กิจกรรมศิลปะยามบ่ายที่บ้านอุ่นรัก | บ้านอุ่นรัก

กิจกรรมศิลปะยามบ่ายที่บ้านอุ่นรัก | บ้านอุ่นรัก

ในช่วงบ่าย ๆ ที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” คุณครูจะชวนเด็ก ๆ ทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่หลากหลายเพื่อกระตุ้นพัฒนาการที่รอบด้านให้กับเด็ก ๆ และการร่วมทำกิจกรรมสร้างสรรค์ชิ้นงานศิลปะร่วมไปกับคุณครู ก็เป็นกิจกรรมชนิดหนึ่งที่ลูกศิษย์ของบ้านอุ่นรักมักจะได้ลงไม้ ลงมือ และละเลงสี ร่วมกับครูกระตุ้นพัฒนาการกันอยู่บ่อย ๆ

“ครูโอ๋” (คุณฐิติมา สุพิสาร ครูกระตุ้นพัฒนาการและนักจิตวิทยา ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรักสวนสยาม”) ผู้รับผิดชอบ ดูแล และลงมือสอนกิจกรรมศิลปะยามบ่ายที่บ้านอุ่นรักสวนสยาม สรุปให้เราเข้าใจได้โดยง่ายว่า “กิจกรรมงานศิลปะจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการเกือบทุกด้านให้กับเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก การใช้จินตนาการ การคงสมาธิ การแสดงออกทางอารมณ์ การใช้สมองซีกซ้ายและขวาประกอบกัน และการประสานการเคลื่อนไหวของร่างกาย นอกจากนี้แล้ว เรายังสามารถใช้กิจกรรมงานศิลปะเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นการสบตา การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การกระตุ้นทักษะทางสังคม และใช้ในการต่อยอดเพื่อสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้เชิงวิชาการให้กับเด็ก ๆ ที่มีอาการออทิสติก สมาธิสั้น หรือพัฒนาการช้าไม่สมวัยได้อีกด้วย”

ช่างน่าอัศจรรย์ใจจริง ๆ เลยนะคะที่กิจกรรมศิลปะสามารถช่วยสร้างพัฒนาการให้กับเด็ก ๆ ได้อย่างรอบด้านดังเช่นที่ครูโอ๋ได้สรุปไว้ข้างต้นนี้

ในเมื่อประโยชน์ที่เด็ก ๆ จะได้รับจากการร่วมทำกิจกรรมงานศิลปะมีอยู่มากมายขนาดนี้ คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองคงได้ไอเดียกันแล้วนะคะว่าในวันหยุดที่กำลังจะมาถึงนี้ หรือในวันนี้ที่ลูกหลานและท่านอาจมีเวลาว่างที่ตรงกัน ท่านจะจูงไม้จูงมือและชักชวนลูกหลานให้มาร่วมกันทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แบบใดกันดี

ถ้าเลือกทำกิจกรรมศิลปะร่วมกันจนได้ชิ้นงานศิลปะกันแล้ว คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองสามารถแชร์ภาพชิ้นงานมาให้บ้านอุ่นรักและสมาชิกท่านอื่น ๆ ร่วมชื่นชมกันได้นะคะ ส่งกันมาเยอะ ๆ นะคะ เพราะเรารอชมอยู่ค่ะ 

3 คุณลักษณะของพ่อแม่ ผู้ช่วยลูกปรับพฤติกรรมได้สำเร็จ | บ้านอุ่นรัก

3 คุณลักษณะของพ่อแม่ ผู้ช่วยลูกปรับพฤติกรรมได้สำเร็จ | บ้านอุ่นรัก

หนึ่ง: เป็นพ่อแม่ที่มีการสานสัมพันธ์ทางบวกกับลูก

สอง: เป็นพ่อแม่ผู้สานสัมพันธ์แบบสองทางกับลูก

สาม: เป็นพ่อแม่ผู้ไม่ปล่อยผ่านพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

—–

หนึ่ง: เป็นพ่อแม่ที่มีการสานสัมพันธ์ทางบวกกับลูก

  • ในเวลาปกติที่อยู่กับลูก พ่อแม่ต้องมีการสานสัมพันธภาพทางบวกให้ลูกรับรู้ความรักและเกิดประสบการณ์สนุก ๆ ยิ้มและหัวเราะร่วมกัน
  • เรียนรู้วิธีพูดกับลูกด้วยคำพูดทางบวก และพูดเป็นรูปธรรมให้ลูกรับรู้ได้ง่าย เห็นภาพชัดเจน

—–

สอง: เป็นพ่อแม่ผู้สานสัมพันธ์แบบสองทางกับลูก

  • พ่อแม่มีการสานสัมพันธ์แบบสองทางกับลูกในชีวิตประจำวัน มีการแทรกเงื่อนไขและกระตุ้นการตอบสนองให้ลูกคุ้นเคยที่จะรับฟังและสานต่อในทิศทางที่พ่อแม่นำทาง

—–

สาม: เป็นพ่อแม่ผู้ไม่ปล่อยผ่านพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อตนเอง พฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น พฤติกรรมทำลายข้าวของ พฤติกรรมที่ขัดขวางการดำรงชีวิตประจำวันตามปกติ พฤติกรรมที่ขัดขวางการเรียนรู้ในอนาคต และพฤติกรรมที่รบกวนทางสังคม

—–

ค่อย ๆ เรียนรู้ไปด้วยกันค่ะ และศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” จะอยู่ตรงนี้เพื่อเป็นเพื่อนคู่คิดและให้กำลังใจแก่คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองทุกครอบครัว และคุณครูนะคะ

—–

Photo Credit: Blake Barlow | Unsplash

9 พฤติกรรมของลูกหลานที่ไม่ควรปล่อยผ่าน | บ้านอุ่นรัก

9 พฤติกรรมของลูกหลานที่ไม่ควรปล่อยผ่าน | บ้านอุ่นรัก

9 พฤติกรรมของลูกหลานที่ไม่ควรปล่อยผ่าน

  1. พฤติกรรมต่อต้าน ไม่ร่วมมือในกิจกรรมที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ไม่ร่วมกิจกรรมในชั้นเรียน       ไม่ร่วมกิจกรรมที่จำเป็นทางสังคม
  2. พฤติกรรมทำร้ายตนเองและคนรอบข้าง เช่น ตี หยิก กัด แย่งของ
  3. พฤติกรรมทำลายของ รวมถึงขว้างปาสิ่งของหรือเข้าไปวุ่นกับสิ่งของรอบตัวแบบไม่เหมาะสม
  4. อารมณ์กวัดแกว่ง รุนแรง ขัดใจไม่ได้ (ในเรื่องที่จำเป็น)
  5. การพึ่งพิงทางอารมณ์ ยึดติดคน ใกล้ชิดแบบไม่สมวัย
  6. หมกมุ่น ยึดติด สิ่งของจนขัดขวางการเรียนรู้ใหม่ ๆ หรือกระทบความเป็นอยู่ตามธรรมชาติ
  7. พฤติกรรมรบกวนทางสังคม เช่น เข้าหาคนมากเกินควร เข้าไปจัดการ จัดสภาพการแต่งกาย      ความเป็นอยู่การเล่นของคนอื่น วุ่นกับสิ่งของคนอื่น แย่งของ ไม่แบ่งปันสิ่งที่เป็นส่วนรวม        ใช้สิ่งสาธารณะแบบไม่เหมาะสม
  8. ไม่ยอมรับกฎกติกาหรือข้อตกลงตามวัย
  9. ไม่เข้าใจมารยาทพื้นฐานตามวัย

Photo Credit: Allef Vinicius | Unsplash

ปัจจัยที่จะส่งผลให้การปรับพฤติกรรมประสบความสำเร็จ | บ้านอุ่นรัก

ปัจจัยที่จะส่งผลให้การปรับพฤติกรรมประสบความสำเร็จ | บ้านอุ่นรัก

การปรับพฤติกรรมของลูกหลานเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องทำ ทั้งนี้เพราะพฤติกรรมบางอย่าง เรา “ปล่อยผ่านไม่ได้จริง ๆ” เช่น พฤติกรรมทำลายข้าวของ ทำร้ายตนเองและคนรอบข้าง หมกมุ่น ยึดติด หรือไม่เคารพกติกาหรือข้อตกลงที่เคยทำไว้ร่วมกัน เป็นต้น

การปรับพฤติกรรมของลูกหลานนั้น ขอเพียงเราได้รู้แนวทางและลงมือนำแนวทางที่รู้มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ เราก็จะประสบความสำเร็จในการลงมือทำ

บ้านอุ่นรักหวังว่าแนวทางการปรับพฤติกรรมที่เราให้นี้ จะเป็นประโยชน์ต่อคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง คุณครู และผู้ที่สนใจทุกท่าน ตลอดจนส่งผลดีต่อลูกหลานที่จะได้มีพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ดีขึ้นได้ในท้ายที่สุด

3 สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องทำ หลังลูกออทิสติกได้เข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล | บ้านอุ่นรัก

3 สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องทำ หลังลูกออทิสติกได้เข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล | บ้านอุ่นรัก

 3 สำหรับท่านที่ได้อ่านบทความเรื่อง “ทีมครอบครัว ทีมบำบัด และทีมโรงเรียน: 3 แรงแข็งขันที่ต้องช่วยกันจึงจะสามารถผลักดันเด็กออทิสติกให้ประสบความสำเร็จในการเรียนร่วมในโรงเรียน” จบไปแล้วนั้น ท่านคงได้เห็นภาพรวมกันแล้วว่าคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองมีงานอะไรที่ต้องทำบ้างในฐานะ “หัวเรือใหญ่” ที่จะนำทีม ประสานทีม และเชื่อมโยงทีมสำคัญทั้ง 3 ทีมเข้าด้วยกันจึงจะเตรียมลูกให้มีความพร้อมมากพอจนลูกได้เข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล

แน่นอนว่างานของพ่อแม่ผู้ปกครองในฐานะหัวเรือใหญ่ที่เริ่มต้นจากการเตรียมความพร้อมให้ลูก จนลูกพร้อมมากพอที่จะเข้าเรียนร่วมในโรงเรียน ประกอบกับการประสานงานกับทีมบำบัดและทีมโรงเรียนเพื่อสนับสนุนให้ลูกได้เรียนร่วมในโรงเรียน ยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น

ในตอนนี้ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” อยากชวนเพื่อน ๆ มาติดตามกันต่ออีกสักหน่อยว่า พ่อแม่ผู้ปกครองหรือหัวเรือใหญ่ของลูก ยังมีงานหรือบทบาทต่อเนื่องอะไรที่ต้องทำอีก เพื่อขับเคลื่อนให้การเรียนร่วมของลูกมีความต่อเนื่องจากชั้นอนุบาล …ไปสู่ชั้นเรียนอื่น ๆ ได้ตามศักยภาพที่ลูกออทิสติกมี 

3 สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องทำ หลังลูกออทิสติกได้เข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล

หนึ่ง: ทำความเข้าใจลูก

สอง: ทำความเข้าใจโรงเรียน

สาม: ประสาน รวบรวม และส่งต่อข้อมูลระหว่างทีมครอบครัว ทีมบำบัด และทีมโรงเรียน

หนึ่ง: ทำความเข้าใจลูก

เมื่อลูกออทิสติกเข้าสู่การเรียนร่วมที่โรงเรียนแล้ว คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองจำเป็นต้องเข้าใจว่าในช่วงแรก ๆ ลูก ๆ จำนวนมากยังมีปัญหาเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับการดำเนินชีวิตแบบใหม่ที่โรงเรียนเป็นอย่างมาก ท่านจึงจำเป็นต้องเข้าใจลูก ให้เวลาและโอกาสลูกในการปรับตัว อีกทั้งให้การสนับสนุนลูก ๆ ตามความจำเป็นอย่างต่อเนื่องไปจนกว่าลูกจะปรับตัวได้ดีมากขึ้น

สอง: ทำความเข้าใจทีมโรงเรียน

การที่ทีมโรงเรียนต้องรับมือกับลูก ๆ ออทิสติกในชั้นเรียนควบคู่ไปกับการดูแลนักเรียนคนอื่น ๆ ให้ราบรื่นได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ตามวิถีปกติที่เคยทำในการรับมือกับเด็กนักเรียนทั่ว ๆ ไป นอกจากนี้ ทีมโรงเรียนย่อมไม่สามารถใช้เวลาและบุคลากรทั้งหมดที่มีเพื่อมาดูแลลูกเพียงคนเดียวได้ เพราะยังต้องดูแลลูกและเพื่อน ๆ ของลูกในชั้นเรียนเดียวกันให้ดี ได้ตามสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นตรงหน้าในชั้นเรียน คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองจึงจำเป็นต้องเข้าใจทีมโรงเรียน ตลอดจนให้เวลาแก่ทีมโรงเรียนในการสร้างความคุ้นเคยและช่วยเหลือลูกเรื่องการเรียนรู้ มีการแจ้งข้อมูลเรื่องแนวทางการรับมือเพื่อสนับสนุนการทำงานของทีมโรงเรียน ตลอดจนให้ความช่วยเหลือแก่ทีมโรงเรียนในเรื่องต่าง ๆ อย่างเหมาะสมตามที่ทีมโรงเรียนได้แจ้งหรือขอมาเมื่อคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และทีมโรงเรียนเข้าอกเข้าใจกัน สื่อสารระหว่างกันด้วยความเมตตา และเชื่อใจกันว่าต่างฝ่ายต่างมีความปรารถนาดีต่อลูก ลูกก็จะเป็นคนที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงจากสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงมือทำร่วมกันในท้ายที่สุด

สาม: ประสาน รวบรวม และส่งต่อข้อมูลระหว่างทีมครอบครัว ทีมบำบัด และทีมโรงเรียน

การประสาน รวบรวม และส่งต่อข้อมูลระหว่างทีมสำคัญทั้ง 3 ทีมนี้ คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองจำเป็นต้องใช้ “สมุดสื่อสาร” มาเป็นตัวช่วยในการประสาน รับ และส่งข้อมูลระหว่างทีม

ตอนนี้ เรามาทบทวนกันสักนิดว่าสามทีมสำคัญประกอบด้วยใครกันบ้าง

หนึ่ง: ทีมครอบครัว ประกอบด้วยคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และสมาชิกทุกคนในบ้าน

สอง: ทีมบำบัด ประกอบด้วยแพทย์ นักวิชาชีพที่ช่วยบำบัดลูก และครูกระตุ้นพัฒนาการของลูก

สาม: ทีมโรงเรียน ซึ่งหมายรวมถึงผู้บริหารโรงเรียน ครูประจำชั้น และครูผู้ช่วยทุก ๆ คนที่ช่วยดูแลลูกในขณะที่ลูกอยู่ในโรงเรียน

หลังลูกเข้าเรียนร่วมในโรงเรียน คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ยังคงต้องทำหน้าที่ในการประสาน รวบรวม และส่งต่อข้อมูลระหว่างทีมต่าง ๆ ซึ่งงานนี้ท่านต้องใช้ “สมุดสื่อสาร” เป็นตัวช่วยในการประสานข้อมูลกับทั้งสามทีม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทีมโรงเรียน

บ้านอุ่นรักไม่แนะนำให้คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองใช้ความจำในการจำข้อมูลเพื่อส่งต่อ ทั้งนี้เพราะข้อมูลที่ได้จากความจำ อาจไม่ครบถ้วนและไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในบางกรณี

เราขอแนะนำให้คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง จดบันทึกสิ่งต่าง ๆ ที่ได้จากการพบเห็น การสังเกต หรือได้จากการไปปรึกษากับทั้งสามทีม ลงไปใน “สมุดสื่อสาร” อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร จากนั้น จะได้นำข้อมูลที่บันทึกไว้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการร่วมกันหาแนวทางเสริมและสร้างพัฒนาการให้กับลูก ๆ ที่อยู่ในวัยเรียนได้ต่อไป

ข้อมูลที่คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ควรจดบันทึกลงไปในสมุดสื่อสาร คือ

หนึ่ง: ตารางสรุปพัฒนาการของลูก พฤติกรรมของลูก และเป้าหมายของพัฒนาการและพฤติกรรมที่แพทย์และทีมบำบัดกำลังติดตามและลงมือทำ

สอง: บันทึกการตอบสนองโดยทั่วไปที่ลูกมี

สาม: หัวข้อการเรียนรู้หรือกิจกรรมที่โรงเรียน ที่ต้องมีการทบทวนการเรียนรู้แต่ละวันต่อที่บ้าน

สี่: รายการของการบ้านที่ต้องทำและได้ทำ

ห้า: รายการสิ่งของที่ครูมอบหมายให้ลูกนำมาจากบ้านเพื่อใช้ในการเข้าร่วมกิจกรรมที่โรงเรียน

หก: ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ของลูก ตลอดจนแนวทางการแก้ไข ทั้งนี้ หากลูก ๆ มีปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ที่ต้องแก้ไข แต่คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองยังไม่เคยรู้แนวทางการแก้ไขมาก่อน ท่านจะได้นำข้อมูลใหม่ ๆ จากการบันทึก ไปขอคำปรึกษาเพิ่มเติมจากทีมบำบัด และส่งต่อข้อมูลที่เป็นประโยชน์นี้ให้กับสมาชิกคนอื่น ๆ ของทีมครอบครัวและทีมโรงเรียนอย่างชัดเจนได้ต่อไป

การที่คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองลงมือทำ 3 สิ่งที่ต้องทำหลังลูกเข้าเรียนร่วมที่โรงเรียน ไม่ว่าจะเป็น (1) ความเข้าใจที่มีต่อลูก (2) ความเข้าใจในทีมโรงเรียน ตลอดจน (3) ประสาน รวบรวม และส่งต่อข้อมูลระหว่างสามทีมโดยใช้ “สมุดสื่อสาร” ในการจดบันทึก รวบรวม และส่งต่อข้อมูลนั้น คือ ท่านได้ทำเรื่องที่ถูกต้องเป็นอย่างดีที่สุดแล้วในทุก ๆ วัน และเมื่อผสานความถูกต้องที่ทำอยู่ทุกวัน เข้ากับความเมตตาและความเชื่อใจว่าทีมสำคัญทั้ง 3 ทีมต่างรักและปรารถนาดีต่อลูก เราเชื่อแน่ว่าลูกออทิสติกตัวน้อย ๆ ที่อยู่ตรงหน้าของท่าน จะใช้ชีวิตในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี และสามารถเรียนร่วมในชั้นเรียนต่าง ๆ ได้ต่อเนื่อง จนก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีความหมายได้อย่างแท้จริง

ลูกออทิสติกตัวน้อย ๆ ของคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง มักเริ่มต้นการก้าวเดินด้วยฝีเท้าก้าวเล็ก ๆ ที่เตาะแตะ เดินช้า และเดินตามหลังเพื่อน ๆ ที่อยู่ในวัยเดียวกัน แต่เพราะลูก ๆ มีคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง + มีทีมครอบครัว + มีทีมบำบัด + และมีทีมโรงเรียน คอยอยู่ข้าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุน ในไม่ช้า ทุก ๆ ก้าวเดินของลูกจะมั่นคง และเปลี่ยนจากการเดิน สู่การวิ่งได้เต็มฝีเท้าอย่างสุดกำลัง

บ้านอุ่นรักได้เห็นการออกเดินและวิ่งเช่นที่ว่านี้ของลูก ๆ ออทิสติกมาแล้ว และเห็นรุ่นแล้วรุ่นเล่า เราจึงขอให้กำลังใจคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองทุก ๆ ท่าน เราขอเพียงท่านอย่าถอดใจเสียกลางคัน แต่ขอให้ท่านมั่นใจในสิ่งดี ๆ ที่ได้ทำ และเราซึ่งเป็นฝีพายของหัวเรือใหญ่ทุกท่านจะร่วมอยู่บนเส้นทางสายนี้เพื่อผลักดันและส่งลูกหลานออทิสติกของท่านให้ได้เข้าสู่การเรียนร่วมในโรงเรียนได้อย่างมีความหมายที่แท้จริงต่อไป

Photo Credit: Felipe Salgado from Unsplash