เด็กพูดช้า | บทความวิชาการจากจุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์”

เด็กพูดช้า | บทความวิชาการจากจุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์”

รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงจันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ ได้เขียนบทความวิชาการ หัวข้อ “เด็กพูดช้า” ไว้ในจุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์” ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจโดยสรุป ดังนี้

ปัญหาเด็กพูดช้าเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติ จึงเป็นหน้าที่ของกุมารแพทย์ในการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาในเด็ก ตรวจวินิจฉัย และแก้ไขปัญหาเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัยและป้องกันปัญหาที่จะเกิดตามมา เพราะเมื่อติดตามในระยะยาว เด็กพูดช้าอาจมีปัญหาการอ่าน การเขียน การเรียนรู้ การเข้าสังคม ปัญหาพฤติกรรม และปัญหาทางอารมณ์เมื่อโตขึ้น

พัฒนาการทางการพูดสื่อสารในเด็ก เด็กแรกเกิดจนกระทั่งถึง 6 ปี ควรมีการรับรู้ภาษา การพูด หรือการแสดงออกอย่างไร

การเฝ้าระวังติดตามและตรวจคัดกรอง ควรทำทุกครั้งที่พ่อแม่ผู้ปกครองได้พาเด็กมาพบแพทย์

ควรสงสัยว่าเด็กมีปัญหาทางการพูดเมื่อใด ถ้าสังเกตให้ดี เด็กอาจมีพฤติกรรมที่แสดงว่าอาจมีปัญหาในการพูดตั้งแต่ขวบปีแรก ซึ่งรองศาสตราจารย์แพทย์หญิงจันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ ได้ระบุข้อบ่งชี้ง่าย ๆ ในการสังเกตว่าเด็กอาจมีปัญหาในการพูดหรือไม่ ไว้ในบทความนี้ด้วย

สาเหตุของเด็กพูดช้า

  1. ปัญหาการได้ยิน (hearing problems) จากภาวะต่าง ๆ
  2. ความผิดปกติของการทำงานของสมองจากสาเหตุต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนคลอด ขณะคลอด และหลังคลอด
  3. ความผิดปกติของอวัยวะที่ใช้ในการเปล่งเสียงพูด
  4. สภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมและไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาทางการพูดและการใช้ภาษา
  5. Autism ออทิซึม
  6. Specific language impairment (SLI) หรือเด็กมีความบกพร่องในการเข้าใจหรือใช้ภาษา ทั้งภาษาพูดและท่าทาง การเข้าใจคำศัพท์ ความหมายของคำ รูปประโยค ไวยากรณ์

การตรวจและวินิจฉัย

  1. ซักประวัติอย่างละเอียด
  2. ตรวจร่างกายและพัฒนาการ
  3. Formal Audiologic Examination (ตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยิน) ในกรณีที่สงสัยว่าเด็กมีปัญหาการได้ยิน

หากพัฒนาการช้าหลายด้านหรือสงสัยว่าสติปัญญาบกพร่อง หรือ มีพัฒนาการถดถอย ควรส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจเพิ่มเติมโดยละเอียดต่อไป

การดูแลรักษา ใช้หลัก

EARLY IDENTIFICATION ตรวจโดยเร็วที่สุดเพื่อหาสาเหตุของการพูดช้าให้พบ

EARLY INTERVENTION แทรกแซงเพื่อกระตุ้นการพูดให้เร็วที่สุด

EARLY REFERAL ส่งต่อไปยังทีมแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อช่วยแก้ปัญหาการพูดช้าให้เร็วที่สุด

คลิกที่ลิงก์เพื่ออ่านจุลสารและบทความฉบับเด็ม

http://www.thaipediatrics.org/Media/media-20181220121505.pdf

เนื่องจากการพูดเป็นรูปแบบการสื่อสารกับผู้อื่นที่มีความสำคัญ ปัญหาเด็กพูดช้าจึงต้องได้รับการดูแลและแก้ไขให้ถูกต้องเสียแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่เด็กจะมีปัญหาการอ่าน การเขียน การเรียนรู้ การเข้าสังคม ปัญหาพฤติกรรม และปัญหาทางอารมณ์ตามมา

เครดิตข้อมูล: จุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์” จุลสารราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ปีที่ 39 ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม 2561 หน้า 4-6

เครดิตภาพ: Unsplash | Alexander Schimmeck

การเลี้ยงดูและปรับพฤติกรรม | บ้านอุ่นรัก

การเลี้ยงดูและปรับพฤติกรรม | บ้านอุ่นรัก

แนวทางการเลี้ยงดูลูกที่ส่งผลทางบวกและช่วยให้เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกได้อย่างราบรื่นโดยไม่ทำร้ายความรู้สึกของลูก มีดังนี้ คือ

1) เข้าใจลูกอย่างถ่องแท้
– ความแตกต่าง
– อาการและระดับอาการของลูก
– จุดเด่นและศักยภาพของลูก
– รูปแบบชีวิตที่เหมาะสมกับลูก

2) เลี้ยงไปตามขั้น ตามลำดับ ตามวัยอย่างต่อเนื่อง และทำให้ได้ก่อนวัย 15 ปี
– เลี้ยงอย่างสมวัย
– มีวินัย มีการปรับพฤติกรรม
– ให้ความรัก เน้นความสัมพันธ์ทางบวก ให้โอกาสลูกได้เติบโตในบรรยากาศที่ดี

3) ทำให้ครบ ครอบคลุมพัฒนาการทุกด้าน
– พิจารณาอาการ หาทางแก้อาการ
– เสริมสร้างพัฒนาการด้านภาษา สังคม อารมณ์ และพฤติกรรม
– ใช้ตารางกิจวัตรประจำวันตามวัยให้เป็นประโยชน์ในการสร้างเสริมพัฒนาการ

4) ปรับกระบวนการทางพฤติกรรม
– ปรับสภาพแวดล้อม
– หยุดพฤติกรรม
– ระบุพฤติกรรมที่ควรทำ
– สอนลูกควบคุมตนเอง

5) กังวลกับคนอื่นให้น้อยลง

เมื่อตั้งใจนำทางและทำตามแนวทางที่ถูกต้องเพื่อช่วยลูกปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” มั่นใจว่าคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองจะทำได้สำเร็จ

แม้ลูกอาจใช้ระยะเวลานานสักนิด เรียนรู้ซ้ำสักหน่อย แต่ด้วยความรัก ความเมตตา ความพยายาม และการทำจริงจังอย่างต่อเนื่องของเราทุกคน ในไม่ช้าไม่นาน ลูกและเราจะทำเรื่องนี้สำเร็จไปด้วยกัน

 

ลูกของเราและโปรตีนกลูเตน | คลิปรายการ “พบหมอรามาฯ” ช่วง “คุยข่าวเมาท์กับหมอ” ประเด็น “ทำอย่างไรเมื่อลูกแพ้กลูเตน”

ลูกของเราและโปรตีนกลูเตน | คลิปรายการ “พบหมอรามาฯ” ช่วง “คุยข่าวเมาท์กับหมอ” ประเด็น “ทำอย่างไรเมื่อลูกแพ้กลูเตน”

เราต้องทำความรู้จักกับ “โปรตีนกลูเตน” เพราะกลูเตนอาจส่งผลต่อพัฒนาการของลูก โดยเฉพาะในลูกรายที่แพ้กลูเตน นอกจากนี้ มีเด็กออทิสติกและสมาธิสั้นจำนวนมากที่ไปทดสอบและพบว่ามีการแพ้กลูเตน จึงขอนำเสนอคลิปเพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้มีข้อมูลเกี่ยวกับกลูเตน จะได้เลือกอาหารให้ลูกทานได้อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป

เราจะมาทำความรู้จักกับ “โปรตีนกลูเตน” ผ่านคลิปรายการ “พบหมอรามาฯ” ช่วง “คุยข่าวเมาท์กับหมอ” ประเด็น “ทำอย่างไรเมื่อลูกแพ้กลูเตน” (กดที่ลิงก์ข้างล่างนี้เพื่อชมคลิป (นาที 24.11 เป็นต้นไป))

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/ondemand/meet-the-doctor_090364/

กลูเตนคืออะไร

กลูเตนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่อยู่ในข้าวสาลี  ข้าวไรย์ และข้าวบาเล่ย์ ส่วนมากพบเจอในเบเกอรี่ต่าง ๆ ขนมปัง เครื่องปรุงรส หรือซอส

ประโยชน์ของกลูเตน

  • ให้พลังงาน
  • ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย

ข้อเสียของกลูเตน

  • หากบริโภคกลูเตนมากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อระบบภูมิต้านทานของร่างกาย และสำหรับบางคนก็อาจจะทำให้เกิดภาวะแพ้โปรตีนที่เป็นกลูเตนได้
  • สำหรับผู้ที่แพ้กลูเตนหรือผู้ที่ร่างกายไม่สามารถย่อยกลูเตนได้ เมื่อบริโภคกลูเตนเข้าไป ก็จะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ ท้องเสีย ทำให้การขับถ่ายผิดปกติ หรือเป็นโรคที่เรียกว่า Celiac disease ที่มีอาการผิดปรกติในช่องท้อง
  • สำหรับเด็กที่แพ้กลูเตนก็จะส่งผลทำให้การเจริญเติบโตของเด็กไม่สมวัย

อาการของผู้ที่แพ้กลูเตน

ท้องเสีย มีผื่นขึ้น ปวดข้อ ปวดตามตัว ปวดศรีษะ ปวดท้อง ปวดเกร็งในช่องท้อง

อาการของเด็กที่แพ้กลูเตน

ปวดท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียหรือท้องผูก ลำไส้อักเสบ ขาดสารอาหาร น้ำหนักลด พัฒนาการช้า

ควรทำอย่างไรเมื่อแพ้กลูเตน

  • ปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคหรือทดสอบการแพ้
  • เลี่ยงการทานอาหารที่มีแป้ง เบเกอรี่ ซอส หรือเครื่องปรุงรสบางชนิด
  • เพื่อความปลอดภัยในการบริโภคอาหารที่อาจมีโปรตีนกลูเตนเป็นส่วนประกอบ ควรดูฉลากก่อนเลือกซื้ออาหารทุกครั้ง และเลือกซื้ออาหารที่มีฉลากโภชนาระบุว่า “กลูเตน ฟรี หรือปลอดกลูเตน” เท่านั้น

เครดิตคลิป: RAMA Channel รายการ พบหมอรามาฯ ช่วง “คุยข่าวเมาท์กับหมอ” (นาทีที่ 24.11) ออกอากาศเมื่อ 9 มีนาคม 2564

เครดิตข้อมูลเพิ่มเติม: maanow.com

เครดิตภาพ: Unsplash | Kyle Nieber

การเลี้ยงดูให้ลูกรับรู้ความรัก คู่กับการฝึกให้ลูกมีวินัยตามวัย | บ้านอุ่นรัก

การเลี้ยงดูให้ลูกรับรู้ความรัก คู่กับการฝึกให้ลูกมีวินัยตามวัย | บ้านอุ่นรัก

  1. แสดงความรักผ่านคำพูดเชิงบวก แววตาที่เมตตา และสัมผัสด้วยรัก
  2. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างสร้างสรรค์โดยไม่ทิ้งร่องรอยและไม่ทำร้ายอารมณ์ของลูก
  3. ใช้เหตุผลด้วยท่าทีหนักแน่นจริงจัง
  4. เคารพตัวตนของลูกด้วยการให้โอกาสลูกได้แสดงความคิดเห็นและความรู้สึก
  5. ให้ความสนใจและแรงเสริมต่อพฤติกรรมที่เหมาะสม
  6. ตอบสนองต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมโดยไม่ปล่อยผ่าน
  7. ปฎิบัติตนให้ดูเป็นแบบอย่าง ทั้งนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองและผู้เลี้ยงดูจำเป็นต้องระวังคำพูดและการกระทำของตนเอง

เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองดูแลและนำทางลูกด้วยความเมตตาและหนักแน่น ลูกก็จะรับรู้ว่าตนนั้นเป็นที่รัก ตลอดจนมีโอกาสได้เรียนรู้ที่จะฝึกฝนตนเองให้กลายเป็นคนที่มีวินัยตามวัยได้ต่อไป

ดูแลหัวใจลูกเมื่อถูกบูลลี่ | บ้านอุ่นรัก

ดูแลหัวใจลูกเมื่อถูกบูลลี่ | บ้านอุ่นรัก

ลูกออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้า หรือแม้แต่ลูก ๆ ทั่ว ๆ ไป ที่มีรูปร่างลักษณะภายนอกบางประการไม่ว่าจะเป็นลักษณะเด่นหรือด้อยที่สังเกตเห็นได้ชัด เช่น ความสูง  สีผิว รูปร่าง หน้าตา ทรงผม น้ำเสียง บุคลิกภาพที่แตกต่างจากเพื่อนในวัยเดียวกัน ลูกที่เรียบร้อย เด็กเนิร์ด ลูกที่เรียนอ่อน ลูกที่เรียนเก่ง ลูกที่เงียบขรึม ลูกที่ชอบโวยวาย ลูกที่เป็นเด็กที่ครูกล่าวถึงบ่อย ๆ  ลูกที่เข้ากับกลุ่มเพื่อนส่วนใหญ่ไม่ได้และมีแนวโน้มที่จะแยกตัวหรือไปจับกลุ่มกับเพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ และหากเป็นเด็กผู้ชาย ก็อาจต้องไปรวมตัวกับกลุ่มเพื่อนผู้หญิงที่ยอมรับลูกเข้ากลุ่ม ลักษณะต่าง ๆ ของลูก ๆ ดังที่กล่าวมา จึงเป็นประเด็นที่เพื่อนอาจหยิบยกมาล้อเลียนลูกได้

สำหรับลูกที่ถูกบูลลี่ ถูกล้อเลียน ถูกตัดสิน หรือถูกแกล้ง ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” จะขอเน้นประเด็นต่าง ๆ ที่พ่อแม่และผู้ปกครองพอจะช่วยลูกได้ ดังนี้ คือ

  • ไม่เติมเชื้อไฟไปในจิตใจของลูก (และเรา) ในฐานะพ่อแม่ผู้ปกครอง เราจำเป็นต้องตั้งสติ รับรู้ ย้อนคิดถึงเราในวัยเด็กว่าในช่วงประถมจนกระทั่งถึงมัธยม การบูลลี่ในกลุ่มเพื่อน ๆ เกิดขึ้นได้เสมอ ทั้งนี้เพราะช่วงวัยนั้นเป็นช่วงวัยที่เด็กพร้อมจะล้อเล่นกัน แซวกันได้ทุกเรื่อง และมักทำทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กที่ไปบูลลี่เด็กคนอื่นจะเป็นเด็กที่มีจิตใจเลวร้ายเสมอไป
  • เมื่อเราตั้งสติได้แล้ว เราควรกระตุ้นให้ลูกได้พูดระบายความรู้สึกออกมาว่าลูกรู้สึกอย่างไรและลูกเจอกับสถานการณ์ใดบ้าง โดยเราจะรับฟังลูกอย่างไม่รีบตัดบท ไม่รีบสอนให้ลูกแข็งแกร่ง และไม่รีบปลอบใจ
  • เราจะกล่าวให้ลูกรับรู้ว่าเราเข้าใจว่าลูกรู้สึกอย่างไรและลูกต้องเผชิญกับอะไร การที่เราทำเช่นนี้จะช่วยให้ลูกเกิดความอบอุ่นใจว่าเราเข้าใจว่าเรื่องที่เกิดกับลูกเป็นเรื่องสำคัญของลูกและเรื่องที่ลูกเผชิญอยู่ไม่ใช่เรื่องเล็ก (เพราะบางครั้ง ในสายตาของผู้ใหญ่อาจมองว่าเรื่องการบูลลี่ในกลุ่มเพื่อนเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับเด็ก เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญ เพราะเด็กต้องการ ๆ ยอมรับจากเพื่อน เมื่อไม่ได้รับการยอมรับแต่กลับถูกกลั่นแกล้ง จึงเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญและกระทบจิตใจของเด็กมากพอสมควร)
  • ย้ำให้ลูกรู้ว่าลูกสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้อย่างสุภาพว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ลูกไม่ชอบ
  • สร้างความเข้าใจกับลูกว่าสิ่งที่เพื่อน ๆ หรือคนอื่น ๆ บูลลี่ ล้อเลียน ตัดสิน หรือนำมาเป็นประเด็นเพื่อกลั่นแกล้ง ไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงเสมอไป ทั้งนี้ ลูกมีคุณค่าในตัวเองในแบบที่ลูกเป็น และในสายตาของพ่อแม่ รวมทั้งคนรอบข้างของลูก ลูกมีค่ามากพอ
  • ถ้าสถานการณ์ยังคงอยู่ยาวนาน ลูกสามารถขอความช่วยเหลือจากครู หรือขอคำปรึกษาจากพ่อแม่ได้เสมอ
  • ในระหว่างการดำรงชีวิตประจำวัน พ่อแม่ผู้ปกครองต้องพยายามชี้ให้ลูกรับรู้จุดเด่นของตนเองในแง่มุมต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความเข้าใจและปลูกฝังทัศนคติทางบวกที่ถูกต้องให้ลูกรู้ว่าคนทุกคนต่างมีจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่างกัน และคุณค่าของคนแต่ละคนขึ้นอยู่กับมุมมองของคน ๆ นั้น ซึ่งบางครั้งแม้แต่ตัวลูกเองก็ยังมองเห็นสิ่งนั้นต่างจากพ่อแม่ผู้ปกครอง คนรอบข้าง หรือเพื่อน ๆ ดังนั้น ลูกจึงไม่สามารถใช้คำพูดของผู้อื่นมาตัดสินคุณค่าของตัวเองและคนอื่น
  • พ่อแม่ผู้ปกครองอาจช่วยผ่อนคลายความรู้สึกของลูกได้เพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือต้องถือเป็นข้อดีที่ลูกได้เผชิญความกดดันในแง่มุมต่าง ๆ ของชีวิต เพราะในความเป็นจริง เราไม่สามารถตามไปพิทักษ์ปกป้องทุกข์สุขในชีวิตของลูกได้ทั้งหมด การเกิดแบบฝึกหัดบางอย่างในชีวิตของลูกในขณะที่พ่อแม่ยังอยู่เคียงข้างจึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ให้ข้อคิดและแนวทางเรื่องการใช้ชีวิต ตลอดจนการหาวิธีแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องและเหมาะสมร่วมกัน ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรปรับมุมมองว่าอุปสรรคที่ลูกพบเจอเป็นบทเรียนและประสบการณ์ที่มีค่าที่จะช่วยให้จิตใจของลูกได้ผ่านแรงเสียดทานต่าง ๆ ในชีวิตจนแข็งแกร่งมากขึ้นตามลำดับได้

แม้เราทำได้เพียงการดูแลความรู้สึกของลูกแค่ครึ่งเดียวเมื่อลูกถูกบูลลี่ แต่การดูแลหัวใจของลูกนี้จะช่วยให้ลูกรับรู้ความรักที่พ่อแม่ผู้ปกครองมอบให้ อีกทั้งลูกได้เรียนรู้คุณค่าของตนเองไปพร้อม ๆ กับการสร้างเสริมกำลังใจอันจะก่อให้ลูกเกิดความมั่นใจว่าลูกยังมีพ่อแม่ผู้ปกครองและคนรอบข้างที่รักและเข้าใจลูกด้วยความจริงใจ