by admin | กำลังใจ
การดูแลลูกออทิสติกไม่ได้ทดสอบแค่บทบาท “พ่อแม่ผู้ดูแล” แต่ยังทดสอบ “หัวใจของคู่ชีวิต” ด้วย เพราะระหว่างทางมีทั้งความเหนื่อยล้า ความเครียด และความโดดเดี่ยวที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ไม่จำเป็นต้องอ่อนแรงลง หากทั้งคู่ “เลือกเดินไปด้วยกันอย่างเข้าใจ”
แนวทางการรักษาความสัมพันธ์ให้แข็งแรงขณะเลี้ยงดูลูกออทิสติก
1. ให้คำมั่นต่อกัน พูดกันตรง ๆ ว่า “เราจะอยู่ข้างกันเสมอ” และแบ่งหน้าที่ดูแลลูกให้ชัดเจนเพื่อให้รู้สึกเป็นทีมเดียวกัน มากกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องแบกไว้คนเดียว
2. พูดให้ฟัง ฟังให้เข้าใจ เมื่อมีความเห็นต่างเรื่องการบำบัดหรือการเลี้ยงดูลูก ให้คนหนึ่งพูด อีกคนก็ฟังโดยไม่ขัด แล้วสะท้อนกลับว่าสิ่งที่เข้าใจคืออะไร วิธีง่าย ๆ นี้ช่วยลดอารมณ์และเพิ่มความเข้าใจให้มากขึ้นได้จริง ๆ
3. นำเวลาแห่ง “สองเรา” กลับคืนมา แม้ภาระมาก แต่ควรหาช่วงเวลาสั้น ๆ เพียง 30 นาทีต่อวัน เช่น หลังลูกหลับ เพื่อคุยเรื่องอื่น ๆ (ไม่ใช่คุยกันแต่เรื่องลูก) ดูหนัง หรือดื่มชาด้วยกัน ให้หัวใจยังได้เชื่อมโยงในฐานะ “คู่รัก” ไม่ใช่แค่ “พ่อแม่”
4. แบ่งเบาภาระอย่างเท่าเทียม ช่วยกันทำสิ่งเล็ก ๆ เช่น ติดต่อหมอ เตรียมของใช้ หรือจัดบ้านบำบัด และอย่าลังเลที่จะขอแรงจากญาติหรือเพื่อน เพราะ “การมีเครือข่าย” คือพลังสำคัญของครอบครัว
5. ยืดหยุ่นและปรับตัวได้เสมอ การวางแผนไว้แต่ต้องปรับเปลี่ยนไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือการรักษาสมดุลเพื่อลดความตึงเครียดและลดการโทษกันไปมา
6. ดูแลใจตัวเอง พ่อแม่ที่อ่อนล้าย่อมยากจะเติมพลังให้ลูก ลองพักผ่อน พบเพื่อน หรืออ่านหนังสือ เพราะการดูแลตัวเองคือ “การดูแลหัวใจของทั้งบ้าน”
7. ยอมรับว่าเราไม่ต้องสมบูรณ์แบบ บางวันอาจพลาดหรือเหนื่อยจนพูดแรง ก็ให้อภัยกัน เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ แต่คือ “การพยายามทำให้ดีขึ้นในแต่ละวัน”
การดูแลลูกออทิสติกเป็นการทำภารกิจหัวใจของคนสองคนในฐานะคู่รักคู่ชีวิต เมื่อผ่านเรื่องยากไปด้วยกัน ความสัมพันธ์จะยิ่งมั่นคง และความสัมพันธ์ที่มั่นคงของคู่ชีวิตจะเป็นพลังแพ็คคู่ที่ช่วยให้ทั้งครอบครัวเติบโตไปพร้อมกันค่ะ
เครดิต: บทความต้นฉบับ: Autism Parenting Magazine. (2024). How to Keep Your Marriage Strong While Raising an Autistic Child. Stephanie Murphy, LMFT. August 13, 2025
Photo Credit: Original Photo by Hoi An Photographer on Unsplash – Re-styled via ChatGPT
by admin | บทความทั่วไป , บทความบ้านอุ่นรัก
การฝึกให้ลูกออทิสติก สมาธิสั้น หรือพัฒนาการช้า “กินอาหารได้ด้วยตนเอง” ไม่ใช่แค่เรื่องของมื้ออาหาร แต่คือการฝึก “สมาธิ” “การควบคุมร่างกายและการเคลื่อนไหวที่สอดประสานกันระหว่างตามองและมือเคลื่อนไหว” และ “วินัยในชีวิตประจำวัน” ที่สำคัญคือการทำให้ลูกรู้สึกภูมิใจที่ตนสามารถกินอาหารได้ด้วยตัวเอง
แนวทางฝึกให้ลูกทานอาหารเองอย่างมีความสุข
1. ฝึกให้นั่งกินอาหารอยู่กับที่ • จัดโต๊ะเก้าอี้ให้เหมาะกับตัวลูก • ปิดจอ ไม่เดินป้อน • ใช้เวลากินอาหารแต่ละมื้อราว 20–30 นาที • นั่งใกล้ลูกเพื่อให้ลูกเรียนรู้ว่า “เวลากินข้าว = เวลานั่งโต๊ะ”
2. ฝึกให้ลูกตักข้าวกินเอง • ใช้ช้อนขนาดพอดีมือ • เริ่มจากพ่อแม่ช่วยแล้วค่อยลดการช่วยลง • ไม่ต้องกลัวเลอะเพราะ “เลอะคือการเรียนรู้” • ใช้คำพูดให้กำลังใจ เช่น “เก่งมากลูก ตักกินเองได้แล้ว!”
3. ฝึกให้ลูกกินอาหารครบจำนวนคำมากขึ้นตามวัย • ตั้งเป้าตามช่วงอายุ เช่น 3 ขวบ กินเองหมดจานเล็กหรืออย่างน้อยตักกินได้เอง 10–15 คำ
4. ค่อย ๆ ลดการกินอาหารซ้ำ ๆ ตลอดจนค่อย ๆ เพิ่มอาหารหลากหลาย • เปลี่ยนเมนูให้ครบ 5 หมู่ • ทำให้อาหารน่ากิน เช่น ตัดผักผลไม้เป็นรูปดาว • ชวนลูกช่วยจัดจานหรือเลือกวัตถุดิบ • หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด หวาน มัน เค็มเกินไป
พ่อแม่และครูที่ร่วมมือกันฝึกทักษะนี้ให้กับเด็ก ๆ อย่างต่อเนื่องทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนจะช่วยให้เด็ก ๆ กินอาหารเองได้รวดเร็วและดีขึ้น สุขภาพของเด็กก็จะแข็งแรงขึ้น ตลอดจนเด็กจะมีความสุขกับทุกมื้อในแต่ละวัน
“ทุกคำที่ลูกตักเอง” คือ อีกหนึ่งก้าวแห่งการเติบโตที่น่าภาคภูมิใจค่ะ
“บ้านอุ่นรัก” เสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย (เด็กวัย 2-5 ขวบ)
วันและเวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ | 09.00 น. – 15.00 น.
บ้านอุ่นรักสวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2 | โทร 086 775 9656 | LINE ID: 0867759656
บ้านอุ่นรักธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26 | โทร 087 502 5261 | LINE ID: @aunrak2
Photo Credit: Laura Kimball on Unsplash re-styled via ChatGPT
by admin | บทความทั่วไป , บทความบ้านอุ่นรัก
ก้าวแรกของการสอนลูกที่บ้าน อาจดูยาก…แต่มันไม่เกินใจพ่อแม่แน่นอน
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองที่จะเริ่มต้นสอนลูกที่มีปัญหาพัฒนาการด้วยตัวเองที่บ้านควบคู่ไปกับการพาลูกไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก (หรือจิตแพทย์เด็ก) นักบำบัด หรือครูเสริมพัฒนาการเด็ก คุณอาจเกิดคำถามว่า…“จะเริ่มยังไงดี?” หรือแม้แต่ “เราจะช่วยลูกได้จริงหรือ?”
จากประสบการณ์กว่า 30 ปีของบ้านอุ่นรัก เราได้ร่วมเดินทางกับครอบครัวนับร้อยและได้เห็นด้วยตาว่าเมื่อพ่อแม่ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง การสอนลูกที่บ้านคือสิ่งที่ “เป็นไปได้จริง”
เพื่อเป็นแรงสนับสนุนให้คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ เราขอแบ่งปัน 5 แนวทางง่าย ๆ ที่ใครในครอบครัวก็สามารถทำได้เพื่อสั่งสมเทคนิคการสอนลูกให้เห็นผลได้เร็วขึ้นเพื่อให้คุณมีพลังใจก้าวเดินต่อไป
5 แนวทางสร้างพลังให้พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก
1. มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการบำบัด: เปลี่ยนบทบาทของคุณจาก “ผู้พาลูกหลานไป” มาเป็น “ผู้ร่วมทางกับเด็กและทีมบำบัด” การพูดคุยกับทีมบำบัด เข้าร่วมดูแล สังเกตวิธีสอน และถามไถ่ความคืบหน้าจะทำให้คุณเข้าใจวิธีการที่ใช้ได้ผล และได้นำสิ่งที่ได้รู้ ได้เห็น ได้รับคำแนะนำมาลองใช้จริงที่บ้าน
2. ใช้เวลากับลูกในกิจวัตรประจำวัน: ช่วงเวลาเล็ก ๆ อย่างแปรงฟัน เล่น หรือกินข้าว คือโอกาสทองในการสอน เมื่อได้ใช้เวลาร่วมกับลูกเป็นประจำสม่ำเสมอทุกวัน ใส่ใจให้ลูกรับรู้ ชวนทำซ้ำ ๆ ทุกวัน ลูกจะค่อย ๆ คุ้นเคย เปิดใจ และเรียนรู้ผ่านความรักของคุณ
3. ลงมือทำจริงตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ: ไม่ต้องรอให้ทุกอย่าง “พร้อมสมบูรณ์” ขอให้ลองทำก่อน เปิดใจที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมภายหลัง อย่ากลัวที่จะถามหรือขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากทีมบำบัดหรือผู้ปกครองท่านอื่นที่เคยผ่านเส้นทางนี้มาก่อน การลงมือทำคือวิธีเรียนรู้ที่จะเป็นครูของลูกที่ดีที่สุดของคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง
4. ปรับวิธีให้เหมาะกับบ้านของเรา: บ้านแต่ละหลังมีความต่าง วิธีการจึงต้องยืดหยุ่น ไม่ต้องเหมือนใคร ขอแค่ “เหมาะกับลูกของเรา” และอย่าลืมแบ่งปันสิ่งที่ค้นพบให้ทีมบำบัดรับรู้เพื่อช่วยกันพัฒนาแนวทางที่ดีที่สุดร่วมกัน
5. เปิดโอกาสให้ลูก “ทำซ้ำ” ทุกวัน: เด็กที่มีปัญหาพัฒนาการต้องการเวลาและการฝึกซ้ำอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การฝึกฝนทำซ้ำทุกวันจะเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้สำหรับเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการ การทำซ้ำ ทำบ่อย ๆ จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดี จดจำขั้นตอนได้อย่างแม่นยำ จนทำสำเร็จได้ด้วยตัวเอง ความสำเร็จเล็ก ๆ ที่เกิดจากการฝึกทำซ้ำ ๆ คือก้าวย่างที่สำคัญของทุกครอบครัว
แม้เส้นทางของ “การสอนลูกที่บ้าน” จะต้องใช้เวลา ความอดทน และการปรับตัว แต่เมื่อคุณเดินไปพร้อมกับลูกโดยไม่ละทิ้งกันกลางทาง เสียงหัวเราะ แววตา และความสำเร็จของลูก…จะตอบแทนคุณอย่างงดงาม
คุณพ่อคุณแม่คือครูที่ดีของลูกเสมอ และเมื่อถึงวันหนึ่ง…คุณจะรู้ด้วยหัวใจว่า “เราทำได้ ”
by admin | บทความทั่วไป , บทความบ้านอุ่นรัก
เมื่อลูกน้อยของคุณแสดงพัฒนาการที่ต่างจากเกณฑ์ปกติ อย่ารอช้าที่จะหาคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเพราะการช่วยเหลือเร็วคือก้าวแรกสู่อนาคตที่สดใสของเขา
คำแนะนำสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง
1. ใจเย็นและมั่นใจ – ปัญหาพัฒนาการไม่ใช่จุดจบแต่เป็นโอกาสให้เราได้ช่วยลูกให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ
2. ติดตามและสังเกตอย่างสม่ำเสมอ – รู้จักพัฒนาการตามวัยเพื่อจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและส่งเสริมลูกได้ทันที
3. ขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทันทีที่สงสัย – ยิ่งเริ่มเร็ว ผลลัพธ์ยิ่งดี
4. ทำตามแผนและคำแนะนำอย่างตั้งใจ – การฝึกทักษะและกิจกรรมเสริมพัฒนาการคือกุญแจสำคัญ
5. รักและให้กำลังใจลูกเสมอ – ความรักและกำลังใจเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับลูก
6. อย่าปล่อยเวลาผ่านไปเปล่า ๆ – การช่วยเหลือเร็วจะสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่
แหล่งความรู้เกณฑ์พัฒนาการเด็กที่น่าเชื่อถือในประเทศไทย
กระทรวงสาธารณสุข (กรมอนามัย)
• เว็บไซต์กรมอนามัยมีเอกสารและคู่มือเกี่ยวกับการติดตามพัฒนาการเด็ก เช่น “คู่มือการดูแลเด็กปฐมวัย”
• เว็บไซต์: www.anamai.moph.go.th
• มีข้อมูลที่เน้นการส่งเสริมพัฒนาการและสุขภาพเด็กโดยตรง
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
• ให้ข้อมูลและคู่มือเกี่ยวกับพัฒนาการและสุขภาพจิตเด็ก
• เว็บไซต์: www.dmh.go.th
สถาบันราชานุกูล
• หน่วยงานรัฐที่เชี่ยวชาญด้านการประเมินและดูแลเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการ
• มีข้อมูลและบริการให้คำปรึกษา
• เว็บไซต์: www.rachanakool.or.th
สำนักส่งเสริมสุขภาพเด็กและวัยรุ่น กรมอนามัย
• จัดทำคู่มือการตรวจประเมินพัฒนาการเด็กตามวัย เช่น ตารางพัฒนาการ 1 เดือน – 5 ปี
• เว็บไซต์: child.anamai.moph.go.th
โรงพยาบาลเด็กและโรงพยาบาลทั่วไปที่มีคลินิกพัฒนาการเด็ก
• สามารถขอคำแนะนำและรับคู่มือประเมินพัฒนาการเด็กได้จากแพทย์และทีมบำบัด
มูลนิธิออทิสติกไทย
• องค์กรที่ให้ข้อมูลและสนับสนุนเด็กออทิสติกและครอบครัว
• เว็บไซต์: www.autismthai.org
ศูนย์การศึกษาพิเศษส่วนกลาง
• หน่วยงานให้บริการการศึกษาและประเมินเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
• เว็บไซต์: www.cesc.go.th
เคล็ดลับ: ใช้แหล่งข้อมูลทางการ หลีกเลี่ยงข้อมูลที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง และหากไม่แน่ใจ ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเสมอ
by admin | บทความทั่วไป , บทความบ้านอุ่นรัก
กิจกรรมวงกลม (Circle Time) เป็นกิจกรรมที่เหมาะสำหรับเด็กปฐมวัย รวมถึงเด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการ เพราะเป็นช่วงเวลาที่เด็กจะได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ได้เรียนรู้ผ่านการเล่นและกิจกรรมที่หลากหลายโดยไม่เคร่งเครียด กิจกรรมเหล่านี้สามารถปรับให้เหมาะสมกับพัฒนาการของแต่ละบุคคลได้
ตัวอย่างกิจกรรมวงกลมที่เหมาะสำหรับเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการ (อายุไม่เกิน 5 ขวบ):
ร้องเพลงพร้อมท่าทางประกอบ เช่น เพลง “หัว ไหล่ สะโพก เข่า เท้า” หรือ “ช้าง ช้าง ช้าง” ➤ ประโยชน์: ฝึกการเลียนแบบ การฟัง การเคลื่อนไหวตามคำสั่ง ➤ ข้อควรระวัง: อย่าเร่งเด็กที่ยังไม่กล้าทำ ให้เวลาในการสังเกตและร่วมกิจกรรมเอง
เล่นเกมง่าย ๆ เช่น “ส่งลูกบอล” หรือ “ใครหายไป” ➤ ประโยชน์: พัฒนาทักษะสังคม ความสนใจร่วม การรอคอย การจดจำ ➤ ข้อควรระวัง: หลีกเลี่ยงเกมที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวเร็วหรือมีเสียงดังเกินไป เด็กอาจตกใจหรือไม่สบายใจ
เล่านิทานภาพประกอบพร้อมกิจกรรมถาม-ตอบง่าย ๆ ➤ ประโยชน์: กระตุ้นภาษา สมาธิ และความเข้าใจเรื่องราว ➤ ข้อควรระวัง: เลือกนิทานที่สั้น ใช้ภาษาง่าย และมีภาพชัดเจน เด็กบางคนอาจต้องการการช่วยชี้นำมากกว่าปกติ
ฝึกหายใจเข้าลึก-ออกยาว หรือโยคะเด็กเบื้องต้น ➤ ประโยชน์: ส่งเสริมการควบคุมร่างกาย อารมณ์ และความผ่อนคลาย ➤ ข้อควรระวัง: ดูแลความปลอดภัยเรื่องท่าทาง และไม่บังคับหากเด็กไม่อยากทำ
กิจกรรมสัมผัส (สัมผัสสิ่งของที่หลากหลาย เช่น ผ้านิ่ม ลูกบอลหนาม) ➤ ประโยชน์: พัฒนาการรับรู้ทางประสาทสัมผัส (Sensory Integration) ➤ ข้อควรระวัง: สังเกตว่าเด็กไวต่อสัมผัสบางอย่างหรือไม่ และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เด็กไม่สบาย
ประโยชน์ที่เด็กจะได้รับ:
พัฒนาทักษะทางสังคม (Social Skills)
เพิ่มสมาธิและการจดจ่อในกิจกรรม
กระตุ้นการใช้ภาษาและทักษะการสื่อสาร
ส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก
สร้างความมั่นใจในตนเองผ่านการมีส่วนร่วม
เสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับครูและเพื่อน
ข้อควรระวัง:
สังเกตพฤติกรรมเด็กเป็นรายบุคคล เด็กบางคนอาจมีภาวะไวต่อเสียง แสง หรือการสัมผัส
อย่าบังคับให้เด็กเข้าร่วม ควรใช้การชักชวนที่นุ่มนวล
หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ซับซ้อนหรือมีโครงสร้างมากเกินไป
ให้เวลาและพื้นที่สำหรับเด็กที่ต้องการปรับตัว
ดูแลความปลอดภัยในการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะเด็กที่ควบคุมร่างกายยังไม่ดี