by admin | Video, บทความทั่วไป
ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ชวนทุกท่านมาร่วมชมวีดีโอความรู้เกี่ยวกับ “โรคออทิสติก” ที่ช่องรายการ News1 ทำการเผยแพร่ไปเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2560 เพื่อทราบแง่มุมสำคัญ ๆ หลายประการของโรคนี้ จาก “อาจารย์ พญ. แก้วตา นพมณีจำรัสเลิศ กุมารแพทย์พัฒนาการเด็ก สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล” เช่น
- โรคออทิสติกเกิดจากสาเหตุใด
- โรคออทิสติกส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กในลักษณะใด
- คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตเห็นร่องรอยของโรคออทิสติกของลูกได้เมื่อลูกอายุเท่าใด และร่องรอยที่ว่านี้มีลักษณะอย่างไรบ้าง และ
- ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ คุณหมอฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ของลูกออทิสติกว่าอย่างไร? ทำไมคุณหมอจึงเน้นให้คุณพ่อคุณแม่ต้องเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้? และทำไมคุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นบุคคลหลักในการช่วยเหลือลูก ๆ เสียแต่เนิ่น ๆ ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในวัยเด็กเล็ก?
ในท้ายนี้ “บ้านอุ่นรัก” ขอให้คุณพ่อคุณแม่ของลูกออทิสติกเชื่อมั่นว่า
“ลูกออทิสติกไม่ใช่เด็กที่บุบสลายหรือไร้ค่า ลูกมีความสามารถและศักยภาพซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะเป็นผู้ค้นพบ อีกทั้งสามารถช่วยลูกให้มีความพร้อมในการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคม ตลอดจนสามารถสร้างเสริมและเพิ่มพูนศักยภาพของลูก จนก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตในอนาคตของลูกได้” และ
“ลูกออทิสติกอาการดีขึ้นได้ หากคุณพ่อคุณแม่เข้าใจอาการของลูก ตลอดจนพยายามศึกษา เรียนรู้วิธีที่ถูกต้องในการช่วยเหลือ ดูแล และเลี้ยงดูลูก และลงมือทำทุกอย่าง ๆ ดีที่สุด แบบเต็มกำลังความสามารถในทุก ๆ วันค่ะ”
กดที่ลิ้งเพื่อชมวีดีโอ
https://www.youtube.com/watch?v=YomdUADzLCg&feature=youtu.be
เครดิตข้อมูล: News1 | MGR Online VDO | Website: http://www.manager.co.th
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
คุณแม่คุณพ่อเคยรู้สึกหรือไม่ว่าลูกที่อยู่ในวัย 2-3 ขวบขึ้นไป มักเริ่มแสดงท่าทีต่อต้าน ดื้อ และแสดงอารมณ์รุนแรงบ่อยขึ้น! เมื่อได้รับคำสั่งจากคุณแม่คุณพ่อ
การที่ลูกมีท่าทีต่อต้าน ช่างปฏิเสธ ไม่ทำตามคำสั่ง และเข้าสู่โหมดเลี้ยงยากนั้น คุณแม่คุณพ่อควรต้องทำใจและยอมรับให้ได้เสียก่อนว่าท่าทีต่าง ๆ ที่ว่านี้ เป็นลักษณะตามธรรมชาติ ตามวัยของลูกวัยนี้ค่ะ
ลูกที่อยู่ในวัย 2-3 ขวบขึ้นไป เริ่มอยากเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเอง แต่เพราะทักษะการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารของลูกวัยนี้ยังไม่ถึงพร้อม และลูกยังไม่รู้วิธีบริหารอารมณ์ของตัวเอง ลูกจึงแสดงท่าทีต่าง ๆ ที่อาจขัดหู ขัดตา ขัดใจ และขัดคำสั่งของคุณแม่คุณพ่ออยู่บ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม คุณแม่คุณพ่อที่เข้าใจและยอมรับธรรมชาติตามวัยของลูก ย่อมสามารถที่จะหาวิธีและปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดูให้เหมาะสมกับวัยของลูก จนทำให้ลูกที่ช่างต่อต้านและเลี้ยงยากนี้ เติบโตทางอารมณ์อย่างสมวัยได้ในท้ายที่สุดค่ะ
ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” อยากนำเสนอ “การให้โอกาสลูกวัยต่อต้านได้ร่วมวางแผนในกิจวัตรประจำวันที่เกี่ยวกับตนเอง” เป็นวิธีรับมือลูกวัยต่อต้านให้คุณแม่คุณพ่อได้ลองอ่านและลองทำกันดูนะคะ
เรารับรองว่าการรับมือแบบ “บ้านอุ่นรัก” นี้ จะทำให้ลูกลดการต่อต้าน ตลอดจนเผลอให้ความร่วมมือในการทำสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นกิจวัตรประจำวันของตนเอง อีกทั้งจะสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับครอบครัวได้อีกด้วยค่ะ
“การให้โอกาสลูกวัยต่อต้านได้ร่วมวางแผนในกิจวัตรประจำวันที่เกี่ยวกับตนเอง” มีด่านในการทำใจ…..ที่คุณแม่คุณพ่อต้องผ่านไปให้ได้ในเบื้องต้นเพียง 2 ด่านเท่านั้น คือ
ด่านที่ 1: ต้องเปิดโอกาสให้ลูกมีส่วนคิด ร่วมวางแผน และตัดสินใจในเรื่องของตนเองมากขึ้น โดยลูกจะมีคุณแม่คุณพ่ออยู่ข้าง ๆ เป็นเพื่อนคู่คิด…ทำใจยอมรับและให้โอกาสลูกได้ใช่หรือไม่คะ…ถ้าใช่ ไปต่อได้ค่ะ
ด่านที่ 2: ต้องช่วยลูกฝึกการทำสิ่งต่าง ๆ ตามแผนที่ลูกวางไว้ โดยมีคุณแม่คุณพ่อเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ ในขณะที่ลูกกำลังกิจวัตรแต่ละอย่างตามแผนของตนเอง…ทำใจยอมรับและจะช่วยลูกฝึกฝนได้ใช่หรือไม่ค่ะ…ใช่อยู่แล้ว งั้นไปต่อกันค่ะ
เมื่อคุณแม่คุณพ่อผ่านด่านการทำใจทั้ง 2 ด่านมาได้แล้ว เราจะมาดูตัวอย่างการรับมือลูกวัยต่อต้านให้ลูกเผลอร่วมมือทำกิจวัตรประจำวันที่เกี่ยวกับตนเองตามแบบของ “บ้านอุ่นรัก” กันเลยดีกว่า โดยเราขอยกสถานการณ์จำลองว่า “ลูกมีกิจวัตรอะไรที่ต้องทำหลังเวลาเลิกเรียนจนกระทั่งเข้านอน” มาเป็นตัวอย่างนะคะ
ด่านแรก: ให้โอกาสลูกวางแผน
- ให้ลูกลิสต์ภาพรวมของกิจวัตรที่ลูกจำเป็นต้องทำ เช่น ลูกมีกิจวัตรที่ต้องทำหลังเวลาเลิกเรียน 7 อย่าง คือ ทำการบ้าน ทานข้าว กินขนม อาบน้ำ เล่น ดูโทรทัศน์ และเข้านอน
- ให้ลูกวางแผนด้วยตนเองว่าลูกอยากทำกิจวัตรอะไรก่อน-หลังตามลำดับ และลูกจะทำกิจวัตรแต่ละอย่างในเวลาใด
- ให้ลูกทำตารางลำดับกิจวัตรที่ต้องทำ โดยลูกวาดรูป ติดสติ้กเกอร์รูปกิจวัตรที่ต้องทำ หรือเขียนคำสั้นๆ ตามที่ลูกชอบ ลงไปในตารางเวลาว่าจะทำอะไรก่อน-หลัง เพื่อให้ลูกรู้สึกสนุกกับการทำตารางกิจวัตรของตนเอง แถมยังเป็นการย้ำเตือนสิ่งที่ลูกต้องทำให้ครบได้แบบที่ลูกไม่ทันรู้สึกตัวเลยค่ะ
- ให้ลูกกาเครื่องหมายถูกหรือติดสติ๊กเกอร์รูปดาวลงในตารางกิจวัตรตามเช็คลิสต์ของตนเอง การทำเช่นนี้จะช่วยให้ลูกสนุก สามารถนำพาตนเองให้ทำกิจวัตรแต่ละอย่างไปจนครบได้ตามแผนงานที่ลูกวางไว้ได้อย่างราบรื่น และทำสำเร็จได้ในบรรยากาศที่ดีค่ะ
ด่านที่ 2: ช่วยฝึกลูกทำสิ่งต่าง ๆ ตามแผนที่ลูกวางไว้
การช่วยลูกนี้ คุณแม่คุณพ่อควรช่วยแบบเนียน ๆ เช่น
- เป็นเพื่อนคู่คิด คอยอยู่ข้าง ๆ ช่วยปรับแต่ง ให้คำเสนอแนะเพิ่มเติมเรื่องกิจกรรมและเวลาให้สอดคล้องและเหมาะสมกับช่วงเวลาให้มากขึ้น
- ให้กำลังใจลูกในขณะที่ลูกฝึกทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง
- เฝ้าจับตาดูลูกอยู่ห่าง ๆ โดยเฉพาะในระยะแรก ๆ อาจช่วยเตือนลูก ก่อนถึงเวลาที่ลูกต้องทำกิจวัตรแต่ละอย่างค่ะ หรือเข้าแทรกช่วยจับนำให้ทำ สาธิตการทำ เพื่อลูกทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองได้ต่อไป
งานรับมือลูกวัยต่อต้านตามแบบของศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” เป็นงานที่ต้องอาศัยความเชื่อใจลูก และอดใจรอให้ลูกได้ทำตามกิจวัตรที่ตนเองจัดลำดับไว้จนกว่าลูกจะทำทุกอย่างได้เองจนสำเร็จค่ะ
วิธีของ “บ้านอุ่นรัก” เน้นการให้โอกาสลูกได้มีส่วนร่วมกำหนดและคุมตนเองตามธรรมชาติที่ลูกวัยนี้ต้องการ
วิธีของเรา เน้นการทำใจยอมรับว่าในระยะแรก ๆ ลูกอาจยังทำไม่สำเร็จ ลูกอาจสั่งใจตนเองให้ต้องหยุดทำกิจวัตรที่ตนเองชอบเพื่อหันไปทำกิจวัตรที่ไม่ชอบไม่ได้ หรือลูกอาจทำกิจวัตรต่าง ๆ ตามลำดับไม่ได้ทั้งหมด
วิธีของเรา เน้นการยิ้มรับและความเข้าใจลูกที่คุณแม่คุณพ่อมอบให้กับลูก ยิ้มรับและเข้าใจว่าลูกยังไม่คุ้นเคย แต่แม่และพ่อยอมรับ อดทนและอดใจรอได้ จับตามอง คอยเตือน (ไม่ใช่คอยสั่ง) และให้กำลังใจลูกให้หมั่นทำ
“บ้านอุ่นรัก” เชื่อมั่นว่าเมื่อคุณแม่คุณพ่อขยันรับมือลูกวัยต่อต้านด้วยวิธีนี้ ในไม่นานคุณแม่คุณพ่อจะเห็นผลว่าลูกนำพาตนเองได้ดีขึ้น ลูกดูแลตนเองได้ และลูกรู้จักวางแผนชีวิตประจำวันของตนเองได้ดี ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่ว่านี้จะติดตัวเป็นนิสัยของลูกไปจนโต และทำให้ลูกรู้จักรับผิดชอบตนเองได้เป็นอย่างดีค่ะ
คุณแม่คุณพ่อเชื่อใจลูก ไม่ต้องมากวดขันมากนัก แค่ให้โอกาส จับตาดูอยู่ห่าง ๆ คอยช่วยเตือน และหมั่นให้กำลังใจลูกว่าลูกทำได้ นี่คือวิธีรับมือลูกวัยต่อต้านเพื่อให้ลูกร่วมมือทำกิจวัตรต่าง ๆ ประจำวันให้สำเร็จได้ (โดยไม่ต้องใช้คำสั่งกำกับ) ตามแบบของเราค่ะ
“เริ่มต้น…ลองทำ…กันในวันนี้เลยนะคะ”
by admin | บทความทั่วไป
วันนี้ เรามาอ่าน “คำแนะนำ 6 ประการ ในการเดินทางไปกับเด็กออทิสติก” กันนะคะ
บทความนี้เขียนโดยคุณ Amy Lennard Goehner ผู้เป็นทั้งนักเขียนอิสระ นักข่าวอิสระ และที่สำคัญคือเธอเป็นคุณแม่ลูกสอง ซึ่งลูกคนโตของเธอเป็นบุคคลออทิสติก เธอจึงเข้าใจเป็นอย่างดีว่าการพาลูกออทิสติกเดินทางท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะลูกออทิสติกจำเป็นต้องมีชีวิตที่มีโครงสร้างเป็นกิจวัตรประจำวัน ส่วนการไปเที่ยวคือชาวงเวลาการใช้ชีวิตนอกกรอบ ชนิดที่หลุดออกจากรูปแบบกิจวัตรประจำวันและโครงสร้างชีวิตปกติทุกประการที่เคยมีมาในทุก ๆ วัน
แม้เธอไม่ค่อยได้จัดทริปสำหรับครอบครัวสักเท่าไรนัก (เพราะเธอเป็นแม่ม่ายที่เลี้ยงลูกสองคนด้วยตนเอง) แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า “มันจะเป็นอย่างไรนะ…ถ้าเราเดินทางไปกับลูก” เธอเลยโพสต์ขอคำแนะนำจากเครือข่ายพ่อแม่ท่านอื่น ๆ ของลูก ๆ ออทิสติก และได้รับคำแนะนำมากมายหลากหลาย ซึ่งเธอได้ประมวลคำแนะนำเหล่านั้น ตลอดจนคัดมาเขียนเป็นบทความชิ้นนี้ให้พวกเราได้อ่านกันค่ะ
ประเด็นที่คุณ Amy Lennard Goehner รวบรวมไว้ในบทความชิ้นนี้ของเธอ มีทั้งเรื่องความหวาดกลัวที่ลูกจะมีต่อจุดหมายปลายทางของการเดินทางที่ไม่ลูกรู้จัก การเที่ยวสวนสนุก การเดินทางโดยเครื่องบิน การพักในโรงแรม ความปลอดภัย และความเบื่อหน่ายที่ลูกจะมีในระหว่างการเดินทาง แค่ดูหัวข้อต่าง ๆ เหล่านี้ ก็น่าสนใจแล้วนะคะ งั้น…เรามาอ่านบทความฉบับเต็ม ๆ เพื่อรับคำแนะนำดี ๆ กันเลยดีกว่าค่ะ
กดที่ลิ้งค์ข้างล่างนี่…เพื่ออ่านบทความต้นฉบับ (ภาษาอังกฤษ) ที่คุณ Amy Lennard Goehner โพสต์เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2552
http://content.time.com/time/specials/packages/article/0,28804,1893554_1893556_1893538,00.html
กดที่ลิ้งค์ข้างล่างนี้…เพื่ออ่านบทความฉบับแปล (ภาษาไทย) ที่แปลและเรียบเรียงจาก www.time.com โดยส่วนสื่อการศึกษาเพื่อคนพิการ ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา
http://www.braille-cet.in.th/Braille-new/?q=node/31
เครดิตภาพ | Daiga Ellaby | Unsplash
by admin | กำลังใจ, บทความทั่วไป
“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี
ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ
“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนส่งท้าย: สิ่งที่อยากบอกกับทุกบ้าน...
อยากให้กำลังใจกับทุกบ้านให้อดทนกับความเหนื่อยยากที่ต้องเจอ การเลี้ยงลูกแบบเราไม่ใช่งานที่ง่ายเลย แต่มองอีกมุมหนึ่ง เราสามารถได้รับความสุขมากมายทุกครั้งที่ลูกทำอะไรได้ น้ำตาเราไหลด้วยความดีใจทุกครั้งที่เราเห็นพัฒนาการของเค้าไม่ว่าจะระดับใดก็ตาม ซึ่งความสุขเหล่านี้ เราอาจจะไม่ได้เจอเลย…ถ้าลูกเราไม่ได้เป็นแบบนี้
สิ่งที่เราตั้งใจเขียนนี้ เรามุ่งหวังว่าแนวทางการดูแลลูกในแบบของเราจะสามารถเป็นแสงเล็ก ๆ ให้กับแต่ละบ้านที่ประสบปัญหาเหมือนเรา นำไปลองใช้ ลองเดินตามในเส้นทางที่เรียกว่าไม่ใช่ทางสวยงาม ไม่ใช่ทางปกติ แต่ขอให้มั่นใจว่า ถ้าแต่ละบ้านลองทำตามแล้ว คุณจะได้เห็นศักยภาพในตัวลูกของคุณจริง ๆ ไม่มากก็น้อย อย่าท้อ อย่าสิ้นหวังกับสิ่งที่คุณกำลังเจออยู่ในตอนนี้ ขอให้ทำทุกอย่างให้เต็มกำลังของตัวคุณเอง และเมื่อเวลาผ่านไป เรื่องนี้มันจะเป็นแค่ฝันร้ายของคุณเท่านั้น
เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash
by admin | กำลังใจ, บทความทั่วไป
“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี
ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ
“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนที่ 8: เส้นทางเสริม...
…สิ่งที่เราเล่ามาทั้งหมดเป็นแนวทางหลักที่เราใช้ในการช่วยลูกให้ดีขึ้น แต่เราเชื่อว่าการรักษาลูกไม่มีเส้นทางเดียว ถ้าทำทุกอย่างที่ทำได้ ลูกน่าจะดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย เราศึกษาแนวคิด แนวทางรักษาอื่นๆ และสุดท้ายเราเลือกสิ่งที่คิดว่าจะทำลูกให้ดีขึ้นโดยไม่เป็นอันตราย เช่น เลี่ยงอาหารที่ส่งผลต่ออาการของลูกให้มากที่สุด จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีผลกระทบ (ปัจจุบันลูกทานอาหารได้ทุกอย่างแล้ว) การทานวิตามินเสริม, การรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ซึ่งเราเองก็ตอบไม่ได้ว่าลูกดีขึ้นด้วยสิ่งเหล่านี้หรือไม่ เรารู้แค่ว่า เราทำทุกอย่างเท่าที่เราจะทำได้แล้วและลูกก็ดีขึ้นอย่างน่าชื่นใจจริง ๆ
นอกจากการปรึกษาหมอและผู้เชี่ยวชาญ เรายังหาตัวช่วยจากคุณพ่อคุณแม่ผู้มีประสบการณ์จริงและลูกโตกว่าลูกเรา พูดคุยสอบถาม เก็บรายละเอียด เพื่อให้รู้สถานการณ์ล่วงหน้าว่า เมื่อลูกโตขึ้นในแต่ละวัย เราอาจจะเจอปัญหาอะไรในอนาคต อะไรคือสิ่งที่เราต้องเตรียมตัวให้ลูกในแต่ละช่วง แต่ละวัย หลังจากนั้น เราจะเก็บประเด็นสำคัญเอามาวางแผนในการพัฒนาลูก รวมถึงการอ่านหนังสือที่เขียนโดยคนที่เป็นแบบลูก การอ่านข้อมูลในเวปจากคนที่เป็นเหมือนลูกแต่สามารถสื่อสารได้แล้วว่าทำไมตอนเด็กถึงมีพฤติกรรมแปลก ๆ เพื่อให้เราเข้าใจเวลาลูกทำพฤติกรรมแปลก ๆ และจะถามลูกเสมอว่าอะไรคือเหตุผลที่เค้าทำ เพื่อที่จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด
เราพยายามหากีฬาให้ลูกได้เล่น เพราะจากข้อมูลที่เราอ่านบอกว่ากีฬาโดยเฉพาะว่ายน้ำจะทำให้ลูกดีขึ้น สำหรับบ้านเรา ลูกคนเล็กเรียนว่ายน้ำอาทิตย์ละ 3-4 วันเป็นเวลา 3 ปี ก็ยังว่ายไม่ได้ ในช่วงแรกก็ท้อเหมือนกัน แต่เมื่อปรึกษาหมอ และหมอบอกว่า ยังไงก็ต้องให้ลูกเล่นกีฬาอะไรบางอย่าง เราก็เลยลองหากีฬาให้ลูกลองเรียนไปเรื่อย ๆ เช่น เตะบอล เทนนิส ซึ่งลูกคนเล็กก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี สุดท้าย เรื่องกีฬาของลูกก็มาลงตัวที่แบดมินตันเมื่อตอนอายุ 8 ปี สิ่งที่เห็นคือ เค้ามีสมาธิจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้นานขึ้น เค้าสามารถตีกับพี่ชายและเพื่อนได้ และพัฒนาจนสามารถไปแข่งวิ่งผลัดกับเพื่อนในงานกีฬาสีที่โรงเรียนได้
ลูกคนเล็กขอเรียนเปียโนเมื่ออายุประมาณ 7.5 ปี เพราะพี่ชายขอเรียน ในตอนแรกเราไม่มั่นใจเลยว่าจะเรียนได้ แต่คิดว่าน่าจะดีต่อการพัฒนากล้ามเนื้อนิ้วและการสั่งการของสมอง ก็เลยคุยกับคุณครูเปียโนให้เข้าใจว่าลูกมีลักษณะยังไง แต่กลายเป็นว่าเราได้ค้นพบความสามารถพิเศษของลูกด้านดนตรี ลูกกลายเป็นลูกศิษย์คนโปรดของครูเพราะเล่นได้ดี และเปียโนก็ทำให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น ลูกมีโอกาสได้แสดงออกโดยการเล่นคอนเสิร์ตของโรงเรียน ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มประสบการณ์ทางสังคมที่ดีมาก เพราะทำให้ลูกรู้จักควบคุมตัวเองได้มากขึ้น…
เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash