แนวทางการเตรียมลูกออทิสติกวัยอนุบาลให้พร้อมก่อนเข้าโรงเรียน | บ้านอุ่นรัก

แนวทางการเตรียมลูกออทิสติกวัยอนุบาลให้พร้อมก่อนเข้าโรงเรียน | บ้านอุ่นรัก

พ่อแม่ผู้ปกครองของลูกออทิสติกวัยอนุบาลอาจเคยสงสัยว่า “ทำไมลูกออทิสติกจึงมีปัญหาในการเข้าเรียนร่วมที่โรงเรียน?” และที่สำคัญคือ “แล้วเราจะช่วยลูกได้อย่างไร?”

พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถช่วยลูกได้หลายวิธีดังแนวทางต่อไปนี้ เช่น

  1. เรียนรู้ทำความเข้าใจอาการของโรคออทิสติกที่ขัดขวางการดำรงชีวิตและการเรียนรู้ของลูก
  2. เรียนรู้แนวทางการประเมินความพร้อมของลูกก่อนเข้าเรียนร่วม
  3. รีบสร้างเสริมพัฒนาการแต่ละด้านให้ลูกไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ที่บ้านก่อนส่งลูกไปโรงเรียน

สำหรับการสร้างเสริมพัฒนาการแต่ละด้านให้ลูกไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ที่บ้านก่อนส่งลูกไปโรงเรียนนั้น ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ขอยกตัวอย่างสิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองและทีมครอบครัวสามารถทำจริงได้ที่บ้าน ดังนี้คือ

สำหรับการเตรียมความพร้อมให้กับลูก ๆ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเป็น “หัวเรือใหญ่” ในการลงมือทำ ตลอดจนต้องคอยประสานการทำงานของทีมสำคัญ 3 ทีม คือ (1) ทีมครอบครัว (2) ที่แพทย์ + ทีมบำบัด และ (3) ที่โรงเรียน + ทีมคุณครู ในหลาย ๆ  มิติ เช่น

สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการเรียนรู้  เรื่อง “การเตรียมลูกออทิสติกวัยอนุบาลให้พร้อมก่อนเข้าโรงเรียน” ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ได้เตรียมคอร์สออนไลน์เรื่องนี้ไว้พร้อมให้ท่านได้เรียนรู้ในวันและเวลาที่ท่านสะดวก

https://static.edumall.co.th/courses/HowtoprepareyourAutisticChildforkindergarten/detail?fbclid=IwAR0SyDLLYvuOxnqXLt7vERjEPIk3x9cFWBeJ9hRjtbKYY7mGHPJZjBMZZiM

“บ้านอุ่นรัก” มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า “การเตรียมความพร้อมให้ลูกออทิสติกวัยอนุบาล” จะเป็นจริงและสำเร็จได้ เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองได้เริ่มต้น  +  ลงมือทำจริง 

“มาเริ่มต้น + เรียนรู้ + ลงมือทำร่วมกันกับเรานะคะ”

เพราะ “การปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตที่โรงเรียน” เป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่เล่นสำหรับลูกออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

เพราะ “การปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตที่โรงเรียน” เป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่เล่นสำหรับลูกออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

วันนี้ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” อยากชวนพ่อแม่ผู้ปกครองลองหลับตาและคิดภาพลูกวัยอนุบาลตัวน้อยที่กำลังออกจากบ้านเพื่อเข้าสู่วิถีชีวิตใหม่ที่โรงเรียนกันค่ะ

การที่ลูกต้องออกจากบ้านเพื่อไปใช้ชีวิตที่โรงเรียนอย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมง หมายถึง (1) ลูกต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตใหม่ ผู้คนหน้าใหม่ ๆ ตลอดจนกิจวัตรใหม่ ๆ ที่หลากหลายตามตารางเรียน และ (2) ลูกต้องมีทักษะพื้นฐานตามวัยหลายด้านประกอบกันเพื่อสามารถดูแลตนเอง ตลอดจนเข้าร่วมทำกิจกรรมแบบต่าง ๆ ตามตารางเรียนให้ลุล่วงไปได้

นอกจากลูกเล็ก ๆ ต้องรู้จักปรับตัวและต้องมีทักษะพื้นฐานตามวัยที่มากพอแล้ว ลูกยังต้องมีแรงจูงใจ ความสนใจ ความกระตือรือร้น และมีความกระหายที่จะเข้าไปสำรวจสิ่งใหม่ ๆ ในลักษณะที่อดใจไม่ได้ มีความพยายามที่จะเข้าไปตอบสนองหรือมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ตรงหน้าร่วมกับครูและเพื่อนในชั้นเรียน เมื่อลูกทำได้และผ่านกระบวนการเรียนรู้ไปสักระยะหนึ่ง ลูกก็จะคุ้นชินกับวิถีชีวิตใหม่นอกบ้าน ตลอดจนเกิดการเรียนรู้เรื่องราวใหม่ ๆ ที่โรงเรียนได้อย่างมีความหมาย

กล่าวโดยย่อ คือ ลูกจะสามารถใช้ชีวิตที่โรงเรียนและเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายได้ก็ต่อเมื่อลูกมี “ความพร้อมหลายด้านที่มากพอในระดับหนึ่ง” ซึ่งระดับความพร้อมของลูกแต่ละคนก็มากน้อยต่าง ๆ กันไปขึ้นอยู่กับพัฒนาการของลูก ตลอดจนการลงมือลงแรงของพ่อแม่ผู้ปกครองในการช่วยกันเสริมสร้างและเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ให้กับลูก ๆ ล่วงหน้าก่อนส่งลูกไปโรงเรียน

กลับมาที่ลูกออทิสติก ….“บ้านอุ่นรัก” ขอทวนประเด็นปัญหาด้านพัฒนาการและภาวะการขาดความพร้อมอย่างน้อย 3 ด้านดังต่อไปนี้อีกสักรอบเพื่อพ่อแม่ผู้ปกครองเข้าใจลูกได้ดีขึ้นว่าทำไมลูกออทิสติกจึงปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตที่โรงเรียนได้อย่างยากลำบากเมื่อเทียบกับเด็กที่อยู่ในวัยเดียวกัน

ปัญหาพัฒนาการของลูกออทิสติกที่ส่งผลเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตที่โรงเรียน

  1. ขาดทักษะสังคม

ลูกออทิสติกมักขาดทักษะทางสังคม เลี่ยงการสบตา ขาดความสนใจที่จะสานต่อปฏิสัมพันธ์แบบสองทางกับคนรอบข้าง ชอบแยกตัวอยู่คนเดียว หรือแม้ในตอนที่ลูกนั่งรวมอยู่ในกลุ่ม ลูกก็ไม่ได้สานต่อกับบุคคลรอบตัว หรือทำกิจกรรมตรงหน้าร่วมกับเพื่อน ๆ อย่างจริงจัง ลูกมักไม่มองหน้าคนที่เข้ามาพูดด้วย ไม่สนใจเข้าไปเล่นร่วมกับเพื่อน ไม่สานต่อกับคุณครูเท่าที่ควร ลูกจึงแตกต่างจากเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน ที่เมื่อได้ใช้ชีวิตในโรงเรียนไปสักระยะหนึ่ง เพื่อน ๆ ก็จะปรับตัวได้ รวมกลุ่มเล่นด้วยกัน ยึดโยงคุณครูเป็นจุดศูนย์กลางของห้องเรียน และไม่ว่าคุณครูจะนำไปทางไหน เพื่อน ๆ ในชั้นเรียนก็จะเฮตามได้โดยง่าย

  1. ล่าช้าด้านการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร

ความล่าช้าทางพัฒนาการด้านภาษา เช่น การพูด  การใช้ภาษาท่าทาง  การแสดงออกทางสีหน้า การแสดงออกด้วยแววตา การสื่อสารเพื่อบอกความต้องการ การฟังเข้าใจ และการตอบสนองต่อการสื่อสารระหว่างบุคคล ลูกออทิสติกมักมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่สนใจที่จะพูดคุยกับเพื่อน ๆ และคุณครู  ไม่ทำตามคำสั่งในชั้นเรียน เพราะไม่ได้ฟังและคิดตามอย่างมีความหมาย  ไม่แสดงภาษาท่าทาง ไม่พยักพเยิด หรือชี้ชัดให้ครูรู้ว่าลูกต้องการอะไร แต่มักจะใช้วิธีดึงมือคุณครูไปหาสิ่งนั้นหรือแก้ปัญหาด้วยตนเอง เป็นต้น

  1. มีพฤติกรรมไม่สมวัย

ปัญหาลูกขาดความพร้อมด้านพฤติกรรมมักเห็นได้ชัดและเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจลูก ๆ เป็นอย่างมากทั้งนี้เพราะลูกมีอาการยึดติดรูปแบบ รู้สึกปลอดภัยกับการหมกมุ่นกับกิจกรรมเดิม ๆ ที่ตนเองรู้ขั้นตอนอย่างชัดเจน ลูกจะไม่กังวลหากได้ทำเรื่องเดิม ๆ ในรูปแบบเดิม ๆ ซ้ำ ๆ อาการยึดติดรูปแบบนี้ทำให้ลูกไม่ชอบเปลี่ยนแปลงกิจวัตร แต่ชอบทำอะไรซ้ำ ๆ ในแง่การทานอาหาร ลูกจะทานยาก เลือกทานแต่อาการเดิม ๆ ใส่เสื้อแบบเดิม ชอบกิจวัตรที่คุ้นเคยในแบบที่เลือกเอง ไม่ชอบให้ใครมาชี้นำหรือมาจัดสภาพ รู้สึกกังวลกับความเปลี่ยนแปลงรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นกิจวัตรที่ต้องทำ สิ่งแวดล้อมและผู้คนที่ต้องพบเจอ ทำให้ลูกแทบไม่มีส่วนร่วมอย่างจริงจังกับกิจกรรมที่กำลังเกิดตรงหน้า แม้ลูกอาจเข้าร่วมกับกิจกรรมในชั้นเรียนได้บางกิจกรรมที่เข้ากับความสนใจ  ก็มักร่วมทำในแบบเฉพาะของตนเองมากกว่าทำตามการนำของคุณครู

นอกจากความไม่พร้อม 3 ด้านดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ลูกออทิสติกบางคนอาจมีปัญหาเรื่องขาดความสมดุลของระบบการรับรู้เพิ่มเข้ามาอีกประการหนึ่งด้วย เช่น รับรู้ไวมากเกินไป  อารมณ์หวั่นไหว หงุดหงิดง่าย มีอาการกลัวเลี่ยงหนีสภาพบางอย่าง เช่น ไม่ชอบเข้าห้องน้ำที่เปียกแฉะ ไม่ชอบเปรอะเปื้อน ไม่ชอบเสียงดัง ไม่ชอบกลิ่นอาหารบางอย่าง หรือในรายที่ระบบการรับรู้น้อยเกินไปในบางด้าน ลูกจะชอบทำอะไรบางอย่างซ้ำ ๆ เพื่อกระตุ้นตนเองในระบบที่ตนเองขาดสมดุล (เช่น ชอบเคาะของเพื่อฟังเสียง ชอบเล็งเพ่งมองของที่หมุน ๆ  ชอบสัมผัสพื้นผิวบางอย่าง โดยจะจดจ่อทำสิ่งนั้นอย่างมาก หากเราเข้าไปแทรก ลูกจะแสดงอาการหงุดหงิด และในกรณีลูกขาดความสมดุลของระบบการรับรู้ ลูกก็จะยิ่งปรับตัวได้ยากมากขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

จะเห็นได้ว่า การที่ลูกออทิสติกมีพัฒนาการไม่สมวัยหลายด้านประกอบกัน อีกทั้งอาจมีอาการบางประการที่ส่งผลต่อการปรับตัว ลูกจึงต้องใช้ความพยายามอย่างมากหากต้องไปใช้ชีวิตที่โรงเรียน ในเมื่อ “การปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตที่โรงเรียน” เป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่เล่นสำหรับลูกออทิสติก “บ้านอุ่นรัก” จึงอยากชวนเชิญให้พ่อแม่ผู้ปกครองรีบลงมือช่วยลูกเตรียมความพร้อมเสียแต่เนิ่น ๆ ก่อนส่งลูกวัยอนุบาลเข้าโรงเรียน ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถติดต่อ “บ้านอุ่นรัก” เพื่อสอบถามเกี่ยวกับ “บริการเตรียมความพร้อมให้ลูกออทิสติกวัยอนุบาล” ได้ทั้งที่บ้านอุ่นรักสวนสยามและบ้านอุ่นรักธนบุรีในวันและเวลาทำการ หรือจะเลือกเรียนคอร์สออนไลน์ของครูนิ่มบ้านอุ่นรัก เรื่อง “การเลี้ยงดูเด็กออทิสติก ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ” และ “เตรียมลูกออทิสติกวัยอนุบาลให้พร้อมก่อนเข้าโรงเรียน” ก็ได้เช่นกัน

ลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น มีปัญหาการนอน | บ้านอุ่นรัก

ลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น มีปัญหาการนอน | บ้านอุ่นรัก

วันนี้ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ขอนำเสนอปัญหาการนอนหลายรูปแบบของลูก ๆ โดยเฉพาะลูกออทิสติกและลูกสมาธิสั้น ซึ่งเป็นปัญหาที่คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองมักนำมาพูดคุยและขอคำปรึกษากับทีมครูอยู่เสมอ ๆ

ก่อนจะพูดถึงปัญหาการนอนของลูก “บ้านอุ่นรัก” อยากสรุปความสำคัญของการนอนในเวลากลางคืนสำหรับลูก ๆ ในภาพรวมก่อนว่าทำไมลูกจึงควรเข้านอนก่อน 4 ทุ่มและควรเข้านอนให้เป็นเวลา จนกลายเป็นกิจวัตร

“ลูกควรเข้านอนก่อนเวลา 4 ทุ่ม เพื่อลูกจะได้นอนหลับลึกก่อนเวลาเที่ยงคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการหลั่งของฮอร์โมนควบคุมการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ที่มีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเซลล์กระดูก ตลอดจนช่วยเพิ่มการดูดซึมของโปรตีนในร่างกาย”

แต่ลูกที่มีอาการออทิซึมหรือสมาธิสั้น มักมีปัญหาการนอนในลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ และกลายเป็นเหตุนำที่ทำให้ลูกอาจต้องเริ่มทานยาเพื่อการบำบัดรักษาในบางกรณี

4 ลักษณะปัญหาการนอนของลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น

สำหรับการแก้ปัญหาการนอนของลูก “บ้านอุ่นรัก” อยากให้คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองลองวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาเป็นลำดับแรก เมื่อทราบสาเหตุ จะได้หาวิธีแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดด้วย “การปรับสภาพ ปรับวิถีชีวิต” ในเบื้องต้นต่อไป

การที่ “บ้านอุ่นรัก” อยากชวนให้คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองลอง “ปรับสภาพ ปรับวิถีชีวิต” เป็นเบื้องต้นก่อนตัดสินใจใช้ยา (ภายใต้การดูแลของแพทย์) เพราะเราพบว่าการปรับสภาพและปรับวิถีชีวิตสามารถช่วยบรรเทาปัญหาการนอนของลูก ๆ จำนวนหนึ่งได้ แต่ในลูกรายที่มีปัญหาเรื่องการนอนชนิดหนักหนาจริง ๆ จนการปรับสภาพ ปรับวิถีชีวิต ไม่สามารถช่วยได้ คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองก็จำเป็นต้องพาลูกไปพบและปรึกษาแพทย์ เพื่อวินิจฉัยอาการ ตลอดจนพิจารณาเรื่องการใช้ยาเพื่อการบำบัดรักษาในลำดับถัดไป

แนวทางแก้ไขปัญหาการนอนของลูกด้วย “การปรับสภาพ ปรับวิถีชีวิต”

“การปรับสภาพ ปรับวิถีชีวิต” ตามแนวทางข้างต้น คือ เน้นการทำให้ช่วงเวลาก่อนเข้านอน 30 นาทีเป็นช่วงเวลาพิเศษที่มีการจัดสภาพเพื่อเตรียมเข้านอนอย่างชัดเจน จึงไม่ใช่เพียงปรับตัวลูก ๆ แต่ยังเป็นการปรับวิถีของพ่อแม่ผู้ปกครองควบคู่ไปอีกประการหนึ่งด้วย เช่น การจัดเวลาที่แน่นอนเพื่อพาลูกเข้านอนโดยที่เด็ก ๆ ไม่ต้องเล่น หรือดูทีวีรอพ่อแม่ผู้ปกครอง มีการลดการใช้โทรศัพท์ ย้ายคอมพิวเตอร์ และทีวีออกจากห้องนอน ซึ่งบางครั้งที่ผ่านมาเราไม่เคยสังเกตุเห็นว่ามีอะไรบางอย่างในวิถีชีวิตที่เราทำมานาน จนสร้างภาวะการนอนที่ไม่มีรูปแบบในชีวิตของลูก และกลายเป็นช่วงเวลาที่ลูกได้เล่น กิน หมกมุ่นกับกิจกรรมบางอย่างจนลูกไม่อยากจะเข้านอน

การปรับวิถีการเข้านอนของลูกไม่ใช่เรื่องง่าย  เพราะต้องปรับความเคยชินทั้งลูกและพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งกว่าแต่ละครอบครัวจะทำได้สำเร็จ มักใช้เวลายาวนาน บางบ้านต้องปรับกันหลายเดือน หลายครั้ง กว่าจะทำได้สำเร็จ แต่ถ้าทำสำเร็จแล้วจะคุ้มค่ามาก เพราะลูกจะเข้านอนได้ดีขึ้น ลูกได้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ จึงมีผลดีต่อสุขภาพของลูกและพ่อแม่ผู้ปกครองด้วย และที่มีคุณค่ากว่านั้น คือ พ่อแม่ผู้ปกครองจะได้ผ่านประสบการณ์ฝึกวิเคราะห์ ฝึกแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ มากกว่าเลือกใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยความสะดวกหรือง่าย เช่น ให้ยาเพื่อให้ลูกหลับ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ง่าย เห็นผลเร็ว โดยไม่ต้องลงแรง แต่จะขาดโอกาสดี ๆ ที่จะได้ลองผิดลองถูกจนเกิดทักษะใหม่ ๆ ที่ดีในการดูแลลูก ซึ่งการแก้ปัญหาพฤติกรรมของลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น ด้วยการลองทำ และลงมือทำที่บ้าน เป็นเรื่องจำเป็นมากในการเลี้ยงดูลูกให้เติบโตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี

คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองลองปรับวิถีสภาพและวิถีชีวิตดูกันสักตั้งก่อนนะคะ หากลองทำและลองปรับทุกทางแล้ว ยังไม่สำเร็จ การใช้ยาสักระยะหนึ่งเพื่อปรับวิถีการนอนหรือเพื่อแก้ปัญหาบางอย่างอาจจำเป็นต้องทำภายใต้การดูแลของแพทย์ประจำตัวเด็กสำหรับเด็กบางคน

เครดิตภาพ: freepik.com

“ข้อมูลที่ควรสังเกตุและจดบันทึก” ก่อนพาลูกไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาปัญหาลูกพูดช้า | บ้านอุ่นรัก

“ข้อมูลที่ควรสังเกตุและจดบันทึก” ก่อนพาลูกไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาปัญหาลูกพูดช้า | บ้านอุ่นรัก

โดยทั่วไป ลูกในวัย 1 ขวบ มักเริ่มพูดออกเสียงเป็นคำ 1 พยางค์ ให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้ยิน แต่ลูกบางรายที่พูดช้า พ่อแม่ผู้ปกครองย่อมวิตกกังวล และในบางกรณีอาจจำเป็นต้องพาลูกไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กเพื่อวินิจฉัยอาการ ให้คำปรึกษาเรื่องแนวทางกระตุ้นการพูด ตลอดจนให้การบำบัดรักษาที่ทันท่วงที

ในกรณี “ลูกพูดช้า” ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ขอแนะนำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง “สังเกตุและจดบันทึกข้อมูล” ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่จะส่งต่อให้แพทย์และทีมบำบัดรักษานำไปใช้ประกอบการวินิจฉัย ตลอดจนช่วยแก้ไขปัญหาในขั้นตอนต่อไป

“ข้อมูลที่ควรสังเกตุและจดบันทึก” ก่อนพาลูกไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาเรื่องอาการลูกพูดช้า

1: คุณภาพการพูดตามวัย

คุณภาพการพูดตามวัยของเด็ก ที่พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถสังเกตุและนึกภาพตามได้โดยง่าย เป็นดังนี้ คือ

1 ขวบ: เริ่มพยายามสื่อความหมายได้ 1 พยางค์ง่าย ๆ เป็นหมวดคำที่หลากหลาย เช่น หม่ำ  หมา  ไป  แม่  ไม่

2 ขวบ: สื่อความหมายได้ 2 พยางค์

3 ขวบ: สื่อความหมายได้ 3 พยางค์ และพูดได้คละหมวด

4-5 ขวบ: ใช้ประโยคสั้น ๆ ได้ใจความค่อนข้างสมบูรณ์  สื่อสิ่งที่ต้องการได้อย่างเข้าใจความหมาย สานต่อการสนทนาไปในทิศทางเดียวกับเนื้อหาของคู่สนทนาได้ และเด็กจะสื่อความหมายด้วยหลายวิธีประกอบกันทั้งพูด ทำท่าทางประกอบ สบตา ชี้ชวน เช่น พยักหน้า และจะแสดงสีหน้าประกอบให้เห็นการสื่อถึงอารมณ์ได้ชัดเจน

2. ลักษณะการพูดของเด็กที่พูดช้า

สำหรับเด็กที่พูดช้า โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้ ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถลองสังเกตุลักษณะการพูดของลูก จดบันทึกว่าลูกน่าจะอยู่ในเด็กพูดช้ากลุ่มใด และส่งข้อมูลให้แพทย์ต่อไป

A: เด็กปกติทั่วไปแต่มีพัฒนาการด้านการพูดช้ากว่าเพื่อนไนวัยเดียวกันจึงพูดช้าซึ่งพบได้เสมอ ลักษณะของเด็กในกลุ่มนี้ คือ เด็กมักพยายามที่จะพูด มีการสบตาเว้าวอน และสามารถใช้ภาษาท่าทางแบบเจาะจงได้ เช่น ชี้ไปยังสิ่งที่ต้องการ ทำท่าพยักพเยิด หรือมองไปยังของที่ต้องการแม้ของสิ่งนั้นจะอยู่ในที่ ๆ ไกลออกไป

B: เด็กอาจมีปัญหาพัฒนาการบางด้านที่ส่งผลให้พูดช้าหรือพูดไม่สมวัย เช่น อาการสมาธิสั้นที่ส่งผลให้เด็กซนจนไม่สนใจเลียนแบบการพูด อย่างไรก็ตาม เด็ก ๆ ในกลุ่มนี้ยังมีความพยายามที่จะสื่อสารบอกความต้องการด้วยการสบตา หรือใช้ภาษาท่าทาง เช่น มองไปที่ของ มองกลับมาที่พ่อแม่ แล้วสบตาและพยักพเยิด

C: เด็กที่อาจมีอาการออทิสติก ไม่สบตา ไม่สานต่อแบบสองทาง ไม่ใช้ภาษาท่าทางที่ชี้ชัด เช่น เมื่อต้องการอะไร เด็กจะลากมือพ่อแม่ไปโดยไม่ช้อนตาขึ้นมองหน้าพ่อแม่ อาจจะมองที่ของ แต่ไม่สลับกลับมามองคนที่จะช่วยไปเอาของให้ ไม่ชี้ไปยังของที่ต้องการ ไม่ทำท่าพยักพเยิดประกอบ

3: สำหรับลูกที่อยู่ในวัย 2.6 ขวบและยังไม่พูด ร่วมกับมีการเคลื่อนไหวที่ดูไม่สมวัย เช่น เดินช้า เคลื่อนไหวแบบดูไม่แข็งแรง ป้อแป้ ก้าวขึ้น-ลง ทางต่างระดับไม่คล่อง ลุกยืนไม่คล่อง ปีนป่ายเก้งก้าง วิ่งเร็ว ๆ และหยุดเบรกไม่ได้ พ่อแม่ผู้ปกครองควรจดบันทึกลักษณะร่วม และรีบพาลูกไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็กโดยเร็ว

พัฒนาการด้านการพูดที่ลูกทำได้ตามวัยนับเป็นพื้นฐานที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งของทักษะการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารอันส่งผลต่อการเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ของลูกในวัยถัด ๆ ไป ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตุการพูดของลูก ตลอดจนจดบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้จากการสังเกตุ หากพบว่าลูกพูดช้า ก็ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กเพื่อทำการวินิจฉัยอาการ และเข้าสู่การบำบัดรักษาสำหรับลูกรายที่มีปัญหาด้านการพูดต่อไป

เครดิตภาพ: freepik

เล่นยิมนาสติกบอลกับลูก ให้ลูกได้ทักษะ พร้อม ๆ กับได้เล่น | บ้านอุ่นรัก

เล่นยิมนาสติกบอลกับลูก ให้ลูกได้ทักษะ พร้อม ๆ กับได้เล่น | บ้านอุ่นรัก

ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ใช้การเล่นหลายแบบ หลายวิธี ในการกระตุ้นพัฒนาการและทักษะให้กับลูกศิษย์ที่มาเรียนกับเรา

ยิมนาสติกบอลก็เป็นอุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่ง ที่เรานำมาใช้ในการฝึกและกระตุ้นทักษะด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ให้กับเด็ก ๆ

– ใช้เชื่อมโยงด้านปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

– ใช้กระตุ้นระบบการรับสัมผัส

– ใช้ฝึกการคงสมาธิ และ

– ใช้ฝึกการคงสายตา

คลิกเพื่อชมคลิป

 

สำหรับท่านที่ได้ชมคลิปของเราแล้ว ขอให้ลองใช้ยิมนาสติกบอลในการเล่นกับลูก ๆ เด็ก ๆ ที่บ้าน เพื่อพวกเขาได้พัฒนาทักษะที่รอบด้านมากยิ่งขึ้น พร้อม ๆ กับได้เล่นสนุก และมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับพ่อแม่ พี่น้อง และคนที่บ้านค่ะ