ความในใจคุณพ่อ ของลูกชายวัย 14 ปี | บ้านอุ่นรัก

ความในใจคุณพ่อ ของลูกชายวัย 14 ปี | บ้านอุ่นรัก

ความในใจของคุณพ่อของลูกชายอายุ 14 ปี

—————

สนับสนุนกำลังใจซึ่งกันและกัน

—————

“เสียใจให้จบเร็ว ๆ แล้วรีบลุกขึ้นสู้ สู้อย่างมีเป้าหมาย จากลูกชายที่พูดไม่ได้ ไม่สบตา กิน ดื้อ เล่น นอน…เริ่มใช้เวลาปรับพฤติกรรมตั้งแต่อายุ 5 ขวบที่บ้านอุ่นรักและที่อื่น ๆ เช่น ขี่ม้า หาหมอจิตเวชประจำตัวเป็นที่ปรึกษา

—————

ฝึกฝน อดทน ตอนนี้ทำกิจวัตรประจำวันตนเองได้ คิดได้ คิดเป็น โต้แย้งแบบมีเหตุผล (อาการออทิสติกยังคงมีอยู่เรื่อย ๆ ) อยู่กับสังคมรอบข้างได้อย่างมีความสุขทั้งครอบครัวและคนในหมู่บ้าน ตอนนี้ลูกชายตั้งเป้าจะเป็นเชฟทำอาหารครับ”

—————

ครูนิ่มได้เล่าเสริมว่า “นอกจากข้อความข้างต้นนี้แล้ว คุณพ่อได้เล่าถึงพัฒนาการของลูกชายในปัจจุบันด้วยแววตาแห่งความภาคภูมิใจว่า…ปัจจุบัน น้องสามารถตื่นเองโดยการตั้งนาฬิกาปลุก จากนั้นดูแลตนเองเสร็จแล้ว จึงขึ้นรถตู้ไปโรงเรียนได้เอง ดูแลตัวเองได้ดีในเรื่องกิจวัตรประจำวันและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง

—————

กลับจากโรงเรียนก็จะถามคุณแม่ว่าจะให้ช่วยงานบ้านอะไรและช่วยคุณแม่ทำงานบ้านจนเสร็จ เสร็จแล้วจึงไปทำการบ้าน”

—————

นี่คือผลสำเร็จที่ไม่ได้เกิดจากวันเดียวแต่เป็นบทพิสูจน์รักแท้ของพ่อแม่ที่ยอมรับและรักลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข

—————

เป็นครอบครัวเล็ก ๆ ที่เลี้ยงลูกเอง โดยไม่มีกำลังเสริม

—————

วันแล้ววันเล่า ที่คุณพ่อคุณแม่ทั้งดำเนินชีวิต ทั้งดูแลลูก 2 คน ลงมือลงแรงด้วยตนเอง วันนี้ลูกชายคนโตจึงแข็งแรงยิ่ง ๆ ขึ้นตามลำดับ

—————

รักที่แท้เป็นแบบนี้นี่เองค่ะ

————–

5 กิจกรรมที่มีคุณค่า ในการใช้เวลาร่วมกับลูก | บ้านอุ่นรัก

5 กิจกรรมที่มีคุณค่า ในการใช้เวลาร่วมกับลูก | บ้านอุ่นรัก

5 กิจกรรมที่มีคุณค่า ในการใช้เวลาร่วมกับลูก

เพื่อให้การใช้เวลาร่วมกับลูกรัก คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด ในวันนี้ เรามาทำความรู้จักกับ 5 กิจกรรมที่มีคุณค่า ในการใช้เวลาร่วมกับลูกกันนะคะ

1 ค้นหากิจกรรมที่สามารถเกิดขึ้นในบ้าน หากิจกรรมง่ายๆ ที่เป็นตัวกลางสร้างสานสัมพันธ์และการสื่อสารแบบสองทางกับลูก

หากิจกรรมที่ลูกสนใจมาเป็น “เครื่องมือ” เชื่อมโยงโลกของลูก การที่พ่อแม่ลูกได้ใช้เวลาแลกเปลี่ยนความสนุก มีเสียงหัวเราะร่วมกัน ในที่สุด พอ่แม่จะเป็นเพื่อนสนิทของลูก

เครื่องมือ : วาดภาพ ระบายสี งานศิลปะ เครื่องดนตรี บอล เกมบอร์ด ของเล่นที่ลูกชอบ การ์ตูน นิทาน หนังสือ เกมส์(ที่สามารถเล่นร่วมกัน) ออกกำลังกาย ฟังหรือร้องเพลง

 

2 กิจกรรมนอกบ้าน (เที่ยวนอกห้าง)

แบ่งเวลาที่ค่อนข้างแน่นอนชัดเจน สม่ำเสมอ ให้เวลากับลูกและสมาชิกในครอบครัว ออกไปสำรวจโลกกับลูก หากิจกรรมที่สามารถทำร่วมกันนอกบ้านได้ เช่น สนามเด็กเล่น สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สนามกีฬา หรือชวนลูกออกกำลังกาย เป็นต้น

 

3 สอนกระบวนการฝึกากรดำรงชีวิต ใช้เวลากับลูกสอนให้ลูกสามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน

พิารณาตามจริงว่าเวลาใด เกิดกิจวัตรประจำวันที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือตนเองของลูก ให้ความสำคัญกับเวลานั้น โดยจัดสมาชิกในบ้านช่วยจับนำ และสอนให้ลูกมีส่วนร่วมทำด้วยตัวเองมากที่สุด หรือ ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีเวลาว่างในช่วงเวลานั้น ควรถือเป็นภารกิจสำคัญที่จะฝึกให้ลูกสามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้สมวัย

 

4 สร้างกระบวนการเรียนรู้ทางการศึกษาของลูกอย่างสม่ำเสมอ

จัดเวลาติดตามการทำการบ้านประจำวันและตรวจสอบสม่ำเสมอ การทำข้อตกลงเรื่องการทบทวนบทเรียน

 

5 ให้เวลากับลูกตามสถานการณ์ที่เหมาะสมเพื่อวางพื้นฐานนิสัยพฤติกรรมสุขภาพ ให้ความสำคัญกับการย้ำเตือนพฤติกรรมพื้นฐานที่จะส่งผลดีกับสุขภาพของลูก

ดื่มน้ำปริมาณพอเพียง + จัดเตรียมอาหารคุณภาพ + จูงใจให้ลูกทานอาหารปริมาณพอเพียง

พฤติกรรมบริโภค ลดการเสพพิษเข้าร่างกาย (ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม) ลดหวาน มัน เค็ม + ลดปริมาณ ลดความถี่ของขนมหวาน อาหารขะ อาหารแช่แข็ง อาหารสำเร็จรูปและจัดหาอาหารที่จะเกิดประโยชน์มาทดแทน

ประโยชน์ที่ลูกออทิสติกจะได้รับจากการบำบัดและฟื้นฟูความผิดปกติเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสาร | บ้านอุ่นรัก

ประโยชน์ที่ลูกออทิสติกจะได้รับจากการบำบัดและฟื้นฟูความผิดปกติเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสาร | บ้านอุ่นรัก

ประโยชน์ที่ลูกออทิสติกจะได้รับจากการบำบัดและฟื้นฟูความผิดปกติเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสาร

โรคออทิสติกกระทบพัฒนาการด้านใดของลูกบ้าง

โรคออทิสติกเป็นโรคเกี่ยวกับความบกพร่องทางพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของลูก เช่น ภาษา สังคม พฤติกรรม และอารมณ์ ซึ่งลูกแต่ละคนอาจมีกลุ่มของความบกพร่องหรืออาการ ตลอดจนระดับของอาการ (น้อย กลาง มาก) ต่างกันไปได้ ส่วนการสังเกตเห็นร่องรอยของอาการหรือวินิจฉัยพบโรคนั้น แพทย์เคยวินิจฉัยพบอาการออทิสติกในลูกบางรายตั้งแต่ลูกอายุ 10-12 เดือน นอกจากนี้ หากลูกมีปัญหาเรื่องการใช้ภาษาหรือมีพัฒนาการด้านภาษาล่าช้าไม่สมวัย เราจะสังเกตเห็นปัญหานี้ได้ตั้งแต่ลูกอยู่ในวัย 1.6 ขวบ ทั้งนี้ทั้งนั้น อาการของลูกออทิสติกมักจะแสดงออกมาให้เราเห็นตั้งแต่ลูกอยู่ในวัยก่อน 3 ขวบ

ปัญหาเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสารของลูกออทิสติก

สำหรับการแปลสรุปบทความ ๆ นี้ เราขอเน้นที่ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของลูกออทิสติกเรื่องการใช้ภาษา (วัจนภาษาและอวัจนภาษา) และการพูดเพื่อการสื่อสาร ตลอดจนการบำบัดและฟื้นฟูทักษะด้านนี้ให้กับลูก ทั้งนี้ ปัญหาที่พบบ่อยเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสารของลูกออทิสติกอาจมีลักษณะต่าง ๆ กัน ดังต่อไปนี้
• ไม่พูด
• ออกเสียงหรือเปล่งเสียงแต่จะเป็นเสียงคราง เสียงร้อง เสียงแหลม ๆ เสียงในลำคอ หรือเสียงกระโชกโฮกฮาก
• ทำเสียงฮึมฮัมหรือพูดแบบทำนองเพลง
• พูดเจื้อยแจ้วด้วยเสียงที่ฟังแล้วคล้าย ๆ จะเป็นคำ
• พูดภาษาต่างดาว
• พูดแบบหุ่นยนต์
• พูดตามแบบนกแก้วนกขุนทอง พูดซ้ำ พูดทวนคำที่คนอื่น ๆ พูดออกมา (echolalia)
• ใช้วลีและประโยคถูกต้อง แต่มีโทนเสียงผิดปกติ
• ขาดทักษะการสนทนาหรือพูดคุย
• ขาดการสบตากับคู่สนทนา
• ใช้ภาษาท่าทางเพื่อการสื่อสารได้ไม่ดีนัก
• ไม่เข้าใจความหมายของคำต่าง ๆ นอกเหนือจากคำที่เคยเรียนรู้มา
• จดจำสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ยิน พูดตามชุดความจำนั้น แต่อาจไม่รู้ความหมายว่าสิ่งที่พูดนั้นคืออะไร
• พูดซ้ำคำพูดที่คนอื่น ๆ พูด
• ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ
• ขาดการใช้ภาษาเชิงสร้างสรรค์

ทั้งนี้ 1/3 ของลูกออทิสติกมักมีปัญหาเรื่องการใช้ภาษาและการพูด ทำให้การสื่อสารของลูกขาดประสิทธิภาพ และเราไม่ค่อยเข้าใจความหมายของสิ่งที่ลูกพูดหรือเปล่งเสียงออกมา

เราจะช่วยลูกแก้ปัญหานี้อย่างไรดี

การบำบัดและฟื้นฟูความบกพร่องเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสารมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับลูก ทั้งนี้ ผลจากการวิจัยพบว่าลูกออทิสติกที่มีพัฒนาการคืบหน้าในระดับดี มักเคยผ่านการบำบัดฟื้นฟูเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสารมาแล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่การช่วยลูกบำบัดรักษาและแก้ไขปัญหานี้ เราไม่ใช่เพียงต้องส่งเสริมให้ลูกเรียนรู้ที่จะพูด แต่ต้องสนับสนุนให้ลูกเรียนรู้ที่จะพูดควบคู่ไปกับเรียนรู้ที่จะสื่อสาร เรียนรู้ว่าจะเข้าร่วมและอยู่ในวงสนทนากับคนอื่น ๆ ได้อย่างไร อีกทั้งเรียนรู้การทำความเข้าใจนัยยะทางการสื่อสารที่คนอื่นแสดงออกมาผ่านคำพูด สีหน้า น้ำเสียง ท่าทาง และภาษากายพร้อม ๆ กันไปด้วย

นักวิชาชีพที่ช่วยแก้ปัญหานี้ให้ลูก

นักแก้ไขการพูด คือ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่จะช่วยคัดกรอง ตรวจหาความเสี่ยง วินิจฉัย วางแนวทางการบำบัด รักษา และฟื้นฟูความบกพร่องทางการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสารของลูก ตลอดจนอาจมีการส่งต่อลูกไปพบนักบำบัดหรือผู้เชี่ยวชาญด้านอื่น ๆ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่พบในลูกออทิสติกแต่ละคนให้ครบรอบด้านอีกด้วย

นักแก้ไขการพูดจะกำหนดแนวทางการบำบัดรักษาที่ดีที่สุดสำหรับลูกของเรา และให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมพัฒนาการด้านการสื่อสาร เพื่อลูกมีคุณภาพชีวิตที่ปกติสุขดีขึ้น ทั้งนี้ ตลอดเส้นทางการบำบัดรักษา นักแก้ไขการพูดจะทำงานร่วมกับครอบครัว โรงเรียน และสหวิชาชีพทีมบำบัดด้านอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด

เทคนิคที่ใช้ในการบำบัดปัญหาเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสาร

สำหรับลูกที่ไม่ยอมพูดหรือมีปัญหาเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสารนี้ นักแก้ไขการพูดจะช่วยสร้างเสริมพัฒนาการด้านนี้ให้กับลูก และอาจใช้เทคนิควิธีการทางเลือกต่าง ๆ ดังต่อไปนี้เข้ามาเสริมในลูกบางราย
• ใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยในการพูด
• ใช้สัญลักษณ์หรือการพิมพ์
• ใช้แผ่นภาพประกอบคำเพื่อการสื่อสารแลกเปลี่ยนความหมาย
• ใช้เทคนิคขยายเสียงหรือบีบเสียงในการบำบัดรักษาลูกที่มีระบบรับรู้เสียงไวกว่าปกติหรือต่ำกว่าปกติ
• แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเปล่งเสียงพูดด้วยการนวด การออกกำลังกายริมฝีปาก หรือกล้ามเนื้อบนใบหน้า
• ใช้การร้องเพลงที่มีจังหวะ การเน้นเสียง และความลื่นไหลของประโยค เป็นต้น

ทั้งนี้ การเลือกใช้เทคนิคหรือวิธีการอื่นใดเพื่อส่งเสริมการบำบัดรักษานั้น นักแก้ไขการพูดตลอดจนทีมแพทย์และทีมบำบัดของลูกจะเลือกแนวทางที่ดีที่สุดให้ลูก ตลอดจนให้คำแนะนำแก่คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองในการช่วยเหลือลูกคู่ขนานกันไปด้วยค่ะ

ประโยชน์ที่ลูกออทิสติกจะได้รับจากการบำบัดการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสาร

ตามที่ได้เกริ่นไปข้างต้นแล้วว่านักแก้ไขการพูดเน้นเรื่องการสร้างเสริมพัฒนาการภาพรวมเรื่องการสื่อสารให้กับลูก เพื่อลูกมีคุณภาพชีวิตที่เป็นปกติสุขและดีขึ้น อีกทั้งเพิ่มความสามารถของลูกในการสื่อสารเพื่อสร้างสัมพันธภาพกับคนอื่นพร้อม ๆ กันไปด้วย ในภาพรวมนั้น จุดประสงค์สำคัญ ๆ ในการบำบัดรักษาเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสาร คือ
• ลูกประกอบคำเพื่อใช้สื่อสารได้
• ลูกสื่อสารแบบต่าง ๆ ผ่านภาษาพูด ภาษาท่าทาง การแสดงออกทางสีหน้า และภาษากายได้ (สื่อสารแบบวัจนภาษาและอวัจนภาษาได้)
• ลูกเข้าใจความหมายของการสื่อสารที่คนอื่นต้องการสื่อสารในแต่ละสถานการณ์ได้
• ลูกเริ่มสื่อสารกับคนอื่น ๆ ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องให้ใครชี้นำ เริ่มต้นให้ หรือนำทาง
• ลูกรู้กาลเทศะเรื่องการสื่อสารตามสถานการณ์ เช่น รู้ว่าต้องพูดคำว่า “อรุณสวัสดิ์” ในช่วงเช้า เป็นต้น
• ลูกมีพัฒนาการด้านทักษะการสนทนา
• ลูกมีการสื่อสารเพื่อแลกเปลี่ยนความคิด
• ลูกมีการสื่อสารในรูปแบบที่เพิ่มพูนสัมพันธภาพ
• ลูกสนุกสนานที่ได้สื่อสาร ละเล่น และมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
• ลูกเรียนรู้ที่จะควบคุมตนเรื่องการสื่อสาร

กระตุ้นพัฒนาการระยะเริ่มแรกคือหัวใจสำคัญ

นักแก้ไขการพูดสามารถช่วยเราคัดกรอง วินิจฉัย ตรวจหาความเสี่ยงเรื่องความผิดปกติด้านการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสารของลูก ตลอดจนวางแนวทางในการบำบัดรักษาให้ลูกได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ซึ่ง “การกระตุ้นพัฒนาการระยะเริ่มแรก” นี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในแง่ของการบำบัดรักษาที่มีประสิทธิภาพ และการกระตุ้นพัฒนาการระยะเริ่มแรกจะช่วยลูกออทิสติก 2/3 ที่อยู่ในวัยก่อนเข้าเรียนให้มีอาการดีขึ้นได้

การบำบัดรักษาลูกออทิสติกไม่ว่าจะลูกจะมีกลุ่มอาการหรือความบกพร่องด้านใด “ยิ่งบำบัดรักษาเร็ว ยิ่งได้ผลดี ยิ่งมีเวลามากพอที่จะทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น และยิ่งมีประสิทธิภาพ” นอกจาก เรายิ่งทำได้เร็วก็ยิ่งดีแล้ว หากเราได้บำบัดรักษาลูกตามแนวทางที่ทีมแพทย์ นักแก้ไขการพูด และสหวิชาชีพทีมบำบัดวางไว้อย่างต่อเนื่อง เท่ากับเราได้ช่วยลูกสร้างเสริมทักษะและความสามารถในการเข้าสังคมได้อีกประการหนึ่งด้วย ดังนั้น หากเราพบว่าลูกออทิสติกมีความบกพร่องด้านการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสาร เราต้องรีบปรึกษาแพทย์และนักแก้ไขการพูดกันนะคะ

สำหรับท่านที่ต้องการอ่านบทความต้นฉบับ สามารถติดตามอ่านจากลิ้งค์นี้ได้ค่ะ
https://www.webmd.com/brain/autism/benefits-speech-therapy-autism

ตอนนี้ เราได้รู้จักบทบาทของนักแก้ไขการพูดที่จะช่วยบำบัดรักษาลูกออทิสติกเรื่องการใช้ภาษาและการพูดเพื่อการสื่อสารกันไปคร่าว ๆ แล้ว ในโอกาสต่อไป เราจะหาข้อมูลที่น่าสนใจของสหวิชาชีพทีมบำบัดอื่น ๆ ที่มีบทบาทในการช่วยลูกออทิสติกมานำเสนอกันอีกค่ะ

“ทุกปัญหามีทางแก้” ดังนั้น หากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองมีความกังวลใจเรื่องพัฒนาการของลูกไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตามที ขอให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก เพื่อรับการวินิจฉัยอาการและขอแนวทางการบำบัดรักษาที่ถูกทางต่อไป

ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรักขอเป็นกำลังใจและเพื่อนคู่คิดให้กับทุกท่าน หากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูต้องการติดต่อเราเรื่องลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น หรือลูกที่มีพัฒนาการช้าไม่สมวัย ท่านสามารถติดต่อเราได้ยังสาขาที่สะดวก หรือเลือกติดต่อเราผ่านช่องทางต่าง ๆ ของเรา เช่น เวบไซต์ เฟสบุ๊ค หรือไลน์แอด ก็ได้เช่นกันค่ะ

เราอยู่ตรงนี้และยินดีที่ได้เป็นเพื่อนคู่คิดค่ะ

Credit บทความ: www.webmd.com
Credit ภาพ: Caroline Hermandez from Unsplash

7 วิธีกระตุ้นลูก ๆ ให้พูด | บ้านอุ่นรัก

7 วิธีกระตุ้นลูก ๆ ให้พูด | บ้านอุ่นรัก

7 วิธีกระตุ้นลูก ๆ ให้พูด

ปัญหาเรื่องลูกออทิสติกไม่ยอมพูดนี้ เป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครอง มีความวิตกกังวลใจเป็นอย่างมาก จึงต้องพยายามหาวิธีต่าง ๆ นานาเพื่อช่วยบุตรหลานแก้ไขปัญหานี้

หากเรากังวลว่าลูกหลานของพวกเราอาจมีปัญหาดังกล่าว เราควรรีบพาพวกเขาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก เพื่อแพทย์วินิจฉัยอาการ ตลอดจนให้คำแนะนำเรื่องแนวทางการบำบัดรักษาต่อไป ทั้งนี้ หากแพทย์แนะนำให้เราพาลูกหลานไปฝึกพูดกับครูฝึกพูด เราต้องทำตามคำแนะนำนั้น เพราะครูฝึกพูดเป็นนักวิชาชีพผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สามารถช่วยให้เด็ก ๆ มีพัฒนาการด้านภาษาได้

นอกเหนือจากความช่วยเหลือของแพทย์และครูฝึกพูดแล้ว คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองอาจสงสัยว่า “เราซึ่งเป็นพ่อ แม่ และสมาชิกในครอบครัวของเด็ก ๆ จะทำอะไรควบคู่ได้บ้างหรือไม่ เพื่อช่วยเด็ก ๆ แก้ปัญหาการไม่ยอมพูดหรือไม่ก็ช่วยให้เด็ก ๆ ค้นและพบกับ “เสียง” ของตนเองได้”

สำหรับศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรัก หากเราได้รับคำถามเรื่องต่าง ๆ จากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูของเด็ก ๆ เรายินดีเป็นเพื่อนคู่คิด ผู้คอยแบ่งปันข้อมูลและความรู้เพื่อประโยชน์ที่ปลายทางคือลูก ๆ ของพวกเราเติบโตอย่างมีคุณภาพและสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเอง

ในเรื่องข้อมูลและความรู้ต่าง ๆ นี้ แม้บ้านอุ่นรักทำงานด้านการกระตุ้นพัฒนาการให้กับลูก ๆ ออทิสติก ลูกสมาธิสั้น และลูกที่มีพัฒนาการช้าไม่สมวัยมานานถึง 26 ปี แต่เราไม่เคยหยุดการเรียนรู้ เรามีทีมงานวิชาการของศูนย์ ฯ ที่คอยค้นคว้าและสืบค้นความรู้เรื่องต่าง ๆ ในหลาย ๆ แง่มุม เพื่อทีมทำงานของพวกเราได้เรียนรู้เพิ่มเติม ตลอดจนนำเทคนิควิธีการใหม่ ๆ มาใช้กระตุ้นพัฒนาการให้กับลูกศิษย์ของพวกเรา นอกจากนี้ หากข้อมูลใดที่ได้จากการสืบค้นน่าจะมีประโยชน์ต่อครอบครัวและคุณครู เราก็จะแปลและนำข้อมูลมาเรียบเรียงเพื่อสะดวกต่อการอ่าน จากนั้น จึงจะเผยแพร่ข้อมูลความรู้นั้น ๆ ผ่านเวบไซต์และเฟสบุ๊คของเราต่อไป

ปัญหาเรื่อง “เราจะช่วยลูกที่ไม่ยอมพูด ให้พูด ได้อย่างไร” นี้ ทีมวิชาการของบ้านอุ่นรักอ่านเจอบทความดี ๆ ชิ้นหนึ่ง เรื่อง “7 วิธีช่วยลูกที่ไม่ยอมพูด ให้พูด” ซึ่งองค์กร Autism Speaks ได้ทำการเผยแพร่ผ่านเวบไซด์ขององค์กรเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2556

บทความนี้มีความน่าสนใจในหลายประการ คือ เนื้อหามีประโยชน์ในเชิงปฏิบัติ หากเรานำวิธีเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันที่เราอยู่ร่วมกับเด็ก ๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อการสร้างเสริมและซ่อมแซมพัฒนาการด้านภาษาและการพูดให้พวกเขาได้

นอกจากนี้ องค์กร Autism Speaks ผู้เผยแพร่บทความต้นฉบับได้ระบุว่าบทความนี้เป็นบทความเชิงแนะแนวขององค์กรที่ได้รับความนิยมสูงสุดบทความหนึ่งและได้รับการแชร์ไปแล้วมากถึง 15,000 ครั้ง อีกทั้งผู้เขียนบทความนี้ทั้งสองท่านยังเป็นแพทย์และนักจิตวิทยาคลีนิกเด็กผู้เชี่ยวชาญเรื่องเด็กออทิสติก จนได้รับการยอมรับนับถือเป็นอย่างมากในประเทศสหรัฐอเมริกา ทีมวิชาการของบ้านอุ่นรักจึงแปลและเรียบเรียงบทความนี้ใหม่ เพื่อเราได้อ่านโดยสะดวกไปด้วยกัน

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และคุณครู ที่ต้องการอ่านบทความต้นฉบับ ท่านสามารถอ่านได้ตามลิ้งค์ข้างล่างนี้ค่ะ

https://www.autismspeaks.org/expert-opinion/seven-ways-help-your-nonverbal-child-speak

Credit เจ้าของบทความ

องค์กร Autism Speaks ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2548 โดยคุณ Bob และคุณ Suzanne Wright ผู้มีหลานเป็นเด็กออทิสติก ต่อมา ท่านได้ทำงานร่วมกับองค์กรชั้นนำเรื่องโรคออทิสติกอีก 3 แห่ง คือ Autism Coalition for Research and Education (ACRE) | the National Alliance for Autism Research (NAAR) | และ Cure Autism Now (CAN) ในนาม Autism Speaks และให้สำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจโรคออทิสติก การวิจัย การดูแล และส่งเสริมให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลออทิสติกและครอบครัว

Credit ผู้เขียนบทความ

  1. ดอกเตอร์ Geraldine Dawson นักจิตวิทยาคลินิกเด็กชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคออทิสติก ท่านเคยดำรงตำแหน่งประธานบริหารเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์คนแรกขององค์กร Autism Speaks ในปัจจุบัน ท่านดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์สมองของมหาวิทยาลัยดุ๊ก ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียงของประเทศสหรัฐอเมริกา
  2. ดอกเตอร์ Lauren Elder นักจิตวิทยาคลินิกผู้ซึ่งเป็นทั้งแพทย์ นักจิตวิทยาคลินิก และนักวิจัยผู้มีประสบการณ์กว่า 15 ปีในการฝึกอบรมให้กับครอบครัวและคลินิกทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ

Credit ภาพ

Irena Carpaccio from Unsplash

Seven ways to help your nonverbal child speak | เจ็ดวิธีช่วยลูกที่ไม่พูดของคุณ ให้พูด

จากการที่นักวิจัยหลายท่านได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยที่นำมาซึ่งความหวังว่า “แม้ลูก ๆ จะอยู่ในวัยเกิน 4 ขวบแล้ว เราก็ยังมีวิธีช่วยลูกให้ค่อย ๆ สร้างเสริมพัฒนาการด้านภาษาได้” ทำให้ทั้งครอบครัวและคุณครูของเด็ก ๆ ตลอดจนบุคคลอื่น ๆ เกิดความอยากรู้ว่า “เราต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างเสริมพัฒนาการด้านภาษาให้กับลูก ๆ ที่ยังไม่ยอมพูด ตลอดจนช่วยแก้ปัญหาพัฒนาการด้านการพูดให้กับลูก ๆ ออทิสติกที่เป็นเด็กวัยรุ่นได้”

ก่อนที่เราจะมาพบกับเคล็ดลับดี ๆ ที่ช่วยกระตุ้นการพูดของลูก เราต้องเข้าใจให้ตรงกันเสียก่อนว่าลูกออทิสติกของพวกเราแต่ละคน ต่างมีกลุ่มอาการ ระดับความซับซ้อนของปัญหา และความบกพร่องที่แตกต่างกัน ดังนั้น วิธีที่เราลองใช้แล้วได้ผลในลูกคนหนึ่ง อาจใช้ไม่ได้ผลดีในระดับที่เท่ากันในลูกคนอื่น ๆ นอกจากนี้ แม้ว่าลูก ๆ ออทิสติกของพวกเรามีความสามารถที่จะเรียนรู้เรื่องการสื่อสาร แต่รูปแบบการสื่อสารที่พวกเขาทำ อาจไม่ได้ทำผ่านภาษาพูดในทุกกรณีไป สำหรับลูก ๆ ของพวกเรา ไม่ว่าเขาจะพูดหรือไม่พูดก็ตาม พวกเขายังสามารถใช้ชีวิตในสังคมและสื่อสารกับเราได้ แต่อาจเป็นการสื่อสารผ่านตัวช่วยรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะแผ่นภาพ หรือสื่อสารผ่านเทคโนโลยี เป็นต้น

จากข้อเท็จจริงเรื่องกลุ่มอาการ ระดับ และความซับซ้อนของปัญหาที่แตกต่างกันของลูกแต่ละคน ตลอดจนประสิทธิผลที่ได้การช่วยเหลือลูก ๆ ที่อาจแตกต่างกันได้นั้น เรามาพบกับกลยุทธ์เจ็ดอันดับยอดนิยมที่ผู้เขียนบทความนี้แนะนำให้เราลองใช้เพื่อส่งเสริมพัฒนาทางภาษาให้ลูก ๆ ที่ไม่ยอมพูด ตลอดจนน้อง ๆ วัยรุ่นออทิสติกที่มีความบกพร่องด้านการพูดกันเลยนะคะ

  1. ส่งเสริมการเล่นและการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

เด็ก ๆ เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รวมทั้งเรียนรู้เรื่องการใช้ภาษาผ่านการละเล่น ยิ่งถ้าได้เล่นเชิงโต้ตอบ ก็นับเป็นโอกาสดีที่เราและลูกได้ทั้งสนุกร่วมกันและมีการสื่อสารปฏิสัมพันธ์กัน เวลาเล่นกับลูก เราลองเล่นในรูปแบบต่าง ๆ ที่ลูกชอบ หรือไม่ก็ชวนลูก ๆ ทำกิจกรรมสนุก ๆ ที่สร้างเสริมปฏิสัมพันธ์ทางสังคมให้กับพวกเขา เช่น ร้องเพลงไปด้วยกัน กล่อมลูกนอนด้วยเพลงกล่อมเด็ก หรือชวนลูกพูดคุยด้วยความอ่อนโยนและเมตตา ทั้งนี้ ในขณะที่เราและลูกเล่นด้วยกันหรือมีปฏิสัมพันธ์กัน เรา (ตำแหน่งที่เราอยู่) ต้องอยู่ตรงหน้าลูก อยู่ใกล้ลูก อยู่ในระดับสายตา ทั้งนี้เพื่อลูก ๆ มองเห็นเราได้โดยง่ายและได้ยินสิ่งที่เราพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำนั่นเอง

  1. เลียนแบบสิ่งที่ลูกทำ

เราเลียนเสียงต่าง ๆ ที่ลูกเปล่งออกมา หรือไม่ก็เลียนแบบพฤติกรรมการเล่นของลูก การเลียนแบบสิ่งที่ลูกทำนี้จะกระตุ้นให้ลูกออกเสียงและมีปฏิกริยาโต้ตอบมากขึ้น การเริ่มต้นที่เราเลียนแบบสิ่งที่ลูกทำ จะช่วยให้ลูกหันมาเลียนแบบในสิ่งที่เราทำได้ด้วยในทางกลับกัน อย่างไรก็ตาม เราต้องเลือกเลียนแบบเฉพาะพฤติกรรมทางบวกของลูกเท่านั้น เช่น เมื่อลูกเล่นเข็นหรือไถรถไป ๆ มา ๆ เราจะเลียนแบบท่าเล่นนั้น ๆ และเล่นไปกับลูก แต่ถ้าลูกขว้างปาของเล่น เราต้องไม่เลียนแบบพฤติกรรมดังกล่าวเพราะเป็นพฤติกรรมทางลบของลูก

  1. ให้ความสำคัญกับการสื่อสารแบบอวัจนภาษา

การสื่อสารแบบอวัจนภาษา คือ การสื่อสารที่ไม่ใช้ระบบคำและประโยค (ข้อมูลเสริมจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี | ผู้แปล) ตัวอย่างการสื่อสารแบบอวัจนภาษา เช่น สื่อสารด้วยการแสดงท่าทางแบบต่าง ๆ และการสบตา เป็นต้น

การสื่อสารแบบอวัจนภาษาสามารถสร้างพื้นฐานเรื่องพัฒนาการด้านภาษาให้ลูก ๆ ได้ เราจึงต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารรูปแบบนี้ และช่วยลูกกระตุ้นพัฒนาการทางภาษาด้วยการทำตนเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็น ตลอดจนเราแสดงวิธีโต้ตอบพฤติกรรมแบบต่าง ๆ ให้ลูกดู ทั้งนี้ เราจะแสดงท่าทางต่าง ๆ ประกอบการสื่อสารกับลูก ๆ และเราต้องทำท่าทางประกอบต่าง ๆ นั้นแบบเกินจริง คือ ใช้ทั้งท่าทางประกอบและมีการพูดออกเสียงควบคู่กันไป เช่น เราอยากให้ลูกดูสิ่งใด เราจะยกแขนและชี้นิ้วไปยังสิ่งนั้นพร้อม ๆ กับการพูดคำว่า “ดู” หรือ เราพยักหน้าพร้อม ๆ กับพูดคำว่า “ใช่”

เราต้องเลือกแสดงท่าทางแบบง่าย ๆ ประกอบการสื่อสาร เช่น ตบมือ ผายมือ หรือเหยียดแขน เพื่อให้ลูกเกิดการเลียนแบบ นอกจากนี้ เราต้องสังเกตท่าทางที่ลูกทำ จากนั้น เราจะตอบสนองต่อท่าทางเหล่านั้นของลูก ๆ เช่น ลูกมองหรือชี้ไปที่ของเล่น หรือลูกแสดงทีท่าเป็นนัยยะให้เรารู้ว่าลูกอยากเล่นของเล่นชิ้นนั้น เราก็ตอบสนองด้วยการพูดบอกชื่อของเล่น (ข้อมูลเสริมจากวิธีที่บ้านอุ่นรักใช้ | ผู้แปล) ต่อด้วยการส่งของเล่นนั้น ๆ ให้ลูก ในทางกลับกัน เราสามารถทำแบบเดียวกับที่ลูกทำกับเราได้อีกด้วย เช่น เราทำท่าชี้ไปที่ของเล่นที่เราต้องการหยิบ เราพูดชื่อของเล่นนั้น (ข้อมูลเสริมจากวิธีที่บ้านอุ่นรักใช้ | ผู้แปล) จากนั้นเราค่อยไปหยิบของเล่นชิ้นนั้นมาเล่นกับลูกเป็นลำดับถัดไป เป็นต้น

  1. เปิดพื้นที่ให้ลูกมีโอกาสได้พูด

เป็นเรื่องปกติที่เราจะรู้สึกอยากเติมคำตอบแทนลูกเสียเองในตอนที่เราตั้งคำถามให้ลูกตอบ แต่ลูกก็ไม่พูดตอบเราอย่างทันท่วงทีเสียสักที อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญในการกระตุ้นทักษะการพูดให้ลูก ๆ คือ เราต้องเปิดพื้นที่ให้ลูกได้สื่อสารบ่อย ๆ ด้วยการกระตุ้นลูก ๆ ผ่านการตั้งคำถามเพื่อให้ลูกเป็นคนตอบ หรือหากเราเห็นว่าลูกอยากได้สิ่งใด เราจะหยุดรอสักครู่หนึ่ง มองจดจ่อไปที่ลูก วางเงื่อนไขว่าหากลูกอยากได้สิ่งใด ลูกต้องพยายามพูดชื่อสิ่งนั้นก่อนที่จะส่งสิ่งนั้นให้ลูก (ข้อมูลเสริมจากวิธีที่บ้านอุ่นรักใช้ | ผู้แปล) หากลูกเปล่งเสียงหรือเคลื่อนไหวร่างกาย เราจะมองตามเสียงหรือการเคลื่อนไหวนั้น ๆ ของลูก ก่อนที่จะแสดงการตอบสนองให้ลูกเห็น การตอบสนองที่เราทำให้ลูกเห็นนี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกถึงพลังของการสื่อสาร พร้อม ๆ กับเรียนรู้และเลียนแบบวิธีการตอบสนองจากสิ่งที่เราทำเป็นต้นแบบได้ค่ะ (ข้อมูลเสริมจากวิธีที่บ้านอุ่นรักใช้ | ผู้แปล)

  1. ใช้ภาษาง่าย ๆ ในการสื่อสาร

การใช้ภาษาง่าย ๆ เมื่อพูดกับลูก จะช่วยให้ลูกสามารถทำตามสิ่งที่เราพูดได้ นอกจากนี้ ภาษาง่าย ๆ ของเราจะช่วยให้ลูกเลียนแบบคำพูดของเราได้ง่ายอีกประการหนึ่งด้วย หากลูกไม่ยอมพูด เราจะเริ่มพูดกับลูกด้วยคำ ๆ เดียว เช่น ในขณะที่ลูกกำลังเล่นลูกบอล เราพูดคำว่า “บอล” หรือ “กลิ้ง” ส่วนลูก ๆ ที่พูดคำ ๆ เดียวออกมาแล้ว เราจะพูดต่อยอดจากคำ ๆ นั้นให้เป็นประโยคสั้น ๆ เช่น กลิ้งบอล โยนบอล เราเรียกกฎข้อนี้ว่า “one-up หรือการทำเพิ่มไปอีกหนึ่งขั้น” ซึ่งขอให้เราทำตามกฎข้อนี้กันนะคะ และโดยทั่วไปแล้วก็คือการต่อยอดคำหนึ่งคำที่ลูกพูด ให้เป็นวลีหรือกลุ่มคำที่มีคำมากกว่าหนึ่งคำที่ลูกพูดออกมานั่นเองค่ะ

  1. ตามติดและต่อยอดการพูดจากสิ่งที่ลูกสนใจ

เวลาที่ลูกสนใจทำสิ่งใดอยู่ แทนที่เราจะไปขัดจังหวะลูก เราควรหันมาใช้คำที่เกี่ยวกับสิ่งนั้นเพื่อพูดต่อยอดกับลูก ๆ ค่ะ ทั้งนี้ เป็นไปตามกฎ “one-up หรือการทำเพิ่มไปอีกหนึ่งขั้น” นั่นเองค่ะ เราสามารถต่อยอดด้วยการพูดเล่าเรื่องให้ลูกฟังว่าลูกกำลังทำอะไรอยู่ เช่น ลูกกำลังเล่นตัวต่อรูปทรงและหยิบตัวต่อรูปทรงบางตัวขึ้นมาเพื่อใส่ลงไปในช่อง เราก็จะพูดกับลูกว่า “ใส่” หากลูกเลือกหยิบตัวต่อรูปทรงแบบใดเพื่อจะนำไปใส่ในช่อง เราก็พูดถึงรูปทรงนั้น (เช่น วงกลม | ผู้แปล) ให้เราก็ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ เมื่อลูกเริ่มนำรูปทรงแบบใหม่มาเล่น การที่เราพูดเกี่ยวกับเรื่องที่ลูกสนใจจะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ เพิ่มเติมได้ค่ะ

  1. เลือกใช้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกและตัวช่วยแบบต่าง ๆ ที่เป็นรูปภาพเพื่อกระตุ้นการพูดของลูก

อุปกรณ์และตัวช่วยที่เป็นรูปภาพนี้จะช่วยให้ลูกเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดียิ่งกว่าการสอนด้วยคำพูด และนับเป็นวิธีช่วยสร้างเสริมพัฒนาการด้านการพูดและภาษาให้กับลูก ๆ ได้ เช่น ลูกใช้อุปกรณ์และแอพพลิเคชั่นที่เป็นรูปภาพ เมื่อลูกสัมผัสภาพที่ลูกเห็น ก็จะมีคำที่เกี่ยวกับภาพ ๆ นั้นดังออกมาให้ลูกได้ยิน ตัวช่วยที่เป็นภาพนี้กินความรวมถึงภาพต่าง ๆ และกลุ่มรูปภาพที่ลูก ๆ จะใช้เพื่อบอกความต้องการและความคิดของพวกเขา

บ้านอุ่นรักอยากให้คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองลองประยุกต์ใช้วิธีต่าง ๆ ข้างต้นในการกระตุ้นการพูดของลูก ๆ และเมื่อทำแล้ว คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองอาจแบ่งปันข้อมูลกับทีมบำบัดหรือครูฝึกพูดของบุตรหลาน เพื่อให้พวกเขาได้รู้ว่าเราทำสิ่งใดไปแล้วและได้ผลดี หรือทำไปแล้วกลับพบอุปสรรคอะไร เพื่อทีมบำบัดและครูฝึกพูดให้คำแนะนำเพิ่มเติม การช่วยสร้างเสริมพัฒนาการให้บุตรหลานคู่ขนานไปกับทีมบำบัดนี้ จะช่วยให้เด็ก ๆ มีพัฒนาการที่คืบหน้าไปอย่างรวดเร็วได้ค่ะ

การเรียนรู้เรื่องวิธีส่งเสริมพัฒนาการให้กับเด็ก ๆ เป็นเรื่องที่เราทุกคนเรียนรู้ได้ไม่มีวันหมด ขอเพียงเราเริ่มต้นการเรียนรู้และลงมือทำให้ถูกต้องเสียตั้งแต่วันนี้ ย่อมไม่มีคำว่าสายเกินไปนะคะ

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูที่ต้องการติดต่อ สอบถาม เสนอแนะ หรือให้ข้อคิดเห็นแก่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรัก ท่านสามารถติดต่อเราผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่นเวบไซต์ เฟสบุ๊ก ไลน์แอด หรือโทรติดต่อเราได้ยังสาขาที่ท่านสะดวกค่ะ

7 เรื่องที่ต้องเตรียมตัว เมื่อลูกต้องไปโรงเรียน เรียนร่วม | บ้านอุ่นรัก

7 เรื่องที่ต้องเตรียมตัว เมื่อลูกต้องไปโรงเรียน เรียนร่วม | บ้านอุ่นรัก

7 เรื่องที่ต้องเตรียมตัว เมื่อลูกต้องไปโรงเรียน เรียนร่วม

Back to school ค่ะ ช่วงนี้ เป็นช่วงเวลาของเทศกาลเปิดเทอมที่แสนคึกคัก แต่สำหรับลูกๆที่มีอาการออทิสติก รวมถึงเด็กๆที่ต้องการการดูแลพิเศษจากผลของความไม่สมวัยทางทางพัฒนาการ ช่างเป็นเวลาแห่งการปรับตัวขนานใหญ่และเป็นช่วงที่พ่อแม่ทั้งภูมิใจที่ได้เห็นลูกในชุดนักเรียน แต่อีกทางก็หวั่นใจลึกๆว่าลูกจะใช้ชีวิตในโรงเรียนได้ดีหรือไม่

ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็กๆ สำหรับก้าวแรก โดยเฉพาะสำหรับเด็กออทิสติก เพราะเค้าจะต้องอาศัยการปรับตัวอย่างมาก    จากการที่มีระบบการรับรู้ไว ปรับตัวยากกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ การสื่อสารทางภาษายังไม่สมวัย มีพฤติกรรมและอารมณ์ที่ยึดติดมีรูปแบบเฉพาะตัว  และอีกหลายข้อจำกัด หากไม่ผ่านการเตรียมตัวที่ดีพอ เราจะเห็นภาพเด็กๆที่แยกตัวอยู่ตามมุม  วิ่งไปมา ออกนอกห้องเรียน ไม่สามารถสื่อสาร ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ หรือแสดงพฤติกรรม อารมณ์หงุดหงิด

 

แต่การเตรียมตัวที่ดี มีการติดตามด้านพัฒนาการ ผ่านการปรับพฤติกรรมที่ขัดขวางการดำรงชีวิต และมีการเตรียมตัวก่อนเด็กๆจะ ก้าวออกไปการเรียนรู้ในสังคมใหม่ๆ  มาสักระยะหนึ่งแล้วจะส่งผลให้เด็กๆปรับตัวได้เร็วและประสบความสำเร็จในการเรียนร่วมได้ง่ายขึ้น

 

ซึ่งที่บ้านอุ่นรักเราจะให้ความสำคัญกับขั้นตอนการเตรียมความพร้อมก่อนส่งต่อเด็กๆเข้าเรียนร่วม  โดยเด็กๆจะมาเข้าคอร์สเตรียมความพร้อมแบบเต็มวัน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ถึงหนึ่งปี+ ตามระดับอาการของเด็กๆ  ซึ่งครูนิ่มอยากจะขอยกประสบการณ์ ที่ทีมงานบ้านอุ่นรักมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับโรงเรียนและมีระบบการส่งต่อเด็กไปโรงเรียนมานานกว่า 15 ปี  โดยมาคุยขอยกแนวทางที่เด็กๆควรผ่านการเตรียมตัว เพื่อเป็นแนวทางเพื่อผู้ปกครองสามารถนำไปปรับใช้เตรียมตัวลูกที่บ้าน  ดังนี้นะคะ

 

7 เรื่องที่ต้องเตรียมตัว เมื่อลูกต้องไปโรงเรียน เรียนร่วม

1 สร้างแรงจูงใจและพร้อมเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมใหม่ๆด้วยตนเอง

เด็กๆ ควรผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ที่ออกแบบมาให้เกิดมิติของการเรียนรู้  ผ่านการฟัง  การเห็นและลงมือทำ จนเด็กๆรู้สึกได้ว่ากิจกรรมที่เกิดตรงหน้ามีความน่าสนใจ   ส่งผลให้เด็กๆเกิดแรงจูงใจ   สนใจมองการสาธิตแบบหน้าชั้น    สร้างพฤติกรรมเลียนแบบและสามารถมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายกับกิจกรรมในรูปแบบที่หลากหลาย

 

2 ฝึกการคงสมาธิจดจ่อที่ยาวนานมากพอที่จะเกิดการเรียนรู้

เช่น  ฝึกการนั่งหรือคุมตนเองให้เคลื่อนไหวหมุนเวียนตามฐานการเรียนรู้แบบต่างๆ  ได้อย่างน้อยช่วงละ 10-15 นาทีขึ้นไป   และมีสมาธิในกิจกรรมที่ลงมือทำงานได้แบบรวดเดียวจบ อย่างน้อย 10-15 หน่วย

 

3 ฝึกเด็กๆให้สามารถนำพาตนเองให้ดำเนินไปตามตารางกิจวัตรประจำวัน ประจำวันในโรงเรียน

 

4 ฝึกการสื่อสาร

โดยกระตุ้นให้เด็กๆมีความพยายามที่จะสื่อสารมากขึ้น   ด้วยการพูด  หรือใช้ภาษาท่าทาง   ตลอดจนฝึกการฟังเข้าใจภาษาสามารถทำตามคำสั่งหรือสานต่อในสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน

 

5 ปรับพฤติกรรมและการควบคุมอารมณ์ตนเอง

เพื่อการอยู่ร่วมในสังคมให้ได้  เช่น รู้วิธีควบคุมอารมณ์ตนเองหรือหยุดแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้เมื่อเตือน

 

6 ฝึกการช่วยเหลือตนเองตามวัย

เช่น ฝึกการขับถ่ายในห้องน้ำตามเวลาโดยไม่ต้องใส่แพมเพิร์ส ฝึกการนั่งทานอาหารด้วยตนเอง ฝึกการนอนกับที่ในเวลากลางวัน   ฝึกการแต่งกายง่ายๆด้วยตนเองฯลฯ

 

7 ฝึกให้มีทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้

เนื่องจากอาการบางด้านจะทำให้เด็กออทิสติกเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้ช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน   จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทางการเรียนไว้ในระดับหนึ่ง  เช่น เรียนรู้พื้นฐาน   สี  รูปทรง  อักษร  ตัวเลข   ฝึกลีลามือ   สามารถทำชีทแบบฝึกง่ายๆโดยไม่ฉีกหรือขยำทิ้งอย่างไม่มีความหมาย

 

***   ที่สำคัญคือ ก่อนตัดสินใจส่งลูกเข้าเรียร่วม ควรหาโอกาสไปพบเพื่อขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้ดูแลด้านพัฒนาการของลูก (จิตแพทย์เด็ก หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก) ว่า ลูกมีความพร้อมหรือไม่ อย่างไร โดยแพทย์จะพิจารณาจาก ระดับพัฒนาการและพฤติกรรมของลูกๆ โดยจะให้คำแนะนำที่เหมาะสมต่อไปค่ะ

 

พวกเราทีมงานบ้านอุ่นรักขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวนะคะ มีกรณีใดที่คุณพ่อคุณแม่หรือทางโรงเรียน ต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม เกี่ยวกับการเข้าเรียนร่วมในโรงเรียน สามารถติดต่อมาพูดคุยกับพวกเราได้ผ่านช่องทางนี้ค่ะ….