8 แนวทางการเลี้ยงดูลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น ในวัยประถมถึงวัยรุ่น (ตอนที่ 1) | บ้านอุ่นรัก

8 แนวทางการเลี้ยงดูลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น ในวัยประถมถึงวัยรุ่น (ตอนที่ 1) | บ้านอุ่นรัก

ลูกที่อยู่ในวัยประถมจนถึงช่วงย่างเข้าสู่วัยรุ่น เป็นช่วงวัยรอยต่อที่สำคัญอีกช่วงหนึ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเลี้ยงดูอย่างมีแนวทางที่ชัดเจน ทั้งนี้เพื่อสามารถส่งต่อการเจริญเติบโต ตลอดจนสร้างเสริมพัฒนาการของลูกให้ก้าวหน้าขึ้นไปได้ตามลำดับ

สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่กำลังมองหาแนวทางการเลี้ยงดูลูกออทิสติก สมาธิสั้น ที่อยู่ในวัยประถมถึงวัยรุ่น ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ขอเสนอภาพรวมของ “ 8 แนวทางการเลี้ยงดูลูกออทิสติก สมาธิสั้น ในวัยประถมถึงวัยรุ่น” ดังนี้ คือ

1: วางโครงสร้างในชีวิตประจำวันของลูกให้ชัดเจนและหลากหลาย ครอบคลุมหัวข้อที่จะส่งเสริมพัฒนาการ

2: ตั้งเป้าหมายให้ลูกวัย 7 ปีขึ้นไป เริ่มดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน

3: เริ่มสอนลูกอายุ 12 ปีขึ้นไป ให้มีส่วนช่วยทำงานบ้านเพื่อเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของครอบครัว

4. สอนมารยาทและแทรกกติกาง่าย ๆ ตามวัย

5. สอนลูกดูแลด้านร่างกายที่เริ่มเปลี่ยนแปลง

6. สอนพฤติกรรมทางเพศ

7. สอนวิธีรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์

8. สอนลูกทำงานอดิเรกที่มีรูปแบบเหมาะสม เพื่อลูกได้ใช้เวลาทำกิจกรรมที่ชอบ ตลอดจนหาทางต่อยอดสู่อาชีพ

ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมของแนวทางแต่ละข้อ โปรดติดตามได้ในตอนถัดไป

ต้องเริ่มต้นช่วยลูกด้วยวิธีใด จึงจะดีที่สุด? | บ้านอุ่นรัก

ต้องเริ่มต้นช่วยลูกด้วยวิธีใด จึงจะดีที่สุด? | บ้านอุ่นรัก

“การพาลูกไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก คือ จุดเริ่มต้นในการช่วยลูกที่ดีที่สุด” 

เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองวิตกกังวลว่าลูกอาจมีปัญหาด้านพัฒนาการหรือพฤติกรรม การสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเองทางอินเตอร์เน็ต การหาแบบประเมินมาทำเช็คลิสต์ ตลอดจนการลองประเมินลูกเป็นการเบื้องต้นด้วยตนเองอาจช่วยให้ท่านได้ข้อมูลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ท่าน (1) ต้องไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น (2) ต้องไม่รีรอ และ (3) ต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก เพื่อแพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดก่อนที่จะสรุปคำวินิจฉัยอย่างถูกหลักทางการแพทย์ได้ต่อไป

การตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดของแพทย์ก่อนการสรุปคำวินิจฉัย มีกระบวนการคร่าว ๆ คือ

ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ขอส่งใจช่วยพ่อแม่ผู้ปกครองและลูก ๆ ทุก ๆ คน และเราจะพยายามสนับสนุนข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการในส่วนที่เราซึ่งเป็นทีมครูกระตุ้นพัฒนาการทำได้ เพื่อคลายความวิตกกังวลของท่าน แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องย้ำ คือ “การช่วยแก้ปัญหาด้านพัฒนาการหรือพฤติกรรมให้กับลูก ๆ ท่านต้องเริ่มต้นลงมือทำอย่างถูกวิธีให้เร็วที่สุด ซึ่งสำหรับเราแล้ว การพาลูกไปพบและปรึกษาแพทย์ (แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์) คือ สิ่งที่ต้อง (รีบ) ทำเป็นลำดับแรก เพื่อนำสู่การตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ต่อด้วยการสรุปคำวินิจฉัยตามหลักการ การบำบัดรักษาพยาบาล การเลี้ยงดู และการดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างพัฒนาการให้กับลูกได้ในลำดับถัด ๆ ไป”

หากแพทย์วินิจฉัยว่าลูกมีปัญหาด้านพัฒนาการหรือพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นอาการออทิสติก สมาธิสั้น หรือพัฒนาการช้าไม่สมวัย พ่อแม่ผู้ปกครองจะได้พาลูกไปพบทีมครูกระตุ้นพัฒนาการและทีมบำบัด และส่งต่อข้อมูลคำวินิจฉัย ตลอดจนความเห็นของแพทย์ให้กับทีมครูกระตุ้นพัฒนาการและทีมบำบัดเพื่อช่วยลูกได้อย่างถูกทางต่อไป

Photo: Jcomp | Freepik

2 วิธีสานต่อแบบสองทาง | บ้านอุ่นรัก

2 วิธีสานต่อแบบสองทาง | บ้านอุ่นรัก

การสานต่อแบบสองทางระหว่างพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็ก ๆ มีอยู่ 2 ลักษณะ คือ

  • การสานต่อแบบสองทางด้วยการแทรกซึมตัวเราให้เด็กเคยชินที่จะอยู่กับเรา ทำได้โดยเราไม่ปล่อยให้เด็กแยกตัวออกไปทันที หรือแยกตัวออกไปทำกิจกรรมที่หมกมุ่น หรือแยกตัวออกไปนั่งเล่นอยู่คนเดียว การสานต่อแบบสองทางในลักษณะนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเน้นความพยายามทำให้ช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความสนุก และให้ความสำคัญกับการเพิ่มความแน่นแฟ้นให้มากขึ้น ๆ ตลอดจนมุ่งขยายระยะเวลาแห่งความสุขและสนุกร่วมกันนี้จากระยะเวลาสั้น ๆ เป็นเวลาที่นานยิ่ง ๆ ขึ้น การแทรกซึมนี้มี “การเล่น” เป็น “สื่อกลาง” ระหว่างเราและเด็ก ซึ่งเป็นทั้งการเล่นแบบที่มีของเล่นและการเล่นระหว่างเรากับเด็กโดยไม่ต้องมีของเล่นก็ได้ เช่น เล่นจะเอ๋ เล่นจั๊กจี้ เล่นวิ่งไล่จับและสบตากัน เล่นนั่งเครื่องบินบนขาและสบตากัน หรือนำเด็กทำกิจกรรมที่เด็กชอบโดยมีเราเป็นส่วนรวม เป็นต้น
  • การสานต่อแบบสองทางด้วยการวางเงื่อนไขสองสิ่งเพื่อให้เด็กคุ้นเคยที่ได้อยู่กับเราและเข้ามาอยู่ในครรลองที่เราพยายามนำทางเขาได้ในลำดับถัดไป ซึ่งศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” จะชวนพ่อแม่ผู้ปกครองคุยรายละเอียดของการสานต่อด้วยวิธีนี้กันต่อในตอนต่อไป อย่างไรก็ตาม การสานต่อแบบสองทางด้วยการวางเงื่อนไขนี้มีข้อพึงระวังคือเราต้องไม่เน้นที่จะการวางเงื่อนไขแบบจริงจังแต่เพียงฝ่ายเดียวจนลืมที่จะเน้นกันสานต่อแบบสองทางในทางบวกกับเด็ก ไม่เช่นนั้น จะกลายเป็นว่าเราเน้นแต่ซีนดุ ซีนวางเงื่อนไข ซีนต้องทำแบบนี้จึงจะได้ความสุขหรือความสนุกเป็นการตอบแทน หากบรรยากาศการวางเงื่อนไขออกเป็นแนวนี้ เด็ก ๆ ก็จะไม่รู้สึกถึงความสุขและสนุกที่ใช้เวลาร่วมกันกับเรา เราจึงต้องระวังเรื่องการสานต่อแบบสองทางด้วยการวางเงื่อนไขอยู่บ้างเช่นกัน

ไม่ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองเลือกใช้วิธีใดในการสานต่อแบบสองทางกับลูก ขอให้ท่านคงแก่นแท้ของการสานต่อแบบสองทางดังต่อไปนี้ไว้ให้ได้ เพื่อท่านสามารถสร้างเสริมคุณภาพชีวิตให้กับลูก ๆ เพิ่มบรรยากาศทางบวกในครอบครัว พร้อม ๆ กับได้มีช่วงเวลาแห่งความสุขและสนุกร่วมกัน

  • เน้นการสร้างโอกาส หรือมีโอกาสสร้างและสานต่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ได้เล่นด้วยกัน ได้ใช้เวลาสนุกด้วยกันเยอะ ๆ และสร้างสัมพันธภาพทางบวกกับเด็ก
  • เน้นเป้าหมายการทำให้เด็กคุ้นเคยที่จะได้อยู่กับเรา ได้ใช้เวลาร่วมกันกับเราเพื่อเล่น สำรวจสิ่งแวดล้อม เรียนรู้และทำกิจกรรมสนุก ๆ แบบใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเสริมทักษะของเด็กอย่างรอบด้าน
  • เน้นการได้หัวเราะและได้สบตากัน เพื่อทำให้เด็กรับรู้ว่าการอยู่กับพ่อแม่ผู้ปกครองนั้นมีทั้งความสนุกและความสุข
  • เน้นการลงมือทำในชีวิตจริง เพื่อให้เด็กสัมผัสให้ได้ว่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดลูกจะมีพ่อแม่ผู้ปกครองที่รัก เข้าใจ และเป็นเพื่อนกับลูกเสมอ

เครดิตภาพ: Freepik.com

การปรับการทานอาหารของลูก | บ้านอุ่นรัก

การปรับการทานอาหารของลูก | บ้านอุ่นรัก

คุณพ่อของลูกศิษย์ “บ้านอุ่นรัก” ได้เห็นรูปเด็ก ๆ นั่งทานข้าวด้วยตนเองที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ท่านจึงส่งข้อความมาบอก “บ้านอุ่นรัก” ว่า “เห็นเด็กนั่งรับประทานอาหาร…สบายใจกินเองเป็นแล้ว..ไม่ต้องป้อนแล้วครับ”

ข้อความข้างต้นทำให้เราย้อนคิดถึงวิธีปรับการทานอาหารของลูกขึ้นมาได้ว่า “การปรับการทานอาหารของลูกต้องทำให้สำเร็จตั้งแต่ลูกยังเป็นเด็กเล็กและทำได้ง่ายมาก” ทั้งนี้ กลุ่มลูกเจี๊ยบ (เด็กเล็ก) ที่ “บ้านอุ่นรัก” มักจะทำได้สำเร็จ ขอเพียงเราตั้งใจจริงที่จะฝึกลูกนั่งกับที่ ไม่เดินป้อน ฝึกตักอาหารเองและทานอาหารให้ได้หลากหลาย ส่วนการเปื้อนเปรอะไม่ต้องไปสนใจ แต่ให้ใส่ใจกับการได้ใช้เวลานั่งอยู่ข้าง ๆ เพื่อคอยสังเกตลูก ประกบลูกตามความเหมาะสม ดูแลห่าง ๆ เพื่อลูกทำได้ หากฝึกการทานอาหารได้สำเร็จ จะลดปัญหาการดำรงชีวิตได้อย่างมาก และทำให้ลูกดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นธรรมชาติในสังคม

ส่วนลูกที่มาเริ่มทำตอนอายุเกิน 4 ขวบแล้ว อาจทำได้ยากขึ้นแต่ก็ยังทำได้ โดยเราอาจต้องใช้การฝืนให้ลูกทานอาหารที่ไม่เคยทานให้ได้วันละ 3-5 คำ แม้ลูกต่อต้านรุนแรง เราก็ต้องฝืนทำ และที่สำคัญ คือ ต้องมีการปรับการทานอาหารของลูกทั้งในขณะที่ลูกอยู่ที่โรงเรียนกับครูหรือครูกระตุ้นพัฒนาการ และอยู่ที่บ้านกับพ่อแม่ผู้ปกครอง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ทำ ผลที่ได้ในระยะยาวจะไม่ดี กล่าวคือ เมื่อลูกโตขึ้นและไม่มีเราอยู่ด้วยเพื่อช่วยเตรียมอาหาร ลูกจะมีความยากลำบากในการดำรงชีวิตและอาจจะสร้างความลำบากให้ผู้ดูแล

ดังนั้น เราควรต้องรีบปรับการทานอาหารของลูกเสียแต่เนิ่น ๆ ฝืนใจ ฝืนลูกวันละนิด ดีกว่าให้เขาไปมีอุปสรรคในการดำรงชีวิตตอนโต

ลดความขัดแย้งด้วยการให้โอกาสลูกได้ร่วมวางแผนในกิจวัตรที่เกี่ยวกับตนเอง | บ้านอุ่นรัก

ลดความขัดแย้งด้วยการให้โอกาสลูกได้ร่วมวางแผนในกิจวัตรที่เกี่ยวกับตนเอง | บ้านอุ่นรัก

เมื่อถึงวัยที่ลูกพยายามเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตนเอง เช่น  ลูกในวัย 2-5 ขวบ ลูกออทิสติก หรือลูกสมาธิสั้น ที่เริ่มมีพัฒนาการทางอารมณ์ซับซ้อนขึ้น พ่อแม่ผู้ปกครองจะรู้สึกว่าลูก ๆ เริ่มเป็นเด็กเลี้ยงยากและช่างปฏิเสธ ทั้งนี้เพราะเด็กในวัยนี้กำลังเริ่มเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเอง แต่ยังไม่รู้วิธีที่จะจัดการและบริหารอารมณ์ จึงมักแสดงออกด้วยท่าทีต่อต้านหรือปฏิเสธจนกลายเป็นความขัดแย้งกับพ่อแม่ผู้ปกครองในบางเหตุการณ์ได้

เมื่อลูกเติบโตมาถึงวัยนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องทำความเข้าใจธรรมชาติตามวัยของลูก ทำใจยอมรับ พร้อมกับปรับเปลี่ยนยุทธวิธีในการเลี้ยงดูลูกเพื่อลดความขัดแย้ง เพราะแต่เดิมนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองอาจเคยชินที่จะเป็นคนนำทางและสั่งให้ลูกทำสิ่งต่าง ๆ ตาม “คำสั่ง” เสียเป็นส่วนใหญ่

แนวทางหลัก ๆ ของการปรับเปลี่ยนวิธีเลี้ยงดูลูกที่อยู่ในวัยนี้ คือ การเปิดโอกาสให้ลูกมีส่วนคิดและร่วมวางแผนในกิจวัตรของตนเองแทนการทำตามคำสั่ง หรือทำตามการชี้นำของพ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหมด โดยมีเป้าหมายที่การฝึกลูกให้สามารถทำกิจวัตรทุกอย่างได้ครบถ้วนและเหมาะสมด้วยตนเอง ซึ่งการทำเช่นนี้ นับเป็นการสนับสนุนให้ลูกได้เติบโตทางอารมณ์อย่างสมวัย อีกทั้งสามารถตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตนเองได้ดียิ่งขึ้นตามไปด้วย โดยลูกจะมีพ่อแม่ผู้ปกครองช่วยเป็นคู่คิดอยู่ข้าง ๆ  

จากแนวทางข้างต้น ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” จะยกตัวอย่างขั้นตอนการลงมือทำเพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้เห็นภาพยุทธวิธีที่ชัดเจนขึ้น ดังนี้

  • หลังเลิกเรียนหรือในแต่ละวัน พ่อแม่ผู้ปกครองชวนลูกพูดคุยว่ามีกิจกรรมใดที่ลูกจำเป็นต้องทำในแต่ละวันบ้าง
  • เขียนลิสต์ (List) ภาพรวมของกิจกรรมหรือกิจวัตรที่ลูกจำเป็นต้องทำให้เสร็จ และค่อยเพิ่มกิจกรรมที่ลูกชอบหรือต้องการทำเพิ่มเติม เพื่อลูกรับรู้ภาพรวมของกิจกรรมทั้งหมดที่ต้องทำในแต่ละวัน เช่น วันนี้ลูกจะทำอะไรบ้าง ทำอะไรก่อน-หลัง และทำกิจกรรมใดในเวลาใด เป็นต้น
  • เพิ่มสีสันและความสนุกลงไปในตารางกิจวัตรประจำวันของลูก โดยให้ลูกออกแบบและลงมือทำตารางกิจวัตรนั้น ๆ ด้วยตนเอง เช่น วาดเป็นรูป ตัดแปะรูปกิจกรรม เขียนคำสั้น ๆ  พร้อมกับใส่กำหนดเวลาว่าจะทำอะไร ในเวลาใด ทั้งนี้ การให้ลูกลงมือทำตารางกิจวัตรให้น่าสนใจนับเป็นการฝึกให้ลูกทวนย้ำกับตนเองถึงกิจวัตรต่าง ๆ ที่จะต้องทำอีกด้วย
  • พ่อแม่สามารถช่วยลูกปรับแต่งตารางกิจวัตรตามความเหมาะสม หรืออาจเสนอแนะเพิ่มเติมเรื่องกิจกรรมและเวลาในการลงมือทำกิจกรรม
  • เชื่อใจ ใจเย็น รอให้ลูกทำตามกิจวัตรที่วางแผนไว้ หากลูกมีท่าทีงอแง หรือยังไม่สามารถควบคุมตนเองได้ดีนัก ในระยะแรก พ่อแม่ผู้ปกครองอาจช่วยเตือนลูกก่อนถึงเวลา และเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ หรือแม้กระทั่งจับนำให้ลูกทำ หรือควบคุมให้ลูกทำแบบไม่ให้ลูกรู้ตัว เพื่อให้ลูกลงมือทำได้ตามรายการที่ลูกวางแผนไว้ หรือหากจำเป็นก็สามารถปรับแต่งแผนได้บ้างตามความเหมาะสม
  • เมื่อลูกทำกิจวัตรแต่ละอย่างเสร็จ เพิ่มความสนุกด้วยการให้ลูกกากบาทเช็คลิสต์ด้วยตนเอง ติดสติ๊กเกอร์รูปดาว หรือรูปการ์ตูนน่ารัก ๆ แทนสัญลักษณ์ว่าลูกได้ทำกิจวัตรนั้น ๆ สำเร็จแล้ว
  • อาจมีการคุยหรือตกลงกันว่าถ้าลูกทำสำเร็จได้ต่อเนื่อง เช่น ทำได้ครบ 1 วันในระยะแรก ครบ 3 วัน หรือครบ 1 สัปดาห์ ลูกจะได้ทำกิจกรรมพิเศษอื่น ๆ เช่น ทำขนมที่ลูกชอบ ขี่จักรยาน ซื้อขนมพิเศษ เพิ่มเวลาวิ่งเล่น หรือเพิ่มเวลาในการดูรายการต่าง ๆ ที่เหมาะสมตามความชอบของลูก เป็นต้น

เมื่อเราได้ทำตามแนวทางและขั้นตอนต่าง ๆ ข้างต้น เท่ากั[เราได้เริ่มเปิดโอกาสให้ลูกมีส่วนร่วมกำหนดชีวิตตนเอง และนำพาตนเองตามธรรมชาติที่ลูกวัยนี้ต้องการ ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังอยู่ในขอบเขตที่พ่อแม่ผู้ปกครองยังสามารถดูแลลูกได้

พ่อแม่ผู้ปกครองลองทดลองทำอย่างสม่ำเสมอด้วยความเข้าใจ ใจเย็น และอดทน ทั้งนี้ ในระยะแรก ลูกอาจยังหยุดตัวเองไม่ได้ หรือไม่สามารถทำตามลำดับกิจวัตรได้ทั้งหมด เพราะลูกยังไม่คุ้นเคย แต่เมื่อเราขยันทำไปเรื่อย ๆ อย่างมีรูปแบบที่ชัดเจน ในวันหนึ่งจะเริ่มเห็นผลและก่อให้เกิดความภาคภูมิใจว่าเราช่วยลูกได้ และลูกของเราสามารถดูแลตนเองได้ นำพาตนเองได้ รู้จักวางแผนชีวิตประจำวัน และทำกิจวัตรต่าง ๆ สำเร็จได้ด้วยตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นนิสัยติดตัวลูกไปจนโตอย่างเด็กที่รู้จักรับผิดชอบตนเองได้อย่างดีโดยที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ต้องกวดขันมากเกินไปนัก

ไม่ลองก็คงไม่รู้ ดังนั้น ต้องเริ่มต้น ต้องลงมือทำ ต้องใจเย็น เพื่อผลสำเร็จปลายทางที่อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมค่ะ