by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ตอน: แทรกกิจกรรมฝึกคงสมาธิ
การแทรกกิจกรรมฝึกคงสมาธินับเป็นการปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่อีกประการหนึ่งที่จะส่งผลให้ลูกที่เคยซน อยู่ไม่สุข วิ่งวุ่นไป ๆ มา ๆ ทั้งวันแบบไร้รูปแบบ ไร้ทิศทาง และขาดการคุมตน มีอาการดีขึ้นได้
เวลาอยู่กับลูก ๆ ที่บ้าน คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครองควรเพิ่มโอกาสให้ลูกได้ทำกิจกรรมที่อาศัยการลงมือทำแบบรวดเดียวจบให้เหมาะสมตามวัย โดยการตั้งเป้าหมายสิ่งที่ลูกทำได้ตามวัยของลูกเป็นหลัก เช่น ลูกวัย 2 ขวบ เราตั้งเป้าให้ทำกิจกรรมคงสมาธิให้ได้ 5-7 ชิ้น ลูกวัย3 ขวบ 7-10 ชิ้น และลูกวัย 4 ขวบ 10-15-20 ชิ้น ทั้งนี้ ต้องเป็นการทำแบบรวดเดียวจบ
นอกจากนั้น เราต้องเลือกแทรกกิจกรรมฝึกคงสมาธิที่ใช้การลงมือทำที่เรามั่นใจว่าง่ายและลูกทำได้แน่ ๆ ไม่ใช่ลูกไม่ทำเพราะทำยากจนลูกไม่อยากทำ ซึ่งกิจกรรมที่เรามั่นใจว่าลูกทำได้แน่ ๆ ขอให้เน้นที่จำนวนชิ้นงานที่ลูกควรทำได้ต่อรอบ โดยกิจกรรมต้องหลากหลาย (ไม่ใช่เลือกเฉพาะกิจกรรมที่ลูกชอบทำ) เพื่อเราสามารถชักชวนและกระตุ้นให้ลูกร่วมทำกิจกรรมง่าย ๆ ที่ใช้การลงมือทำทีละ 5-7 ชิ้น ให้ได้สัก 10 อย่างสลับกันไปมาในแต่ละวัน
ตัวอย่างกิจกรรมฝึกคงสมาธิที่หลากหลาย เช่น หยอดกระปุกออมสิน ปักหมุดใหญ่ลงแท่น ต่อบล็อกขึ้นสูงด้านบน เสียบลูกปัดใหญ่ครอบลงบนตะเกียบ ใส่บล้อครูปทรงง่าย ๆ เช่น วงกลมหรือสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ไม่มีเหลี่ยมมุมมากนัก เป็นต้น
การที่เราเลือกกิจกรรมที่ลูกจะทำได้แน่ ๆ เพราะเราต้องการตัดประเด็นว่าถ้ากิจกรรมยากเกินไป ลูกอาจหมดสนุกและละความสนใจกลางคัน
สำหรับการทำกิจกรรมในวันแรก ๆ คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครองควรนั่งประกบ สังเกต ตลอดจนนับตามในใจว่าลูกทำกิจกรรมต่อเนื่องได้คราวละกี่ชิ้นก่อนที่ลูกจะหยุดหรือละความสนใจ ทั้งนี้ เพื่อประเมินฐานเดิมของช่วงการคงสมาธิของลูก เช่น ลูกอายุ 3 ขวบ ทำได้ทีละ 4 ชิ้นแล้วหยุด เราก็จะนำทางและกระตุ้นลูกด้วยการที่เราส่งหมุดต่อเนื่องให้ลูกปักหมุดจนครบ 10 ชิ้นต่อ ๆ กัน และพอลูกเริ่มกลับมาลงมือทำได้อย่างต่อเนื่องด้วยตนเอง เราก็จะหยุดส่งหมุดให้ลูก แต่จะวางหมุดไว้ แล้วปล่อยให้ลูกทำต่อเอง โดยลดการช่วย ซึ่ง “บ้านอุ่นรัก” ขอเน้นว่าต้องทำแบบนี้บ่อย ๆ ทำทุกวัน ทำวันละหลาย ๆ รอบ ต้องเปลี่ยนกิจกรรมให้หลากหลาย และควรหากิจกรรมในบ้านที่มีอุปกรณ์อยู่แล้ว เช่น ตักข้าวสารใส่ถ้วยรอบละอย่างน้อย 10 ช้อน หยิบเมล็ดถั่วแดงใส่ขวด 10 เม็ด ระบายสีคราวละ 10 ทีแปรง (ไม่ใช่ระบายสีได้เพียง 3 เส้นแล้วหยุดทำ) เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
กิจกรรมคงสมาธิที่เราให้เด็ก ๆ นักเรียนของเราทำจริงที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” มีมากมายและหลากหลายกว่านี้ แต่ในที่นี้ เราหยิบยกมาเพียงบางอย่างที่เราเห็นว่าคุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง และสมาชิกในบ้าน พอจะทำเองได้ที่บ้าน ทำได้จริง และทำแล้วได้ผลค่ะ
กิจกรรมที่เราให้เด็ก ๆ ทำ นอกจากจะสร้างความสนุกให้กับเด็ก ๆ และเปิดโอกาสให้เด็กได้รู้จักและลงมือทำกิจกรรมที่หลากหลายมากขึ้นแล้ว เรายังมีเป้าหมายในใจในการลดอาการที่เป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นความซน อยู่ไม่สุข เหม่อ ละความสนใจกลางคัน หรือสมาธิสั้น พร้อม ๆ ไปกับการสร้างเสริมและฟื้นฟูพัฒนาการของเด็ก ๆ อย่างรอบด้านด้วยค่ะ
ขอให้ลองทำนะคะ และ “บ้านอุ่นรัก” ขอเป็นหน่วยสนับสนุนทั้งด้านข้อมูล คำแนะนำ และให้กำลังใจทุกบ้าน ในการนำทางลูกสู่ความสำเร็จสมดังเป้าหมายต่าง ๆ ที่ได้วางไว้ค่ะ
เครดิตภาพ: Wayne Lee-Singh | Unsplash
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ตอน: ลดอาหารที่มีส่วนกระตุ้นระดับการตื่นตัว
เพื่อลดอาการซนอยู่ไม่สุข เราจำเป็นต้องตระหนักถึงความสำคัญในการปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่บางประการ ไม่ว่าจะเป็นการแทรกการออกกำลังกาย การจัดสภาพการเคลื่อนไหว การจัดบ้านให้เป็นระเบียบ การเริ่มสร้างกฎกติกาตามวัย และในตอนนี้ เราจะเน้นเรื่องการลดอาหารที่มีส่วนกระตุ้นภาวะตื่นตัว ซึ่งถือเป็นการจัดการสภาพทางร่างกายอีกทางหนึ่ง
กล่าวคือ เราต้องลดอาหารรสหวาน อาหารทีมีสารคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ หรืออาหารที่เราสังเกตว่าเมื่อลูกทานแล้ว ลูกตื่นตัว หรือลูกบางรายเกิดอาการแพ้ และทำให้ไม่สบายตัว
เรื่องที่เกี่ยวกับอาหารของลูกนี้ โดยเฉพาะบ้านที่มีสมาชิกหลายคน ช่วยกันดูแลและเลี้ยงดูลูก ยิ่งมีรายละเอียดที่ต้องใส่ใจเพิ่มเติมอีกหลายประการ เช่น
- ต้องมีการส่งต่อข้อมูลเรื่องอาหารและขนมที่ลูกรับประทานให้ดี
- ต้องหลีกเลี่ยงสภาพการณ์ที่เราต่างคนต่างให้ลูกทานขนมหรือของหวานมากเกินไปแบบไม่รู้ตัว
- ถ้ามีขนม ของหวาน ไอศรีม นมรสหวาน น้ำหวาน และของหวานในตู้เย็น ยิ่งต้องระมัดระวังและช่วยกันจัดการให้ดี เพื่อไม่ให้ลูกวิ่งเปิด-ปิดตู้เย็นทั้งวัน จนลูกมีภาวะตื่นตัวสูง
การลดอาหารที่มีส่วนกระตุ้นระดับการตื่นตัวของลูก ต้องทำควบคู่ไปกับการเน้นให้ลูกได้ทานอาหารมื้อหลัก ๆ ให้อิ่ม ส่วนการทานขนมหรือของหวาน ขอให้มีเพียงน้อยพอให้ลูกชื่นใจ และไม่ปล่อยให้ลูกทานได้ตามสบายแบบไร้ขีดจำกัด
หากเราสามารถลดขนมและของหวานที่ลูกทานลงได้มากกว่าครึ่งจากปัจจุบัน เราทุกคนที่บ้านจะพบผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจและชื่นใจว่าลูกจอมซนอยู่ไม่สุข ดูนิ่งมากขึ้น หุ่นดีขึ้น และมีสุขภาพแข็งแรงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เครดิตภาพ: Wayne Lee-Singh | Unsplash
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ตอน: จัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้มีระเบียบมากขึ้น + เริ่มสร้างกฎกติกาบางอย่างตามวัยของลูก
สำหรับอาการ “ซนอยู่ไม่สุข” แม้จะมีรายละเอียดของอาการบางประการที่ต่างจากอาการ “สมาธิสั้น” ที่ทำให้เราต้องแยกอาการสองอย่างนี้ออกจากกัน แต่การจับลูกซนอยู่ไม่สุขมาปรับพฤติกรรมโดยอาศัยการปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ประการที่ 2 และ 3 คือ (ประการที่ 2) มีการจัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้มีระเบียบมากขึ้น และ (ประการที่ 3) เริ่มสร้างกติกาบางอย่างตามวัย จะมีแนวคิดและการจัดการในลักษณะเดียวกันกับการรับมือลูกสมาธิสั้น
กล่าวคือ จัดสภาพแวดล้อมให้เป็นระเบียบเพื่อตัดวงจรสถานการณ์ที่จะกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมวุ่นวาย หรือเกิดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาอยู่เป็นประจำ ยกตัวอย่าง เช่น การลดจำนวนของเล่นที่วางไว้ตามมุม เพื่อลดโอกาสที่ลูกจะรื้อค้นจนของเล่นเกลื่อนกระจาย เล่นของเล่นเสร็จ ชวนลูกช่วยเก็บให้เรียบร้อย เมื่อทำแบบนี้บ่อย ๆ ซ้ำ ๆ ลูกจะค่อย ๆ เคยชินและกลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่ลูกทำได้ด้วยตนเองต่อไป เก็บขวดแชมพู ขวดแป้ง ที่ลูกชอบเทเล่น หรือสิ่งของที่อาจเป็นอันตรายไว้ในที่สูงจนพ้นมือลูก หรือย้ายโต๊ะ เก้าอี้ หรือโซฟา ออกจากจุดที่ลูกเคยชินที่จะกระโดดเล่นหรือปีนป่ายเป็นประจำออกไป เป็นต้น
ส่วนการเริ่มสร้างกฎกติกาบางอย่างตามวัยของลูก ก็จะช่วยให้ลูกซนอยู่ไม่สุข (และลูกสมาธิสั้น) ได้เรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับบุคคลอื่น ทั้งในตอนที่อยู่ที่บ้านหรือที่อื่น ๆ ให้ปกติสุขมากขึ้นได้
การตั้งกติกาตามวัย เช่น คุยทำข้อตกลงกับลูกในทุกสถานการณ์ที่ทำได้ เช่น ข้อตกลงก่อนไปร้านสะดวกซื้อ (จะซื้ออะไรบ้าง ซื้อได้กี่ชิ้น ราคาเท่าไร) ก่อนไปเล่นสนามเด็กเล่น (รอคอยคิว ไม่แซงคิว ไม่วิ่งสวนทางคนอื่น) ก่อนไปเดินเล่น (เดินข้างแม่ ไม่วิ่งออกนอกเส้นทาง) หรือก่อนไปขี่จักรยานนอกบ้าน (ขี่ตามเส้นทาง ขี่ได้กี่รอบ กี่นาที) เป็นต้น นอกจากนี้ คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง ควรฝึกการรอคอยแทรกในทุกสถานการณ์ด้วย เช่น ฝึกให้นั่งรอแม่สักครู่ก่อนออกไปเดินเล่น นับเลขรอแม่ขณะแม่ชงนมให้ ยืนรอขณะแม่ทำเครื่องดื่มให้ โดยไม่รีบให้ทันที ทั้งนี้ ลูกอาจมีมีพฤติกรรมปฏิเสธกิจกรรมหรือเลี่ยงกติกา ซึ่งเราสามารถลดพฤติกรรมปฏิเสธกิจกรรมหรือเลี่ยงกติกาของลูกได้ด้วยการแตะนำหรือเบี่ยงเบนก่อนนำให้ลูกลงมือปฏิบัติตามกติกา โดยเราต้องเลี่ยงและลดการพูดใช้คำสั่ง และหากเห็นว่าลูกแสดงพฤติกรรมที่เกินกว่าเหตุ เราจะไม่ปล่อยผ่าน แต่จะค่อย ๆ นำลูกให้ทำพฤติกรรมที่มีความเหมาะสมมากขึ้น ตลอดจนมีการคุยกันหลังเหตุการณ์สงบ เพื่อลูกเรียนรู้ที่จะร่วมรับผิดชอบผลที่ตนกระทำไป และช่วยให้ลูกยอมรับกติกาตามวัยในครั้งต่อ ๆ ไปได้ดียิ่งขึ้น
สำหรับบทความของ “บ้านอุ่นรัก” ในเรื่องนี้และในตอนนี้ เรามุ่งเน้นให้คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง เห็นความจำเป็นว่าเราต้องช่วยแก้ไข ลดความเคยชินที่ลูกจะทำพฤติกรรมซนอยู่ไม่สุข และตัดวงจรพฤติกรรมวุ่นวายนี้ให้ได้โดยเร็ว เพราะพฤติกรรมที่ไม่สมวัยนี้เป็นเรื่องที่ลูกไม่ควรทำ ทั้งนี้ การจะช่วยให้ลูกเติบโตอย่างมีความหมายต้องอาศัยบทบาทของแม่ พ่อ และผู้ปกครองที่มองเห็นปัญหา และตระหนักรู้ ตลอดจนลุกมาลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อจัดการและจัดสภาพ หรือแม้แต่ปรับเปลี่ยน และเปลี่ยนแปลงการดำรงชีวิตของลูกไม่มากก็น้อย
การที่ปัญหาของลูกจะคลี่คลายลงไปได้หรือลูกจะเก่งและน่ารักสมวัยได้ บางครั้งไม่ใช่จากการเติบโตตามธรรมชาติทั้งหมด แต่มีบางเรื่อง บางสถานการณ์ที่เราจะต้องลงไปช่วยจัดการและจัดสภาพที่จะเอื้อต่อการเจริญเติบโตของลูกค่ะ
ในส่วนของคุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง เมื่อได้จัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้เป็นระเบียบและเอื้อต่อการลดอาการซนอยู่ไม่สุขของลูก ๆ กันแล้ว ก็อย่าลืมให้ความรัก ความเอาใจใส่ ให้เวลา และให้โอกาสลูก ๆ ในการเรียนรู้และฝึกฝนจนลูกจอมซนอยู่ไม่สุข สามารถซนน้อยลง….และซนน้อยลงอีกได้…ในที่สุดค่ะ
เครดิตภาพ: Wayne Lee-Singh | Unsplash
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ตอน: เพิ่มการเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทางและการออกกำลังกายที่ช่วยลดอาการซน อยู่ไม่สุข
การช่วยให้อาการ “ซนอยู่ไม่สุข” ของลูกลดน้อยลงไปได้นั้น คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครองจำเป็นต้องตระหนักถึงความสำคัญใน “การปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ 5 ประการ” ดังที่ “บ้านอุ่นรัก” ได้เกริ่นไปแล้วในตอนก่อนหน้านี้ คือ (1) เพิ่มการเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทางและการออกกำลังกายที่ช่วยลดอาการซนอยู่ไม่สุข (2) จัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้มีระเบียบมากขึ้น (3) เริ่มสร้างกฎกติกาบางอย่างตามวัยของลูก (4) ลดอาหารที่มีส่วนกระตุ้นระดับการตื่นตัว และ (5) แทรกกิจกรรมฝึกคงสมาธิ
สำหรับตอนนี้ เรามาเริ่มต้นกันที่การปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ประการแรก คือ “เพิ่มการเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทางและการออกกำลังกายที่ช่วยลดอาการซนอยู่ไม่สุข” หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเราต้องมีการจัดการทางกายภาพให้กับลูก ๆ ซึ่งวิธีการจัดการที่ว่านี้ “บ้านอุ่นรัก” ได้ใช้จริงในการปรับพฤติกรรมของลูกศิษย์ และพบว่าใช้ได้ผลชัดเจนในระยะยาว
(1) เพิ่มการเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทางและการออกกำลังกายที่ช่วยลดอาการซนอยู่ไม่สุข
เป็นการจัดการทางกายภาพ 4 รูปแบบ คือ
1.1: การออกกำลังกายอย่างมีทิศทางเพื่อเผาผลาญพลังงานเหลือใช้
สำหรับลูกที่มีพฤติกรรมซนอยู่ไม่สุข เราอาจเข้าใจผิดว่าลูกที่ซนอยู่ไม่สุขและเคลื่อนไหวไป ๆ มา ๆ ทั้งวันนั้นคือได้ออกกำลังกายเยอะแล้ว แต่ข้อเท็จจริงคือลูกที่ซนอยู่ไม่สุขและเคลื่อนไหวทั้งวันยังคงซนมากอยู่ แสดงว่าลูกยังมีพลังงานเหลือใช้อยู่อีกมาก และเราต้องหาทางจัดการพลังงานเหลือใช้เหล่านั้นด้วยการหากิจกรรมต่าง ๆ ให้ลูกทำ
กิจกรรมการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานเหลือใช้ที่จะให้ลูกทำ ต้องเน้นการเคลื่อนไหวอย่างที่มีทิศทางและได้ออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานไปพร้อม ๆ กัน ทั้งนี้ เราควรทำกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นไปกับลูก เพื่อได้จับตาดูและคอยเตือนให้ลูกเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทาง โดยไม่ปล่อยให้ลูกเคลื่อนไหวในลักษณะที่เตลิดไปทางโน้นทีทางนี้ที ทั้งนี้ เราควรจัดตารางเวลาการออกกำลังกายอย่างมีทิศทางให้กับลูกให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ๆ 15 ถึง 30 นาทีในเด็กเล็ก หรืออาจถึง1ชั่วโมงในเด็กโต
ตัวอย่างกิจกรรมที่ทำได้ง่าย ๆ เช่น เดินเล่นระยะไกลพอควร วิ่งไล่เตะลูกบอล วิ่งในลู่อย่างมีทิศทาง วิ่งไปพร้อมกับพ่อแม่ (ไม่ปล่อยลูกวิ่งเตลิดไร้รูปแบบ) ปั่นจักรยานไปด้วยกัน ฝึกว่ายน้ำ
1.2: การจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวที่เพิ่มการระมัดระวังตัวและได้ฝึกการคุมตนเองในขณะที่เคลื่อนไหวผ่านสิ่งกีดขวางต่าง ๆ
ตัวอย่างกิจกรรมที่ทำได้ง่าย ๆ เช่น พาลูกไปสนามเด็กเล่นเพื่อเล่นเครื่องเล่นสนาม โดยไม่ปล่อยให้ลูกใช้สนามเด็กเล่นเป็นที่วิ่งเล่นวิ่งวนไปมา แต่เราจะพาลูกสำรวจเครื่องเล่นอย่างมีรูปแบบมากขึ้น เช่น ได้ปีนป่ายตาข่าย ได้มุดลอด ได้ขึ้นลงกระดานลื่นอย่างถูกทิศทาง ไม่ปีนขึ้นแบบย้อนศร เล่นเดินบนสะพานทรงตัวโดยเดินขนานด้านข้างให้ลูกเดินได้จนสุดทางโดยไม่วิ่งลงระหว่างทาง ทั้งนี้ เราจะกำหนดในใจให้ลูกได้สำรวจเครื่องเล่นต่าง ๆ จุดละ 5-10 รอบ
หากอยู่ที่บ้าน เราอาจสร้างด่านเล่นสนุกด้วยกัน เช่น จัดเรียงกล่องรองเท้าวางเป็นระยะแล้วชวนลูกเล่นเดินข้ามสิ่งกีดขวาง ชวนลูกก้าวเดินบนเก้าอี้ที่วางเรียงต่อกัน เล่นเดินบนเชือกที่วางบนพื้นเพื่อฝึกลูกคุมตนเองให้เดินเกาะตามเส้นจนสุดเชือก และการกระโดดไปตามเส้นกะระยะที่เราติดไว้บนพื้น เป็นต้น
การชวนลูกทำกิจกรรมเคลื่อนไหวข้ามสิ่งกีดขวางเป็นแบบฝึกหัดที่ดีที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์ให้ลูกรับรู้ถึงความระมัดระวังในการเคลื่อนไหว และได้ฝึกการควบคุมตนเอง เมื่อลูกได้ทำบ่อย ๆ ก็จะเรียนรู้การควบคุมตนเองและทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
ด่านฝึกกิจกรรมเคลื่อนไหวข้ามสิ่งกีดขวางแบบง่าย ๆ และสนุกสนานดังตัวอย่างข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นที่สนามเด็กเล่นหรือที่บ้าน อันที่จริงนั้นก็คือแนวคิดและแบบฝึกแบบเดียวกันกับที่คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครองกำลังควักเงินในกระเป๋าไปจ่ายเพื่อซื้อบริการจากครูฝึกนอกบ้านนั่นเอง ซึ่งหากทำเองที่บ้าน ก็จะเป็นการใช้เวลาคุณภาพไปกับลูก การช่วยกระตุ้นพัฒนาการและปรับพฤติกรรมให้ลูก และการลดอาการซนอยู่ไม่สุขของลูก แบบเปี่ยมรัก ประหยัด Low Cost ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ไม่ต้องรอคิวเข้ารับบริการ และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่มากมายเกินความจำเป็น
3: การจัดสมดุลการเคลื่อนไหวระหว่างวัน
เราไม่ควรปล่อยให้ลูกวิ่ง ปีนป่าย รื้อค้นอย่างไม่มีความหมาย หรือเคลื่อนไหวมาก ๆ นาน ๆ โดยไม่หยุดพัก เพราะยิ่งปล่อยนาน ลูกยิ่งเตลิด ดังนั้น ควรสลับโทนให้ลูกได้มีช่วงเวลาพักอย่างสงบนิ่งด้วย ทั้งนี้ เราไม่ควรปล่อยให้ลูกวิ่งเตลิดนานเกิน 15-20 นาที
ตัวอย่างการจัดสมดุลและสลับโทนให้ลูกที่เคลื่อนไหวมากพอสมควรแล้วได้หยุดพัก เช่น ชวนลูกนั่งร้องเพลงเบา ๆ ชวนลูกนั่งพักและนวดให้ผ่อนคลาย ชวนลูกมานั่งและทำกิจกรรมลงมือทำง่าย ๆ และควรสลับโทนการเคลื่อนไหว-การหยุดพักสงบเช่นนี้บ่อย ๆ ในระหว่างวัน เพื่อให้เกิดสมดุล
4: การแทรกการเตือนให้ลูกเคลื่อนไหวอย่างมีจังหวะจะโคนในชีวิตประจำวัน
ตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าเราควรร่วมอยู่ ร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ ไปกับลูก ทั้งนี้ เพราะเรามีจุดประสงค์ที่จะจับตาดูและคอยเตือนให้ลูกเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทาง มีจังหวะจะโคน โดยไม่ปล่อยให้ลูกเคลื่อนไหวในลักษณะที่เตลิดไปทางโน้นทีทางนี้ที
ตัวอย่างการเติอนลูก เช่น เตือนให้ตามองมือ ตามองเท้าขณะเคลื่อนไหว บอกให้เดินมาหาเราแทนการวิ่ง เตือนให้มองทางขณะขึ้น-ลงบันได และเตือนให้ทำกิจวัตรต่าง ๆ ช้า ๆ อย่างประณีตและมีจังหวะจะโคนมากขึ้น เป็นต้น และเมื่อลูกทำได้หรือแม้แต่พยายามทำแล้วแต่ยังไม่ได่ผลเต็มร้อย ก็อย่าลืมกล่าวชมในความสำเร็จหรือความพยายามทำของลูกด้วยความจริงใจ ลูกจะได้มีกำลังใจ เกิดความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง และภาคภูมิใจในความพยายามของตนเอง
อันที่จริง การเคลื่อนไหวและการออกกำลังกายอย่างมีทิศทางเพื่อเผาผลาญพลังงานเหลือใช้ เพิ่มการระมัดระวังตัว และฝึกการคุมตนเอง ยังมีอีกมากมายหลายรูปแบบ แต่ตัวอย่างข้างต้นที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ยกมากล่าวโดยสังเขปนั้นเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ไม่ยุ่งยาก ไม่สลับซับซ้อนจนเกินไป ปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันของลูก มีแทรกอยู่แล้วในวิถีชีวิตจริงของลูก เราใช้จริง ๆ ที่ “บ้านอุ่นรัก” จนลดอาการซนอยู่ไม่สุขของลูกได้ และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อบริการนอกบ้านได้เป็นอย่างดี
ในตอนหน้า เราจะมาปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่เพิ่มเติมกันอีก และจะมาจับ (ลูก) ปรับความซนอยู่ไม่สุขกันต่อ โปรดติดตามอ่านนะคะ
เครดิตภาพ: Wayne Lee-Singh | Unsplash
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ตอนที่ 1: ปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่บ้าน 5 ประการ
จากบทความ “Checklist Kids ซนอยู่ไม่สุข” ที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ได้ลงไปก่อนหน้านี้ เราหวังว่าคุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครองคงทราบแนวทางคร่าว ๆ ในการสังเกตพฤติกรรมประจำวันของลูก ที่เราขอเน้นย้ำกันอีกสักครั้งว่าท่านควรต้องเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของลูก ๆ กันสักระยะหนึ่ง ในหลาย ๆ มิติ ตลอดจนมีการจดบันทึกและนำข้อมูลที่ได้จากการบันทึกไปใช้ในการพบและปรึกษาแพทย์ในลำดับถัดไป
มาถึงตอนนี้ หากคุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครองได้พาลูกไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก และแพทย์วินิจฉัยว่าพฤติกรรมของลูกเข้าข่ายเด็กซนอยู่ไม่สุข แพทย์ก็จะให้แนวทางการบำบัดรักษาและการปรับพฤติกรรม ซึ่งคุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง ก็ควรที่จะทำตามคำแนะนำที่แพทย์ได้วางไว้ให้ ตลอดจนควรขอความร่วมมือจากสมาชิกทุก ๆ คนใมบ้านให้ร่วมกันทำตามคำแนะนำนั้น ๆ พร้อม ๆ กันไปด้วย
นอกจากการทำตามคำแนะนำของแพทย์แล้ว ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” อยากให้กำลังใจแก่คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครองว่าในฐานะของแม่และพ่อ ท่านเองก็สามารถเข้าเป็นแนวร่วมและเป็นทีมบำบัดคู่ขนานประจำบ้าน เพื่อช่วยทีมแพทย์และทีมบำบัดมืออาชีพในการปรับพฤติกรรม “ซนอยู่ไม่สุข” ของลูก ๆ ที่บ้านได้อีกทางหนึ่ง
การปรับพฤติกรรมซนอยู่ไม่สุขของลูกในขณะที่ลูกอยู่บ้าน ต้องอาศัย “การปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ 5 ประการ” คือ
1: เพิ่มการเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทางและการออกกำลังกายที่ช่วยลดอาการซน อยู่ไม่สุข
2: จัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้มีระเบียบมากขึ้น
3: เริ่มสร้างกฎกติกาบางอย่างตามวัยของลูก
4: ลดอาหารที่มีส่วนกระตุ้นระดับการตื่นตัว
5: แทรกกิจกรรมฝึกคงสมาธิ
ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมและตัวอย่างการปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่แต่ละประการนั้น “บ้านอุ่นรัก” จะหยิบยกมาให้คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง ได้ทราบในตอนต่อ ๆ ไป เพื่อให้เห็นภาพวิธีการปรับพฤติกรรม การจัดกิจกรรม หรือการจัดกิจวัตรประจำวันของเด็ก ๆ แบบง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก ไม่สลับซับซ้อน และท่านสามารถนำไปปรับใช้และทำได้เองที่บ้าน ซึ่งอันที่จริงก็เป็นกิจกรรมธรรมดา ๆ ที่แฝงอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของลูก ที่เราเอามาปรับใช้ในการลดความซนอยู่ไม่สุขของลูก ๆ นั่นเอง
“บ้านอุ่นรัก” รับรองว่าตัวอย่างที่เราจะหยิบยกมาให้ท่านทราบในตอนต่อ ๆ ไป จะเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ปรับใช้ได้จริงที่บ้าน และที่สำคัญคือเรานำตัวอย่างเหล่านั้นมาจากแนวทางการปรับพฤติกรรมเด็ก “ซนอยู่ไม่สุข” ที่เราใช้จริงในการสอนเด็ก ๆ ที่ “บ้านอุ่นรัก” และเราใช้ได้ผลมาแล้วค่ะ
โปรดติดตามอ่านกันนะคะ
เครดิตภาพ: Wayne Lee-Singh | Unsplash