Timeline กระตุ้นพัฒนาการประจำบ้าน + คนที่บ้านจะช่วยลูกได้อย่างไร? | บ้านอุ่นรัก

Timeline กระตุ้นพัฒนาการประจำบ้าน + คนที่บ้านจะช่วยลูกได้อย่างไร? | บ้านอุ่นรัก

ในช่วงเวลานี้ ใครที่อยู่บ้านได้ก็ต้องช่วยกันอยู่บ้าน ส่วนใครที่มีความจำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ก็ต้องดูแลสุขภาพกายใจของตนเองให้ดีตามแนวทางที่แพทย์ให้ไว้นะคะ

สำหรับคนที่อยู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง ลุงป้าน้าอา ปู่ย่าตายาย หรือผู้ดูแลลูก ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนช่วยกระตุ้นพัฒนาการให้ลูกได้ด้วยกันทุกคน ทั้งนี้ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” มีแนวทางกว้าง ๆ มาฝาก ดังต่อไปนี้ คือ

  • สมาชิกทุกคนในบ้านร่วมพูดคุยและช่วยกันทำตารางกิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการ (ซึ่งบ้านอุ่นรักขอเรียกให้ติดเทรนกับเขาสักหน่อยว่า Timeline กระตุ้นพัฒนาการประจำบ้าน)
  • ตารางหรือ Timeline กระตุ้นพัฒนาการประจำบ้าน ต้องประกอบด้วย (1) เวลาไหน (2) กิจวัตรอะไร (3) ทำอะไร และ (4) ใครเป็นผู้รับผิดชอบการนำพาลูกเพื่อทำกิจกรรมนั้น
  • กิจกรรมต้องถึงครบ หลากหลาย และสนุก และมุ่งสร้างเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ตลอดจนเน้นการฝึกลูกช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวันตามวัย และฝึกช่วยงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอทำได้ควบคู่กันไป
  • กระจายเวลาเป็นช่วงสั้น ๆ หลายช่วง นับจากตื่นจนเข้านอน เพื่อลูกมีกิจกรรมทำทั้งวันจากเช้า สาย บ่าย เย็น จนเข้านอน
  • ทำกิจกรรมตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้ ช่วงละ 15-30 นาทีเป็นอย่างน้อย เพื่อสร้างความหมายให้การทำกิจกรรมนั้น
  • เมื่อถึงเวลาที่กำหนดเฉพาะไว้ให้เป็นเวลาของแต่ละกิจกรรม สมาชิกในบ้านที่รับผิดชอบการกิจกรรมร่วมกับลูก ต้องทิ้งงานหรือธุระอื่น ๆ ไว้ข้างหลัง เพื่ออยู่กับลูกตรงหน้าและทำกิจกรรมนั้นร่วมกันกับลูกอย่างสนุกสนานและทำจริง ๆ จัง ๆ
  • ต้องร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ กับลูก ซึ่งในระยะแรก ๆ อาจมีทั้งการร่วมทำ นำพา จับนำให้ทำ สาธิตหรือทำให้ลูกดู แล้วค่อย ๆ ลดการช่วยเหลือลง จนกระทั่งลูกสามารถนำพาตนเองให้ทำกิจกรรมแต่ละอย่างจนเสร็จได้ด้วยตนเอง เมื่อถึงตอนนั้น การร่วมทำกิจกรรมจะเหลือแค่การจับตาดูลูกอยู่ห่าง ๆ แบบเนียน ๆ ไม่ให้ลูกรู้ตัว

คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองคงพอจะเห็นภาพรวมและแนวทางการทำตารางหรือ Timeline กระตุ้นพัฒนาการประจำบ้าน ตลอดจนการแบ่งงานของคนที่บ้านเพื่อช่วยกระตุ้นพัฒนาการให้ลูกกันไปแล้ว มาถึงตอนนี้ ขอให้ลองลงมือทำ ปรับ Timeline ให้เข้ากับวิถีชีวิตจริงของแต่ละบ้าน การลงมือช่วยลูก อาจมีการลองผิดลองถูกและต้องปรับแผนอยู่บ้าง ก็ไม่เป็นไร เพราะเมื่อทำอย่างจริงจังไปสักระยะหนึ่งทุกอย่างก็จะเข้าที่เข้าทาง และไม่ว่าจะทำอะไร ควรจดบันทึกสิ่งที่ทำ ตลอดจนผลลัพธ์ที่ได้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อส่งต่อข้อมูลนั้นให้ทีมแพทย์ ทีมบำบัดและทีมกระตุ้นพัฒนาการมืออาชีพเมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายต่อไป

การลงมือทำอย่างจริงจังเช่นที่ว่านี้ จะส่งผลดีต่อการสร้างเสริมพัฒนาการให้ลูกในขณะที่ลูกอยู่บ้านได้ค่ะ

ลงมือทำกันเลยนะคะ

ทีมไหน ๆ ก็ทำได้ไม่ว้าวเท่ากับทีมครอบครัวค่ะ

ทำอยู่ดี ๆ ก็ต้องมาหยุด แล้วพัฒนาการของลูกจะสะดุดหรือเปล่านะ? | บ้านอุ่นรัก

ทำอยู่ดี ๆ ก็ต้องมาหยุด แล้วพัฒนาการของลูกจะสะดุดหรือเปล่านะ? | บ้านอุ่นรัก

การกระตุ้นพัฒนาการให้ลูก ๆ ที่มีปัญหาด้านพัฒนาการ เป็นการกระตุ้นที่ต้องทำทุกวัน ทำซ้ำ ๆ ทำบ่อย ๆ และทำให้นานมากพอ เพื่อลูกได้มีเวลาเรียนรู้และพัฒนาทักษะต่าง ๆ อย่างรอบด้านได้

แต่ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ลูกก็ต้องหยุดอยู่บ้าน และหากทางบ้านไม่ได้จัดกิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการมาทดแทนอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง พัฒนาการของลูกที่เคยตอบสนองได้ดีขึ้นแล้วจากการเข้าร่วมโปรแกรมการฝึกและกระตุ้นพัฒนาการ ก็จะสะดุด และลูกอาจกลับไปมีพฤติกรรมและอารมณ์บางประการดังต่อไปนี้ เช่น

  • เริ่มตอบสนองน้อยลง
  • สานต่อกับบุคคลอื่นน้อยลง
  • มีอาการลึกขึ้น
  • กลับไปอยู่กับตัวเองมากขึ้น และหากทิ้งระยะเวลานาน ก็จะเคยชินที่จะได้ใช้เวลานาน ๆ อยู่คนเดียวเพื่อทำอะไรบางอย่างตามความสนใจหรือหมกมุ่นเป็นพิเศษ
  • สำหรับลูกที่มีระบบประสาทรับความรู้สึก หรือ Sensory Integration (SI) ไม่สมดุล ลูกจะมีพฤติกรรมกระตุ้นตัวเองซ้ำ ๆ มากขึ้น เช่น สะบัดมือมากขึ้น กระโดด หรือวิ่งไปมามากขึ้น
  • มีอารมณ์กวัดแกว่งและหงุดหงิดง่ายขึ้น เป็นต้น

ดังนั้น ในช่วงนี้ คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองคงต้องเปลี่ยน “บ้าน” ให้เป็น “บ้านบำบัด” ที่มีการจัดกิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการแบบต่าง ๆ อย่างหลากหลายให้ลูกได้ทำเป็นการทดแทนกันไปก่อนจนกว่าสถานการณ์ที่เป็นปัญหาจะคลี่คลาย

มากระตุ้นพัฒนาการให้ลูกที่บ้านกันนะคะ ทำทุกวัน ๆ ละบ่อย ๆ ให้ลูกเก่งขึ้น แถมคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองก็จะได้ใช้ช่วงเวลาคุณภาพดี ๆ ร่วมกันกับลูกอีกด้วยค่ะ

เครดิตภาพ: Michael Amadeus | Unsplash

ทำไมแตกต่างทั้ง ๆ ที่เราก็ทำเหมือน ๆ กัน? | บ้านอุ่นรัก

ทำไมแตกต่างทั้ง ๆ ที่เราก็ทำเหมือน ๆ กัน? | บ้านอุ่นรัก

คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองเคยสงสัยกันหรือไม่ว่า “ทำไมเด็ก ๆ ที่มีระดับอายุเท่ากัน และได้รับการกระตุ้นพัฒนาการรูปแบบเดียวกัน แต่ผลสำเร็จกลับได้ไม่เหมือนกัน?”

สาเหตุ 4 ประการในภาพรวมที่ทำให้ที่เด็กที่อยู่ในวัยเดียวกันและได้รับการกระตุ้นพัฒนาการแบบเดียวกัน ได้ผลสำเร็จที่ไม่เหมือนกัน มีดังนี้ คือ

1: ระดับอาการและความซับซ้อนของปัญหาในเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ เด็กที่มีอาการออทิซึม สมาธิสั้น หรือพัฒนาการช้าก็เหมือนกับเด็กที่มีโรคกลุ่มอื่น ๆ คือ เด็ก ๆ จะมีกลุ่มระดับอาการต่าง ๆ กันอยู่ 3 ระดับ คือ (1) อาการน้อย (Mild) (2) อาการปานกลาง (Moderate) และ (3) อาการระดับรุนแรง (Severe) ซึ่งกลุ่มระดับอาการรุนแรงมักจะมีความซับซ้อนเนื่องจากจะมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการทางระบบสมอง หรืออาการไม่สมดุลของระบบประสาทรับความรู้สึก (SI) อย่างมาก เป็นต้น ดังนั้น ความยากง่ายในการนำทาง ระดับความร่วมมือของเด็ก ๆ ต่อการฝึก ระยะเวลาที่ต้องใช้ในการฝึก และผลสำเร็จของผลลัพธ์จึงแตกต่างกัน

2: ลีลาการสอน เป็นความสามารถและทักษะการชี้นำลูกของพ่อแม่ผู้ปกครองแต่ละบ้านที่ทำได้ต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบ้าน

3: ความรู้ ความเข้าใจ และกรอบแนวคิดเกี่ยวกับการบำบัดรักษาในภาพรวมที่แต่ละครอบครัวคิดเห็นแตกต่างกัน

4: ความตั้งมั่นที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะเข้ามามีส่วนร่วมลงมือ และความสม่ำเสมอในการลงมือทำที่ต่างกัน ทั้งนี้ อาจเกิดจากการขาดความรู้ ความเข้าใจ หรือมีภาระทางเศรษฐกิจ สังคม และหน้าที่การงาน จนทำให้ไม่สามารถคลุกคลีหรือใช้กับเวลากับลูกได้อย่างสม่ำเสมอ

ไม่ว่าสาเหตุใดประการใดจาก 4 ข้อข้างต้นจะทำให้ลูกได้รับผลสำเร็จเรื่องการกระตุ้นพัฒนาการที่ต่างจากเพื่อนในวัยเดียวกัน ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองทุกท่าน และเราขอเน้นว่าคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองสามารถควบคุมสถานการณ์และเป็นหลักในการนำทางลูกได้อย่างแน่นอน ดังนั้น ขอให้ท่านเรียนรู้และทำความเข้าใจธรรมชาติของกระบวนการบำบัดรักษาว่าจะต้องอาศัยเวลาพอสมควรขึ้นกับพื้นฐานที่แตกต่างกันในเด็กแต่ละคน โดยปัจจัยสำคัญที่ควบคุมได้ด้วยมือของท่านเอง คือ การร่วมลงมือและจัดบรรยากาศในบ้านให้ลูกได้รับการกระตุ้นพัฒนาการ ในทุก ๆ วัน เมื่อท่านทำได้เช่นนี้ คำถามที่ว่า “ทำไมแตกต่างทั้ง ๆ ที่เราก็ทำเหมือน ๆ กัน?” ก็จะหมดไป อีกทั้งท่านจะพบว่าการลงมือทำของท่านจะช่วยให้ลูกค่อย ๆ มีพัฒนาการที่คืบหน้าและเก่งขึ้น ๆ เรื่อย ๆ ได้เช่นกัน

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองที่ต้องการเรียนรู้เรื่องลูกออทิสติกผ่านคอร์สออนไลน์ที่จัดทำโดย “ครูนิ่ม (คุณนิสิตา ปีติเจริญธรรม ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรัก) ท่านสามารถคลิกตามลิงค์ข้างล่างนี้ เพื่อลงทะเบียนเรียนคอร์สของเราได้ตั้งแต่วันนี้ค่ะ

https://www.skilllane.com/instructors/nisita

https://edumall.co.th/catalogsearch/result?q=%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2&type=course

 

เตรียมอย่างไรให้พร้อม ในภาวะ Social Distancing และ School Closure | บ้านอุ่นรัก

เตรียมอย่างไรให้พร้อม ในภาวะ Social Distancing และ School Closure | บ้านอุ่นรัก

ในช่วงนี้ที่เชื้อโควิด-19 ระบาด ลุงตู่และทีมงานได้ประกาศใช้มาตรการหลัก 2 ประการ คือ (1) การทิ้งระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และ (2) การปิดการเรียนการสอน (School/Program Closures) เพื่อลดโอกาสเสี่ยงการติดเชื้อ แต่มาตรการทั้ง 2 ประการก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่ต้องตระเตรียมความพร้อมในการรับมือภาวะการกักตัวลูกเล็กเด็กแดงไว้ที่บ้านตามไปด้วย

สำหรับลูกออทิสติกที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน พ่อแม่ผู้ปกครองคงต้องเตรียมความพร้อมที่จะรับมือให้รัดกุม เพื่อไม่ให้ลูกได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ ด้านพัฒนาการ และความปลอดภัย ในช่วงที่ลูกต้องทิ้งระยะห่างทางสังคมกับทีมแพทย์ ทีมบำบัด ทีมโรงเรียน และทีมกระตุ้นพัฒนาการ ด้วยการงดหรือหยุดเข้ารับบริการด้านการฝึก การเรียนการสอน และการกระตุ้นพัฒนาการไปสักระยะหนึ่ง

เพื่อการเตรียมพร้อมและนำพาลูกออทิสติกฝ่าวิกฤติ “การทิ้งระยะห่างทางสังคม” และ “การปิดการเรียนการสอน” ไปให้ได้ เว็บไซต์ Autism Speaks ได้โพสต์แนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองชาวอเมริกันไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งแนวทางบางประการ เราสามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทแบบไทย ๆ ได้ ดังนี้ คือ

1. การเตรียมตัวดูแลลูก

2. การพูดคุยกับทีมโรงเรียน ทีมบำบัด หรือทีมกระตุ้นพัฒนาการของลูก เกี่ยวกับบริการต่าง ๆ และ

3. การติดต่อองค์กรในท้องถิ่น โซเชียลมีเดีย หรือกลุ่มทางสังคมที่สามารถให้ความช่วยเหลือหากลูกและท่านต้องการความช่วยเหลือ

1. การเตรียมตัวดูแลลูก

  • จัดเตรียมข้าวของ เครื่องใช้ ของเล่น อุปกรณ์การเรียนการสอนแบบง่าย ๆ ที่พอหาได้ และสถานที่ให้พร้อมในการดูแลลูก
  • จัดเตรียมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินและเวชภัณฑ์ประจำบ้าน เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิ ยาลดไข้ และยาอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในกรณีลูกเจ็บป่วย
  • ตรวจสอบความปลอดภัยของข้าวของ เครื่องใช้ และสถานที่ เพื่อลูกที่อยู่ที่บ้านได้รับความปลอดภัย
  • จัดเตรียมอาหารให้เพียงพอ ทั้งนี้ต้องเป็นอาหารที่ไม่กระตุ้นอาการและการตื่นตัวของลูก
  • เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับอาการของลูก บันทึกทางการแพทย์และสุขภาพ ข้อมูลการประเมิณอาการต่าง ๆ ของลูก และวิธีดูแลลูกไว้ให้พร้อมหากต้องนำมาใช้งาน
  • เตรียมตารางนัดหมายกับแพทย์และทีมบำบัด ตลอดจนยืนยันวันนัดหมายล่วงหน้าให้เรียบร้อย
  • เตรียมตารางกิจวัตรประจำวันประจำบ้านที่ช่วยสร้างเสริมพัฒนาการของลูกให้รอบด้าน เช่น การกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็ก กิจกรรมออกกำลังกายช่วงเช้าและเย็นที่มีผลต่อการควบคุมการเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทางและการสร้างปฏิสัมพันธ์แบบสองท้างกับบุคคลรอบข้าง การเสริมทักษะการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร กิจกรรมเสริมสร้างการสบตา กิจกรรมสร้างเสริมการคงสมาธิ การช่วยเหลือตนเอง และกิจกรรมช่วยงานบ้านง่าย ๆ ที่ลูกสามารถทำได้สำเร็จ เป็นต้น
  • บันทึกข้อมูลการติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ ไลน์ เฟซบุ๊ก หรือช่องทางการติดต่ออื่น ๆ ของทีมแพทย์ ทีมบำบัด ทีมโรงเรียน และทีมกระตุ้นพัฒนาการของลูก
  • ในกรณีที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีความจำเป็นต้องไปทำงานนอกบ้าน ท่านควรติดต่อเครือข่ายผู้ปกครองลูกออทิสติกที่ท่านรู้จัก เพื่อนหรือคนในครอบครัวของท่านที่รู้จักและคุ้นเคยกับลูกเป็นอย่างดี ทีมบำบัดหรือทีมกระตุ้นพัฒนาการของลูก เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องการผลัดกันมาดูแลลูกแทนท่าน

2. การพูดคุยกับทีมโรงเรียน ทีมบำบัด หรือทีมกระตุ้นพัฒนาการของลูก เกี่ยวกับบริการต่าง ๆ เช่น

  • บริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ ทางไลน์ ผ่านระบบวีดีโอคอล หรือเฟซบุ๊กกลุ่มปิด เป็นต้น
  • บริการที่สามารถจัดส่งถึงบ้าน
  • บริการในกรณีฉุกเฉิน

3. การติดต่อองค์กรในท้องถิ่น โซเชียลมีเดีย หรือกลุ่มทางสังคมที่สามารถให้ความช่วยเหลือหากลูกและท่านต้องการความช่วยเหลือ

คลิ๊กลิงค์นี้เพื่ออ่านบทความต้นฉบับ เรื่อง “How to handle clinical care during social distancing and school/program closures” จากเว็บไซต์ Autism Speaks

https://www.autismspeaks.org/science-news/how-handle-clinical-care-during-social-distancing-and-schoolprogram-closures

คลิ๊กลิงค์นี้เพื่ออ่านบทความต้นฉบับ เรื่อง “How to handle school closures and services for your child with autism” จากเว็บไซต์ Autism Speaks

https://www.autismspeaks.org/science-news/how-handle-school-closures-and-services-your-child-autism

ไม่ว่าสถานการณ์โควิด-19 จะจบเร็วหรือช้า บ้านอุ่นรักขอส่งมอบกำลังใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองและลูก ๆ และเราพร้อมอยู่เป็นเพื่อนคู่คิดของท่านในการเผชิญหน้ากับวิกฤตนี้ เพื่อผ่านพ้นไปด้วยกันให้ได้ด้วยดี

เครดิตบทความ: www.autismspeaks.org

เครดิตภาพ: Paul Hanaoka | Unsplash

กรณีตัวอย่าง: ปัญหาลูกโมโหรุนแรง ไม่ทำตามข้อตกลง จะแก้ไขอย่างไรกันดี | บ้านอุ่นรัก

กรณีตัวอย่าง: ปัญหาลูกโมโหรุนแรง ไม่ทำตามข้อตกลง จะแก้ไขอย่างไรกันดี | บ้านอุ่นรัก

ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ได้รับคำถามในประเด็น “ทำอย่างไรดี ถ้าลูก……” จากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองอยู่เสมอ

ในตอนนี้ เรามีกรณีตัวอย่างที่คุณแม่ท่านหนึ่งได้ถามมา และท่านอนุญาตให้เราแชร์ข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครองท่านอื่น ๆ ต่อไป

คำถามของคุณแม่:

คุณแม่กำหนดกติกาให้ลูกอายุ 5.9 ขวบว่า “อีก 10 นาทีต่อจากนี้ไป ลูกต้องอาบน้ำและแปรงฟันให้เสร็จ จากนั้น ลูกจึงจะได้ดูคลิปวีดีโอสัตว์น่ารัก 1 ตอน” แต่ลูกโอ้เอ้จนเลยเวลา คุณแม่จึงไม่ให้ลูกดูคลิปวีดีโอดังกล่าว ผลก็ คือ ลูกโมโหรุนแรง ทำท่าจะเข้ามาผลัก ตี และใช้คำพูดรุนแรง เช่น จะเอาปืนมายิงแม่ ควรทำอย่างไรดี คุณแม่เครียดมากเลยค่ะ

คำตอบของ “บ้านอุ่นรัก”:

เนื่องจาก “บ้านอุ่นรัก” ไม่ทราบพฤติกรรมของน้องในภาพรวม ตลอดจนไม่ทราบข้อมูลพื้นฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับน้อง เช่น วิธีการเลี้ยงดู และระดับอาการของน้อง เราจึงขออนุญาตให้แนวทางการรับมือกว้าง ๆ ว่า คุณแม่ควรแยกพฤติกรรมของน้องเป็น 2 ประเด็น คือ หนึ่ง: การอาบน้ำและแปรงฟัน และ สอง: การแสดงออกทางอารมณ์และใช้คำพูดรุนแรง

ประเด็นที่หนึ่ง : การอาบน้ำและแปรงฟัน

สิ่งที่คุณแม่จำเป็นต้องพิจารณา คือ

(1) เวลาที่ลูกจะอาบน้ำเสร็จด้วยตัวเองตามความเป็นจริง

(2) หากคุณแม่คิดว่าลูกควรอาบได้เสร็จภายใน 10 นาที จำเป็นต้องค้นหาว่ามีอะไรบ้างที่ทำให้ลูกไม่สามารถอาบน้ำเสร็จภายใน 10 นาที เพื่อหาทางจัดสภาพกับสิ่งนั้น แล้วค่อยทำข้อตกลงกับลูกใหม่

(3) แรงจูงใจที่คุณแม่จะนำมาใช้ ไม่ควรเป็นสิ่งที่ลูกได้รับอยู่แล้วเป็นประจำ หรือไม่ควรเป็นสิ่งที่ลูกสามารถหามาทำได้ด้วยตัวของลูกเอง หากแรงจูงใจเดิมยังไม่เหมาะสม ในระยะแรกของการปรับพฤติกรรมใหม่ ๆ อาจจะเริ่มมองหาแรงจูงใจใหม่ที่เป็นสิ่งที่ลูกชอบแต่เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ลูกไม่ได้รับเป็นประจำในชีวิตประจำวันก่อน ซึ่งอาจจะช่วยลดความขัดแย้งในกรณีที่ลูกทำไม่ได้ตามที่กำหนด

ประเด็นที่สอง : การแสดงออกทางอารมณ์และใช้คำพูดรุนแรง

การที่ลูกแสดงออกทางอารมณ์และใช้คำพูดรุนแรง น่าจะเป็นสถานการณ์ที่ลูกพยายามแสดงความรู้สึกไม่พอใจ ความรู้สึกปฏิเสธ และความรู้สึกหงุดหงิดออกมา

คุณแม่ไม่ควรแปลความหมายสิ่งที่ลูกพูดตามคำพูด 100% เพราะจะทำให้คุณแม่ขาดความมั่นใจที่จะช่วยปรับพฤติกรรมของลูก อย่างไรก็ตาม คุณแม่ควรพยายามลดโอกาสที่ลูกจะได้เรียนรู้คำเหล่านั้น และหากลูกพูดคำเหล่านั้นออกมา คุณแม่จะเพิกเฉย ไม่ไปจดจ่อกับความหมายของคำพูดนั้น แต่ให้เบี่ยงเบน ดึงความสนใจออก โดยคุณแม่พูดสั้น ๆ พูดกระชับ และพูดระบุให้ลูกรู้ว่าลูกควรทำพฤติกรรมหรือสิ่งใดแทน

ประเด็นที่สำคัญ คือ คุณแม่ต้องไม่สนใจคำพูดที่รุนแรงของลูกเลย หรืออาจเสนอประโยคที่เหมาะสมที่ลูกควรพูดในสถานการณ์นั้น ๆ เป็นการทดแทน

“บ้านอุ่นรัก” ต้องขอโทษที่ตอบคำถามของคุณแม่แบบกว้าง ๆ เนื่องจากเราไม่ทราบข้อมูลพื้นฐานระดับอาการและความเป็นมาของการเลี้ยงดูค่ะ

การปรับพฤติกรรมให้สำเร็จ โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ทำต่อเนื่องล่วงเลยมานาน ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณแม่จำเป็นต้องลองผิดลองถูก โดยไม่ใช้ถ้อยคำหรือท่าทีที่รุนแรง ค่อย ๆ ปรับโดยคำนึงถึงกติกาตามวัยพร้อมกับความรู้สึกของลูกด้วยครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ หากคุณแม่พบว่าลูกมีปัญหาพฤติกรรมในระดับที่คุณแม่เริ่มกังวลใจ ควรไปขอคำปรึกษาอย่างสม่ำเสมอจากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์ที่ดูแลลูกค่ะ เพราะหลังจากวัยนี้ผ่านพ้นไป ลูกจะถึงวัยที่มีอารมณ์หงุดหงิดรุนแรงขึ้นด้วยระดับฮอร์โมน และการปรับตัวด้านพัฒนาการทางเพศค่ะ

ทั้งนี้ หากปัจจุบัน ลูกเข้ารับการกระตุ้นพัฒนาการอยู่แล้ว คุณแม่ควรหาโอกาสพูดคุยและปรึกษาครูกระตุ้นพัฒนาการของลูกบ่อย ๆ เพื่อขอความเห็นและข้อแนะนำ จากนั้นก็นำความเห็นและคำแนะนำของคุณหมอและครูกระตุ้นพัฒนาการมาทดลองทำที่บ้าน เพื่อจะได้กลับไปพูดคุยกับคุณหมอหรือคุณครูต่อเนื่องอีก โดยเฉพาะเมื่อทดลองทำแล้วแต่ไม่สามารถทำได้สำเร็จในครั้งเดียว เมื่อลูกเข้าสู่วัยประถมในลำดับถัดไป คุณแม่ควรจะเริ่มใช้กติกาและการคุยทำข้อตกลงร่วมกันให้มากขึ้น และฝึกให้ลูกดูแลตนเอง และลดการแยกตัวที่จะหมกมุ่นกับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งที่ลูกสนใจนานเกินไปหรือมากเกินไป ไม่ควรปล่อยผ่านหรือไว้เช่นนั้น เพราะในอีกไม่นาน ลูกจะไม่ยอมทำตามการชี้นำหรือไม่ร่วมมือในการทำกิจกรรมอื่น ๆ เพราะหงุดหงิดเมื่อถูกขัดจังหวะค่ะ

ในท้ายนี้ ทีมครูบ้านอุ่นรักขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่นะคะ

เครดิตภาพ: Halanna Halila | Unsplash