เตรียมอย่างไรให้พร้อม ในภาวะ Social Distancing และ School Closure | บ้านอุ่นรัก

เตรียมอย่างไรให้พร้อม ในภาวะ Social Distancing และ School Closure | บ้านอุ่นรัก

ในช่วงนี้ที่เชื้อโควิด-19 ระบาด ลุงตู่และทีมงานได้ประกาศใช้มาตรการหลัก 2 ประการ คือ (1) การทิ้งระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และ (2) การปิดการเรียนการสอน (School/Program Closures) เพื่อลดโอกาสเสี่ยงการติดเชื้อ แต่มาตรการทั้ง 2 ประการก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่ต้องตระเตรียมความพร้อมในการรับมือภาวะการกักตัวลูกเล็กเด็กแดงไว้ที่บ้านตามไปด้วย

สำหรับลูกออทิสติกที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน พ่อแม่ผู้ปกครองคงต้องเตรียมความพร้อมที่จะรับมือให้รัดกุม เพื่อไม่ให้ลูกได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ ด้านพัฒนาการ และความปลอดภัย ในช่วงที่ลูกต้องทิ้งระยะห่างทางสังคมกับทีมแพทย์ ทีมบำบัด ทีมโรงเรียน และทีมกระตุ้นพัฒนาการ ด้วยการงดหรือหยุดเข้ารับบริการด้านการฝึก การเรียนการสอน และการกระตุ้นพัฒนาการไปสักระยะหนึ่ง

เพื่อการเตรียมพร้อมและนำพาลูกออทิสติกฝ่าวิกฤติ “การทิ้งระยะห่างทางสังคม” และ “การปิดการเรียนการสอน” ไปให้ได้ เว็บไซต์ Autism Speaks ได้โพสต์แนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองชาวอเมริกันไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งแนวทางบางประการ เราสามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทแบบไทย ๆ ได้ ดังนี้ คือ

1. การเตรียมตัวดูแลลูก

2. การพูดคุยกับทีมโรงเรียน ทีมบำบัด หรือทีมกระตุ้นพัฒนาการของลูก เกี่ยวกับบริการต่าง ๆ และ

3. การติดต่อองค์กรในท้องถิ่น โซเชียลมีเดีย หรือกลุ่มทางสังคมที่สามารถให้ความช่วยเหลือหากลูกและท่านต้องการความช่วยเหลือ

1. การเตรียมตัวดูแลลูก

  • จัดเตรียมข้าวของ เครื่องใช้ ของเล่น อุปกรณ์การเรียนการสอนแบบง่าย ๆ ที่พอหาได้ และสถานที่ให้พร้อมในการดูแลลูก
  • จัดเตรียมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินและเวชภัณฑ์ประจำบ้าน เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิ ยาลดไข้ และยาอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในกรณีลูกเจ็บป่วย
  • ตรวจสอบความปลอดภัยของข้าวของ เครื่องใช้ และสถานที่ เพื่อลูกที่อยู่ที่บ้านได้รับความปลอดภัย
  • จัดเตรียมอาหารให้เพียงพอ ทั้งนี้ต้องเป็นอาหารที่ไม่กระตุ้นอาการและการตื่นตัวของลูก
  • เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับอาการของลูก บันทึกทางการแพทย์และสุขภาพ ข้อมูลการประเมิณอาการต่าง ๆ ของลูก และวิธีดูแลลูกไว้ให้พร้อมหากต้องนำมาใช้งาน
  • เตรียมตารางนัดหมายกับแพทย์และทีมบำบัด ตลอดจนยืนยันวันนัดหมายล่วงหน้าให้เรียบร้อย
  • เตรียมตารางกิจวัตรประจำวันประจำบ้านที่ช่วยสร้างเสริมพัฒนาการของลูกให้รอบด้าน เช่น การกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็ก กิจกรรมออกกำลังกายช่วงเช้าและเย็นที่มีผลต่อการควบคุมการเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทางและการสร้างปฏิสัมพันธ์แบบสองท้างกับบุคคลรอบข้าง การเสริมทักษะการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร กิจกรรมเสริมสร้างการสบตา กิจกรรมสร้างเสริมการคงสมาธิ การช่วยเหลือตนเอง และกิจกรรมช่วยงานบ้านง่าย ๆ ที่ลูกสามารถทำได้สำเร็จ เป็นต้น
  • บันทึกข้อมูลการติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ ไลน์ เฟซบุ๊ก หรือช่องทางการติดต่ออื่น ๆ ของทีมแพทย์ ทีมบำบัด ทีมโรงเรียน และทีมกระตุ้นพัฒนาการของลูก
  • ในกรณีที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีความจำเป็นต้องไปทำงานนอกบ้าน ท่านควรติดต่อเครือข่ายผู้ปกครองลูกออทิสติกที่ท่านรู้จัก เพื่อนหรือคนในครอบครัวของท่านที่รู้จักและคุ้นเคยกับลูกเป็นอย่างดี ทีมบำบัดหรือทีมกระตุ้นพัฒนาการของลูก เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องการผลัดกันมาดูแลลูกแทนท่าน

2. การพูดคุยกับทีมโรงเรียน ทีมบำบัด หรือทีมกระตุ้นพัฒนาการของลูก เกี่ยวกับบริการต่าง ๆ เช่น

  • บริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ ทางไลน์ ผ่านระบบวีดีโอคอล หรือเฟซบุ๊กกลุ่มปิด เป็นต้น
  • บริการที่สามารถจัดส่งถึงบ้าน
  • บริการในกรณีฉุกเฉิน

3. การติดต่อองค์กรในท้องถิ่น โซเชียลมีเดีย หรือกลุ่มทางสังคมที่สามารถให้ความช่วยเหลือหากลูกและท่านต้องการความช่วยเหลือ

คลิ๊กลิงค์นี้เพื่ออ่านบทความต้นฉบับ เรื่อง “How to handle clinical care during social distancing and school/program closures” จากเว็บไซต์ Autism Speaks

https://www.autismspeaks.org/science-news/how-handle-clinical-care-during-social-distancing-and-schoolprogram-closures

คลิ๊กลิงค์นี้เพื่ออ่านบทความต้นฉบับ เรื่อง “How to handle school closures and services for your child with autism” จากเว็บไซต์ Autism Speaks

https://www.autismspeaks.org/science-news/how-handle-school-closures-and-services-your-child-autism

ไม่ว่าสถานการณ์โควิด-19 จะจบเร็วหรือช้า บ้านอุ่นรักขอส่งมอบกำลังใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองและลูก ๆ และเราพร้อมอยู่เป็นเพื่อนคู่คิดของท่านในการเผชิญหน้ากับวิกฤตนี้ เพื่อผ่านพ้นไปด้วยกันให้ได้ด้วยดี

เครดิตบทความ: www.autismspeaks.org

เครดิตภาพ: Paul Hanaoka | Unsplash

กรณีตัวอย่าง: ปัญหาลูกโมโหรุนแรง ไม่ทำตามข้อตกลง จะแก้ไขอย่างไรกันดี | บ้านอุ่นรัก

กรณีตัวอย่าง: ปัญหาลูกโมโหรุนแรง ไม่ทำตามข้อตกลง จะแก้ไขอย่างไรกันดี | บ้านอุ่นรัก

ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ได้รับคำถามในประเด็น “ทำอย่างไรดี ถ้าลูก……” จากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองอยู่เสมอ

ในตอนนี้ เรามีกรณีตัวอย่างที่คุณแม่ท่านหนึ่งได้ถามมา และท่านอนุญาตให้เราแชร์ข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครองท่านอื่น ๆ ต่อไป

คำถามของคุณแม่:

คุณแม่กำหนดกติกาให้ลูกอายุ 5.9 ขวบว่า “อีก 10 นาทีต่อจากนี้ไป ลูกต้องอาบน้ำและแปรงฟันให้เสร็จ จากนั้น ลูกจึงจะได้ดูคลิปวีดีโอสัตว์น่ารัก 1 ตอน” แต่ลูกโอ้เอ้จนเลยเวลา คุณแม่จึงไม่ให้ลูกดูคลิปวีดีโอดังกล่าว ผลก็ คือ ลูกโมโหรุนแรง ทำท่าจะเข้ามาผลัก ตี และใช้คำพูดรุนแรง เช่น จะเอาปืนมายิงแม่ ควรทำอย่างไรดี คุณแม่เครียดมากเลยค่ะ

คำตอบของ “บ้านอุ่นรัก”:

เนื่องจาก “บ้านอุ่นรัก” ไม่ทราบพฤติกรรมของน้องในภาพรวม ตลอดจนไม่ทราบข้อมูลพื้นฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับน้อง เช่น วิธีการเลี้ยงดู และระดับอาการของน้อง เราจึงขออนุญาตให้แนวทางการรับมือกว้าง ๆ ว่า คุณแม่ควรแยกพฤติกรรมของน้องเป็น 2 ประเด็น คือ หนึ่ง: การอาบน้ำและแปรงฟัน และ สอง: การแสดงออกทางอารมณ์และใช้คำพูดรุนแรง

ประเด็นที่หนึ่ง : การอาบน้ำและแปรงฟัน

สิ่งที่คุณแม่จำเป็นต้องพิจารณา คือ

(1) เวลาที่ลูกจะอาบน้ำเสร็จด้วยตัวเองตามความเป็นจริง

(2) หากคุณแม่คิดว่าลูกควรอาบได้เสร็จภายใน 10 นาที จำเป็นต้องค้นหาว่ามีอะไรบ้างที่ทำให้ลูกไม่สามารถอาบน้ำเสร็จภายใน 10 นาที เพื่อหาทางจัดสภาพกับสิ่งนั้น แล้วค่อยทำข้อตกลงกับลูกใหม่

(3) แรงจูงใจที่คุณแม่จะนำมาใช้ ไม่ควรเป็นสิ่งที่ลูกได้รับอยู่แล้วเป็นประจำ หรือไม่ควรเป็นสิ่งที่ลูกสามารถหามาทำได้ด้วยตัวของลูกเอง หากแรงจูงใจเดิมยังไม่เหมาะสม ในระยะแรกของการปรับพฤติกรรมใหม่ ๆ อาจจะเริ่มมองหาแรงจูงใจใหม่ที่เป็นสิ่งที่ลูกชอบแต่เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ลูกไม่ได้รับเป็นประจำในชีวิตประจำวันก่อน ซึ่งอาจจะช่วยลดความขัดแย้งในกรณีที่ลูกทำไม่ได้ตามที่กำหนด

ประเด็นที่สอง : การแสดงออกทางอารมณ์และใช้คำพูดรุนแรง

การที่ลูกแสดงออกทางอารมณ์และใช้คำพูดรุนแรง น่าจะเป็นสถานการณ์ที่ลูกพยายามแสดงความรู้สึกไม่พอใจ ความรู้สึกปฏิเสธ และความรู้สึกหงุดหงิดออกมา

คุณแม่ไม่ควรแปลความหมายสิ่งที่ลูกพูดตามคำพูด 100% เพราะจะทำให้คุณแม่ขาดความมั่นใจที่จะช่วยปรับพฤติกรรมของลูก อย่างไรก็ตาม คุณแม่ควรพยายามลดโอกาสที่ลูกจะได้เรียนรู้คำเหล่านั้น และหากลูกพูดคำเหล่านั้นออกมา คุณแม่จะเพิกเฉย ไม่ไปจดจ่อกับความหมายของคำพูดนั้น แต่ให้เบี่ยงเบน ดึงความสนใจออก โดยคุณแม่พูดสั้น ๆ พูดกระชับ และพูดระบุให้ลูกรู้ว่าลูกควรทำพฤติกรรมหรือสิ่งใดแทน

ประเด็นที่สำคัญ คือ คุณแม่ต้องไม่สนใจคำพูดที่รุนแรงของลูกเลย หรืออาจเสนอประโยคที่เหมาะสมที่ลูกควรพูดในสถานการณ์นั้น ๆ เป็นการทดแทน

“บ้านอุ่นรัก” ต้องขอโทษที่ตอบคำถามของคุณแม่แบบกว้าง ๆ เนื่องจากเราไม่ทราบข้อมูลพื้นฐานระดับอาการและความเป็นมาของการเลี้ยงดูค่ะ

การปรับพฤติกรรมให้สำเร็จ โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ทำต่อเนื่องล่วงเลยมานาน ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณแม่จำเป็นต้องลองผิดลองถูก โดยไม่ใช้ถ้อยคำหรือท่าทีที่รุนแรง ค่อย ๆ ปรับโดยคำนึงถึงกติกาตามวัยพร้อมกับความรู้สึกของลูกด้วยครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ หากคุณแม่พบว่าลูกมีปัญหาพฤติกรรมในระดับที่คุณแม่เริ่มกังวลใจ ควรไปขอคำปรึกษาอย่างสม่ำเสมอจากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์ที่ดูแลลูกค่ะ เพราะหลังจากวัยนี้ผ่านพ้นไป ลูกจะถึงวัยที่มีอารมณ์หงุดหงิดรุนแรงขึ้นด้วยระดับฮอร์โมน และการปรับตัวด้านพัฒนาการทางเพศค่ะ

ทั้งนี้ หากปัจจุบัน ลูกเข้ารับการกระตุ้นพัฒนาการอยู่แล้ว คุณแม่ควรหาโอกาสพูดคุยและปรึกษาครูกระตุ้นพัฒนาการของลูกบ่อย ๆ เพื่อขอความเห็นและข้อแนะนำ จากนั้นก็นำความเห็นและคำแนะนำของคุณหมอและครูกระตุ้นพัฒนาการมาทดลองทำที่บ้าน เพื่อจะได้กลับไปพูดคุยกับคุณหมอหรือคุณครูต่อเนื่องอีก โดยเฉพาะเมื่อทดลองทำแล้วแต่ไม่สามารถทำได้สำเร็จในครั้งเดียว เมื่อลูกเข้าสู่วัยประถมในลำดับถัดไป คุณแม่ควรจะเริ่มใช้กติกาและการคุยทำข้อตกลงร่วมกันให้มากขึ้น และฝึกให้ลูกดูแลตนเอง และลดการแยกตัวที่จะหมกมุ่นกับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งที่ลูกสนใจนานเกินไปหรือมากเกินไป ไม่ควรปล่อยผ่านหรือไว้เช่นนั้น เพราะในอีกไม่นาน ลูกจะไม่ยอมทำตามการชี้นำหรือไม่ร่วมมือในการทำกิจกรรมอื่น ๆ เพราะหงุดหงิดเมื่อถูกขัดจังหวะค่ะ

ในท้ายนี้ ทีมครูบ้านอุ่นรักขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่นะคะ

เครดิตภาพ: Halanna Halila | Unsplash

3 ข้อบ่งชี้ในการพิจารณาใช้ยารักษาในเด็กออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

3 ข้อบ่งชี้ในการพิจารณาใช้ยารักษาในเด็กออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

เด็กออทิสติกไม่จำเป็นต้องรับประทานยารักษาทุกคน และการใช้ยาไม่ได้มุ่งการแก้ไขอาการออทิสติกโดยตรง ทั้งนี้เพราะการแก้ไขอาการออทิสติกโดยตรง คือ การกระตุ้นพัฒนาการและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเพื่อแก้ไขอาการผิดปกติบางประการของเด็ก เพื่อสนับสนุนให้การบำบัดรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตัวอย่างข้อบ่งชี้ ข้อพิจารณาในการใช้ยารักษาในเด็กออทิสติก มีดังนี้ คือ

หนึ่ง: มีอาการผิดปกติทางด้านพฤติกรรมเฉพาะอย่างที่ขัดขวางการดำรงชีวิต ขัดขวางการปรับตัว หรือเป็นอุปสรรคต่อการฝึกอย่างชัดเจน แพทย์จึงพิจารณาใช้ยาเพื่อแก้ไขอย่างมีวัตถุประสงค์ เช่น ลูกมีพฤติกรรมซ้ำ ๆ หรือกระตุ้นตนเองมาก ๆ ลูกมีพฤติกรรมทำร้ายตนเอง มีปัญหาด้านอารมณ์รุนแรง มีปัญหาด้านการนอน มีพฤติกรรมซนอยู่ไม่สุขไม่อยู่นิ่งในระดับที่ควบคุมตนเองได้ยาก เป็นต้น

สอง: มีอาการของโรคลมชัก

สาม: มีอาการของโรคทางจิตเวช อาการนี้อาจพบได้ในช่วงประถมหรือวัยรุ่น เช่น อาการทางจิต หูแว่ว ประสาทหลอน หรือซึมเศร้า

ในเรื่องของการใช้ยารักษาลูกออทิสติกนี้ คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองไม่ควรซื้อยาให้ลูกทานเอง แต่ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อแพทย์จะได้ดูแล ปรับขนาดของยาตามน้ำหนัก และอาการของลูกเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด หากในระหว่างการใช้ยา มีกรณีพบผลข้างเคียงจากการใช้ยา คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองควรรีบประสานเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากแพทย์ แต่ไม่ควรหยุดยาหรือปรับยาเอง เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงต่อเด็กได้

เครดิตภาพ: Pina Messina | Unsplash

ความรู้สึกและประสบการณ์ของพ่อแม่ผู้ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นพัฒนาการเพิ่มเติมให้ลูกที่บ้าน | บ้านอุ่นรัก

ความรู้สึกและประสบการณ์ของพ่อแม่ผู้ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นพัฒนาการเพิ่มเติมให้ลูกที่บ้าน | บ้านอุ่นรัก

หลายวันก่อนครูนิ่มได้คุยเคสกับครอบครัว ๆ หนึ่งของลูกศิษย์บ้านอุ่นรักสวนสยาม ครูรู้สึกประทับใจที่คุณพ่อคุณแม่ตระหนักรู้ถึงบทบาทของตนเอง เมื่อลูกมีพฤติกรรมใหม่ ๆ ที่ควรปรับ คุณพ่อคุณแม่มักจะนำข้อมูลมาพูดคุยและขอคำปรึกษาเพื่อหาแนวทางและร่วมมือทำร่วมกันกับครู อีกทั้งให้ความสำคัญในการลงมือปรับพฤติกรรมและกระตุ้นพัฒนาการของลูกที่บ้านด้วยตนเองต่อจากครู ทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด

ครูประทับใจและสบายใจว่าครอบครัวนี้เป็นอีกครอบครัวหนึ่งที่จะนำพาลูกเดินต่อไปได้อย่างดีแน่นอน จึงได้ขอความกรุณาคุณพ่อคุณแม่ให้ช่วยเขียนความรู้สึกของตนเองมาลงให้เพื่อน ๆ ผู้ปกครองท่านอื่น ๆ ได้อ่าน และคุณพ่อคุณแม่คู่นี้ได้กรุณาอนุญาตให้เราแชร์ข้อความเพื่อเป็นแรงบันดาลใจร่วมกันต่อไปค่ะ

กำลังใจถึงคุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน

จากคุณพ่อ:

ในวันที่ได้รู้ว่าลูกน้อยของเราเป็นเด็กพิเศษหรือที่เรียกว่าออทิสติก เชื่อว่าคนที่เป็นพ่อแม่ทุกคนย่อมเศร้าเสียใจและเป็นทุกข์ ผมและภรรยาก็เช่นกัน แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มที่ไร้เดียงสาของลูก ทำให้ได้คิดว่าต่อให้เสียใจแค่ไหนก็ไม่สามารถทำให้ลูกดีขึ้นมาได้ ถ้าเราอ่อนแอ ลูกก็จะอ่อนแอตามเพราะเค้าช่วยตัวเองไม่ได้ ตัวพ่อแม่เองต้องเข้มแข็งก่อน ความคิดของเราแวบเดียวอาจจะเป็นตัวตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตใครบางคนทั้งชีวิต ผมกับภรรยาให้กำลังใจซึ่งกันและกันมาตั้งแต่ตอนนั้น ถ้าเราสามารถหลุดพ้นจากความเสียใจได้เร็วแค่ไหน ก็จะสามารถหาวิธีการช่วยลูกได้เร็วขึ้นเท่านั้น จากนั้นทุกอย่างจะเริ่มง่ายขึ้น เราช่วยกันหาข้อมูล ปรึกษาคุณหมอ ผู้เชี่ยวชาญและคุณพ่อคุณแม่เด็กพิเศษที่ลูกโตแล้ว เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลลูก

สรุปคร่าว ๆ ได้ดังนี้

หนึ่ง: กิจกรรมบำบัดหรือ SI จำเป็นอย่างยิ่ง ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ

สอง: ปรับพฤติกรรมและกระตุ้นพัฒนาการด้านต่าง ๆ

สาม: ฝึกการพูด ออกเสียง จัดรูปปาก

สี่: ฝึกลากเส้นระบายสี รู้จักพยัญชนะและตัวเลขเพื่อเตรียมเข้าเรียนอนุบาล

ห้า: เลือกโรงเรียนที่เข้าใจเรื่องเด็กพิเศษจริง ๆ และควรมีครูประกบเพื่อช่วยให้ปรับตัวตามการเรียนในห้องเรียนได้

ขณะที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ ลูกผมกำลังยิ้ม สนุกกับการเรียนว่ายน้ำ ชอบไปโรงเรียนและร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ กับเพื่อน ๆ เที่ยวกับครอบครัวได้หลาย ๆ วัน ทานอาหารหลากหลาย นอนหลับปกติ ทำกิจวัตรประจำวันเองแทบทุกอย่าง

ผมจึงอยากจะเล่าเพื่อแบ่งปันสิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่ของเด็ก ๆ ทุกคน

ขอเป็นกำลังใจให้มีความเข้มแข็งไปด้วยกันครับ

จากคุณแม่:

อยากให้คุณพ่อคุณแม่ถ้ามีโอกาสเข้ารับการอบรมเพื่อเข้าใจลูกและเรียนรู้เทคนิควิธีการฝึกลูกที่บ้าน

ค่อย ๆ ฝึกไปเรื่อย ๆ นะคะ

จากที่ใส่รองเท้าเองไม่เป็น ติดกระดุมเสื้อไม่ได้ ซักวันหนึ่งลูกจะทำได้ และจะพัฒนาไปได้อีกเรื่อย ๆ ในอีกหลาย ๆ เรื่องเลยค่ะ

หนักแน่นเข้าไว้นะคะ

รักและเอ็นดูลูกมาก ๆ เค้าน่ารักค่ะ

เครดิต Icon: Flaticon.com

ความรู้สึกของแดเนี่ยล แทมเม็ต ผู้เขียนหนังสือ เรื่อง “จากออทิสติกสู่อัจฉริยะ (Born on a Blue Day)” | บ้านอุ่นรัก

ความรู้สึกของแดเนี่ยล แทมเม็ต ผู้เขียนหนังสือ เรื่อง “จากออทิสติกสู่อัจฉริยะ (Born on a Blue Day)” | บ้านอุ่นรัก

คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง อาจเคยสงสัยในบางครั้งว่าลูกออทิสติกที่วันนี้ยังไม่ยอมพูดไม่ยอมจา ไม่สบตา หรือไม่บอกรักเรา เขารู้สึกอย่างไรต่อเรากันนะ….?

ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ขอนำข้อความที่ “แดเนี่ยล แทมเม็ต” (ผู้เขียนหนังสือ เรื่อง “จากออทิสติกสู่อัจฉริยะ (Born on a Blue Day)) เขียนถึงคุณพ่อและคุณแม่ของเขาไว้อย่างน่ารักจับใจมาฝาก ทั้งนี้ เรามั่นใจว่า…ลูกของคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองก็รู้สึกเช่นนี้เช่นกัน

“…..ผมนั่งอยู่ตรงนี้ในเวลานี้…เพื่อเล่าเรื่องราวในอดีตสมัยเป็นเด็ก…ผมรู้สึกอัศจรรย์ใจกับความพยายามและอดทนที่พ่อกับแม่มีให้ผมอย่างมากมายแม้จะได้รับผลตอบกลับเพียงเล็กน้อย เทียบกับเวลาที่เสียไป

เวลาที่ฟังพ่อแม่เล่าถึงช่วงเวลาหลายปีในวัยเยาว์ของผม  มันเหมือนต้องมนตราอันแปลกประหลาด 

ได้รับรู้ว่าท่านต้องปรับเปลี่ยนบทบาทของตัวเองในการเลี้ยงดูผมอย่างไร เมื่อท่านเริ่มเข้าใจถึงปัญหาหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมากมายจนทำให้ผมสามารถยืนหยัดในโลกนี้อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ 

แม้ผมจะมีปัญหามากมาย ทั้งการร้องไห้อาละวาดและความยากอื่น ๆ ในการเลี้ยงดู..พ่อกับแม่ก็ยังรักผม  โดยปราศจากเงื่อนไขใดใดและยอมอุทิศตน  เสียสละทุกอย่าง เพื่อช่วยเหลือผมทีละเล็กทีละน้อยวันแล้ววันเล่า

พวกท่านเป็นยอดคนของผมอย่างแท้จริง”

คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง อย่ายอมแพ้กลางคันนะคะ เพราะทุกท่านคือ The Back-Up ผู้เป็นคนเบื้องหลัง ผู้เต็มไปด้วยพลังแห่งรัก และเป็น “ยอดคนของลูก” ที่สามารถทำสิ่งดี ๆ เพื่อลูกได้เสมอค่ะ