by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
แม้ว่าลูกมีอาการออทิสติก แต่ลูกก็เป็นสมาชิกที่มีสิทธิที่จะอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพียงแต่เราจำเป็นต้องตระหนักว่าในฐานะพ่อแม่เรามีหน้าที่เตรียมลูกของเราให้พร้อมพอสมควรก่อนเริ่มเข้าสู่สังคมในวงกว้าง เพราะในบางสถานการณ์หากเรา ปล่อยให้ลูกปฏิบัติตามธรรมชาติในวิถีที่ลูกเคยชิน อาจมีผลให้เกิดเรื่องวุ่นๆให้ผิดใจกับคนรอบข้างได้เหมือนกัน ดังนั้นเราควรมาเริ่มสร้างแบบฝึกหัดอย่างมีรูปแบบ มีการซ้อมในสถานการณ์เล็กๆ ตามจริง เลือกเวลา เลือกสถานที่ ที่เริ่มจากควบคุมปัจจัยแวดล้อมง่ายๆ ใช้เวลาสั้นๆ บ่อยๆ แล้วค่อยๆขยายไปสู่สถานการณ์ตามจริงมากขึ้นเรื่อยๆ หากทำได้แบบนี้เชื่อมั่นได้เลยค่ะว่า ลูกของเราสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเหมาะสมตามควร ซึ่งหากเรามองไปรอบๆ สังคมพร้อมอยู่แล้วที่จะอ้าแขนต้อนรับลูกๆของเรา ….นับจากวันนี้… เตรียมลูกให้พร้อม แล้วสูดหายใจลึกๆ ..ยืดอกอย่างภาคภูมิใจจูงลูกออกไปสำรวจโลกข้างนอกกันค่ะ
7 เรื่องที่ต้องเตรียมตัว เมื่อลูกออทิสติก เริ่มเข้าสู่สังคมในวงกว้าง

1 ปรับพฤติกรรมที่อาจขัดขวางการใช้ชีวิตในสังคม
มีบางพฤติกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอาการออทิสติก ที่เราควรเฝ้าดู เพื่อตั้งเป้าทีละน้อยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูก โดยทำตามสถานการจริงที่เกิดขึ้นจริง เช่น
1.1 พฤติกรรมที่อาจเกิดอันตราย ต่อตนเอง และผู้อื่น เราควรพิจารณาว่าลูกมีร่องรอยพฤติกรรมอะไรที่ควรเฝ้าระวังหรือ เตือนลูกโดยไม่ปล่อยผ่าน เช่น เข้าไปดูแลใกล้ๆลูกเมื่อเห็นลูกเล่นแบบไม่ระมัดระวัง อาจเกิดการชนหรือกระแทกคนรอบข้าง การ เล่นในที่สาธารณะโดยย้อนศรหรือวิ่งตัดวงจรตามปกติของกิจกรรมนั้นๆ หรือเข้าไปดูแลใกล้ๆเมื่อเห็นลูกมีพฤติกรรมรนรีบ ขาดความระมัดระวังจนอาจเกิดอันตราย หยุดลูกเมื่อเห็นลูกวิ่งเตลิด หรือการตั้งเป้าหมายที่จะฝึกลูกควบคุมตนเองเมื่อหงุดหงิด เพื่อลดการแสดงพฤติกรรมรุนแรงซึ่งอาจส่งผลถึงการบาดเจ็บของตนเองและคนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง การโยนของเล่น หรือเล่นเครื่องเล่นสาธารณะที่อาจมีผลให้สิ่งของนั้นแตกหักชำรุด พฤติกรรมในร้านอาหารลดการวิ่งไป-มา
1.2 พฤติกรรมที่ขัดขวางการดำรงชีวิต และรบกวนการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น เช่น พฤติกรรมติดรูปแบบจนลูกมีอาการฝืนต่อต้านไม่เป็นตามพฤติกรรมตามจริงที่ควรจะเป็น เช่น ไปผลักคนอื่นให้ลุกจากที่นั่งโดยลูกจะจองที่นั่งที่เดิมแม้ที่นั้นไม่ว่าง พฤติกรรมหวาดกลัวมีผลให้ลูกหลีกเลี่ยงบางสถานการณ์อย่างรุนแรง เช่น วิ่งเตลิดเมื่อได้ยินเสียงที่ไม่ชอบ ไม่ยอมเข้าห้องน้ำในที่สาธารณะลูกจึงขับถ่ายอย่างอิสระข้างทาง หรือพฤติกรรมยึดติดหมกมุ่นกับของบางอย่างที่ใช้เป็นส่วนรวมจนขัดขวางคนอื่นที่จะมาเล่นร่วมกัน พฤติกรรมหมกมุ่นกับตัวอักษร โลโก้ ภาพ ฯลฯ จนลูกมักจะมีพฤติกรรมสนใจเข้าไปหยิบจับลูบคลำที่สิ่งของเครื่องใช้ของ คนรอบข้าง ฝึกลูกควบคุมอารมณ์ตนเองเมื่อหงุดหงิด ลดพฤติกรรมยึดติดรูปแบบ พฤติกรรมเข้าไปจัดการสภาพแวดล้อมให้เป็นดังที่คิดเพราะลูกขาดความยืดหยุ่น
Tips วิธีการสอนลูก
ตั้งธงว่า อะไรจำเป็นต้องทำ จากนั้นฝึกลูกตามจริง ใช้คำพูดกระชับ กรณีที่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก อาจใช้ภาพ สัญลักษณ์มาประกอบการสอนลูก
ให้ลูกเผชิญ สถานการณ์ ตามจริง บอกให้ลูกรู้ลำดับ ขั้นตอน อย่างชัดเจน
เมื่อจะออกไปข้างนอก มีการพูดคุยทำข้อตกลง ให้ลูกรู้กิจวัตรล่วงหน้า
2 เพิ่มทักษะการพูด การใช้ภาษาท่าทาง ตามสถานการณ์จริง
เพิ่มทักษะการสื่อสารทั้งทางการพูดและการแสดงท่าทางของลูก ให้ลูกสามารถสื่อสารให้บุคคลภายนอกเข้าใจความต้องการและสื่อสารกันได้ตามสมควร โดยพิจารณาว่าในแต่ละสถานการณ์ลูกควรพูดหรือใช้ภาษาท่าทางอย่างไรในการสื่อสาร จากนั้นกระตุ้นให้ลูกพยายามสื่อสารตามสถานการณ์จริง หากลูกพูดหรือสื่อสารเองไม่ได้ ในระยะแรกสามารถใช้การบอกบทหรือสาธิตให้ลูกทำตาม เช่น การพูดเพื่อขอความช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาพาะหน้า บทสนทนาในการซื้อของ
3 ฝึกทักษะทางสังคมของลูกกับเด็กวัยเดียวกัน
หาโอกาสให้ลูกได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนวัยเดียวกัน เช่น การเล่นกับเพื่อนที่สวนสาธารณะ การเล่นเครื่องเล่นสนาม ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อดูการตอบสนองของลูก ว่าลูกมีพฤติกรรมอย่างไรทั้งในแง่การควบคุมตนเอง และความสนใจ แรงจูงใจที่ลูกจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับเพื่อนๆอย่างมีความหมาย โดยลองปล่อยให้ลูกเล่นกับเพื่อนสักครู่ แล้วสังเกตการเล่นและการตอบสนองของลูกว่าเป็นอย่างไรหากจำเป็นพ่อแม่อาจเข้าไปมีส่วนร่วมในการสาธิตการเล่น บอกบทการสนทนา การพูดหรือขอเข้าร่วมเล่นกับเพื่อน และการเล่นร่วมกันอย่างถูกวิธี
4 ฝึกให้ลูกทำตามข้อตกลง หรือกติกาของส่วนรวม
ลูกจำเป็นที่จะต้องเคารพกติกาและพยายามทำตามกติกา โดยเฉพาะกติกาพื้นฐานที่จำเป็นในการที่การอยู่ร่วมกัน เช่น การแบ่งปัน การรอคอยคิว การผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน การเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น การสอนให้ลูกสังเกตเห็นและทำตามป้ายข้อห้ามกติกาในที่สาธารณะ ในกรณีที่จำเป็นต้องยืดหยุ่นอาจทำได้บางส่วน แต่อย่างน้อยลูกควรได้เรียนรู้ที่จะพยายามทำตามกติกา ที่เด็กวัยเดียวกันทำได้ ให้ได้มากที่สุดโดยอาจให้เวลาลูกได้เรียนรู้และฝึกฝนซ้ำๆ จนกว่าลูกจะทำได้ และก่อนนอกบ้าน ควรมีการตกลงเงื่อนไขกันล่วงหน้าว่าลูกควรปฏิบัติตนอย่างไร
5 สอนมารยาทพื้นฐาน ตามวัยตามควร
เช่น สอนลูกให้พูดจาสุภาพ ใช้คำพูดให้เหมาะสมกับผู้ใหญ่ ใช้คำกล่าวเหมาะสมตามสถานการณ์ เช่น คำกล่าวสวัสดีทักทาย กล่าวขอบคุณ.เมื่อได้รับสิ่งใดที่เป็นที่ต้องการหรือมีคนช่วยทำอะไรบางอย่างให้ ขอโทษ ฝึกขออนุญาตตามสถานการณ์ ไม่ไม่พูดแทรกขัดจังหวะเมื่อผู้ใหญ่กำลังพูดคุยกัน ปิดจมูกและปากเมื่อไอหรือจาม ใช้ช้อนกลางตักอาหาร ใช้ช้อนหรือช้อนส้อมให้ถูกต้อง ไม่พูดวิจารณ์คนอื่น
6 สอนให้ลูกรู้จักตัดสินใจได้ด้วยตนเอง
เมื่อเห็นโอกาสใดๆ ที่จะสอดแทรกการฝึกให้ลูกนำพาตนเองควรกระตุ้นให้ลูกพยายามเผชิญและตัดสินใจโดยพ่อแม่ดูแลห่างๆ เริ่มจากเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น ให้ลูกใช้คูปองไปแลกซื้ออาหารโดยเลือกร้านที่ชอบเอง เลือกที่นั่งเอง การซื้อของในห้างสรรพสินค้า ฯลฯ โดยเน้นฝึกลูกคิด เป็นขั้นตอนเลือกลำดับก่อนหลังว่าจะทำอะไร โดยเมื่อใดที่ลูกชะงักลังเล อาจชี้นำด้วยการเสนอทางเลือก 2-3 ข้อ ให้ลูกเลือก หากจำเป็นอาจอธิบายเพิ่มเติมให้แนวทางการตัดสินใจ โดยเน้นการสอนให้ลูกคิดด้วยวิธีการอธิบายที่สั้น เห็นภาพชัดเจน มีลำดับการคิดอย่างเป็นขั้นตอน
7 สอนเรื่องการใช้จ่ายเงิน
เช่น การซื้อของให้ลูกรู้จักเงินเหรียญและธนบัตร เรียงลำดับค่าของเงินตามวัย การรอรับเงินทอน การคิดคำนวณค่าสินค้า (หากจำเป็นอาจใช้เครื่องคิดเลขได้) สอนการประหยัด การใช้เหตุผลประกอบการตัดสินใจใช้จ่ายในสิ่งนั้นๆ การเลือกระหว่างของสองสิ่งที่ทดแทนกันได้ รู้จักออมเงิน
หากเห็นว่าบทความนี้ เป็นประโยชน์ ก็อย่าลืมช่วยแชร์ ให้กับคนที่คุณรัก ได้อ่านกันด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
by admin | กำลังใจ, บทความบ้านอุ่นรัก
การเลี้ยงดูที่ถูกต้องจะค่อย ๆ ฟูมฟักให้ลูกมีพัฒนาการที่ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้น
เหมือนดอกไม้ดอกเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ คลี่บาน
ดอกไม้ดอกนี้ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร แต่จะสามารถเติบโตอย่างมีคุณค่าบนโลกนี้
เรานำทางลูกได้แน่ ๆ
เชื่อมั่นและเดินต่อไป
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
7 Contacts ที่ต้องมีติดตัวเมื่อรู้ว่าลูกน้อยมีอาการออทิสติก
คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวนะคะ มีคนรอบข้างที่เฝ้ามอง พร้อมจะดูแล เคียงข้างและสนับสนุนเราอยู่ การเลี้ยงลูกจากเล็กจนโต เป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน ในบางครั้งเมื่อเจอสถานการณ์ที่จำเป็นเราอาจจำเป็นต้องพึ่งพา ขอการสนับสนุน หรือขอข้อมูล จากใครสักคน วันนี้เราขอเสนอ 7 Contacts ที่ควรมีติดตัวเมื่อรู้ว่าลูกน้อยมีอาการออทิสติก ดังนี้ค่ะ

1 สมาชิกในบ้าน ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนบ้านข้างเคียงที่ลูกคุ้นเคย ที่เราสามารถติดต่อหรือโทร.หาและสามารถ ให้ความช่วยเหลือและแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แก่เราหรือลูกในยามเร่งด่วนได้
2 โรงเรียน คุณครู หรือครูประกบ ในกรณีติดต่อฉุกเฉิน หรืออาจมีกรณีขอคำปรึกษาเรื่องการเรียนการสอน ตลอดจนประสานงานเรื่องการเรียนหรือการเรียนซ่อมเสริมของลูก
3 จิตแพทย์เด็ก หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก และทีมบำบัดสหวิชาชีพ ประจำตัวลูก เช่น ครูกระตุ้นพัฒนาการ ครูฝึกพูด นักกิจกรรมบำบัด เพราะเป็นทีม ผู้ให้คำปรึกษาและให้แนวทางการเลี้ยงดูลูกออทิสติกอย่างมีทิศทาง ตลอดจนเป็นผู้ติดตามอาการและประเมินอาการของลูกเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่เด็กจนโต
4 เบอร์โทร.มูลนิธิออทิสติกไทย หรือสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย)
โดยมูลนิธิ และสมาคมฯ เป็นศูนย์กลางเครือข่ายผู้ปกครองบุคคลออทิสติกในประเทศไทย จึงเป็นที่พึ่งของคุณพ่อคุณแม่ และคุณครู ในการให้คำปรึกษาและจัดบริการส่งเสริมทักษะการดำเนินชีวิต การอาชีพ การส่งเสริมการมีงานทำ ข้อมูลข่าวสาร และความรู้ต่างๆแก่สมาชิกและผู้ปกครองทั่วประเทศ
ติดต่อ : มูลนิธิออทิสติกไทย (facebook มูลนิธิออทิสติกไทย)
เลขที่ 11 ถนนวัดแก้ว – พุทธมณฑลสาย 1 บางพรม เขตตลิ่งชัน กทม
โทร. : 02-4183399 02-8667125 กด 0
ติดต่อ : สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม
140/47 ถ.อิสรภาพ 39 แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กทม.
โทร. : 02-4112899 โทรสาร .02-8667125 www.autisticthai.net
5 ศูนย์การศึกษาพิเศษส่วนกลาง ซึ่งจะทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน การจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ ซึ่งสามารถให้ข้อมูลโรงเรียนที่สามารถรับเด็กเข้าเรียนร่วม
ที่อยู่ : 4645 ถนนดินแดง แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400
โทร. : 02-2474685-6
6 สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทราวงสาธารณสุข ให้บริการจากนักวิชาชีพในการบำบัดรักษา กระตุ้นพัฒนาการ ให้คำปรึกษา ทำแบบสอบวัดระดับสติปัญญา ในรูปแบบผู้ป่วยใน และนอกเวลา
ที่อยู่ : 75/1 ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400
โทร : 02-248-8999 โทรสาร 02 248-8998
สายด่วนสุขภาพจิต 1323
7 บ้านอุ่นรัก เพื่อนคู่คิด เคียงข้างคุณพ่อคุณแม่ คุณครู มาตลอด 26 ปี เรายินดีให้คำปรึกษาและเป็นแหล่งเรียนรู้ เรื่องการดูแล การกระตุ้นพัฒนาการ และการปรับพฤติกรรมเด็กออทิสติก เด็กสมาธิสั้น และเด็กที่มีพัฒนาการช้า
โทร : 086 775 9656 และ 02 906 3033 (สวนสยาม)
โทร : 087 502 5261 และ 02 885 8720 (พุทธมณฑลสายสอง)
Line ID @baanaunrak.th www.baanaunrak.com
Facebook Baan Aun Rak ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ บ้านอุ่นรัก
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
6 เรื่องต้องเข้าใจ ว่าทำไมการส่งเสริมการพัฒนาการเด็กช่วง 2-5 ขวบ จึงสำคัญ
จะว่าไปแล้ว ระหว่างช่วงอายุ 0-6 ปี ถือเป็นช่วงก่อร่างสร้างตัวของเด็กๆจริงๆนะคะ เพราะร่างกาย สมอง และพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะวัย 2-5 ขวบ ที่เด็กจะเริ่มเรียนรู้โลกด้วยตนเองได้บางส่วน โดยไม่ต้องรอการช่วยเหลือหรือควบคุมจากพ่อแม่ทุกขั้นตอนแบบวัยทารก ระหว่างนี้จึงเกิด กระบวนการสำคัญ เป็นรากฐานเริ่มต้นสำคัญของชีวิต ส่วนหนึ่งเกิดเองตามธรรมชาติ และอีกส่วนได้รับการพัฒนาจากสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดู วันนี้ครูนิ่มเลยชวนมาคุยกันในประเด็น 6 เรื่องต้องเข้าใจ ว่าทำไมการส่งเสริมการพัฒนาการเด็กช่วง 2-5 ขวบ จึงสำคัญ

- เป็นช่วงพัฒนาโครงสร้างทางร่างกาย ในที่นี้ครอบคลุมทั้งด้านสมอง การรับรู้ประสาทสัมผัสทั้งห้า การเคลื่อนไหว และการใช้มือ-นิ้ว ในวัยนี้จึงเป็นวัยสำคัญที่เด็กๆ ควรได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ มากพอ ที่จะเป็นแบบฝึกหัดให้เด็กใช้พัฒนาศักยภาพของตนเอง จากกิจกรรมในบ้าน และการออกไปสำรวจโลกนอกบ้าน และอีกด้านคือการได้ทดลองเล่น ได้ใช้ มือและนิ้ว ทำงานประสานกันในการ รื้อ ค้น เล่น ดึง กด แกะ ประกอบ สิ่งรอบตัว ซึ่งประสบการณ์ เหล่านี้ จะช่วยให้ เด็กๆ บังคับร่างกายของตนเองได้ดีขึ้นเรื่อยๆ และเกิดการเรียนรู้ใหม่ๆจากการทดลองทำ จึงส่งผลทั้งแง่การเจริญเติบโตทางกาย ความแข็งแรง ความถนัดในงานที่ใช้การลงมือทำ และยังส่งผลถึงความรู้สึกต่อตนเอง เช่น ความกล้า ความมั่นใจ ที่จะเผชิญสิ่งใหม่ๆ การลองผิดลองถูกเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
- เป็นช่วงที่เด็กกำลังเรียนรู้ภาษา ในวัยนี้ เด็กจะเรียนรู้ภาษาอย่างรวดเร็ว จดจำคำศัพท์ และพยายามสื่อสารทั้งทางการพูด แววตา ใช้ภาษาท่าทาง การสื่อสารเป็นกระบวนการสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ช่วยให้เด็กเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อพัฒนาสติปัญญา ทักษะต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิต ทั้งยังช่วยในการสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง และเป็นเครื่องมือใน การสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ในวัยนี้คุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นต้องแทรกการชวนลูกพูดคุย กระตุ้นให้ลูกแสดงความคิดเห็น และใช้โอกาสนี้ปรับแต่ง ต่อเติมโลกทัศน์ใหม่ๆให้กับลูก
- เป็นช่วง สำรวจ ทดลอง ผ่านการเล่นและเรียนรู้เป็นที่มาของพัฒนาการด้านสติปัญญา ในวัยนี้เด็กๆ จะสนใจเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ทั้งโดยการตั้งคำถามบ่อย ๆและสนใจค้นหาสำรวจสิ่งต่าง ๆ พัฒนาการด้านนี้พัฒนามาจากสองส่วนคือ การเล่น (ทั้งเล่นแบบสำรวจและเล่นเชิงสร้างสมาธิ) และอีกส่วนมาจากการเรียนรู้จากสถานการณ์ต่างๆ ในวัยนี้เด็กๆ จะทดสอบสิ่งต่างๆ และดูผลของการกระทำ ดังนั้นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่คือการจัดสถานการณ์ต่างๆ จัดกิจกรรมให้เด็กๆ ได้เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ การพาเด็กไปยังสถานที่แปลกใหม่ ส่งเสริมให้เด็กๆได้เล่นได้เรียนรู้อย่างหลากหลาย จะมีส่วนในการวางรากฐานแรงจูงใจ ความกระตือรือร้นที่เด็กๆจะสนใจการเรียนรู้ในอนาคต
- เป็นวัยที่เด็กกำลังเรียนรู้ที่จะสมดุลตนเองด้านอารมณ์ ตามที่เราอาจจะเคยได้ยินคำว่า วัยเด็กเล็กชั้นอนุบาลจะเข้าสู่ช่วง “วัยต่อต้าน” “วัยปฏิเสธ” ในวัยนี้นอกจากจะเป็นวัยที่เด็กๆ กำลังจะพัฒนาความรู้สึกผูกพันทางอารมณ์อย่างแน่นเฟ้นกับพ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดูใกล้ชิด ผ่านการพูดคุย การเล่นสนุกร่วมกัน และการสัมผัส โอบกอดแล้ว ในวัยนี้ยังเป็นวัยที่เด็กกำลังเรียนรู้ที่จะสมดุลอารมณ์ของตนเอง โดยยังยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง พ่อแม่จำเป็นต้องมีหลักการ ในการเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง ที่นอกจากจะให้ความรักแล้ว ยังจำเป็นต้องแทรกการฝึกตามสถานการณ์จริง ให้เด็กๆทนต่อความขัดใจในเรื่องที่สมเหตุสมผล ได้เจอกับสิ่งที่ไม่ถูกใจ และผิดหวังตามควร เป็นโอกาสที่จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ และพัฒนาการจัดการและควบคุมอารมณ์ของตน พร้อมกับสอดแทรกการพูดคุยให้เด็กยอมรับกติกาง่ายๆ ตามวัย ตลอดจนนำเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน มาสะท้อนให้เด็กสามารถรับรู้ เข้าใจอารมณ์ของผู้อื่น เพื่อให้เด็กค่อยๆ เรียนรู้ที่จะปรับตัว ควบคุมอารมณ์ในการแสดงออกของตนเอง ให้เหมาะสมก่อนวัย 7 ขวบ
- เป็นช่วงที่เด็กเรียนรู้ที่จะปรับตัวในด้านสังคมและการใช้ชีวิตร่วมกันกับคนรอบตัว การเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด คลุกคลี และมีปฏิสัมพันธ์ทางบวกกับเด็กๆ พร้อมไปกับการสอดแทรกระเบียบวินัย มารยาทตามวัย และกติกาการอยู่ร่วมกัน จะช่วยสร้างประสบการณ์ตรงให้เด็กๆ เรียนรู้การแบ่งปัน รู้จักการให้ เรียนรู้ที่จะปรับตัวในด้านต่างๆ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ในวัยเด็กยังเป็นวัยที่สำคัญในการวางรากฐานให้เด็กมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่น
- เป็นช่วงที่ดีในการปลูกฝังให้เด็กสามารถนำพาตนเองและมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง เด็กเริ่มอยากมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวัน สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเพื่อให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่อยู่รอดสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเองอย่างเข้มแข็ง คือการฝึกให้เด็กมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง มีทัศนคติต่อตนเองว่าตนสามารถดูแลช่วยเหลือตัวเองได้ ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะปลูกฝังการนำพาตนเองและช่วยเหลือตนเองตั้งแต่วัยที่ลูกสนุกที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยสอดแทรกตามวัย ตามความสนใจ และนำพาให้ลูกทำเป็นประจำจนติดเป็นนิสัย โดยเมื่อเด็กเริ่มมีความพร้อมทางพัฒนาการทางร่างกาย โดยธรรมชาติเด็กๆจะเริ่มพยายามมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน ทำทุกอย่างที่เคยทำหรือเห็นพ่อแม่ทำให้ เช่น การทานอาหาร การแปรงฟัน แต่งตัวด้วยตัวเอง รวมทั้งเริ่มสนุกที่จะเล่นทำงานบ้านในแบบที่เคยเห็นสมาชิกในบ้านทำ เช่น เล่นกวาดบ้าน เล่นฟองขณะซักผ้า ทดลองฉีดน้ำเช็ดกระจก ฯลฯ ในวัยนี้พ่อแม่ควรเริ่มนำพาให้ลูกมีส่วนร่วมดูแลตนเองและทำงานบ้านตามวัย ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเอง และงานบ้านง่ายๆ เช่น เล่นของเล่นแล้วเก็บเข้าที่ ช่วยเตรียมโต๊ะอาหาร ฯลฯ แล้วเพิ่มความซับซ้อนขึ้นไปตามความเหมาะสม เป็นการเพิ่มความรู้สึกความภาคภูมิใจ และความเชื่อมั่นในตัวเองให้ลูก ทั้งยังเป็นการสร้างการรับรู้ให้ลูกภูมิใจว่าพ่อแม่เชื่อมั่นว่าลูกสามารถรับผิดชอบตนเองได้ และลูกยังเป็นสมาชิกที่มีค่าของครอบครัว
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ชวนกันถาม ร่วมกันหาคำตอบ
คำถามจากคุณครู
เด็กนักเรียนอายุ 5 ขวบคนหนึ่งในชั้นเรียนอนุบาลของครู พูดสื่อสารได้ แต่พูดได้ไม่ดีเท่าเพื่อนในวัยเดียวกัน อย่างไรก็ตาม นักเรียนคนนี้ชอบที่จะซักถามครูว่านั่นสีอะไร นี่คืออะไร เป็นต้น
เด็กนักเรียนคนนี้รู้เรื่องทุกอย่าง แต่ไม่เล่นและไม่เข้ากลุ่มเพื่อร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อนนักเรียนที่อยู่ในวัยเดียวกัน แม้ครูให้เพื่อนชวนเด็กเข้ากลุ่ม แต่เด็กก็ยังไม่ยอมเล่นกับเพื่อน ๆ แต่จะเดินเลี่ยงออกไปนั่งอยู่คนเดียวโดยไม่ยอมทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ๆ เลยค่ะ
ครูต้องทำอย่างไรให้เด็กนักเรียนคนนี้ที่เรียนในชั้นเรียนอนุบาลของครู มีทักษะทางสังคมมากขึ้นค่ะ
คำตอบ
เมื่อเด็กวัยอนุบาลยังยอมไม่เล่นกับเพื่อน ในทางพัฒนาการจะถือว่าเด็กมีพัฒนาการที่ไม่สมวัย ทั้งนี้เพราะโดยธรรมชาติของเด็กวัยอนุบาลนั้น เด็กอยู่ในวัยที่ต้องการเพื่อนและต้องการเข้ากลุ่มเป็นอย่างมาก หากเราไม่รีบแก้ไขปัญหานี้ก่อนวัยประถม เด็กจะปรับตัวและเข้าสังคมยากขึ้นเรื่อย ๆ
ก่อนอื่น เรามาพิจารณาสาเหตุที่เด็กไม่เข้ากลุ่มกับเพื่อนกันก่อนว่าสาเหตุคืออะไร เพื่อหาทางช่วยเหลือเด็กได้อย่างมีแนวทางที่ถูกต้องต่อไป
โดยทั่วไป สาเหตุที่เด็กวัยอนุบาลไม่เข้ากลุ่มเพื่อน มี 2 ระดับ คือ
ระดับที่ 1 เด็กปกติแต่ไม่มีทักษะทางสังคม เด็กจึงไม่รู้วิธีขอเข้ากลุ่ม ข้อสังเกตของเด็กกลุ่มนี้ คือ เด็กให้ความสนใจเพื่อน เด็กนั่งจับตามองไปยังจุดที่เพื่อน ๆ เล่นแบบนิ่ง ๆ นาน ๆ เด็กเข้าไปมอง เด็กเข้าไปดูใกล้ ๆ จุดที่เพื่อน ๆ เล่น แต่เราจะเห็นท่าทีรีรอของเด็กที่จะขอเข้ากลุ่มกับเพื่อน ๆ หรือเมื่อเด็กเข้ากลุ่มไปเล่นกับเพื่อน ๆ แล้ว เด็กหลุดออกมาจากกลุ่มค่อนข้างเร็ว
ขั้นตอนหรือกระบวนการที่ครูจะช่วยเด็กกลุ่มนี้ได้ คือ
- ครูพาเด็กเข้ากลุ่มและสอนเด็กให้พูดประโยคที่เขาจะพาตัวเองเข้ากลุ่มได้เองในครั้งต่อไป เช่น เราขอเล่นด้วยคนนะ ขอเล่นด้วยคนได้มั๊ย เป็นต้น
- หลังการพาเด็กเข้ากลุ่ม ในระยะแรก ๆ ครูคอยจับตามองเด็กอยู่ห่าง ๆ และเมื่อครูพบว่าเด็กขาดทักษะใดในการร่วมกลุ่ม ครูค่อยเข้าแทรกไปสาธิตหรือบอกบทเป็นระยะ ๆ
- หากิจกรรมที่จะเชื่อมให้เด็กสนใจทำกิจกรรมนั้น ๆ ร่วมกันกับเพื่อน เช่น แบ่งบล็อกคนละกอง แต่ชวนมาประกอบด้วยกัน ให้เด็กจับคู่เล่นเกมส์บอร์ดด้วยกัน หรือให้เด็กจับคู่เล่นโยนรับลูกบอลด้วยกัน
- สร้างความคุ้นเคยที่เด็กจะได้อยู่ร่วมกับกับเพื่อน ๆ ผ่านกิจกรรมบ่อย ๆ เช่น มอบหมายให้เด็กจับคู่โยนรับบอลคู่ละ 20 ครั้งหรือให้เด็กจับคู่และช่วยกันกรอกน้ำลงขวด เป็นต้น
- จัดกิจกรรมบัดดี้ในห้องเรียนของเด็ก โดยจับกลุ่ม ๆ ละ 3 ถึง 4 คน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ใช้เวลาในช่วงรอยต่อของวันร่วมกันหรือมีการสร้างสถานการณ์ให้เด็ก ๆ รู้ว่าพวกเขาจะต้องดูแลสมาชิกในกลุ่มเล็ก ๆ ของเขาเอง เช่น ดูแลและช่วยกันเก็บของใช้ ไปห้องน้ำพร้อมกัน เล่นมุมด้วยกัน ชวนเพื่อนพูดคุย หรือทานข้าวด้วยกันในกลุ่ม การจับกลุ่มนี้อาจให้เด็กจับกลุ่มกันเองตามสมัครใจและขอเพิ่มเด็กคนนี้เข้าไปเป็นสมาชิกในกลุ่ม โดยเลือกบัดดี้จากเด็กที่เราเห็นว่าเป็นคนชอบช่วยเหลือเพื่อน ให้คำแนะนำเพื่อนเป็น และรู้จักดูแลเพื่อน
ระดับที่ 2 เด็กมีปัญหาพัฒนาการ คือ เด็กที่เมื่อครูสังเกตทักษะการเข้าสังคมของเด็กซ้ำ ๆ ในหลาย ๆ เหตุการณ์ ครูพบภาพรวมว่าเด็กไม่มีแรงจูงใจที่จะเข้ากลุ่ม หรือไม่สนใจเพื่อน ๆ อย่างจริงจัง เด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการทางสังคมมักแยกตัวไปทำอะไรบางอย่างเพลิน ๆ อยู่ตามลำพัง หรือสนใจคนรอบข้างในระยะสั้น ๆ แบบแว่บ ๆ แต่ไม่สนใจอย่างจริงจัง
วิธีช่วยเด็กกลุ่มนี้ คือ ครูสรุปข้อมูลภาพรวมที่ได้จากการสังเกต เพื่อนำไปพูดคุยและปรึกษากับผู้ปกครองในขั้นต้นว่าผู้ปกครองอาจต้องพาเด็กกลุ่มนี้ไปพบจิตแพทย์หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กเพื่อรับการวินิจฉัยและขอคำแนะนำจากแพทย์ ก่อนที่จะหาทางเพิ่มทักษะทางสังคมให้เด็กตามแนวทางที่แพทย์หรือทีมบำบัดวางไว้ให้ต่อไป
พัฒนาการของเด็กวัยอนุบาลไม่ว่าจะเป็นด้านใด เช่น ภาษา สังคม พฤติกรรม หรืออารมณ์ มีความสำคัญมากเพราะเป็นพัฒนาการพื้นฐานที่จะต่อยอดสู่พัฒนาการในลำดับถัด ๆ ไปของเด็ก หากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง หรือคุณครูสงสัยหรือกังวลใจว่าเด็กอาจมีปัญหาด้านพัฒนาการ การรีบพาเด็กไปพบจิตแพทย์เด็กหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กเป็นการแก้ปัญหาอันดับแรกที่ถูกต้องและต้องทำค่ะ หากแพทย์วินิจฉัยและพบว่าเด็กมีพัฒนาการปกติ เราจะได้สบายใจ แต่หากพบปัญหา เราจะได้รีบหาทางแก้ไขให้ถูกทางค่ะ
บ้านอุ่นรักอยากให้ชวนกันถามมาเยอะ ๆ เพื่อเราร่วมกันหาคำตอบไปด้วยกันค่ะ
สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูที่ต้องการคำปรึกษาหรือพูดคุยกับพวกเรา สามารถโทรติดต่อ นัดหมายเข้ามาพบ หรือพาลูกมาประเมินเพื่อปรึกษาวางแนวการดูแลได้ที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรัก สาขาที่ท่านสะดวกค่ะ