by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
หลาย ๆ ครั้งในชีวิตเรา เราได้ใช้คำพูดเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงในการทำร้ายใจคนได้ทั้งในระยะใกล้และไกล ซึ่งบาดแผลและความเจ็บปวดที่เกิดจากการทำร้ายด้วยคำพูดของเรานั้นจะทิ้งร่องรอยไว้อย่างยาวนาน
คนที่ถูกคำพูดของเราทำร้ายได้อย่างแสนสาหัสมากที่สุด มักเป็นคนรอบข้าง สามีเรา ภรรยาเรา พ่อแม่พี่น้องของเรา รวมถึงลูก ๆ ของเราด้วย
สำหรับลูก ๆ นั้น เราควรระลึกให้ได้เสมอว่าพวกเขายังอ่อนวัย อ่อนประสบการณ์ มองโลกด้วยสายตาแบบเด็ก ๆ พวกเขาจึงทำสิ่งต่าง ๆ ผิดพลาด ไม่ได้ดั่งใจของเราสักเท่าไรนัก
เมื่อระลึกได้เช่นนั้น เราจะ “ระวังใจ ระวังคำพูด” เพื่อให้โอกาสลูกได้เติบโตในบรรยากาศที่ดี
หากลูกทำผิด พลาด และพลั้งไป เราจะนิ่งเพื่อคิดสักนิดก่อนว่าภาพของพฤติกรรมที่เราอยากเห็นจากลูกคืออะไร นิ่งคิดโดยไม่ดุ ติเตียน ตักเตือน หรือบ่น
จากภาพของพฤติกรรมที่เราอยากเห็น เราจะพูดถึงสิ่งนั้นให้ลูกฟังสั้น ๆ พูดให้ลูกเห็นภาพชัดที่สุด พูดและสื่อสารกับลูกด้วยความเข้าใจและเมตตา
เราจะเป็นพ่อแม่ที่บ่นน้อยลง และเปลี่ยนคำตำหนิติเตียนเป็นคำแนะนำสั้น ๆ ที่ช่วยให้ลูกมองเห็นภาพพฤติกรรมดี ๆ ที่เราต้องการให้ลูกทำอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
เราจะสบตาและยิ้มให้กำลังใจลูกว่า “พ่อแม่เชื่อมั่นว่าลูกจะทำสิ่งนั้นได้อย่างแน่นอน”
ระวังใจ…ระวังคำพูด…ให้โอกาสลูกได้เติบโตในบรรยากาศที่ดี
Photo Credit: Ankebi Photography | Unsplash
by admin | กำลังใจ, บทความบ้านอุ่นรัก
น้อมรับปัญหา…โดยไม่ตกหลุมพรางชีวิต
ใช้สตินำทาง…ว่าเราจะไม่สูญเสียไปมากกว่านี้
เผชิญกับปัญหา…แต่มีช่องว่างทางอารมณ์
รู้ตน “ผ่อนคลาย…เป็น”…ในระหว่างวัน จึงมีความสุขเล็ก ๆ บ่อย ๆ ได้อย่างสุขใจ
เราก็เป็นบุคคลหนึ่งที่สำคัญ…แต่ไม่สมบูรณ์แบบ
ชีวิตของเราที่ผ่อนคลาย…ไม่ขาดความรับผิดชอบ
หลุมพรางที่มีในชีวิตของเรา เป็นเพียงบททดสอบ
รู้ตน…ผ่อนคลายเป็น คือ ช่องว่างทางอารมณ์ที่ไม่ได้ทำให้เราสูญเสียความรับผิดชอบใด ๆ ในชีวิตเลย
Photo Credit: Brooke Cagle | Unsplash
by admin | กำลังใจ, บทความบ้านอุ่นรัก
หน้าที่ของพ่อแม่ คือ ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น
ให้ลูกสัมผัสถึงความรัก
เปลี่ยนความทุกข์ กังวลใจ เป็นความมุ่งมั่น ทำสิ่งที่ถูกต้องทุกวัน
พ่อแม่ลงแรงไปเท่าไร ลูกจะมีพัฒนาการที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นกว่านั้น
ที่ปลายทาง…
พ่อแม่จะได้สัมผัสความชื่นใจกับผลลัพธ์ที่คุ้มค่าจากความทุ่มเท
“ความรัก” ทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้
Photo Credit: Irena Carpaccio | Unsplash
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ในตอนที่แล้ว บ้านอุ่นรักได้แชร์ 5 สิ่งที่ต้องทำเมื่อต้องรับมือกับลูกที่หงุดหงิด อาละวาด อารมณ์รุนแรง กันไปแล้ว ส่วนในตอนนี้ เราจะมาดูข้อมูลเพิ่มเติมของ “การปรับทีละขั้นตามระดับความรุนแรง” กันว่าจะมีขั้นตอนอย่างไร
6 ขั้นตอนการปรับอารมณ์ของลูกทีละขั้นตามระดับความรุนแรง มีดังนี้ คือ
1: เบี่ยงเบนด้วยอารมณ์ขันหรือการทำกิจกรรมที่ลูกสนใจ
- อารมณ์ขัน หรือสร้างความสนุกแทน เช่น จั้กจี้ลูกจนลูกเผลอปล่อยของที่ติดมือ
- เปลี่ยนความสนใจด้วยการเสนอให้ลูกเล่นหรือทำกิจกรรมในเชิงสร้างสรรค์ตามที่ลูกสนใจ เช่น ร้อยลูกปัด หยอดกระปุกออมสิน ฟังเพลง
2: ใช้ Time In หรือ Time Out ให้เป็นประโยชน์
- Time In คือ ปล่อยให้ลูกอยู่กับตนเอง โดยมีพ่อแม่นั่งอยู่ข้าง ๆ แบบเงียบ ๆ อย่างเมตตา
- Time Out คือ แยกลูกและพ่อแม่ออกจากกัน หรืองดกิจกรรมหรือการให้ลูกเข้าร่วมทำกิจกรรมแบบต่าง ๆ
3: พาลูกเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ โดยพ่อแม่ใช้เวลากับลูกนานพอสมควรในขณะที่ลูกได้เปลี่ยนอิริยาบถจนคลายอารมณ์ลงได้ เช่น พาไปล้างหน้า ล้างมือ เดิน วิ่ง จับลูกกระโดด หรือพาเดินขึ้น-ลงบันได
4: เปลี่ยนความโกรธของลูกมารับรู้ความรู้สึกทางร่างกาย เช่น นั่งโยกบนบอลยิมนาสติก นวดลงน้ำหนักสม่ำเสมอที่ไหล่ นวดมือ นวดช้า ๆ ไล่จากต้นแขนลงไปยังปลายนิ้วมือ ลูบหลังหรือตบเบา ๆ ที่ฝ่ามือของลูก
5: เพิกเฉย ในกรณีที่ใช้วิธีข้างต้นแล้วยังไม่ได้ผลและลูกยังไม่คลายจากอารมณ์โกรธ แต่ลูกเริ่มมีพฤติกรรมเรียกร้องรุนแรงหรือพบว่าลูกเริ่มแสดงอารมณ์รุนแรง พ่อแม่ควรเริ่มใช้วิธีเพิกเฉย แล้วค่อยกลับไปให้ความสนใจลูก เมื่อลูกมีพฤติกรรมที่เหมาะสม
- เพิกเฉยโดยปล่อยลูกอยู่กับตนเองตรงนั้น โดยพ่อแม่ใช้วิธีนิ่งเงียบ ไม่พูดด้วย ไม่มอง ไม่ให้ความสนใจ หรือพ่อแม่อาจเดินเลี่ยงออกมาเงียบ ๆ แล้วเดินกลับเข้าไปหาลูกเป็นระยะ ๆ ทุก ๆ 1-3 นาที
- เพิกเฉยด้วยการแยกลูกออกจากตรงนั้น (Time Out) เพื่อไปหามุมสงบอื่นให้ลูกได้อยู่คนเดียวเพื่อสงบอารมณ์ แล้วพ่อแม่กลับเข้าหาลูกเป็นระยะ ๆ ทุก 1-3 นาที ทั้งนี้ หากเข้าไปหาแล้วลูกยังไม่สงบ พ่อแม่จะเดินออกมาใหม่รอบละ 1-3 นาที โดยไม่ปล่อยลูกอาละวาดรุนแรงคนเดียวนานเกินไป
- กลับไปให้ความสนใจลูก เมื่อลูกมีพฤติกรรมเหมาะสม
6: หลังลูกสงบ พ่อแม่จึงสอนวิธีจัดการกับปัญหาด้วยการสอนให้ลูกเรียนรู้อารมณ์ของตนเองและเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น นำเหตุการณ์ที่ผ่านมา ๆ พูดคุยเพื่อสอนวิธีรับมือว่าถ้าลูกพบกับสถานการณ์แบบเดิม ลูกควรจะพูดจาสื่อสาร ควรแสดงท่าทาง หรือจัดการกับสถานการณ์นั้น ๆ อย่างไรในครั้งต่อไป
- กรณีที่ลูกพูดไม่ได้: พ่อแม่กล่าวสะท้อนอารมณ์โดยพูดให้ลูกฟังสั้น ๆ เช่น ลูกโกรธใช่มั้ยที่พี่เดินเตะของเล่นของลูก
- กรณีที่ลูกพูดได้: พ่อแม่กระตุ้นให้ลูกพูดแสดงอารมณ์ + ความจริง (เหตุการณ์) เช่น ลูกโกรธเพราะแม่เก็บของเล่น
ไม่ว่าจะเป็น “5 สิ่งที่ต้องทำ เมื่อต้องรับมือกับลูกที่หงุดหงิด อาละวาด อารมณ์รุนแรง” หรือ “6 ขั้นตอนการปรับอารมณ์ของลูกทีละขั้นตามระดับความรุนแรง” ล้วนเป็นวิธีรับมือที่เราอยากให้คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครอง ได้เรียนรู้กันล่วงหน้าก่อน ทั้งนี้เพื่อช่วยปรับพฤติกรรมให้กับลูก ๆ ซึ่งนับเป็นการเตรียมลูกให้พร้อมที่จะมีชีวิตได้อย่างปกติสุขและปลอดภัยในอนาคตได้ค่ะ
Photo Credit: Ninety Eyes | Unsplash
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ในบางครั้งที่ลูกหงุดหงิด คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครอง อาจพบว่าลูกจะอาละวาดและมีการระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนเราคิดทบทวนหาทางรับมือกันแทบไม่ทัน
เราไม่อยากให้คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองรอให้ถึงสถานการณ์แบบนั้นแล้วค่อยตั้งรับ แต่อยากให้ลองหาวิธีรับมือกันไว้ล่วงหน้า เพื่อที่ว่าเมื่อต้องเจอกับปัญหาดังกล่าว ก็จะสามารถรับมือได้อย่างทันท่วงทีค่ะ
ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” มีวิธีรับมือลูกหงุดหงิด อาละวาด อารมณ์รุนแรง มาฝากดังนี้ค่ะ
1: ปรับใจและสร้างทัศนคติเชิงบวก เข้าใจข้อจำกัดว่าวุฒิภาวะของลูกไม่สมวัย ในบางสถานการณ์ลูกจึงแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ไม่ดีนัก และด้วยพัฒนาการในปัจจุบันที่ลูกยังพูดสื่อความต้องการไม่ได้ดังใจ ลูกจึงมีอารมณ์หงุดหงิดหรืออาละวาดรุนแรงกว่าปกติ เราจึงควรคิดในแง่บวกว่า “ดีแล้วที่ลูกมีอารมณ์หงุดหงิดถึงขีดสุดในยามที่ลูกมีพ่อแม่อยู่เคียงข้าง เพราะพ่อแม่จะได้มีส่วนค่อย ๆ ช่วยปรับพฤติกรรมให้กับลูกและจะไม่ปล่อยผ่านพฤติกรรมเหล่านี้ แต่จะช่วยจนกว่าลูกจะฝึกควบคุมตนเองได้ เพื่อในอนาคต ลูกจะสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง ตลอดจนอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคมได้อย่างปกติสุขและปลอดภัย”
2: พูดสั้น ๆ ระบุพฤติกรรมที่ลูกควรทำ แทนการดุ ตำหนิ หรือบ่น และเลี่ยงการใช้คำพูดที่จะกระตุ้นอารมณ์ของลูก
3: ตั้งสติ ไม่ตกใจ ไม่รน ทั้งนี้เพราะการมีสติจะทำให้เราสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าและไวต่อการตอบสนอง และหากเราเคยพบว่าลูกมีพฤติกรรมรุนแรง เราต้องถอยหลังเว้นระยะห่างไม่ให้ลูกเข้าประชิดตัว
4: หยุดความรุนแรงเฉพาะหน้า เช่น เราคาดว่าลูกอาจหงุดหงิดรุนแรง เราก็จะต้องแยกลูกออกจากบุคคล สิ่งของ หรือจุดอันตราย ตลอดจนต้องหยุดการสูญเสียด้วยการเก็บสิ่งของอันตรายแบบต่าง ๆ ที่ลูกอาจนำมาใช้ระบายความโกรธหรือหยิบมาขว้างปาจนเกิดความเสียหายหรือเป็นอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่นออกไปให้หมด
5: เริ่มปรับทีละขั้นตามระดับความรุนแรง ด้วยการเบี่ยงเบน การแยกลูกออกจากสถานการณ์ การพาลูกเปลี่ยนอิริยาบถ การเปลี่ยนความโกรธของลูกมารับรู้ความรู้สึกทางกาย การเพิกเฉย ไปจนกระทั่งการสอนลูกจัดการกับปัญหาหลังลูกสงบอารมณ์ของตนเองได้แล้ว ซึ่งการปรับทีละขั้นนี้มีรายละเอียดอีกหลายประการที่เราจะนำมาเสนอกันต่อในตอนต่อไปค่ะ
Photo Credit: Ninety Eyes | Unsplash