4 วิธีบอกรัก “รักนะ…ตัวเอง” (ตอนที่ 2) | บ้านอุ่นรัก

4 วิธีบอกรัก “รักนะ…ตัวเอง” (ตอนที่ 2) | บ้านอุ่นรัก

ในตอนที่แล้ว เราได้บอก (รัก) ตัวเอง กันไปแล้วว่า “เราจะมีความสุขให้ได้ เพราะ…เราสามารถมีฝันและมีชีวิตของตัวเองไปพร้อม ๆ กับการหาทางรอดให้ลูก”

ส่วนในตอนนี้ เรามาพบกับอีก 3 วิธีที่เหลือในการบอกรักตัวเองกันต่อ เพื่อใช้ชีวิตอย่างมีความสุขให้ได้ค่ะ

(2) เราจะหาความสุขเล็ก ๆ มีช่องว่างทางอารมณ์บ่อย ๆ

เราจะหาช่องว่างทางอารมณ์จากสิ่งเล็ก ๆ ที่เราชอบและจะทำให้บ่อย เพราะเมื่อเราได้ทำ เราได้เป็นตัวของตัวเองและผ่อนคลาย…เราจะนั่งทาเล็บ ขัดถูรถยนต์คันงาม เลี้ยงปลา อ่านหนังสือ สวดมนต์ เพื่อสร้างช่องว่างทางอารมณ์ที่ทำให้เรารู้สึกดีที่ได้เป็นตัวของตัวเอง ได้ดื่มด่ำช่วงเวลาที่ใจสงบ เป็นช่วงเวลาเล็ก ๆ ที่ไม่มีภาระ ไม่ต้องคิด ไม่ต้องรับผิดชอบชีวิตใคร…เรามีสมาธิและจิตใจสงบ แม้เป็นเวลาที่สงบเพียงช่วงสั้น ๆ แต่เราจะแทรกช่องว่างทางอารมณ์ให้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในระหว่างวันเพื่อจิตใจเราจะได้เป็นเหมือนกาน้ำที่ไม่เติมน้ำจนล้น ใจเรายังมีพื้นที่ว่างระหว่างน้ำและฝากา พอน้ำเดือดจัด จึงไม่มีน้ำร้อนไหลออกมาลวกมือลวกใจ

(3) เราจะรู้ทันใจให้เร็ว รีบปีนขึ้นมา อย่านอนจมแช่ในหลุมอารมณ์

เราจะรู้ทันใจตัวเองให้เร็ว รับมือกับสิ่งใหม่และทุกเหตุการณ์ให้เท่าทัน…เราจะรับรู้และมองเห็นอารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดแวบเข้ามาบ่อย ๆ ด้วยสติที่รู้ตัว ไม่ว่าจะโกรธ น้อยใจ เสียใจ ไม่ได้ดังใจ ว้าเหว่ โดดเดี่ยว เหงา เศร้าใจ เมื่อเรารู้ทันใจตนเอง เราจะรับรู้และมองเห็นอารมณ์และความรู้สึกต่าง ๆ ที่ผุดขึ้นมาบ่อย ๆ เหล่านั้น และตัดมันออกไปได้แบบอัตโนมัติ ทำให้ทุกข์ที่เราเคยมี ลดลงไปครึ่งหนึ่งแล้ว…เราจะรู้ทันใจตนเองและมีสติ ไม่ตกอยู่ในหลุมอารมณ์  ไม่ปล่อยให้ใจลงไปจม นอนแช่ หรือปรุงแต่งจนเรื่องราวบานปลายใหญ่โต…เราจะมีสภาพจิตที่เป็นกลาง เข้าใจและมองโลกอย่างตรงไปตรงมา มองตรง ๆ จริง ๆ ไม่บิดข้อเท็จจริง และเราจะไม่ใช้กลไกทางจิตเพื่อพยายามพูดอธิบายหรือหาเหตุผลบางอย่างมาสนับสนุนในทุกเรื่องเพื่อป้องกันตนเอง

(4) เราจะมองโลกแบบ “New Normal”

เราจะมองว่าเป็นธรรมดาของชีวิตที่จะมีเรื่องใหม่ ๆ ปะทะเข้ามา เรื่องเหล่านั้นเป็นวิถีธรรมดา ๆ ของคนธรรมดา ๆ เป็นวิถีที่กำลังดำเนินอยู่ของโลกและเกิดขึ้นได้ทุก ๆ วันกับทุก ๆ คน ทั้งความสุขและความทุกข์ ทั้งถูกอิจฉา ริษยา ทั้งทำให้เสียใจ น้อยใจ รู้สึกโดดเดี่ยว ถูกเข้าใจผิด ไม่ได้รับความยุติธรรม เพื่อใจของเราถูกรบกวนน้อยลง…เรายอมรับว่าทุก ๆ อย่างจะเกิดขึ้นกับเราได้ในทุกวันที่เราตื่นขึ้นมา เราแค่กำลังจะเผชิญกับอะไรบางอย่างที่หนีไม่พ้นตามธรรมดาของโลก เราแค่ใช้ชีวิตอยู่และเผชิญกับเรื่องต่าง ๆ ออกไปตรง ๆ ถ้าเราพูดผิด เราก็ขอโทษ ใครมาทำร้าย เราก็สมควรเศร้าใจหรือร้องไห้ หากเราว้าเหว่ เราก็วิ่งหาอ้อมกอด เมื่อสนุก เราก็หัวเราะให้ดัง และเราจะอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข และเข้าใจชีวิตแบบ New Normal

4 วิธีบอกรัก รักนะ…ตัวเอง ของ “บ้านอุ่นรัก” แม้จะไม่ใช่วิธีบอกรักที่ว้าวหรือหวือหวาสักเท่าไรนัก แต่เรามั่นใจว่าการที่เราทุกคนบอกรักตัวเองไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ เป็นการแสดงความตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าเราจะรักตนเอง อนุญาตให้ตนเองมีความสุขให้ได้ เพราะนั่นคือหนทางที่ถูกต้องในการนำพาชีวิตลูกและเราไปสู่จุดหมายปลายทางที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นได้พร้อม ๆ กัน

มา Reset พลังกายและพลังใจของตนเอง และบอก “รักนะ…ตัวเอง” กันนะคะ

เครดิตภาพ: Tim Mossholder | Unsplash + Slides Carnival

4 วิธีบอกรัก “รักนะ…ตัวเอง” (ตอนที่ 1) | บ้านอุ่นรัก

4 วิธีบอกรัก “รักนะ…ตัวเอง” (ตอนที่ 1) | บ้านอุ่นรัก

คุณแม่ท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า “การช่วยลูกที่มีปัญหาด้านพัฒนาการให้มีพัฒนาการรอบด้านที่ดีขึ้นได้ เปรียบเสมือนการเดินทางไกลข้ามวันเวลาด้วยความอดทน แต่อย่าไปจดจ่อกับมันมากเกินไปนัก ที่สำคัญคือ ต้องรักและใส่ใจตนเองในขณะที่ช่วยเหลือลูกด้วย ต้องหยุดความเสียใจให้ทัน และปรับที่ใจของเราให้เป็น เพราะกำลังใจของเรามันหมดได้ แต่ต้องสร้างใหม่ให้ได้เหมือนกัน”

จากคำกล่าวและความรู้สึกของคุณแม่ท่านนี้ “บ้านอุ่นรัก” อยากเชิญชวนให้คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครองทุกท่านของลูกที่มีปัญหาด้านพัฒนาการ ใช้ “เดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นเดือนแห่งความรัก” นี้ มาเริ่มต้นรักและใส่ใจตนเอง เพื่อท่านได้มีพลังกายและพลังใจในการเดินทางต่อจนสามารถนำพาลูกสู่เป้าหมายและความสำเร็จดังที่ใจหวัง

แต่การบอกรักตัวเองจะบอกยังไงดีนะ…”บ้านอุ่นรัก” มี …4 วิธีบอกรัก “รักนะ…ตัวเอง” มาฝาก ซึ่งเราหวังว่า 4 วิธีบอกรัก…ตัวเอง นี้ จะสามารถจุดประกายความรักและใส่ใจตนเอง ตลอดจนนำพาทุกท่านให้มีความสุขมากยิ่ง ๆ ขึ้นได้ต่อไป

(1) เราจะมีฝันและมีชีวิตของตัวเองไปพร้อม ๆ กับการหาทางรอดให้ลูก

(2) เราจะหาความสุขเล็ก ๆ มีช่องว่างทางอารมณ์บ่อย ๆ

(3) เราจะรู้ทันใจให้เร็ว รีบปีนขึ้นมา อย่านอนจมแช่ในหลุมอารมณ์

(4) เราจะมองโลกแบบ “New Normal”

 

 

เรามาเริ่มต้นบอกรักนะ…ตัวเอง ด้วยวิธีที่ 1 กันในตอนนี้เลยค่ะ

(1) เราจะมีฝันและมีชีวิตของตัวเองไปพร้อม ๆ กับการหาทางรอดให้ลูก

แม้กิจวัตรประจำวันในการเลี้ยงดูลูกอาจจะยุ่งเหยิงและทุกข์แสนสาหัส แต่เราจะไม่ทิ้งชีวิตและความฝันของตนเอง…เรามีสิทธิที่จะคิดและฝันถึงภาพวันข้างหน้าว่าเราจะเป็นใครและเราจะทำอะไร…วันนี้ เราจะเริ่มต้นทำสิ่งดี ๆ เพื่อตัวเอง ไม่ว่าจะแต่งตัวชุดสวย หรือออกไปทานอาหารอร่อย ๆ…เราจะดำเนินชีวิตไปพร้อมกับลูกอย่างคนมีฝันและหวัง…เราจะแยกชีวิตของลูก ชีวิตของเรา แต่สามารถเดินหาฝันไปในเส้นทางเดียวกันและไปพร้อมกันได้…เราจะมีความสุขพร้อม ๆ กับการช่วยลูกให้ได้

ในตอนหน้า เราจะมาบอก “รักนะ…ตัวเอง” กันต่อ งานบอกรักนี้ “บ้านอุ่นรัก” ขอเน้นว่า…ต้องบอก…เพราะเมื่อบอกไปแล้ว…ตัวเราเอง..จะมีความสุขมากขึ้นได้จริง ๆ

เครดิตภาพ: Tim Mossholder | Unsplash + Slides Carnival

จับปรับ พฤติกรรม “ซนอยู่ไม่สุข” (ตอนที่ 6) | บ้านอุ่นรัก

จับปรับ พฤติกรรม “ซนอยู่ไม่สุข” (ตอนที่ 6) | บ้านอุ่นรัก

ตอน: ภาพตัวอย่างกิจกรรมฝึกคงสมาธิที่ “บ้านอุ่นรัก”

สำหรับตอนนี้ เราขอแชร์ภาพกิจกรรมฝึกคงสมาธิที่เด็กนักเรียนของศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ได้ทำจริง ๆ ที่ “บ้านอุ่นรัก” มาให้คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง เห็นเพื่อเป็นแนวทางค่ะ

 

 

สำหรับลูกที่มีอาการซน อยู่ไม่สุข ขอให้ทุกท่านมั่นใจว่าท่านช่วยลูกได้ ทั้งนี้ ขอให้เน้นที่การปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ 5 ประการ คือ (1) เพิ่มการเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทางและการออกกำลังกายที่ช่วยลดอาการซนอยู่ไม่สุข (2) จัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้มีระเบียบมากขึ้น (3) เริ่มสร้างกฎกติกาบางอย่างตามวัยของลูก (4) ลดอาหารที่มีส่วนกระตุ้นระดับการตื่นตัว และ (5) แทรกกิจกรรมฝึกคงสมาธิค่ะ

คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง และสมาชิกทุกคนที่บ้าน ค่อย ๆ นำทางลูกด้วยใจเบิกบานนะคะ เราทุกคนช่วยลูกได้และที่สำคัญ คือ “ลูกก็ทำได้ดี” ค่ะ ขอให้ตั้งใจทำ พยายามทำอย่างไม่ลดละ และทำสิ่งที่ดีเพื่อลูกทุก ๆ วัน ในอีกไม่ช้าไม่นาน ลูกจะเก่งกว่าที่เราเห็นในวันนี้อีกหลายเท่าค่ะ

เครดิตภาพ: Wayne Lee-Singh | Unsplash

จับปรับ พฤติกรรม “ซนอยู่ไม่สุข” (ตอนที่ 5) | บ้านอุ่นรัก

จับปรับ พฤติกรรม “ซนอยู่ไม่สุข” (ตอนที่ 5) | บ้านอุ่นรัก

ตอน: แทรกกิจกรรมฝึกคงสมาธิ

การแทรกกิจกรรมฝึกคงสมาธินับเป็นการปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่อีกประการหนึ่งที่จะส่งผลให้ลูกที่เคยซน อยู่ไม่สุข วิ่งวุ่นไป ๆ มา ๆ ทั้งวันแบบไร้รูปแบบ ไร้ทิศทาง และขาดการคุมตน มีอาการดีขึ้นได้

เวลาอยู่กับลูก ๆ ที่บ้าน คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครองควรเพิ่มโอกาสให้ลูกได้ทำกิจกรรมที่อาศัยการลงมือทำแบบรวดเดียวจบให้เหมาะสมตามวัย โดยการตั้งเป้าหมายสิ่งที่ลูกทำได้ตามวัยของลูกเป็นหลัก เช่น ลูกวัย 2 ขวบ เราตั้งเป้าให้ทำกิจกรรมคงสมาธิให้ได้ 5-7 ชิ้น ลูกวัย3 ขวบ 7-10 ชิ้น และลูกวัย 4 ขวบ 10-15-20 ชิ้น ทั้งนี้ ต้องเป็นการทำแบบรวดเดียวจบ

นอกจากนั้น เราต้องเลือกแทรกกิจกรรมฝึกคงสมาธิที่ใช้การลงมือทำที่เรามั่นใจว่าง่ายและลูกทำได้แน่ ๆ ไม่ใช่ลูกไม่ทำเพราะทำยากจนลูกไม่อยากทำ ซึ่งกิจกรรมที่เรามั่นใจว่าลูกทำได้แน่ ๆ ขอให้เน้นที่จำนวนชิ้นงานที่ลูกควรทำได้ต่อรอบ โดยกิจกรรมต้องหลากหลาย (ไม่ใช่เลือกเฉพาะกิจกรรมที่ลูกชอบทำ) เพื่อเราสามารถชักชวนและกระตุ้นให้ลูกร่วมทำกิจกรรมง่าย ๆ ที่ใช้การลงมือทำทีละ 5-7 ชิ้น ให้ได้สัก 10 อย่างสลับกันไปมาในแต่ละวัน

ตัวอย่างกิจกรรมฝึกคงสมาธิที่หลากหลาย เช่น หยอดกระปุกออมสิน ปักหมุดใหญ่ลงแท่น ต่อบล็อกขึ้นสูงด้านบน เสียบลูกปัดใหญ่ครอบลงบนตะเกียบ ใส่บล้อครูปทรงง่าย ๆ เช่น วงกลมหรือสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ไม่มีเหลี่ยมมุมมากนัก เป็นต้น

การที่เราเลือกกิจกรรมที่ลูกจะทำได้แน่ ๆ เพราะเราต้องการตัดประเด็นว่าถ้ากิจกรรมยากเกินไป ลูกอาจหมดสนุกและละความสนใจกลางคัน

สำหรับการทำกิจกรรมในวันแรก ๆ คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครองควรนั่งประกบ สังเกต ตลอดจนนับตามในใจว่าลูกทำกิจกรรมต่อเนื่องได้คราวละกี่ชิ้นก่อนที่ลูกจะหยุดหรือละความสนใจ ทั้งนี้ เพื่อประเมินฐานเดิมของช่วงการคงสมาธิของลูก เช่น ลูกอายุ 3 ขวบ ทำได้ทีละ  4 ชิ้นแล้วหยุด เราก็จะนำทางและกระตุ้นลูกด้วยการที่เราส่งหมุดต่อเนื่องให้ลูกปักหมุดจนครบ 10 ชิ้นต่อ ๆ กัน และพอลูกเริ่มกลับมาลงมือทำได้อย่างต่อเนื่องด้วยตนเอง เราก็จะหยุดส่งหมุดให้ลูก แต่จะวางหมุดไว้ แล้วปล่อยให้ลูกทำต่อเอง โดยลดการช่วย ซึ่ง “บ้านอุ่นรัก” ขอเน้นว่าต้องทำแบบนี้บ่อย ๆ ทำทุกวัน ทำวันละหลาย ๆ รอบ ต้องเปลี่ยนกิจกรรมให้หลากหลาย และควรหากิจกรรมในบ้านที่มีอุปกรณ์อยู่แล้ว เช่น ตักข้าวสารใส่ถ้วยรอบละอย่างน้อย 10 ช้อน หยิบเมล็ดถั่วแดงใส่ขวด 10 เม็ด ระบายสีคราวละ 10 ทีแปรง (ไม่ใช่ระบายสีได้เพียง 3  เส้นแล้วหยุดทำ) เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

กิจกรรมคงสมาธิที่เราให้เด็ก ๆ นักเรียนของเราทำจริงที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” มีมากมายและหลากหลายกว่านี้ แต่ในที่นี้ เราหยิบยกมาเพียงบางอย่างที่เราเห็นว่าคุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง และสมาชิกในบ้าน พอจะทำเองได้ที่บ้าน ทำได้จริง และทำแล้วได้ผลค่ะ

กิจกรรมที่เราให้เด็ก ๆ ทำ นอกจากจะสร้างความสนุกให้กับเด็ก ๆ และเปิดโอกาสให้เด็กได้รู้จักและลงมือทำกิจกรรมที่หลากหลายมากขึ้นแล้ว เรายังมีเป้าหมายในใจในการลดอาการที่เป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นความซน อยู่ไม่สุข เหม่อ ละความสนใจกลางคัน หรือสมาธิสั้น พร้อม ๆ ไปกับการสร้างเสริมและฟื้นฟูพัฒนาการของเด็ก ๆ อย่างรอบด้านด้วยค่ะ

ขอให้ลองทำนะคะ และ “บ้านอุ่นรัก” ขอเป็นหน่วยสนับสนุนทั้งด้านข้อมูล คำแนะนำ และให้กำลังใจทุกบ้าน ในการนำทางลูกสู่ความสำเร็จสมดังเป้าหมายต่าง ๆ ที่ได้วางไว้ค่ะ

เครดิตภาพ: Wayne Lee-Singh | Unsplash

จับปรับ พฤติกรรม “ซนอยู่ไม่สุข” (ตอนที่ 4) | บ้านอุ่นรัก

จับปรับ พฤติกรรม “ซนอยู่ไม่สุข” (ตอนที่ 4) | บ้านอุ่นรัก

ตอน: ลดอาหารที่มีส่วนกระตุ้นระดับการตื่นตัว

เพื่อลดอาการซนอยู่ไม่สุข  เราจำเป็นต้องตระหนักถึงความสำคัญในการปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่บางประการ ไม่ว่าจะเป็นการแทรกการออกกำลังกาย การจัดสภาพการเคลื่อนไหว การจัดบ้านให้เป็นระเบียบ การเริ่มสร้างกฎกติกาตามวัย และในตอนนี้ เราจะเน้นเรื่องการลดอาหารที่มีส่วนกระตุ้นภาวะตื่นตัว ซึ่งถือเป็นการจัดการสภาพทางร่างกายอีกทางหนึ่ง

กล่าวคือ เราต้องลดอาหารรสหวาน อาหารทีมีสารคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ หรืออาหารที่เราสังเกตว่าเมื่อลูกทานแล้ว ลูกตื่นตัว หรือลูกบางรายเกิดอาการแพ้ และทำให้ไม่สบายตัว

เรื่องที่เกี่ยวกับอาหารของลูกนี้ โดยเฉพาะบ้านที่มีสมาชิกหลายคน ช่วยกันดูแลและเลี้ยงดูลูก ยิ่งมีรายละเอียดที่ต้องใส่ใจเพิ่มเติมอีกหลายประการ เช่น

  • ต้องมีการส่งต่อข้อมูลเรื่องอาหารและขนมที่ลูกรับประทานให้ดี
  • ต้องหลีกเลี่ยงสภาพการณ์ที่เราต่างคนต่างให้ลูกทานขนมหรือของหวานมากเกินไปแบบไม่รู้ตัว
  • ถ้ามีขนม ของหวาน ไอศรีม นมรสหวาน น้ำหวาน และของหวานในตู้เย็น ยิ่งต้องระมัดระวังและช่วยกันจัดการให้ดี เพื่อไม่ให้ลูกวิ่งเปิด-ปิดตู้เย็นทั้งวัน จนลูกมีภาวะตื่นตัวสูง

การลดอาหารที่มีส่วนกระตุ้นระดับการตื่นตัวของลูก ต้องทำควบคู่ไปกับการเน้นให้ลูกได้ทานอาหารมื้อหลัก ๆ ให้อิ่ม ส่วนการทานขนมหรือของหวาน ขอให้มีเพียงน้อยพอให้ลูกชื่นใจ และไม่ปล่อยให้ลูกทานได้ตามสบายแบบไร้ขีดจำกัด
หากเราสามารถลดขนมและของหวานที่ลูกทานลงได้มากกว่าครึ่งจากปัจจุบัน เราทุกคนที่บ้านจะพบผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจและชื่นใจว่าลูกจอมซนอยู่ไม่สุข ดูนิ่งมากขึ้น หุ่นดีขึ้น และมีสุขภาพแข็งแรงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เครดิตภาพ: Wayne Lee-Singh | Unsplash