เริ่มจากกิจวัตรเล็ก ๆ…สร้างโอกาสการเรียนรู้ให้ลูกทุกวัน | บ้านอุ่นรัก

ลูกเรียนรู้ได้ดีที่สุดไม่ใช่ตอนนั่งฝึกหรือทำแบบฝึกหัด แต่คือช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนในครอบครัว ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองลองเลือกกิจวัตรประจำวัน 1 อย่างและกิจกรรมการเล่นอีกสัก 1 อย่างเพื่อทำต่อเนื่องทุกวัน ทำ 3-4 รอบต่อวัน รอบละ 5-10 นาที เพื่อเปลี่ยนช่วงเวลาธรรมดาให้กลายเป็นโอกาสเสริมพัฒนาการที่มีความหมายสำหรับลูกและพัฒนาการของเขา

การเริ่มต้นสร้างการเรียนรู้ที่บ้านในแต่ละวันไม่จำเป็นต้องยาก แต่ต้องวางแผนล่วงหน้า

  • เลือกกิจวัตรประจำวัน 1 อย่าง เช่น การนั่งรับประทานอาหารอยู่กับที่ การอาบน้ำและแต่งตัวด้วยตนเอง การเก็บของเล่น หรือแปรงฟัน
  • เลือกกิจกรรมการเล่นหรือเกม 1 อย่างที่ลูกสนใจ ซึ่งจะเป็นกิจกรรมเดิมหรือกิจกรรมใหม่ก็ได้
  • ในระหว่างวัน พยายามแทรกการทำกิจกรรมที่เป็นกิจวัตร+การเล่นทุกวัน โดยใช้เวลาอย่างน้อย 5 นาทีต่อรอบต่อกิจกรรม
  • แบ่งการทำเป็นช่วง ๆ เช่น เช้า บ่าย เย็น เป็นต้น
  • สลับการทำกิจกรรมให้หลากหลายเพื่อไม่ให้น่าเบื่อ
  • มีช่วงเวลาพักเพื่อเด็กเหนื่อยหรือเครียดจนเกินไป

จำนวนของกิจกรรมไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่ที่สำคัญคือการสร้าง “กิจวัตรการเรียนรู้ร่วมกัน” ให้เกิดขึ้นในระหว่างทำกิจกรรมนั้น ๆ เช่น เริ่มต้นด้วยการเรียกชื่อลูก รอให้ลูกหันมาสนใจ เปิดโอกาสให้ลูกเลือกของเล่นหรืออุปกรณ์ รอให้ลูกสื่อสารหรือแสดงความต้องการ แล้วจึงตอบสนองและเล่นต่อไปพร้อมกัน เมื่อรูปแบบเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เด็กจะเริ่มคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป รู้สึกมั่นใจ กล้าเข้ามามีส่วนร่วม และค่อย ๆ ฝึกทักษะสำคัญ เช่น การสื่อสาร การผลัดกันเล่น การรอคอย การทำตามคำแนะนำ และการช่วยเหลือตนเอง โดยไม่รู้สึกว่ากำลัง “ถูกฝึก”

การเสริมพัฒนาการไม่จำเป็นต้องแยกออกจากชีวิตประจำวัน เพราะทุกกิจวัตรสามารถกลายเป็นโอกาสในการเรียนรู้ได้ หากผู้ใหญ่ตั้งใจเข้าไปมีส่วนร่วมกับลูกอย่างเหมาะสม แม้จะเป็นเวลาเพียงวันละ 10 นาที/รอบ แต่หากทำอย่างสม่ำเสมอ เด็กจะได้รับโอกาสฝึกทักษะเดิมซ้ำ ๆ ในบริบทที่คุ้นเคยซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ในระยะยาว

“ทุกกิจวัตรที่ทำร่วมกันในวันนี้คือรากฐานของพัฒนาการที่มั่นคงของเด็ก ๆ ในวันข้างหน้า” ค่ะ

อ้างอิงข้อมูลเชิงวิชาการ

  • แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการของ Caregiver Skills Training (CST) ที่พัฒนาโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ซึ่งส่งเสริมให้ผู้ดูแลใช้กิจวัตรประจำวัน (daily routines) และการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ร่วมกัน (shared engagement) เป็นโอกาสในการพัฒนาการสื่อสาร การเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมของเด็กอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน

เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization. (2022). Caregiver Skills Training for Families of Children with Developmental Delays or Disabilities. Geneva: WHO.  
  • World Health Organization & United Nations Children’s Fund. (2022). Caregiver Skills Training: Participant Guide.

“บ้านอุ่นรัก” เสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย

บ้านอุ่นรักสวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2 โทร 08 6775 9656 | LINE ID: 0867759656

บ้านอุ่นรักธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26  โทร 08 7502 5261 | LINE ID: @aunrak2

AI Image by Google Gemini

ทุกคนในบ้าน…คือทีมเสริมพัฒนาการของลูก | บ้านอุ่นรัก

หลายครอบครัวเข้าใจว่าการเสริมพัฒนาการเป็นหน้าที่ของนักบำบัดหรือคุณครูเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่ใช้เวลาอยู่กับเด็กมากที่สุด คือ คนที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้มากที่สุด นั่นก็คือคนในครอบครัว

เด็กเล็กเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาเล่น กินข้าว อาบน้ำ แต่งตัว หรือช่วยกันเก็บของ หากคนในบ้านรู้วิธีชวนลูกมีส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านี้ ก็สามารถเปลี่ยนทุกวันให้เป็นโอกาสในการเสริมพัฒนาการได้

ในการทำกิจกรรม ผู้ใหญ่ควรอยู่กับเด็กตรงหน้า สังเกตสิ่งที่เด็กสนใจ ตอบสนองเมื่อเด็กส่งสัญญาณ และเปิดโอกาสให้เด็กได้ริเริ่มหรือเลือกบางอย่างด้วยตนเอง ขณะเดียวกัน เด็กก็ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับคำสั่ง แต่เป็นผู้ร่วมเล่น ผู้ร่วมคิด และผู้ร่วมสื่อสารตามศักยภาพของตนเอง เมื่อทั้งสองฝ่ายมีปฏิสัมพันธ์ตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง การเรียนรู้ก็เกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้วิธีการ คือ ความสม่ำเสมอ สมาชิกทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือผู้ดูแล สามารถผลัดกันทำกิจกรรมกับเด็กได้โดยใช้แนวทางเดียวกันตามที่ทีมผู้เชี่ยวชาญแนะนำ เด็กจึงได้รับโอกาสฝึกฝนหลายครั้งในแต่ละวัน และเรียนรู้จากคนหลายคนในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย

การเสริมพัฒนาการที่บ้านจึงไม่ใช่การเพิ่มชั่วโมงเรียนให้ลูก แต่คือการเปลี่ยนช่วงเวลาธรรมดาในแต่ละวัน ให้กลายเป็นช่วงเวลาที่เด็กและครอบครัวได้เล่น ได้สื่อสาร และได้เรียนรู้ร่วมกัน

เมื่อทุกคนในบ้านร่วมมือกัน เด็กไม่ได้เพียงพัฒนาทักษะการสื่อสาร การเล่น หรือการเรียนรู้เท่านั้น แต่ยังได้รับความอบอุ่น ความมั่นใจ และความรู้สึกว่ามีคนพร้อมเดินเคียงข้างในทุกก้าวของการเติบโต เพราะสำหรับเด็กแล้ว ครอบครัวคือทีมเสริมพัฒนาการที่สำคัญที่สุด

“การเสริมพัฒนาการที่ดีที่สุดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องบำบัด แต่เกิดขึ้นจากช่วงเวลาที่ครอบครัวได้ใช้ชีวิต เรียนรู้ และเติบโตไปด้วยกันในทุก ๆ วัน”

“บ้านอุ่นรัก” เสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย

บ้านอุ่นรักสวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2 โทร 08 6775 9656 | LINE ID: 0867759656

บ้านอุ่นรักธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26  โทร 08 7502 5261 | LINE ID: @aunrak2

Image Concept Inspired by WHO eLearning Caregiver Skills Training for Families of Children with Developmental Delays or Disabilities

AI Image by Google Gemini

จากความพร้อม…สู่ความเป็นไปได้ | บ้านอุ่นรัก

กว่า 20 ปีที่ บ้านอุ่นรัก ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานพลังระหว่างเด็ก ครอบครัว และโรงเรียน เพื่อสนับสนุนให้เด็กออทิสติกที่มีความพร้อมได้ก้าวเข้าสู่ห้องเรียน เรียนรู้ร่วมกับเพื่อน และเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและมีความสุข

เราเชื่อว่า “ความสำเร็จของการเรียนร่วม” เกิดขึ้นได้เมื่อทุกฝ่ายได้รับการเตรียมความพร้อมและร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง จึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนในทุกมิติ ดังนี้

  • เตรียมความพร้อมให้เด็ก
    ส่งเสริมพัฒนาการรอบด้าน ทั้งด้านการสื่อสาร ทักษะทางสังคม การช่วยเหลือตนเอง และทักษะการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กสามารถปรับตัวและมีส่วนร่วมในห้องเรียนได้อย่างเหมาะสม
  • เตรียมความพร้อมให้ครอบครัว
    ให้ความรู้เกี่ยวกับลักษณะอาการและพัฒนาการของเด็ก พร้อมทั้งแนะนำแนวทางส่งเสริมพัฒนาการที่พ่อแม่และผู้ปกครองสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงให้คำปรึกษาและเป็นกำลังใจ เพื่อให้ครอบครัวก้าวเดินไปพร้อมกับลูกอย่างมั่นใจ
  • สร้างความร่วมมือกับโรงเรียน
    ประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับโรงเรียนล่วงหน้า เพื่อร่วมกันวางแนวทางสนับสนุนที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน และส่งเสริมให้การเรียนร่วมเกิดขึ้นอย่างมีความหมาย
  • ติดตามและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
    ติดตามพัฒนาการ ให้คำแนะนำ และทำงานร่วมกับครอบครัวและโรงเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้เด็กสามารถปรับตัว เรียนรู้ และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

เพราะทุกก้าวเล็ก ๆ ของเด็ก ล้วนเกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย และเมื่อเด็ก ครอบครัว และโรงเรียนก้าวเดินไปในทิศทางเดียวกัน “ความพร้อม” ก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น “ความเป็นไปได้” สำหรับเด็กทุกคน

“เมื่อเด็กพร้อม เมื่อครอบครัวพร้อม เมื่อโรงเรียนเปิดใจ การเรียนร่วมก็เกิดขึ้นได้” ส่วน บ้านอุ่นรัก จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเพื่อร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษา เพื่ออนาคตของบุคคลออทิสติกต่อไปค่ะ

“บ้านอุ่นรัก” เสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย

บ้านอุ่นรักสวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2 โทร 08 6775 9656 | LINE ID: 0867759656

บ้านอุ่นรักธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26  โทร 08 7502 5261 | LINE ID: @aunrak2

AI Image Credit

ชิงช้าพาเพลิน ตัวช่วยสำหรับเด็กพลังงานเยอะ ให้เคลื่อนไหวอย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น | บ้านอุ่นรัก

“ลูกนั่งนิ่งไม่ได้เลย”

“ทำกิจกรรมได้แค่แป๊บเดียวก็ลุกออกจากโต๊ะ”

“วิ่งไปมาไม่หยุด เหมือนมีพลังงานเหลืออยู่ตลอดเวลา”

นี่เป็นความกังวลที่ทีมครูบ้านอุ่นรักได้ยินจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็กอยู่เสมอ โดยเฉพาะในเด็กออทิสติก เด็กสมาธิสั้น หรือเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า

เมื่อเห็นลูกเคลื่อนไหวตลอดเวลา ผู้ใหญ่หลายคนจึงพยายามหาวิธีทำให้เด็ก “อยู่นิ่ง ๆ” เพราะเชื่อว่าการนั่งนิ่งคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ แต่ในความเป็นจริง

  • เด็กบางคนอาจกำลังใช้การเคลื่อนไหวเพื่อช่วยให้ร่างกายและสมองของตนเองทำงานได้ดีขึ้น
  • การขยับตัว การเดินไปมา หรือการวิ่งเล่น อาจเป็นวิธีที่เด็กใช้จัดการระดับพลังงาน ความตื่นตัว และความรู้สึกต่าง ๆ ภายในร่างกาย เพื่อให้ตนเองพร้อมต่อการเรียนรู้มากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ กิจกรรมหนึ่งที่ทีมครูบ้านอุ่นรักเลือกนำมาใช้กับเด็กหลายคนก็คือ “การเล่นชิงช้า” เพราะเป็นกิจกรรมที่ตอบสนองความต้องการด้านการเคลื่อนไหวของเด็กได้อย่างเหมาะสมและช่วยให้เด็กบางคนสามารถปรับระดับพลังงานของตนเองได้ดีขึ้น

ทำไมการเล่นชิงช้าจึงช่วยเด็กที่มีพลังงานเยอะได้?

การแกว่งชิงช้าช่วยกระตุ้นระบบการทรงตัว (Vestibular System) ซึ่งเป็นระบบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้การเคลื่อนไหว การทรงตัว และการควบคุมร่างกาย

เมื่อเด็กได้รับการเคลื่อนไหวในระดับที่เหมาะสม สมองจะสามารถจัดการระดับความตื่นตัวของร่างกายได้ดีขึ้น เด็กหลายคนจึงดูสงบขึ้น มีสมาธิมากขึ้น และพร้อมเข้าสู่กิจกรรมการเรียนรู้หลังจากเล่นชิงช้าเสร็จ

ประโยชน์ที่เด็กอาจได้รับจากการเล่นชิงช้า

  • ช่วยปลดปล่อยพลังงานอย่างเหมาะสม
  • ส่งเสริมการทรงตัวและการรักษาสมดุล
  • พัฒนาการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย
  • ฝึกสมาธิและการจดจ่อ
  • เตรียมความพร้อมของร่างกายและสมองก่อนการเรียนรู้
  • ส่งเสริมการควบคุมร่างกายในกิจวัตรประจำวัน
  • สร้างความสุข ความผ่อนคลาย และความมั่นใจในการเคลื่อนไหว

เด็กบางคนหลังเล่นชิงช้าอาจสามารถนั่งฟังนิทานได้นานขึ้น ร่วมทำกิจกรรมได้นานขึ้น หรือควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เด็กแต่ละคนย่อมตอบสนองต่อกิจกรรมแตกต่างกันไป

สิ่งที่ผู้ปกครองควรรู้

แม้ว่าการเล่นชิงช้าจะเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนจะตอบสนองเหมือนกัน เด็กบางคนอาจสงบลงหลังการแกว่งช้า ๆ อย่างสม่ำเสมอ ขณะที่เด็กบางคนอาจรู้สึกตื่นตัวและกระฉับกระเฉงมากขึ้น ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการสังเกตว่าเด็กแต่ละคนตอบสนองต่อกิจกรรมอย่างไร และปรับรูปแบบการเล่นให้เหมาะกับความต้องการของเขา

ข้อควรระวังในการเล่นชิงช้า

• เริ่มจากการแกว่งเบา ๆ และช้า ๆ ก่อนเสมอ

• ไม่แกว่งเร็วหรือแรงเกินไป

• มีผู้ใหญ่ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดกิจกรรม

• ตรวจสอบความแข็งแรงและความปลอดภัยของอุปกรณ์ก่อนใช้งาน

• หากเด็กมีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หน้าซีด หรือไม่สบายตัว ควรหยุดกิจกรรมทันที

• เด็กที่มีข้อจำกัดทางการแพทย์หรือโรคประจำตัว ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนทำกิจกรรม

เข้าใจความต้องการของเด็ก…ก่อนพยายามทำให้เด็กอยู่นิ่ง

สำหรับครูบ้านอุ่นรัก เด็กที่นั่งอยู่กับที่ได้ไม่นาน หรือเคลื่อนไหวตลอดเวลา ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นเด็กดื้อหรือไม่ตั้งใจเรียนเสมอไป หลายครั้ง พฤติกรรมเหล่านี้กำลังบอกเราว่าเด็กมีความต้องการบางอย่างที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเหมาะสม เมื่อเราเข้าใจว่าเด็กต้องการอะไร เราจะสามารถเลือกกิจกรรมที่ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของเขาได้ตรงจุดมากขึ้น ตลอดจนช่วยให้เด็กค่อย ๆ พัฒนาความสามารถในการควบคุมร่างกาย อารมณ์ และสมาธิของตนเองได้ดีขึ้น เพราะเป้าหมายของการเล่นชิงช้า ไม่ใช่การทำให้เด็กหยุดเคลื่อนไหว แต่คือการช่วยให้เด็กได้เคลื่อนไหวอย่างเหมาะสม จนร่างกายและสมองพร้อมสำหรับการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน

หากคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองกำลังกังวลเกี่ยวกับระดับการเคลื่อนไหวของลูก ไม่ว่าจะมากหรือน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทีมครูบ้านอุ่นรักพร้อมรับฟัง ให้คำแนะนำ และร่วมเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ๆ ไปพร้อมกับทุกคนในครอบครัวเสมอค่ะ

“บ้านอุ่นรัก” เสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย

บ้านอุ่นรักสวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2 โทร 08 6775 9656 | LINE ID: 0867759656

บ้านอุ่นรักธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26  โทร 08 7502 5261 | LINE ID: @aunrak2

Image Credit: Google Gemini

“ทำไมลูกไม่เริ่มสื่อสาร” | ตอนที่ 2

ตอนที่ 2: เมื่อเปิดโอกาสให้ลูกเป็นฝ่ายเริ่มสื่อสารก่อน แต่ลูกก็ยังไม่พูด พ่อแม่ควรทำอย่างไรต่อดี

เมื่อลูกยังไม่พูด…อย่าเพิ่งมองข้ามสัญญาณเล็ก ๆ ของการสื่อสารค่ะ

จากบทความตอนที่แล้ว เราชวนพ่อแม่ผู้ปกครอง “รออีกนิด” และเปิดพื้นที่เล็ก ๆ ให้เด็กได้เป็นฝ่ายเริ่มสื่อสารด้วยตนเอง แต่เมื่อเริ่มทำจริง หลายครอบครัวอาจพบคำถามใหม่ว่า “เรารอแล้ว แต่ลูกก็ยังไม่พูดอยู่ดี” หากกำลังรู้สึกเช่นนั้น อยากชวนพ่อแม่ลองมองในมุมที่กว้างขึ้น เพราะการสื่อสารของลูกอาจไม่ได้เริ่มต้นจากคำพูดเสมอไป

หากลูกยังไม่พูด…ลองมองหาการสื่อสารรูปแบบอื่นที่มีความหมายเช่นกัน

เด็กหลายคนเริ่มต้นการสื่อสารผ่านวิธีอื่นก่อน เช่น

  • มองหน้า
  • ชี้นิ้ว
  • ยื่นของให้
  • ส่งเสียง
  • ดึงมือผู้ใหญ่
  • ใช้ภาพหรือสัญลักษณ์

พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็น “การสื่อสาร” และควรได้รับการตอบสนองอย่างอบอุ่น เพราะสำหรับเด็กบางคน การมองหน้าเพียงเสี้ยววินาทีหรือการยื่นของให้ผู้ใหญ่ อาจเป็นก้าวสำคัญที่ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก เราอย่ามองข้ามความสำเร็จเล็ก ๆ เหล่านี้เพราะนี่คือรากฐานสำคัญที่จะต่อยอดไปสู่ทักษะการสื่อสารที่ซับซ้อนขึ้นในอนาคต

ปัญหาที่พ่อแม่อาจพบในช่วงแรกของการฝึก

เมื่อเริ่มเปิดโอกาสให้เด็กเป็นฝ่ายเริ่มสื่อสาร พ่อแม่อาจพบว่า

  • เด็กร้องไห้หรือหงุดหงิดเมื่อไม่ได้ของทันที
  • เดินหนีหรือไม่สนใจคน
  • ใช้การดึงมือมากกว่าการมองหน้า
  • ส่งเสียงแต่ยังไม่สามารถพูดเป็นคำได้
  • แสดงพฤติกรรมโวยวายเมื่อถูกคาดหวังให้สื่อสาร

พฤติกรรมเหล่านี้พบได้ค่อนข้างบ่อยและไม่ได้แปลว่าเด็กดื้อหรือไม่ให้ความร่วมมือ แต่เป็นเพราะเด็กกำลังเรียนรู้วิธีสื่อสารแบบใหม่และเริ่มเข้าใจว่าผู้ใหญ่กำลังรอให้เขาเป็นฝ่ายส่งสัญญาณบางอย่างก่อน ดังนั้น ความสับสนหรือความหงุดหงิดในช่วงแรกจึงเป็นเรื่องที่พบได้ตามปกติ

จดบันทึก…เพื่อมองเห็นพัฒนาการที่อาจมองข้าม

เมื่อคนในบ้านเริ่มฝึกเรื่องการสื่อสารให้เด็ก ลองจดบันทึกข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น

  • ลูกเริ่มสื่อสารในสถานการณ์ใด
  • ใช้วิธีสื่อสารแบบไหน
  • สิ่งใดกระตุ้นให้ลูกอยากสื่อสารมากขึ้น
  • มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นระหว่างการฝึก
  • พฤติกรรมใดที่ทำให้พ่อแม่กังวล

ตัวอย่าง เช่น

  • ลูกจะมองหน้าเฉพาะตอนอยากได้ขนม
  • เมื่อต้องรอเกิน 10 วินาที ลูกเริ่มร้องไห้
  • ลูกยื่นแก้วน้ำให้แทนการพูด
  • ลูกเริ่มชี้นิ้วได้มากขึ้นในสัปดาห์นี้

บ้านอุ่นรักขอเป็นกำลังใจให้พ่อแม่ทุกบ้าน การสื่อสารไม่ได้เริ่มต้นที่คำพูดเสมอไป แต่เริ่มจากการที่เด็กเรียนรู้ว่า “เมื่อฉันส่งสัญญาณบางอย่าง คนรอบข้างก็เข้าใจฉัน” และบางครั้ง จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงนั้น อาจเกิดขึ้นจากการที่ผู้ใหญ่ “ชะลอความช่วยเหลือลงเล็กน้อย” และ “รออีกนิด” เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ลองเป็นฝ่ายเริ่มต้นด้วยตนเองค่ะ

“บ้านอุ่นรัก” เสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย

บ้านอุ่นรักสวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2 โทร 08 6775 9656 | LINE ID: 0867759656

บ้านอุ่นรักธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26  โทร 08 7502 5261 | LINE ID: @aunrak2

Image Credit: Google Gemini