ครูเดือนชวนเล่น…มาปรุงก๋วยเตี๋ยวกันเหอะพวกเรา | บ้านอุ่นรัก

ครูเดือนชวนเล่น…มาปรุงก๋วยเตี๋ยวกันเหอะพวกเรา | บ้านอุ่นรัก

ในทุก ๆ วันที่ลูกศิษย์ของเรามาที่ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” เด็ก ๆ จะได้รับการกระตุ้นพัฒนาการผ่านการเรียนการสอน การทำกิจกรรมกลุ่ม และการเล่นแบบต่าง ๆ ที่เราหวังผลเรื่องการกระตุ้นพัฒนาการที่รอบด้าน การปรับพฤติกรรม และการเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก ๆ ก่อนจะส่งพวกเขาเข้าสู่การเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาลในลำดับถัดไป

การเล่นที่ “บ้านอุ่นรัก” เด็ก ๆ และครูจะกลายเป็นเพื่อนร่วมเล่นสนุก ๆ ไปด้วยกัน และในวันนี้ “ครูเดือน” ได้ชวนเด็ก ๆ มาเล่นบทบาทสมมุติ ในหัวข้อ “มาปรุงก๋วยเตี๋ยวกัน” ค่ะ

การชวนเด็กเล่นบทบาทสมมุติสำคัญ…อย่างไร?

สำหรับเด็ก ๆ ที่มีความล่าช้าทางพัฒนาการ พวกเขามักจะมีการเล่นเชิงจินตนาการที่ไม่สมวัย ทำให้เมื่อเล่นกับเพื่อน ๆ แล้วก็มักจะไม่สนุกกันทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้เพราะขาดการสานต่อการเล่นให้เป็นเนื้อเดียวกัน ดังนั้น ครูบ้านอุ่นรัก (หรือหากเป็นที่บ้านก็คือคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และสมาชิกทุกคนในบ้าน) จึงต้องสวมบทบาทเป็นเพื่อนเล่นและชวนเด็กเล่นบ่อย ๆ เพื่อเพิ่มทักษะการเล่นเชิงจินตนาการให้กับพวกเขา ซึ่งจะเป็นการเล่นที่เกิดขึ้นเสมอในกลุ่มเพื่อนวัยอนุบาลค่ะ

การที่เราร่วมเล่นสนุกไปกับเด็ก ๆ สามารถส่งเสริมประสบการณ์ให้เด็กรู้จักชี้ชวน สานต่อทางอารมณ์ สนุกร่วมกับเพื่อน อีกทั้งยังสามารถแทรกการกระตุ้นการสบตา ท่าทีชี้ชวนขณะเล่น และเรายังจำเป็นต้องแทรกการเพิ่มทักษะด้านการสื่อสาร การพูดคุยสนทนา และการแสดงท่าทางสนุก ๆ ประกอบการเล่น เพื่อให้เด็กและเพื่อน ๆ รู้สึกสนุกจนอยากเล่นด้วยกันยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกค่ะ

บรรยากาศการเรียน การสอน และการเล่นน่ารัก ๆ ที่บ้านอุ่นรักสวนสยามและบ้านอุ่นรักธนบุรียังมีอีกเยอะ ไว้เราจะเก็บภาพมาฝากเพื่อน ๆ กันใหม่ในคราวต่อ ๆ ไปนะคะ

เมื่อไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ถึงวันหนึ่งก็จะยิ้มได้อย่างเต็มภาคภูมิ | บ้านอุ่นรัก

เมื่อไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ถึงวันหนึ่งก็จะยิ้มได้อย่างเต็มภาคภูมิ | บ้านอุ่นรัก

ความในใจของคุณแม่ของลูกชายวัย 3.5 ขวบ

“ขอเล่าประสบการณ์การดูแลลูกตลอด 2 ปีที่ต่อสู้กับการปรับพฤติกรรมทุกแนวทางของลูกชายวัย 3 ขวบ 5 เดือน…เริ่มจากเด็กพูดจาไม่เข้าใจ มีแต่คนในครอบครัวเข้าใจลูกว่าต้องการสิ่งใด อยากได้อะไร จะทำอะไร

แต่พาไปโรงเรียนขึ้นเตรียมอนุบาลไม่สามารถสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจจนต้องออกจากโรงเรียนเพื่อพามาปรึกษาคุณหมอ จนสุดท้ายรู้ว่าลูกเป็นเด็กออทิสติกสเปคตรัม ก็ได้การแนะนำจากบ้านอุ่นรักให้ไปพบกับคุณหมอท่านนี้

กว่าจะมาถึงจุด ณ ปัจจุบัน ครอบครัวต้องฝ่าฟันอุปสรรคในหลายด้านมาอย่างลำบาก

นั่งกอดลูกร้องไห้ไปด้วยก็ผ่านมาแล้ว…แอบร้องไห้ไม่ลูกเห็นก็ผ่านมาแล้ว…ทะเลาะกับพ่อแนวความคิดไม่ตรงกันและปรับเปลี่ยนวิธีการดูแลลูก…เปลี่ยนการใช้ชีวิตของตัวเอง…ทุกอย่างทุ่มเทไปที่ลูกทั้งหมด

แต่วันนี้…ครอบครัวยิ้มได้อย่างเต็มภาคภูมิเพราะลูกเราสามารถอยู่ในรั้วโรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่นได้อย่างปกติ แต่ก็ยังต้องเฝ้าติตามพฤติกรรมต่อไป

อยากให้คุณพ่อและคุณแม่มีกำลังใจในการดูแลลูก เพราะลูกเราต้องใช้ระยะเวลาในการฝึกฝน เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ลูกเราก็จะก้าวสู่โลกใบใหม่พร้อมให้เค้าได้เรียนรู้กับสิ่งใหม่ ๆ  

ขอให้ทุกครอบครัวอย่าท้อกับอุปสรรค ขอให้ฝ่าฟันอุปสรรคไปให้ได้ทุกรูปแบบ

อยากจะเล่าอีกนิดนะคะ สิ่งสำคัญมาก การที่ให้ลูกไปที่บ้านอุ่นรักอย่างเดียวไม่พอนะคะ สิ่งที่เราต้องทำควบคู่กันคือทุกคนในครอบครัวต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการดูแลลูกเช่นกันคะ

ชวนลูกเล่นกิจกรรมสนุก ๆ ในครอบครัว อย่าปล่อยเค้าอยู่คนเดียว เล่นคนเดียว หากิจกรรมทำร่วมกันแล้วทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดีคะ

ครอบครัวและคุณครูที่บ้านอุ่นรักคอยมองลูกทุกคนก้าวออกจากบ้านอุ่นรักเพื่อก้าวเข้าโรงเรียนอย่างเต็มภาคภูมิและจะคอยดูการเติบโตต่อไปในอนาคต

กราบขอบพระคุณคุณครูที่บ้านอุ่นรักทุกท่านนะคะที่ทำเพื่อลูก และเพื่อสังคมด้วยรักและความห่วงใย”

Photo Credit: Connor Wilkins | Unsplash

หนังสือ 3 เล่มที่น่าอ่าน | บ้านอุ่นรัก

หนังสือ 3 เล่มที่น่าอ่าน | บ้านอุ่นรัก

หนังสือ 3 เล่มที่น่าอ่าน

“หนังสือที่น่าอ่านทั้ง 3 เล่ม” นี้ อาจจะช่วยให้คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองเข้าใจวิธีคิดและการมองโลกของลูก ๆ ที่เป็นเด็กพิเศษของพวกเราค่ะ

สำหรับลูกแล้ว การใช้ชีวิตบนโลกนี้ให้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่พวกเขาจะสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จได้ ถ้าเราพยายามมากพอค่ะ

คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองที่สนใจอ่านหนังสือเหล่านี้ ท่านสามารถหาซื้อได้จากร้านขายหนังสือทั่ว ๆ ไปหรือร้านขายหนังสือออนไลน์ค่ะ

เล่มที่ 1: อันชนกชนนีนี้รักเจ้า (For the Love of Ann)

ราคาประมาณ: 170 บาท

ผู้เขียน: James Copeland (เจมส์ โคปแลนด์)

ผู้แปล: อาจารย์หม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา

ข้อมูลของเรื่องโดยย่อ: “วรรณกรรมแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ For the Love of Ann เป็นชีวประวัติของเด็กสาวชาวอังกฤษผู้หนึ่งซึ่งเจมส์ โคปแลนด์ เขียนขึ้นตามคำบอกเล่าของผู้เป็นพ่อของเด็กสาวซึ่งเติบโตเจริญวัยมาด้วยความยากลำบากแสนสาหัสเพราะ “โรคออทิสซึ่ม” มาเบียดเบียน

จากหนังสือเล่มนี้ เราจะได้อ่านเรื่องแปลชีวิตของสาวน้อยชื่อ “แอน” ผู้ถือกำเนิดมาเป็นเด็กออทิสติก หากแต่เติบโตมาเป็นสาวน้อย งดงามทั้งรูปและภูมิปัญญา ทั้งนี้ด้วยความสามารถ ความเสียสละ และน้ำอดน้ำทนของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อแม่ คือ “มิสเตอร์และมิสซิสฮอดเจส”

ประโยชน์อันยิ่งใหญ่ที่ท่านผู้อ่านจะได้รับไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมก็คือจะได้ทราบลักษณะของเด็กออทิสติกอย่างละเอียดลออเพิ่มขึ้นอีกประเภทหนึ่ง และเห็นถึงหนทางการต่อสู้เพื่อเอาชนะอาการออทิสติกนั้นที่ทั้งน่าตื่นเต้นและชวนติดตามอย่างน่าระทึกใจตลอดเวลา” (ที่มาของข้อมูล: http://www.su-usedbook.com)

เล่มที่ 2: No Body No Where เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้

ราคาประมาณ: 100 บาท

ผู้เขียน: ดอนน่า วิลเลี่ยมส์ (Donna Williams)

ผู้แปล: อุบล สรรพัชญพงษ์ | ปัทมา กิตติถาวร | จิรสิริ เกษมสินธุ์

ข้อมูลของเรื่องโดยย่อ: หนังสืออัตชีวประวัติพิเศษของสาวออทิสติก (ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นบุคคลออทิสติก) ที่ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1992 ที่สหราชอาณาจักร และอยู่ในรายชื่อของหนังสือที่ขายดีที่สุดของ New York Times เป็นเวลา 15 สัปดาห์ในช่วงครึ่งแรกของปี ค.ศ. 1993

“นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับออทิสติกที่คนเป็นออทิสติกเขียนเอง เล่าเรื่องของตัวเองตั้งแต่สามขวบจนสักยี่สิบปลาย ๆ

มันเป็นเรื่องออทิสติกที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เราเคยอ่านมา บรรยายถึงความรู้สึกและโลกที่คนเป็นออทิสติกมองเห็นได้อย่างที่เราเองก็แทบจะสัมผัสได้ และมันก็เป็นเรื่องของคนเป็นออทิสติกที่เจ็บปวดที่สุดที่เราเคยอ่าน สังคมที่ไม่สามารถช่วยเหลือคนทุกคนได้อย่างทั่วถึง การมีชีวิตอยู่ในโลกอันแปลกแยก ความพยายามที่จะวิ่งไล่ตามคนอื่นเพราะอยากจะเป็น “คนธรรมดา” บ้าง ระบบความคิดที่ทำให้ต้องเจออะไรที่ไม่อยากเจอ (และไม่เจออะไรที่อยากเจอ)
บางทีอาจจะเพราะปัญหาในครอบครัวของคนเขียนและความผิดปรกติของเธอซึ่งอยู่ระดับใกล้เคียงกับคนปรกติมาก รวมทั้งระดับไอคิวซึ่งสูงตามแบบคนออทิสติกทั่วไป จึงทำให้ภาพที่เห็นมันคมชัดขนาดนี้ และอาจจะเพราะสำเนียงการเขียนซึ่งซื่อตรง สะท้อนภาพอย่างที่มันเป็น ตัดสินอะไรน้อยมาก จึงทำให้เรื่องมีพลังรุนแรง ถึงแม้ว่าสิ่งที่สื่อออกมาจะไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเราคุ้นเคย แต่เรากลับ “เข้าใจ” ได้เป็นอย่างดี ที่จริงก็ “เข้าใจ” จนเราสงสัยด้วยซ้ำว่าขีดเส้นแบ่งของความปรกติและไม่ปรกตินั้นมันอยู่ตรงไหนกัน” (ที่มาของข้อมูล:
https://www.bloggang.com)

เล่มที่ 3: Born on a Blue Day จากออทิสติก…สู่อัจฉริยะ

ราคาประมาณ: 190 บาท

ผู้เขียน: Daniel Tammet (แดเนียล แทมเม็ต)

ผู้แปล: นวลจันทร์ ธัญโชติกานต์ | หยาดฝน ธัญโชติกานต์

ข้อมูลของเรื่องโดยย่อ: ความแตกต่างอาจนำมาซึ่งความสำเร็จ หากเราสามารถค้นพบสิ่งพิเศษในตัวเอง

“ในโลกของเด็กคนหนึ่งที่เกิดมาแตกต่างจากคนรอบข้าง ความพิเศษของเราเป็นสิ่งซึ่งต้องถูกดูแลทะนุถนอมมากว่าปกติธรรมดา กระทั่งความสำเร็จอันเป็นผลพลอยของชีวิตได้เข้ามาทักทาย หากท่ามกลางวันเวลาแสนยากลำบากนับตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตน้อย ๆ ในครอบครัวที่ต้องดิ้นรนเพื่อเลี้ยงดูสมาชิกมากถึงสิบคน แต่ด้วยความรักความใส่ใจของพ่อแม่ ช่วยนำพาให้ “แดเนียล แทมเม็ต” เติบโตขึ้นพร้อมโอกาสและความรักจากผู้ให้กำเนิด นี่คือเบื้องหลังของการค้นพบตัวเอง…

“Born on a Blue Day จากออทิสติก…สู่อัจฉริยะ” หนังสือเล่มนี้ประสานเอาเรื่องราวชีวิต “เด็กพิเศษ” ผู้มีความสามารถในด้านคณิตศาสตร์ผ่านห้วงคิดคำนึงภาพสัญลักษณ์ต่าง ๆ อีกทั้งพรสวรรค์ด้านภาษาศาสตร์ถึงขั้นคิดค้นระบบภาษาเฉพาะของตัวเอง มีความเก่งกาจทั้งด้านวิชาประวัติศาสตร์และเล่นหมากรุก แต่ความเป็นเลิศเหล่านี้กลับต้องแลกมาด้วยภาวะด้อยความสามารถประสานการทำงานส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น อายุแปดขวบถึงเริ่มผูกเชือกรองเท้าได้เอง ไม่สามารถแยกแยะระหว่างซ้ายกับขวา กระทั่งทนเสียงของแปรงขัดสีกับฟันแทบไม่ไหว เรื่องง่ายสำหรับคนทั่วไปจะกลายเป็นเรื่องยากสำหรับแดเนียล เหล่านี้คือวิถีซึ่งเขาต้องฝ่าฟันความยากลำบากด้วยจิตใจมุ่งมั่นอยู่ตลอดเวลา!” (ที่มาของข้อมูล: https://www.se-ed.com)

Photo Credit: Ben White | Unsplash

6 ข้อคิดดี ๆ เรื่องการใช้เวลาอยู่กับลูกหลานอย่างมีคุณภาพ | บ้านอุ่นรัก

6 ข้อคิดดี ๆ เรื่องการใช้เวลาอยู่กับลูกหลานอย่างมีคุณภาพ | บ้านอุ่นรัก

ในฐานะที่พวกเราเป็นคุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครองของเด็ก ๆ “บ้านอุ่นรัก” เชื่อมั่นว่าเราต่างมีหน้าที่โดยตรงที่จะทำทุก ๆ อย่างที่เราทำได้ด้วยตัวของเราเองอย่างดีที่สุดเพื่อประคับประคองชีวิตของเด็ก ๆ ให้ไปสู่เป้าหมาย คือ การดำรงชีวิตที่ดีในอนาคตได้ด้วยตนเอง และ    การใช้เวลาอยู่กับลูกหลานนับเป็นสิ่งที่ดีที่สุดประการหนึ่งที่เราสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวของเราเองค่ะ

ในวันนี้ บ้านอุ่นรักจึงนำ 6 ข้อคิดดี ๆ เรื่องการใช้เวลาอยู่กับลูกหลานอย่างมีคุณภาพ มาฝากเพื่อน ๆ ค่ะ

หนึ่ง: ต้องเจียดเวลาเฉพาะไว้ให้ลูกหลานในทุก ๆ วัน ๆ ละ 30-60 นาทีเป็นอย่างน้อย ส่วนจะเป็นช่วงเวลาใดนั้น ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตประจำวันจริง ๆ ของแต่ละครอบครัวที่จะจัดการให้ลงตัวค่ะ

สอง: การแบ่งเวลาให้ลูกหลานเป็นรอบ ๆ รอบละ 15-30 นาทีเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะทำให้เราได้คลุกคลีกับเด็ก ๆ บ่อย ๆ หลาย ๆ รอบต่อวันเพื่อทำกิจกรรมดี ๆ ที่หลากหลายร่วมกันได้ค่ะ

สาม: การให้เวลากับลูกหลานคือเราได้อยู่ตรงนั้นเพื่อลูกหลานอย่างแท้จริง โดยไม่มีไลน์ เฟสบุ๊ค ยูทูป โทรศัพท์ โทรทัศน์ งานบ้าน หรืองานของเรา มาแย่งความสนใจของเราไปจากลูกหลาน

สี่: เราจะใช้เวลาอยู่กับเด็ก ๆ อย่างแท้จริงเพื่อชวนเล่น ชวนออกกำลังกาย ชวนทำกิจกรรมสร้างสรรค์ที่หลากหลาย และฝึกลูกหลานเรื่องการช่วยเหลือและพึ่งพาตนเอง หากทำได้เช่นนี้คือเราได้ใช้เวลาอยู่ตรงหน้ากับเด็ก ๆ โดยไม่ต้องอาศัยองค์ความรู้หรือทฤษฎีใด ๆ แต่กลับเป็นเวลาคุณภาพที่ก่อให้เกิดประโยชน์ที่แท้จริงต่อเด็ก ๆ ได้ในทุก ๆ วันค่ะ

ห้า: ใช้เวลาร่วมกับเด็ก ๆ ที่บ้านเป็นเรื่องที่ดี ทั้งนี้เพราะเราอาจเผลอคิดไปว่าการออกไปนอกบ้านกับเด็ก ๆ คือเราได้ไปร่วมทำกิจกรรมเหล่านั้นกับเด็ก ๆ แล้ว แต่อันที่จริง การทำเช่นนั้นอาจหมายถึงเรามีหน้าที่เพียงเป็นคนขับรถที่พาพวกเขาไปทำกิจกรรมเหล่านั้นร่วมกับคนอื่น ๆ แต่เรากลับไม่ได้ร่วมทำกิจกรรมนั้น ๆ กับเด็ก ๆ เลยค่ะ

หก: การใช้เวลาอยู่กับลูกหลานแม้จะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวของเราเอง แต่ต้องมีการคิดทบทวนอยู่บ่อย ๆ ด้วยว่า (1) เรายังคงเจียดเวลาเพื่อทำสิ่งดี ๆ ร่วมกับเด็ก ๆ ด้วยตัวของเราเองและ (2) เรายังทำอย่างดีที่สุดในทุก ๆ วัน ใช่หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อเตือนตนเองไม่ให้เผลอไผลละเลยจนลืมที่จะเจียดเวลาเฉพาะไว้ให้กับลูกหลานในทุก ๆ วันให้ได้วันละ 30-60 นาทีเป็นอย่างน้อยนั่นเองค่ะ

เวลาทุกวินาที่เรารู้ว่ามีคุณค่า หากเราได้ใช้เวลาที่มีคุณค่านั้นกับลูกหลานอย่างมีคุณภาพแท้จริง เวลาที่มีคุณค่านั้นก็จะยิ่งมีคุณค่าแบบเท่าทวีคูณเลยนะคะ 

Photo Credit: Liana Mikah | Unsplash

ผูกพันกันด้วยมิตรจิต อยู่ร่วมกันอย่างคนเป็นมิตรที่แจ่มใส | บ้านอุ่นรัก

ผูกพันกันด้วยมิตรจิต อยู่ร่วมกันอย่างคนเป็นมิตรที่แจ่มใส | บ้านอุ่นรัก

เรามาตั้งจิตที่จะมีใจดวงใหม่ที่เป็นมิตรและแจ่มใส

…ฝึกตนที่จะพูด โดยเปลี่ยนคำพูดที่ออกจากปากของเราเป็นเสมือนดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอม

…กล่าวคำรับรู้ถึงความรู้สึกคนรอบข้างมากขึ้น

…บอกสิ่งดี ๆ ที่ซ่อนในใจว่าเราห่วงใยหรือรู้สึกขอบคุณมากขึ้น

…ถามไถ่อย่างมองเห็นตัวตนของคนข้าง ๆ มากขึ้น

…ชื่นชมในความสำเร็จเล็ก ๆ ของคนข้าง ๆ มากขึ้น

หากจำเป็นต้องตักเตือน…พูดด้วยเมตตาและพร้อมอภัยให้มากขึ้น

“มิตรจิต มิตรแจ่มใส” คือ จิตดวงใหม่ของเรา

Photo Credit: Kate Kozyrka | Unsplash