by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ชวนกันถาม ร่วมกันหาคำตอบ
คำถามจากคุณครู
เด็กนักเรียนอายุ 5 ขวบคนหนึ่งในชั้นเรียนอนุบาลของครู พูดสื่อสารได้ แต่พูดได้ไม่ดีเท่าเพื่อนในวัยเดียวกัน อย่างไรก็ตาม นักเรียนคนนี้ชอบที่จะซักถามครูว่านั่นสีอะไร นี่คืออะไร เป็นต้น
เด็กนักเรียนคนนี้รู้เรื่องทุกอย่าง แต่ไม่เล่นและไม่เข้ากลุ่มเพื่อร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อนนักเรียนที่อยู่ในวัยเดียวกัน แม้ครูให้เพื่อนชวนเด็กเข้ากลุ่ม แต่เด็กก็ยังไม่ยอมเล่นกับเพื่อน ๆ แต่จะเดินเลี่ยงออกไปนั่งอยู่คนเดียวโดยไม่ยอมทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ๆ เลยค่ะ
ครูต้องทำอย่างไรให้เด็กนักเรียนคนนี้ที่เรียนในชั้นเรียนอนุบาลของครู มีทักษะทางสังคมมากขึ้นค่ะ
คำตอบ
เมื่อเด็กวัยอนุบาลยังยอมไม่เล่นกับเพื่อน ในทางพัฒนาการจะถือว่าเด็กมีพัฒนาการที่ไม่สมวัย ทั้งนี้เพราะโดยธรรมชาติของเด็กวัยอนุบาลนั้น เด็กอยู่ในวัยที่ต้องการเพื่อนและต้องการเข้ากลุ่มเป็นอย่างมาก หากเราไม่รีบแก้ไขปัญหานี้ก่อนวัยประถม เด็กจะปรับตัวและเข้าสังคมยากขึ้นเรื่อย ๆ
ก่อนอื่น เรามาพิจารณาสาเหตุที่เด็กไม่เข้ากลุ่มกับเพื่อนกันก่อนว่าสาเหตุคืออะไร เพื่อหาทางช่วยเหลือเด็กได้อย่างมีแนวทางที่ถูกต้องต่อไป
โดยทั่วไป สาเหตุที่เด็กวัยอนุบาลไม่เข้ากลุ่มเพื่อน มี 2 ระดับ คือ
ระดับที่ 1 เด็กปกติแต่ไม่มีทักษะทางสังคม เด็กจึงไม่รู้วิธีขอเข้ากลุ่ม ข้อสังเกตของเด็กกลุ่มนี้ คือ เด็กให้ความสนใจเพื่อน เด็กนั่งจับตามองไปยังจุดที่เพื่อน ๆ เล่นแบบนิ่ง ๆ นาน ๆ เด็กเข้าไปมอง เด็กเข้าไปดูใกล้ ๆ จุดที่เพื่อน ๆ เล่น แต่เราจะเห็นท่าทีรีรอของเด็กที่จะขอเข้ากลุ่มกับเพื่อน ๆ หรือเมื่อเด็กเข้ากลุ่มไปเล่นกับเพื่อน ๆ แล้ว เด็กหลุดออกมาจากกลุ่มค่อนข้างเร็ว
ขั้นตอนหรือกระบวนการที่ครูจะช่วยเด็กกลุ่มนี้ได้ คือ
ครูพาเด็กเข้ากลุ่มและสอนเด็กให้พูดประโยคที่เขาจะพาตัวเองเข้ากลุ่มได้เองในครั้งต่อไป เช่น เราขอเล่นด้วยคนนะ ขอเล่นด้วยคนได้มั๊ย เป็นต้น
หลังการพาเด็กเข้ากลุ่ม ในระยะแรก ๆ ครูคอยจับตามองเด็กอยู่ห่าง ๆ และเมื่อครูพบว่าเด็กขาดทักษะใดในการร่วมกลุ่ม ครูค่อยเข้าแทรกไปสาธิตหรือบอกบทเป็นระยะ ๆ
หากิจกรรมที่จะเชื่อมให้เด็กสนใจทำกิจกรรมนั้น ๆ ร่วมกันกับเพื่อน เช่น แบ่งบล็อกคนละกอง แต่ชวนมาประกอบด้วยกัน ให้เด็กจับคู่เล่นเกมส์บอร์ดด้วยกัน หรือให้เด็กจับคู่เล่นโยนรับลูกบอลด้วยกัน
สร้างความคุ้นเคยที่เด็กจะได้อยู่ร่วมกับกับเพื่อน ๆ ผ่านกิจกรรมบ่อย ๆ เช่น มอบหมายให้เด็กจับคู่โยนรับบอลคู่ละ 20 ครั้งหรือให้เด็กจับคู่และช่วยกันกรอกน้ำลงขวด เป็นต้น
จัดกิจกรรมบัดดี้ในห้องเรียนของเด็ก โดยจับกลุ่ม ๆ ละ 3 ถึง 4 คน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ใช้เวลาในช่วงรอยต่อของวันร่วมกันหรือมีการสร้างสถานการณ์ให้เด็ก ๆ รู้ว่าพวกเขาจะต้องดูแลสมาชิกในกลุ่มเล็ก ๆ ของเขาเอง เช่น ดูแลและช่วยกันเก็บของใช้ ไปห้องน้ำพร้อมกัน เล่นมุมด้วยกัน ชวนเพื่อนพูดคุย หรือทานข้าวด้วยกันในกลุ่ม การจับกลุ่มนี้อาจให้เด็กจับกลุ่มกันเองตามสมัครใจและขอเพิ่มเด็กคนนี้เข้าไปเป็นสมาชิกในกลุ่ม โดยเลือกบัดดี้จากเด็กที่เราเห็นว่าเป็นคนชอบช่วยเหลือเพื่อน ให้คำแนะนำเพื่อนเป็น และรู้จักดูแลเพื่อน
ระดับที่ 2 เด็กมีปัญหาพัฒนาการ คือ เด็กที่เมื่อครูสังเกตทักษะการเข้าสังคมของเด็กซ้ำ ๆ ในหลาย ๆ เหตุการณ์ ครูพบภาพรวมว่าเด็กไม่มีแรงจูงใจที่จะเข้ากลุ่ม หรือไม่สนใจเพื่อน ๆ อย่างจริงจัง เด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการทางสังคมมักแยกตัวไปทำอะไรบางอย่างเพลิน ๆ อยู่ตามลำพัง หรือสนใจคนรอบข้างในระยะสั้น ๆ แบบแว่บ ๆ แต่ไม่สนใจอย่างจริงจัง
วิธีช่วยเด็กกลุ่มนี้ คือ ครูสรุปข้อมูลภาพรวมที่ได้จากการสังเกต เพื่อนำไปพูดคุยและปรึกษากับผู้ปกครองในขั้นต้นว่าผู้ปกครองอาจต้องพาเด็กกลุ่มนี้ไปพบจิตแพทย์หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กเพื่อรับการวินิจฉัยและขอคำแนะนำจากแพทย์ ก่อนที่จะหาทางเพิ่มทักษะทางสังคมให้เด็กตามแนวทางที่แพทย์หรือทีมบำบัดวางไว้ให้ต่อไป
พัฒนาการของเด็กวัยอนุบาลไม่ว่าจะเป็นด้านใด เช่น ภาษา สังคม พฤติกรรม หรืออารมณ์ มีความสำคัญมากเพราะเป็นพัฒนาการพื้นฐานที่จะต่อยอดสู่พัฒนาการในลำดับถัด ๆ ไปของเด็ก หากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง หรือคุณครูสงสัยหรือกังวลใจว่าเด็กอาจมีปัญหาด้านพัฒนาการ การรีบพาเด็กไปพบจิตแพทย์เด็กหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กเป็นการแก้ปัญหาอันดับแรกที่ถูกต้องและต้องทำค่ะ หากแพทย์วินิจฉัยและพบว่าเด็กมีพัฒนาการปกติ เราจะได้สบายใจ แต่หากพบปัญหา เราจะได้รีบหาทางแก้ไขให้ถูกทางค่ะ
บ้านอุ่นรักอยากให้ชวนกันถามมาเยอะ ๆ เพื่อเราร่วมกันหาคำตอบไปด้วยกันค่ะ
สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูที่ต้องการคำปรึกษาหรือพูดคุยกับพวกเรา สามารถโทรติดต่อ นัดหมายเข้ามาพบ หรือพาลูกมาประเมินเพื่อปรึกษาวางแนวการดูแลได้ที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรัก สาขาที่ท่านสะดวกค่ะ
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูบางท่านตั้งคำถาม
ๆ ครูบ้านอุ่นรักว่า “เรามีระบบการเตรียมความพร้อมให้ลูกออทิสติก
ลูกสมาธิสั้น และลูกที่มีพัฒนาการช้าไม่สมวัย อย่างไร ลูก ๆ
ของเราจึงสามารถเข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาลได้อย่างมีความหมาย”
บ้านอุ่นรักปักหลักชัยในการเตรียมความพร้อม
2 ระยะ คือ ก่อนและหลังส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาล
ก่อนส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาล
มีการกระตุ้นพัฒนาการระยะเริ่มแรกให้ลูกวัย 2-6 ขวบแบบครบทุกด้านเพื่อแก้อาการเบื้องต้นที่ขัดขวางการดำรงชีวิตและการเรียนรู้ของลูก ๆ ช่วยลูกเตรียมความพร้อมก่อนส่งลูกเข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล ให้ความสำคัญกับการประสานการเรียนร่วมกับโรงเรียนและคุณครูก่อนส่งลูกเข้าเรียนร่วม
หลังลูกเข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล
ติดตามและประเมินผลการเข้าเรียนร่วม เป็นที่ปรึกษาให้กับคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง ทีมบำบัด และโรงเรียนในการประเมินผลและปรับแผนการช่วยเหลือลูกให้สามารถเรียนร่วมในโรงเรียนในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างมีความหมายที่แท้จริง
ระบบการเตรียมความพร้อมให้ลูกของบ้านอุ่นรักดังกล่าวข้างต้นแม้มีเพียง
2 ช่วง แต่เราจำต้องอาศัยระยะเวลาต่อเนื่องที่ยาวนานมากพอในการลงมือทำ
ซึ่งการเตรียมความพร้อมให้ลูก ๆ นี้มีแง่มุมต่าง ๆ ที่บ้านอุ่นรักลงมือทำและได้ผล และเราเชื่อว่าเรื่องต่าง
ๆ หลายเรื่องที่เราลงมือทำ
เป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองสามารถทำที่บ้านได้เองเช่นกัน ซึ่งเราจะทยอยนำข้อมูลต่าง
ๆ มาเผยแพร่ผ่าน Website | Facebook | YouTube | คอร์สออนไลน์
ของเรา
เราอยากให้คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง ครอบครัวของลูก ๆ ตลอดจนคุณครูของเด็ก ๆ ติดตามและเรียนรู้ร่วมไปกับเรา เพื่อท้ายที่สุด พวกเราจะไปถึงหลักชัยที่แท้จริง คือ สามารถช่วยลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น และลูกมีพัฒนาการช้าไม่สมวัย ให้เติบโตได้อย่างมีคุณภาพและสามารถดำรงชีวิตในอนาคตได้ด้วยตนเอง
สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครอง ที่ต้องการคำปรึกษาหรือพูดคุยกับพวกเรา สามารถโทรติดต่อหรือนัดหมายเข้ามาพบหรือพาลูกมาประเมินเพื่อปรึกษาวางแนวทางการดูแลได้ที่บ้านอุ่นรัก สาขาที่ท่านสะดวกค่ะ
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
วันนี้ ทีมงานบ้านอุ่นรัก มีบทความในใจ มาบอกกล่าวให้ทุกๆ ท่านได้ทราบกันค่ะ
เป็นความในใจ จากบรรยากาศงานบรรยายโดยทีมงานบ้านอุ่นรัก ที่ได้รับโอกาสในการร่วมบรรยายกับ มูลนิธิออทิสติกไทย ศูนย์ ALC ในเรื่อง “การปรับพฤติกรรม” ในโครงการ #ALC Training Programs Autistic Thai Foundation นี้ ที่โรงแรมพาลาสโซ่ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 2 ถึง 3 มีนาคม พุทธศักราช 2562 ที่ผ่านมาค่ะ
—————🏘
มูลนิธิออทิสติกไทยสนับสนุนการจัดตั้งและการดำเนินงานศูนย์ ALC หรือ Autistic Life Skill Center จำนวน 40 แห่งในพื้นที่ทั่วประเทศ ตามโครงการศูนย์ส่งเสริมทักษะชีวิตบุคคลออทิสติกเพื่อเป็นหน่วยบริการในชุมชน
—————🏘
—————🏘
เราได้พบปะและพูดคุยกับผู้ปกครองที่เดินทางมาร่วมงานจากหลายจังหวัดซึ่งส่วนใหญ่เป็นคุณพ่อคุณแม่ของลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น และลูกพัฒนาการช้า ที่ลูก ๆ เติบโตถึงวัยผู้ใหญ่แล้ว
—————🏘
จากการพบปะและพูดคุยนี้ เราประทับใจและชื่นชมผู้ปกครองทุก ๆ ท่านที่สามารถเลี้ยงดูลูกโดยใช้ทั้งสัญชาตญาณและองค์ความรู้ที่ได้รับจากมูลนิธิออทิสติกไทยมาผสมผสานเพื่อเลี้ยงดูลูกอย่างมีแนวทางและทำเช่นนั้นอย่างต่อเนื่อง จนเห็นความก้าวหน้าทางพัฒนาการของลูก
—————🏘
นอกจากคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย คุณน้า คุณอา คุณป้าของเด็ก ๆ จะเลี้ยงดูลูกหลานในบ้านของตนเองได้อย่างดีแล้ว ท่านเหล่านี้ยังมีจิตอาสา สมัครเป็นแกนนำและตั้งใจที่จะนำองค์ความรู้และประสบการณ์ของครอบครัวมาช่วยเหลือเพื่อน ๆ รุ่นหลัง ๆ ที่กำลังหาแนวทางในการดูแลลูก ๆ ต่อไป
—————🏘
พวกเราศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรักขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมแบ่งปันข้อมูลและความรู้ อีกทั้งขอเป็นกำลังใจแก่ผู้ปกครองทุก ๆ ท่านจากใจจริง
—————🏘
เราสัญญากันไว้แล้วว่าเราในฐานะพ่อแม่และผู้ที่ต้องดูแลเด็ก ๆ – เราจะอนุญาตตัวเองให้มีความสุข – เราจะวางแนวทางการเลี้ยงดูลูกอย่างเหมาะสม และ – เรามีเป้าหมายคือลูก ๆ ของเราจะต้องรอด
—————🏘
สำหรับท่านใดที่ต้องการติดต่อบ้านอุ่นรัก สำหรับงานบรรยาย ทั้งในและนอกสถานที่ สามารถติดต่อได้ตามช่องทางที่ท่านสะดวก ขอบคุณค่ะ
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
อาการออทิสติก (Autistic Disorder) เป็นอาการที่มีผลกระทบต่อพัฒนาการหลายด้านของเด็ก คือ ความบกพร่องทางสังคมและปฎิสัมพันธ์แบบสองทางกับบุคคลรอบข้าง ความล่าช้าหรือความบกพร่องทางภาษาและการสื่อความหมาย พฤติกรรม และอารมณ์ของเด็กออทิสติก โดยเริ่มสังเกตเห็นอาการตั้งแต่ก่อนอายุ 2-3.6 ขวบ
ในวันนี้ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรักมีบทความมานำเสนอ เรื่อง “5 สัญญาณบอกความเสี่ยงว่าลูกเข้าข่ายการเป็นออทิสติก” เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้คอยระวัง เฝ้าสังเกตอาการของลูกน้อยค่ะ
1 ขาดความสนใจต่อสิ่งรอบข้าง
เด็กขาดความสนใจที่จะเข้าไปคลุกคลีหรือสานต่อกับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง หรือเด็กในวัยเดียวกัน เช่น เลี่ยงการสบตา แยกตัว ชอบเล่นคนเดียว ขาดการพยักพเยิด ไม่ออดอ้อน ไม่ชี้ชวน ไม่สนใจเลียนแบบหรือทำตามแบบ ไม่สนใจเข้ามาพูดคุยหรือมีท่าทีชวนเล่น สานต่อ หรือชวนแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนรอบข้าง
2 พูดช้า ไม่สมวัย
เด็กพูดช้า หรือแม้พูดได้ แต่พูดแบบมีพัฒนาการทางด้านภาษาไม่สมวัย ทั้งในแง่การพูด การฟัง โดยไม่สนใจที่จะตอบสนองต่อคำสั่งง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่หันตามเสียงเรียกชื่อ เมื่อถึงวัย 1-2 ขวบ ยังไม่เริ่มพูด บางรายคล้ายพูดภาษาต่างดาวแบบตนเอง หรือบางรายเคยพูดแล้วมาหยุดชะงัก หรือพัฒนาการทางการพูดถดถอย บางรายพูดได้แต่พูดในเรื่องที่ตนสนใจสั้น ๆ ได้วงจำกัด เช่น พูดคำศัพท์สั้น ๆ คำเดิม ๆ ท่องตัวอักษร พูดวลีที่ตนเองสนใจซ้ำ ๆ กับตนเอง ไม่ใช่การพูดเพื่อสื่อสารกับคนอื่น ไม่สนใจที่จะสานต่อบทสนทนาแบบต่อเนื่อง
3 การแสดงออกไม่ชัดเจน
การแสดงออกทางแววตาของเด็ก รวมถึงสีหน้า ท่าทาง ไม่ชัดเจนแบบเด็กวัยเดียวกัน
4 ชอบทำอะไรซ้ำ ๆ ย้ำคิดย้ำทำ
เด็กมีความชอบรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบเดิม ๆ ถ้าเปลี่ยนแปลงหรือขัดใจจะหงุดหงิด ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง บางรายพฤติกรรมซ้ำ ย้ำคิดย้ำทำ เช่น ทานอาหารแบบเดิมได้ไม่กี่ชนิด ใส่เสื้อผ้าแบบเดิม ถ้าเปลี่ยนเส้นทางเดินทางจากที่คุ้นเคยจะหงุดหงิด ฯลฯ
5 วิธีการเล่นมีรูปแบบเฉพาะตัว
วิธีการเล่นของเด็กมีรูปแบบเฉพาะตัว มีการเล่นแบบเดิมซ้ำ ๆ ขาดความสนใจสิ่งรอบตัว มักไม่ค่อยเข้าไปสำรวจ ทดลอง หรือนำของเล่นมาเล่นประกอบจินตนาการ เหมือนเด็กวัยเดียวกัน โดยเด็กออทิสติกมักจะหมกมุ่นกับสิ่งของเฉพาะอย่าง เล่นแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นระยะเวลานาน บางรายชอบเล่นในแบบกระตุ้นระบบการรับสัมผัส เช่น เรียงของเพื่อเพ่งมอง เล็งระนาบ ชอบดูของที่หมุนได้ เคาะของเล่นเพื่อฟังเสียง บางรายพบการเคลื่อนไหวอวัยวะซ้ำ เช่น สะบัดมือ หมุนตัว อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย วิตกกังวลสูง ดูเหมือนปรับตัวยาก อารมณ์กวัดแกว่ง การรับรู้ไว ตื่นตัวถูกรบกวนจากประสาทสัมผัสได้ง่าย เช่น กลัวและเลี่ยงหนี หรือทางกลับกัน บางรายอาจจะหมกมุ่นกับสิ่งของบางอย่างบางเรื่องเป็นพิเศษ หากถูกขัดขวางจะหงุดหงิด
ผู้ปกครองที่สงสัยว่าลูกอาจมีอาการเข้าข่ายเด็กออทิสติก ควรรีบพาลูกไปพบจิตแพทย์เด็กหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เพื่อรับคำวินิจฉัย อย่าครุ่นคิดสงสัย กังวลใจนานเกินไปนะคะ เพราะพัฒนาการของลูกรอไม่ได้ ถ้าลูกมีอาการอะไร จะได้รีบหาทางบำบัดรักษา ถ้าลูกไม่เป็นอะไร จะได้สบายใจ ไม่ต้องเก็บความวิตกกังวลคิดวนซ้ำอยู่คนเดียว ไม่ว่าจะเกิดอะไรทุกอย่างมีทางแก้นะคะ ยิ่งแก้ไขเร็ว ยิ่งลดความสูญเสีย พวกเราได้นำเสนอความรู้และแนวทางการแก้ไขไว้หลายรูบแบบ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับพัฒนาการของลูก สามารถมาพูดคุยกับพวกเราได้ค่ะ ตามช่องทางที่ท่านสะดวกค่ะ
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
เพราะความหวังสูงสุดของคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็คือ ในอนาคต ลูกของเราจะต้องสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเองในโลกใบนี้นั่นเอง
จากเป้าหมายนี้ …. สิ่งแรกที่เป็นรูปธรรมที่จะเป็นตัวทำนายหรือชี้วัดผลสำเร็จได้ชัดเจนที่สุด ว่าลูกเราจะยืนอยู่บนโลกนี้ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นมากนัก คือ ลูกจำเป็นต้องดูแลตนเองในกิจวัตรประจำวันได้เกือบ 100 % ก่อนอายุ 7-12 ปี
เพราะเรามีความเชื่อว่า ความรัก ทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้
บ้านอุ่นรัก
งั้นเรามาเริ่มต้นทำความหวังให้เป็นจริงตั้งแต่วันนี้ เรามาเริ่มต้น จับมือลูก นำลูกทำสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตตนเอง และเรามาฝึกลูกในการช่วยเหลือตนเองให้ได้ โดยทีมงานบ้านอุ่นรัก ขอนำเสนอแนวคิด ดังนี้ค่ะ
6 สิ่งที่ต้องฝึก
ให้เด็กออทิสติกรับผิดชอบในชีวิตประจำวัน
1. ฝึกลูกดูแลตนเอง
ปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้องว่าลูกจะต้องดูแลตนเอง โดยจับนำ ฝึกให้ลูกร่วมลงมือทำ ในทุกกระบวนการ แล้วค่อย ๆ ลดการช่วยลงทีละน้อย จนถึงจุดที่ลูกทำได้ด้วยตนเอง
2. ฝึกลูกด้านสุขอนามัย
ให้ความสำคัญ ในเรื่องการดูแลเรื่องสุขลักษณะ สุขอนามัย โดยไม่ปล่อยผ่าน แม้ลูกจะมีท่าทีฝืนหรือต่อต้าน (เด็กออทิสติกจะมีการรับรู้ไวจึงมักจะเลี่ยงกิจวัตรที่กระตุ้นการรับสัมผัสด้านต่าง ๆ) เราจำเป็นต้องตะล่อมนำให้ลูกทำได้จนเป็นกิจวัตรตามปกติตามที่ควรจะเป็นจริงให้ได้ เช่น การอาบน้ำ การแปรงฟัน การตัดเล็บ การสระผม ตลอดจนค่อย ๆ จับนำให้ลูกสามารถดูแลสุขลักษณะอื่น ๆ ตามจริงด้วยตนเอง เช่น ล้างมือ เช็ดมือ เช็ดน้ำมูก ฯลฯ
3. ฝึกลูกร่วมลงมือทำ
ร่วมกันลงมือทำกิจวัตรประจำวันด้านการช่วยเหลือตนเอง โดยจับมือนำ กระตุ้นให้ลูกมีส่วนร่วมลงมือกระทำจริงตามสถานการณ์ที่เกิดจริงตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน เช่น การเก็บที่นอน การทำความสะอาดร่างกาย การแต่งกาย การทานอาหาร-ดื่ม การขับถ่ายและเข้าห้องน้ำ การเก็บสิ่งของเครื่องใช้ของตน จนถึงการเข้านอน
4. ฝึกให้ลูกมีส่วนร่วมรับผิดชอบ
ร่วมรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองเป็นผู้กระทำตามวัย ตามความสามารถ เช่น จับมือให้ลูกร่วมเช็ดน้ำที่ทำหก ถอดเสื้อผ้าของตนเองใส่ไว้ในตะกร้า เก็บรองเท้าขึ้นชั้นวางรองเท้า
5. ฝึกให้ลูกมีส่วนร่วมในงานบ้าน
ซึ่งได้แก่งานบ้านที่เกี่ยวข้องกับตนเอง เช่น เก็บภาชนะของตนหลังทานอาหาร ทิ้งขยะลงถัง หรือเก็บสิ่งของเครื่องใช้ ของเล่น หนังสือ ที่ตนรื้ออกมาเก็บให้เข้าที่
6. ฝึกลูกรับผิดชอบภารกิจตนเอง
ฝึกรับผิดชอบภารกิจที่เกี่ยวข้องกับตนเอง เช่น ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ก่อนเข้านอนในตอนค่ำ เพื่อลูกตื่นนอนตอนเช้าได้ด้วยตนเอง จัดกระเป๋า ตารางสอน ของใช้สำหรับไปโรงเรียนตั้งแต่ตอนค่ำ รับผิดชอบงานของตนเองให้เสร็จ เช่น ทำการบ้านให้เสร็จ เป็นต้น
Tips เล็กๆ น้อยๆ จากบ้านอุ่นรัก
ลองนั่ง list รายการกิจวัตรประจำวันของลูกตั้งแต่ตื่นเช้าถึงเข้านอน
นำกิจวัตรทีละอย่างมานั่งนึกถึงขั้นตอน แยกส่วนเป็นขั้นตอนย่อย ๆ โดยคิดเป็นภาพของการทำในแต่ละขั้นตอนของกิจวัตรนั้น ๆ ทีละเรื่อง คิดเป็นภาพสั้น ๆ ทีละ shot ที่ต่อเนื่องกันตั้งแต่จุดเริ่มต้นของกิจกรรมจนถึงขั้นสุดท้าย ในเรื่องที่คาดว่าลูกจะเข้าใจได้ยาก เราอาจวาดรูปหรือถ่ายภาพกิจวัตรนั้น ๆ ทีละขั้นมาประกอบการสอนลูก เพราะการใช้ภาพช่วยสอนลูก จะทำให้ลูกเข้าใจขั้นตอนต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าการพูดอธิบายแต่อย่างเดียว เช่น จะสอนลูกเรื่องการแปรงฟัน เราจะคิดเป็นภาพย่อย ๆ ทีละขั้น ได้ดังนี้
หยิบแปรงสีฟัน
à
บีบยาสีฟันลงบนแปรง
à
เปิดก้อกน้ำ à
เอาแปรงจุ่มน้ำ
à
แปรงจุดละ
10 ครั้ง
(พร้อมนำให้แปรงทีละจุดจนทั่วทั้งปาก) à
บ้วนปาก
à
ล้างแปรง
à
เก็บแปรง
ฝึกลูกให้มีส่วนร่วมลงมือทำ เริ่มจากนำให้ลูกมีส่วนร่วมลงมือทำในกิจวัตรที่เกี่ยวข้องกับตัวเองทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ ในระยะแรก อาจจับทำ บอกบท แล้วค่อย ๆ ลดการช่วยทีละน้อย
กระตุ้นให้ลูกทำด้วยตนเองมากที่สุด จนปล่อยให้ลูกทำเอง
ฝึกทุกวัน เริ่มจับนำให้ลูกทำตามสถานการณ์จริง โดยเริ่มต้นฝึกเร็วที่สุดตั้งแต่ยังเล็ก ฝึกช่วยเหลือตนเองมาตั้งแต่ลูกอายุ 3-5 ปี ขวบ จนอายุ 7 ขวบ หรือ อาจถึง 10 ขวบ
เลือกสอนทีละงาน เริ่มจากเรื่องที่ง่ายที่สุด
พ่อแม่หรือสมาชิกในบ้านจัดเวลาลงมาจับนำในสถานการณ์จริง ทำด้วยความสุขที่จะได้ใช้เวลาเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ร่วมกัน
เรามีภารกิจนี้ร่วมกับลูกนะคะ และยังพอมีเวลาอีกยาวนานที่จะเตรียมตัวลูกให้สามารถดำรงชีวิตให้ได้ในวัยผู้ใหญ่ เรามาเริ่มลงมือทำจริง ๆ ตั้งแต่วันนี้นะคะ ใช้กิจวัตรตามจริงจับนำแล้วปล่อยให้ลูกทำอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่นานนัก อาจจะใช้เวลาไม่เกิน 4-7 ปี เป็นช่วงชีวิตดี ๆ ที่เราได้จะใช้เวลาร่วมกับลูก ในที่สุดความรัก ความพยายามที่เราทุ่มเทให้ไป จะถึงจุดที่ลูกสามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน ในอนาคต จึงมั่นใจได้ว่าลูกจะยืนหยัดอยู่บนโลกนี้อย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่เป็นภาระของใครค่ะ
ท่านที่สนใจเรียนรู้ตัวอย่างการคิดกิจวัตรและขั้นตอนการสอน ให้สำเร็จได้จริง ท่านสามารถติดตามจากสื่อการสอนของบ้านอุ่นรัก ชุดการฝึกช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน ตามช่วงวัย ตั้งแต่ อายุ 2-12 ปี ได้ ตามที่ท่านสะดวกค่ะ