ๆ ต่อไปได้ ราวกับเป็นคอมพิวเตอร์

แม้เทมเพิล แกรนดินมีความแตกต่างและใช้ชีวิตได้ยากลำบากเพราะภาวะออทิสติก แต่เธอก็ก้าวผ่านสิ่งเหล่านั้น มุ่งมั่น ค้นพบพรสวรรค์ และเปลี่ยนมันให้เป็นความสำเร็จในชีวิตได้

ตัวอย่างผลงานและความสำเร็จของเธอ เช่น การออกแบบฟาร์มปศุสัตว์และโรงฆ่าสัตว์ที่มีมนุษยธรรม การเรียนจบปริญญาโทด้านสัตววิทยา และปริญญาเอกจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวภิบาล และเป็นศาตราจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยโคโลราโดอันเลื่องชื่ออีกด้วย

การได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ เราจะได้ทราบทั้งชีวประวัติของผู้หญิงออทิสติกคนหนึ่ง อีกทั้งได้เข้าใจวิถีชีวิตของบุคคลออทิสติกว่าจะต้องฝ่าฟันอุปสรรคและความยากลำบากไปให้ได้ จึงจะจนพบความสำเร็จในปลายทาง

ภาพยนตร์ 2 เรื่องนี้ จะทำให้เราได้ทั้งความบันเทิง ความประทับใจ และเหนือสิ่งอื่นใด คือเราจะเข้าใจบุคคลที่มีความต้องการพิเศษและครอบครัวของพวกเขาได้ดีขึ้น และความเข้าใจเช่นนี้นี่เองคือสิ่งที่พวกเขาต้องการจากเราทุก ๆ คนมากที่สุดค่ะ

คุณออทิสที่รัก บันทึกที่สะท้อนความหมายดี ๆ ที่ลูกได้รับหลังจบการรอคอย | บ้านอุ่นรัก

คุณออทิสที่รัก บันทึกที่สะท้อนความหมายดี ๆ ที่ลูกได้รับหลังจบการรอคอย | บ้านอุ่นรัก

บ้านอุ่นรักขอแชร์ถ้อยคำที่ “คุณออทิสที่รัก” บันทึกไว้ในเฟสบุ๊คของเธอ…มาให้ทุกท่านได้อ่าน

เราค่อย ๆ อ่านไปด้วยกันทีละคำ…ทีละประโยค…ทีละบรรทัด เพื่อ…ค้นพบ “ความหมายดี ๆ ที่ลูกได้รับ” หลังจบ “การรอคอย” ค่ะ

“การรอคอย” นี้ ณ จุดเริ่มต้น เป็นเพียงเวลาหลังเลิกงานที่แม้จะมีอยู่ไม่มากมายสักเท่าไรนัก แต่เพราะคุณแม่ท่านนี้ตระหนักในคุณค่าของวันและเวลาที่มีอยู่ ใช้ทัศนคติทางบวกมาเป็นแรงผลักดันช่วยให้ใจแข็งแกร่งมากพอที่จะต่อสู้กับเรื่องหนักหนาสาหัสในชีวิต มีความพยายาม และที่สำคัญ คือ ได้ลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ที่มีความหมายต่ออนาคตของลูกจริง ๆ “การรอคอยธรรมดา ๆ ของลูก” ก็จบลง และกลายมาเป็น “การรอคอยที่เปี่ยมล้นไปด้วยความหมายสำหรับอนาคตของลูก” ค่ะ

“…คนที่วิ่งมารับทุกวัน เมื่อได้ยินเสียงมอไซค์แม่วิ่งเข้ามาเขตบ้าน เมื่อแม่เลิกงาน
หลังจากนั้นก็สอดส่อง ดูว่าแม่มีของมาฝากมั้ย จากนั้นก็มากอด มาหอมกันอยู่สักพักใหญ่ ๆ
แม่ก็จะถามนู่นนี่ หนูกินข้าวรึยัง? วันนี้หนูดื้อมั้ยครับ!?
แล้วเเม่ก็จะพาอาบน้ำ ทำกิจกรรม เล่นกัน และพาเข้านอน เป็นเช่นนี้ทุกวัน

เวลาเลิกงาน เเม่ต้องรีบกลับบ้านเพราะรู้ว่ามีคนที่รัก…รออยู่…เขารอเราทุกวัน

บางวัน บางครั้ง แอบคิดว่าถ้า…ถ้าเกิดว่า…วันนึงเกิดอะไรขึ้นกับเรา เเล้วเรากลับบ้านไม่ได้ ลูกจะอยู่อย่างไร ลูกจะรอมั้ย…พลันต้องหยุดความคิดตัวเอง…เปลี่ยนใหม่

…ต้องกลับบ้าน หมั่นฝึกฝนลูก ให้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด แม้เวลาเราจะน้อยนิด…ก็ต้องพยายาม…

เผื่อว่าวันนึง เราไม่สามารถที่จะอยู่กับเขาได้จริง ๆ…เขาจะได้อยู่ได้ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้…”

บ้านอุ่นรักขอขอบพระคุณ “คุณออทิสที่รัก” ที่กรุณาอนุญาตให้เราแชร์บันทึกที่น่าประทับใจนี้ มา ณ ที่นี้ และอยากให้บันทึกนี้ ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองทุกบ้าน เพื่อสามารถเปลี่ยนการรอคอยในแต่ละวันของลูก ๆ (ที่ตั้งหน้าตั้งตารอท่านอยู่ที่บ้าน) ให้จบลงที่ลูกได้ใช้เวลาคุณภาพร่วมไปกับท่าน ได้ทำกิจกรรมดี ๆ ที่มีความหมายต่ออนาคตของลูก จนในที่สุด ลูกของท่านได้เติบโตอย่างมีคุณภาพและสามารถใช้ชีวิตในอนาคตได้ด้วยตนเองค่ะ 

Credit ข้อมูล: Facebook ออทิสที่รัก

Credit ภาพ: Austin Wade | Unsplash

5 กิจกรรมเรียบง่ายในการใช้เวลาอยู่กับลูกอย่างมีคุณภาพ | บ้านอุ่นรัก

5 กิจกรรมเรียบง่ายในการใช้เวลาอยู่กับลูกอย่างมีคุณภาพ | บ้านอุ่นรัก

การใช้เวลาคุณภาพอยู่กับลูกให้ได้ทุกวัน ๆ ละ 30-60 นาทีเป็นอย่างน้อย เป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่คุณพ่อและคุณแม่สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยตนเอง และเมื่อได้ทำอย่างดีที่สุดในทุก ๆ วันโดยไม่เผลอไผลหรือละเลย เวลาเหล่านั้นจะกลายเป็นโอกาสทองในการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตของลูก ๆ ได้ค่ะ ในช่วงเวลา 30-60 นาทีทองนั้น คุณพ่อ คุณแม่ลองทำ 5 กิจกรรมที่เรียบง่ายดังต่อไปนี้ไปกับลูก ๆ กันดูนะคะ เมื่อได้ทำ ก็จะพบกับความสุข ความสนุก และเกิดการเรียนรู้ไปพร้อมกับลูกค่ะ

1: สร้างกิจกรรมหัวเราะด้วยกันทุกวัน

คุณพ่อ คุณแม่ลองสังเกตดูว่าลูกชอบหรือสนใจการทำอะไร การเล่นแบบไหน ชอบเล่นของเล่นชิ้นใดที่มีอยู่ หรือสนใจทำกิจกรรมใดบ้าง จากนั้นก็ค่อย ๆ แทรกนำตัวเองเข้าไปร่วมเล่นในโลกของลูก โดยให้ลูกเป็นผู้นำการเล่น ส่วนเราจะตามลูกไป เพื่อหาโอกาสสลับการต่อยอดวิธีเล่นใหม่ ๆ ให้ลูกบ้าง โดยไม่ลืมที่จะยิ้มและหัวเราะ สนุกสนานไปด้วยกันกับลูกค่ะ

2: คุยกับลูกในเรื่องของลูก | สลับคุยเรื่อง “ชีวิต”

การชวนลูกคุยไม่ใช่เพียงแค่ถามลูกว่า “กินข้าวหรือยัง” “แปรงฟันหรือยัง” แต่เป็นการชวนลูกคุยในเรื่องที่ลูกสนใจ เช่น ตั้งคำถามกับลูกว่า “ลูกกำลังทำอะไร” “มันทำยังไง” หรือ “มันเป็นอย่างไร” เป็นต้น ทั้งนี้ เราจะเริ่มต้นการชวนลูกคุยและให้ความสนใจอย่างแท้จริงกับสิ่งเล็ก ๆ ที่ลูกชอบและสนใจก่อน จากนั้นค่อย ๆ ตั้งเป้าแทรกสลับการคุยเรื่องอื่น ๆ ในชีวิต และเพิ่มเวลาพูดคุยกับลูกให้นานที่สุด โดยไม่ปล่อยให้ลูกรีบปลีกตัวออกไปค่ะ

3: จิตที่เข้มแข็งนำพาลูกเสพคุ้นศาสนา

เราทุกคนมีศาสนาเป็นธงนำทางชีวิต การหาโอกาสสั้น ๆ ไปวันละน้อย ให้ลูกได้เห็น ได้ฟัง หรือได้อยู่ในบรรยากาศที่ดีงามเกี่ยวกับศาสนาบ่อย ๆ จะช่วยให้ลูกได้ค่อย ๆ คุ้นเคยกับศาสนา โดยไม่ได้มุ่งบังคับลูกค่ะ

4: ขึ้นรูปและวางกระบวนการเรียนรู้ของลูก

การชวนลูกคิด การชวนลูกมองสิ่งรอบตัวที่ลูกควรได้เรียนรู้และจำเป็นต่อการดำรงชีวิตในอนาคต ตลอดจนการฝึกลูกแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงรอบ ๆ ตัวในชีวิตประจำวัน เป็นวิธีขึ้นรูปและวางกระบวนการเรียนรู้ของลูกได้อย่างแนบเนียนโดยที่ลูกไม่ทันรู้ตัวเลยว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังสอนลูกอยู่ค่ะ

5: สอนกระบวนการฝึกลูกช่วยเหลือตนเอง

คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนลูกให้ช่วยเหลือตนเองในทุกกิจวัตรประจำวันที่เกี่ยวกับตนเอง นับจากตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอนค่ะ เพื่อลูกจะกลายเป็นคนที่รู้รับผิดชอบ และไม่ต้องอาศัยหรือพึ่งพาผู้อื่นในทุก ๆ เรื่องประจำวันที่ลูกควรทำได้ด้วยตนเอง ค่อย ๆ สอนลูก แตะนำ จับทำ พูดสั้น ๆ ปล่อยทำเอง แล้วลูกจะค่อย ๆ เติบโตอย่างสมภาคภูมิแบบคนตัวเล็ก ๆ ที่ดูแลตนเองได้ค่ะ

เวลา 30-60 นาทีต่อวันนี้ เป็นโอกาสทองดี ๆ ของเรากับลูกที่อยู่ตรงหน้าเราแล้วในตอนนี้ ดังนั้น เรามาทำทุก ๆ วันเวลาให้เป็นวันเวลาของครอบครัวเพื่อสำรวจโลกไปพร้อมกับลูกและไม่ปล่อยให้เวลาคุณภาพนี้หลุดมือไปเพราะมันย้อนคืนกลับมาไม่ได้จริง ๆ ค่ะ

Photo Credit: Lawrson Pinson | Unsplash

สื่อสารด้วยความเข้าใจและเมตตา | ข้อคิดดี ๆ จากท่านติช นัท ฮันท์

สื่อสารด้วยความเข้าใจและเมตตา | ข้อคิดดี ๆ จากท่านติช นัท ฮันท์

การสื่อสารของเราอาจเป็นดอกไม้ อาจเป็นขยะ

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการเลือกของตัวเราเอง

ข้อคิดดี ๆ จากท่านติช นัท ฮันท์