2 วิธีสานต่อแบบสองทาง | บ้านอุ่นรัก

2 วิธีสานต่อแบบสองทาง | บ้านอุ่นรัก

การสานต่อแบบสองทางระหว่างพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็ก ๆ มีอยู่ 2 ลักษณะ คือ

  • การสานต่อแบบสองทางด้วยการแทรกซึมตัวเราให้เด็กเคยชินที่จะอยู่กับเรา ทำได้โดยเราไม่ปล่อยให้เด็กแยกตัวออกไปทันที หรือแยกตัวออกไปทำกิจกรรมที่หมกมุ่น หรือแยกตัวออกไปนั่งเล่นอยู่คนเดียว การสานต่อแบบสองทางในลักษณะนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเน้นความพยายามทำให้ช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความสนุก และให้ความสำคัญกับการเพิ่มความแน่นแฟ้นให้มากขึ้น ๆ ตลอดจนมุ่งขยายระยะเวลาแห่งความสุขและสนุกร่วมกันนี้จากระยะเวลาสั้น ๆ เป็นเวลาที่นานยิ่ง ๆ ขึ้น การแทรกซึมนี้มี “การเล่น” เป็น “สื่อกลาง” ระหว่างเราและเด็ก ซึ่งเป็นทั้งการเล่นแบบที่มีของเล่นและการเล่นระหว่างเรากับเด็กโดยไม่ต้องมีของเล่นก็ได้ เช่น เล่นจะเอ๋ เล่นจั๊กจี้ เล่นวิ่งไล่จับและสบตากัน เล่นนั่งเครื่องบินบนขาและสบตากัน หรือนำเด็กทำกิจกรรมที่เด็กชอบโดยมีเราเป็นส่วนรวม เป็นต้น
  • การสานต่อแบบสองทางด้วยการวางเงื่อนไขสองสิ่งเพื่อให้เด็กคุ้นเคยที่ได้อยู่กับเราและเข้ามาอยู่ในครรลองที่เราพยายามนำทางเขาได้ในลำดับถัดไป ซึ่งศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” จะชวนพ่อแม่ผู้ปกครองคุยรายละเอียดของการสานต่อด้วยวิธีนี้กันต่อในตอนต่อไป อย่างไรก็ตาม การสานต่อแบบสองทางด้วยการวางเงื่อนไขนี้มีข้อพึงระวังคือเราต้องไม่เน้นที่จะการวางเงื่อนไขแบบจริงจังแต่เพียงฝ่ายเดียวจนลืมที่จะเน้นกันสานต่อแบบสองทางในทางบวกกับเด็ก ไม่เช่นนั้น จะกลายเป็นว่าเราเน้นแต่ซีนดุ ซีนวางเงื่อนไข ซีนต้องทำแบบนี้จึงจะได้ความสุขหรือความสนุกเป็นการตอบแทน หากบรรยากาศการวางเงื่อนไขออกเป็นแนวนี้ เด็ก ๆ ก็จะไม่รู้สึกถึงความสุขและสนุกที่ใช้เวลาร่วมกันกับเรา เราจึงต้องระวังเรื่องการสานต่อแบบสองทางด้วยการวางเงื่อนไขอยู่บ้างเช่นกัน

ไม่ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองเลือกใช้วิธีใดในการสานต่อแบบสองทางกับลูก ขอให้ท่านคงแก่นแท้ของการสานต่อแบบสองทางดังต่อไปนี้ไว้ให้ได้ เพื่อท่านสามารถสร้างเสริมคุณภาพชีวิตให้กับลูก ๆ เพิ่มบรรยากาศทางบวกในครอบครัว พร้อม ๆ กับได้มีช่วงเวลาแห่งความสุขและสนุกร่วมกัน

  • เน้นการสร้างโอกาส หรือมีโอกาสสร้างและสานต่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ได้เล่นด้วยกัน ได้ใช้เวลาสนุกด้วยกันเยอะ ๆ และสร้างสัมพันธภาพทางบวกกับเด็ก
  • เน้นเป้าหมายการทำให้เด็กคุ้นเคยที่จะได้อยู่กับเรา ได้ใช้เวลาร่วมกันกับเราเพื่อเล่น สำรวจสิ่งแวดล้อม เรียนรู้และทำกิจกรรมสนุก ๆ แบบใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเสริมทักษะของเด็กอย่างรอบด้าน
  • เน้นการได้หัวเราะและได้สบตากัน เพื่อทำให้เด็กรับรู้ว่าการอยู่กับพ่อแม่ผู้ปกครองนั้นมีทั้งความสนุกและความสุข
  • เน้นการลงมือทำในชีวิตจริง เพื่อให้เด็กสัมผัสให้ได้ว่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดลูกจะมีพ่อแม่ผู้ปกครองที่รัก เข้าใจ และเป็นเพื่อนกับลูกเสมอ

เครดิตภาพ: Freepik.com

การปรับการทานอาหารของลูก | บ้านอุ่นรัก

การปรับการทานอาหารของลูก | บ้านอุ่นรัก

คุณพ่อของลูกศิษย์ “บ้านอุ่นรัก” ได้เห็นรูปเด็ก ๆ นั่งทานข้าวด้วยตนเองที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ท่านจึงส่งข้อความมาบอก “บ้านอุ่นรัก” ว่า “เห็นเด็กนั่งรับประทานอาหาร…สบายใจกินเองเป็นแล้ว..ไม่ต้องป้อนแล้วครับ”

ข้อความข้างต้นทำให้เราย้อนคิดถึงวิธีปรับการทานอาหารของลูกขึ้นมาได้ว่า “การปรับการทานอาหารของลูกต้องทำให้สำเร็จตั้งแต่ลูกยังเป็นเด็กเล็กและทำได้ง่ายมาก” ทั้งนี้ กลุ่มลูกเจี๊ยบ (เด็กเล็ก) ที่ “บ้านอุ่นรัก” มักจะทำได้สำเร็จ ขอเพียงเราตั้งใจจริงที่จะฝึกลูกนั่งกับที่ ไม่เดินป้อน ฝึกตักอาหารเองและทานอาหารให้ได้หลากหลาย ส่วนการเปื้อนเปรอะไม่ต้องไปสนใจ แต่ให้ใส่ใจกับการได้ใช้เวลานั่งอยู่ข้าง ๆ เพื่อคอยสังเกตลูก ประกบลูกตามความเหมาะสม ดูแลห่าง ๆ เพื่อลูกทำได้ หากฝึกการทานอาหารได้สำเร็จ จะลดปัญหาการดำรงชีวิตได้อย่างมาก และทำให้ลูกดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นธรรมชาติในสังคม

ส่วนลูกที่มาเริ่มทำตอนอายุเกิน 4 ขวบแล้ว อาจทำได้ยากขึ้นแต่ก็ยังทำได้ โดยเราอาจต้องใช้การฝืนให้ลูกทานอาหารที่ไม่เคยทานให้ได้วันละ 3-5 คำ แม้ลูกต่อต้านรุนแรง เราก็ต้องฝืนทำ และที่สำคัญ คือ ต้องมีการปรับการทานอาหารของลูกทั้งในขณะที่ลูกอยู่ที่โรงเรียนกับครูหรือครูกระตุ้นพัฒนาการ และอยู่ที่บ้านกับพ่อแม่ผู้ปกครอง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ทำ ผลที่ได้ในระยะยาวจะไม่ดี กล่าวคือ เมื่อลูกโตขึ้นและไม่มีเราอยู่ด้วยเพื่อช่วยเตรียมอาหาร ลูกจะมีความยากลำบากในการดำรงชีวิตและอาจจะสร้างความลำบากให้ผู้ดูแล

ดังนั้น เราควรต้องรีบปรับการทานอาหารของลูกเสียแต่เนิ่น ๆ ฝืนใจ ฝืนลูกวันละนิด ดีกว่าให้เขาไปมีอุปสรรคในการดำรงชีวิตตอนโต

ลดความขัดแย้งด้วยการให้โอกาสลูกได้ร่วมวางแผนในกิจวัตรที่เกี่ยวกับตนเอง | บ้านอุ่นรัก

ลดความขัดแย้งด้วยการให้โอกาสลูกได้ร่วมวางแผนในกิจวัตรที่เกี่ยวกับตนเอง | บ้านอุ่นรัก

เมื่อถึงวัยที่ลูกพยายามเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตนเอง เช่น  ลูกในวัย 2-5 ขวบ ลูกออทิสติก หรือลูกสมาธิสั้น ที่เริ่มมีพัฒนาการทางอารมณ์ซับซ้อนขึ้น พ่อแม่ผู้ปกครองจะรู้สึกว่าลูก ๆ เริ่มเป็นเด็กเลี้ยงยากและช่างปฏิเสธ ทั้งนี้เพราะเด็กในวัยนี้กำลังเริ่มเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเอง แต่ยังไม่รู้วิธีที่จะจัดการและบริหารอารมณ์ จึงมักแสดงออกด้วยท่าทีต่อต้านหรือปฏิเสธจนกลายเป็นความขัดแย้งกับพ่อแม่ผู้ปกครองในบางเหตุการณ์ได้

เมื่อลูกเติบโตมาถึงวัยนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องทำความเข้าใจธรรมชาติตามวัยของลูก ทำใจยอมรับ พร้อมกับปรับเปลี่ยนยุทธวิธีในการเลี้ยงดูลูกเพื่อลดความขัดแย้ง เพราะแต่เดิมนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองอาจเคยชินที่จะเป็นคนนำทางและสั่งให้ลูกทำสิ่งต่าง ๆ ตาม “คำสั่ง” เสียเป็นส่วนใหญ่

แนวทางหลัก ๆ ของการปรับเปลี่ยนวิธีเลี้ยงดูลูกที่อยู่ในวัยนี้ คือ การเปิดโอกาสให้ลูกมีส่วนคิดและร่วมวางแผนในกิจวัตรของตนเองแทนการทำตามคำสั่ง หรือทำตามการชี้นำของพ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหมด โดยมีเป้าหมายที่การฝึกลูกให้สามารถทำกิจวัตรทุกอย่างได้ครบถ้วนและเหมาะสมด้วยตนเอง ซึ่งการทำเช่นนี้ นับเป็นการสนับสนุนให้ลูกได้เติบโตทางอารมณ์อย่างสมวัย อีกทั้งสามารถตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตนเองได้ดียิ่งขึ้นตามไปด้วย โดยลูกจะมีพ่อแม่ผู้ปกครองช่วยเป็นคู่คิดอยู่ข้าง ๆ  

จากแนวทางข้างต้น ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” จะยกตัวอย่างขั้นตอนการลงมือทำเพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้เห็นภาพยุทธวิธีที่ชัดเจนขึ้น ดังนี้

  • หลังเลิกเรียนหรือในแต่ละวัน พ่อแม่ผู้ปกครองชวนลูกพูดคุยว่ามีกิจกรรมใดที่ลูกจำเป็นต้องทำในแต่ละวันบ้าง
  • เขียนลิสต์ (List) ภาพรวมของกิจกรรมหรือกิจวัตรที่ลูกจำเป็นต้องทำให้เสร็จ และค่อยเพิ่มกิจกรรมที่ลูกชอบหรือต้องการทำเพิ่มเติม เพื่อลูกรับรู้ภาพรวมของกิจกรรมทั้งหมดที่ต้องทำในแต่ละวัน เช่น วันนี้ลูกจะทำอะไรบ้าง ทำอะไรก่อน-หลัง และทำกิจกรรมใดในเวลาใด เป็นต้น
  • เพิ่มสีสันและความสนุกลงไปในตารางกิจวัตรประจำวันของลูก โดยให้ลูกออกแบบและลงมือทำตารางกิจวัตรนั้น ๆ ด้วยตนเอง เช่น วาดเป็นรูป ตัดแปะรูปกิจกรรม เขียนคำสั้น ๆ  พร้อมกับใส่กำหนดเวลาว่าจะทำอะไร ในเวลาใด ทั้งนี้ การให้ลูกลงมือทำตารางกิจวัตรให้น่าสนใจนับเป็นการฝึกให้ลูกทวนย้ำกับตนเองถึงกิจวัตรต่าง ๆ ที่จะต้องทำอีกด้วย
  • พ่อแม่สามารถช่วยลูกปรับแต่งตารางกิจวัตรตามความเหมาะสม หรืออาจเสนอแนะเพิ่มเติมเรื่องกิจกรรมและเวลาในการลงมือทำกิจกรรม
  • เชื่อใจ ใจเย็น รอให้ลูกทำตามกิจวัตรที่วางแผนไว้ หากลูกมีท่าทีงอแง หรือยังไม่สามารถควบคุมตนเองได้ดีนัก ในระยะแรก พ่อแม่ผู้ปกครองอาจช่วยเตือนลูกก่อนถึงเวลา และเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ หรือแม้กระทั่งจับนำให้ลูกทำ หรือควบคุมให้ลูกทำแบบไม่ให้ลูกรู้ตัว เพื่อให้ลูกลงมือทำได้ตามรายการที่ลูกวางแผนไว้ หรือหากจำเป็นก็สามารถปรับแต่งแผนได้บ้างตามความเหมาะสม
  • เมื่อลูกทำกิจวัตรแต่ละอย่างเสร็จ เพิ่มความสนุกด้วยการให้ลูกกากบาทเช็คลิสต์ด้วยตนเอง ติดสติ๊กเกอร์รูปดาว หรือรูปการ์ตูนน่ารัก ๆ แทนสัญลักษณ์ว่าลูกได้ทำกิจวัตรนั้น ๆ สำเร็จแล้ว
  • อาจมีการคุยหรือตกลงกันว่าถ้าลูกทำสำเร็จได้ต่อเนื่อง เช่น ทำได้ครบ 1 วันในระยะแรก ครบ 3 วัน หรือครบ 1 สัปดาห์ ลูกจะได้ทำกิจกรรมพิเศษอื่น ๆ เช่น ทำขนมที่ลูกชอบ ขี่จักรยาน ซื้อขนมพิเศษ เพิ่มเวลาวิ่งเล่น หรือเพิ่มเวลาในการดูรายการต่าง ๆ ที่เหมาะสมตามความชอบของลูก เป็นต้น

เมื่อเราได้ทำตามแนวทางและขั้นตอนต่าง ๆ ข้างต้น เท่ากั[เราได้เริ่มเปิดโอกาสให้ลูกมีส่วนร่วมกำหนดชีวิตตนเอง และนำพาตนเองตามธรรมชาติที่ลูกวัยนี้ต้องการ ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังอยู่ในขอบเขตที่พ่อแม่ผู้ปกครองยังสามารถดูแลลูกได้

พ่อแม่ผู้ปกครองลองทดลองทำอย่างสม่ำเสมอด้วยความเข้าใจ ใจเย็น และอดทน ทั้งนี้ ในระยะแรก ลูกอาจยังหยุดตัวเองไม่ได้ หรือไม่สามารถทำตามลำดับกิจวัตรได้ทั้งหมด เพราะลูกยังไม่คุ้นเคย แต่เมื่อเราขยันทำไปเรื่อย ๆ อย่างมีรูปแบบที่ชัดเจน ในวันหนึ่งจะเริ่มเห็นผลและก่อให้เกิดความภาคภูมิใจว่าเราช่วยลูกได้ และลูกของเราสามารถดูแลตนเองได้ นำพาตนเองได้ รู้จักวางแผนชีวิตประจำวัน และทำกิจวัตรต่าง ๆ สำเร็จได้ด้วยตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นนิสัยติดตัวลูกไปจนโตอย่างเด็กที่รู้จักรับผิดชอบตนเองได้อย่างดีโดยที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ต้องกวดขันมากเกินไปนัก

ไม่ลองก็คงไม่รู้ ดังนั้น ต้องเริ่มต้น ต้องลงมือทำ ต้องใจเย็น เพื่อผลสำเร็จปลายทางที่อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมค่ะ

แนวทางการเตรียมลูกออทิสติกวัยอนุบาลให้พร้อมก่อนเข้าโรงเรียน | บ้านอุ่นรัก

แนวทางการเตรียมลูกออทิสติกวัยอนุบาลให้พร้อมก่อนเข้าโรงเรียน | บ้านอุ่นรัก

พ่อแม่ผู้ปกครองของลูกออทิสติกวัยอนุบาลอาจเคยสงสัยว่า “ทำไมลูกออทิสติกจึงมีปัญหาในการเข้าเรียนร่วมที่โรงเรียน?” และที่สำคัญคือ “แล้วเราจะช่วยลูกได้อย่างไร?”

พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถช่วยลูกได้หลายวิธีดังแนวทางต่อไปนี้ เช่น

  1. เรียนรู้ทำความเข้าใจอาการของโรคออทิสติกที่ขัดขวางการดำรงชีวิตและการเรียนรู้ของลูก
  2. เรียนรู้แนวทางการประเมินความพร้อมของลูกก่อนเข้าเรียนร่วม
  3. รีบสร้างเสริมพัฒนาการแต่ละด้านให้ลูกไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ที่บ้านก่อนส่งลูกไปโรงเรียน

สำหรับการสร้างเสริมพัฒนาการแต่ละด้านให้ลูกไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ที่บ้านก่อนส่งลูกไปโรงเรียนนั้น ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ขอยกตัวอย่างสิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองและทีมครอบครัวสามารถทำจริงได้ที่บ้าน ดังนี้คือ

สำหรับการเตรียมความพร้อมให้กับลูก ๆ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเป็น “หัวเรือใหญ่” ในการลงมือทำ ตลอดจนต้องคอยประสานการทำงานของทีมสำคัญ 3 ทีม คือ (1) ทีมครอบครัว (2) ที่แพทย์ + ทีมบำบัด และ (3) ที่โรงเรียน + ทีมคุณครู ในหลาย ๆ  มิติ เช่น

สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการเรียนรู้  เรื่อง “การเตรียมลูกออทิสติกวัยอนุบาลให้พร้อมก่อนเข้าโรงเรียน” ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ได้เตรียมคอร์สออนไลน์เรื่องนี้ไว้พร้อมให้ท่านได้เรียนรู้ในวันและเวลาที่ท่านสะดวก

https://static.edumall.co.th/courses/HowtoprepareyourAutisticChildforkindergarten/detail?fbclid=IwAR0SyDLLYvuOxnqXLt7vERjEPIk3x9cFWBeJ9hRjtbKYY7mGHPJZjBMZZiM

“บ้านอุ่นรัก” มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า “การเตรียมความพร้อมให้ลูกออทิสติกวัยอนุบาล” จะเป็นจริงและสำเร็จได้ เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองได้เริ่มต้น  +  ลงมือทำจริง 

“มาเริ่มต้น + เรียนรู้ + ลงมือทำร่วมกันกับเรานะคะ”

เพราะ “การปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตที่โรงเรียน” เป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่เล่นสำหรับลูกออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

เพราะ “การปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตที่โรงเรียน” เป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่เล่นสำหรับลูกออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

วันนี้ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” อยากชวนพ่อแม่ผู้ปกครองลองหลับตาและคิดภาพลูกวัยอนุบาลตัวน้อยที่กำลังออกจากบ้านเพื่อเข้าสู่วิถีชีวิตใหม่ที่โรงเรียนกันค่ะ

การที่ลูกต้องออกจากบ้านเพื่อไปใช้ชีวิตที่โรงเรียนอย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมง หมายถึง (1) ลูกต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตใหม่ ผู้คนหน้าใหม่ ๆ ตลอดจนกิจวัตรใหม่ ๆ ที่หลากหลายตามตารางเรียน และ (2) ลูกต้องมีทักษะพื้นฐานตามวัยหลายด้านประกอบกันเพื่อสามารถดูแลตนเอง ตลอดจนเข้าร่วมทำกิจกรรมแบบต่าง ๆ ตามตารางเรียนให้ลุล่วงไปได้

นอกจากลูกเล็ก ๆ ต้องรู้จักปรับตัวและต้องมีทักษะพื้นฐานตามวัยที่มากพอแล้ว ลูกยังต้องมีแรงจูงใจ ความสนใจ ความกระตือรือร้น และมีความกระหายที่จะเข้าไปสำรวจสิ่งใหม่ ๆ ในลักษณะที่อดใจไม่ได้ มีความพยายามที่จะเข้าไปตอบสนองหรือมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ตรงหน้าร่วมกับครูและเพื่อนในชั้นเรียน เมื่อลูกทำได้และผ่านกระบวนการเรียนรู้ไปสักระยะหนึ่ง ลูกก็จะคุ้นชินกับวิถีชีวิตใหม่นอกบ้าน ตลอดจนเกิดการเรียนรู้เรื่องราวใหม่ ๆ ที่โรงเรียนได้อย่างมีความหมาย

กล่าวโดยย่อ คือ ลูกจะสามารถใช้ชีวิตที่โรงเรียนและเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายได้ก็ต่อเมื่อลูกมี “ความพร้อมหลายด้านที่มากพอในระดับหนึ่ง” ซึ่งระดับความพร้อมของลูกแต่ละคนก็มากน้อยต่าง ๆ กันไปขึ้นอยู่กับพัฒนาการของลูก ตลอดจนการลงมือลงแรงของพ่อแม่ผู้ปกครองในการช่วยกันเสริมสร้างและเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ให้กับลูก ๆ ล่วงหน้าก่อนส่งลูกไปโรงเรียน

กลับมาที่ลูกออทิสติก ….“บ้านอุ่นรัก” ขอทวนประเด็นปัญหาด้านพัฒนาการและภาวะการขาดความพร้อมอย่างน้อย 3 ด้านดังต่อไปนี้อีกสักรอบเพื่อพ่อแม่ผู้ปกครองเข้าใจลูกได้ดีขึ้นว่าทำไมลูกออทิสติกจึงปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตที่โรงเรียนได้อย่างยากลำบากเมื่อเทียบกับเด็กที่อยู่ในวัยเดียวกัน

ปัญหาพัฒนาการของลูกออทิสติกที่ส่งผลเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตที่โรงเรียน

  1. ขาดทักษะสังคม

ลูกออทิสติกมักขาดทักษะทางสังคม เลี่ยงการสบตา ขาดความสนใจที่จะสานต่อปฏิสัมพันธ์แบบสองทางกับคนรอบข้าง ชอบแยกตัวอยู่คนเดียว หรือแม้ในตอนที่ลูกนั่งรวมอยู่ในกลุ่ม ลูกก็ไม่ได้สานต่อกับบุคคลรอบตัว หรือทำกิจกรรมตรงหน้าร่วมกับเพื่อน ๆ อย่างจริงจัง ลูกมักไม่มองหน้าคนที่เข้ามาพูดด้วย ไม่สนใจเข้าไปเล่นร่วมกับเพื่อน ไม่สานต่อกับคุณครูเท่าที่ควร ลูกจึงแตกต่างจากเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน ที่เมื่อได้ใช้ชีวิตในโรงเรียนไปสักระยะหนึ่ง เพื่อน ๆ ก็จะปรับตัวได้ รวมกลุ่มเล่นด้วยกัน ยึดโยงคุณครูเป็นจุดศูนย์กลางของห้องเรียน และไม่ว่าคุณครูจะนำไปทางไหน เพื่อน ๆ ในชั้นเรียนก็จะเฮตามได้โดยง่าย

  1. ล่าช้าด้านการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร

ความล่าช้าทางพัฒนาการด้านภาษา เช่น การพูด  การใช้ภาษาท่าทาง  การแสดงออกทางสีหน้า การแสดงออกด้วยแววตา การสื่อสารเพื่อบอกความต้องการ การฟังเข้าใจ และการตอบสนองต่อการสื่อสารระหว่างบุคคล ลูกออทิสติกมักมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่สนใจที่จะพูดคุยกับเพื่อน ๆ และคุณครู  ไม่ทำตามคำสั่งในชั้นเรียน เพราะไม่ได้ฟังและคิดตามอย่างมีความหมาย  ไม่แสดงภาษาท่าทาง ไม่พยักพเยิด หรือชี้ชัดให้ครูรู้ว่าลูกต้องการอะไร แต่มักจะใช้วิธีดึงมือคุณครูไปหาสิ่งนั้นหรือแก้ปัญหาด้วยตนเอง เป็นต้น

  1. มีพฤติกรรมไม่สมวัย

ปัญหาลูกขาดความพร้อมด้านพฤติกรรมมักเห็นได้ชัดและเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจลูก ๆ เป็นอย่างมากทั้งนี้เพราะลูกมีอาการยึดติดรูปแบบ รู้สึกปลอดภัยกับการหมกมุ่นกับกิจกรรมเดิม ๆ ที่ตนเองรู้ขั้นตอนอย่างชัดเจน ลูกจะไม่กังวลหากได้ทำเรื่องเดิม ๆ ในรูปแบบเดิม ๆ ซ้ำ ๆ อาการยึดติดรูปแบบนี้ทำให้ลูกไม่ชอบเปลี่ยนแปลงกิจวัตร แต่ชอบทำอะไรซ้ำ ๆ ในแง่การทานอาหาร ลูกจะทานยาก เลือกทานแต่อาการเดิม ๆ ใส่เสื้อแบบเดิม ชอบกิจวัตรที่คุ้นเคยในแบบที่เลือกเอง ไม่ชอบให้ใครมาชี้นำหรือมาจัดสภาพ รู้สึกกังวลกับความเปลี่ยนแปลงรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นกิจวัตรที่ต้องทำ สิ่งแวดล้อมและผู้คนที่ต้องพบเจอ ทำให้ลูกแทบไม่มีส่วนร่วมอย่างจริงจังกับกิจกรรมที่กำลังเกิดตรงหน้า แม้ลูกอาจเข้าร่วมกับกิจกรรมในชั้นเรียนได้บางกิจกรรมที่เข้ากับความสนใจ  ก็มักร่วมทำในแบบเฉพาะของตนเองมากกว่าทำตามการนำของคุณครู

นอกจากความไม่พร้อม 3 ด้านดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ลูกออทิสติกบางคนอาจมีปัญหาเรื่องขาดความสมดุลของระบบการรับรู้เพิ่มเข้ามาอีกประการหนึ่งด้วย เช่น รับรู้ไวมากเกินไป  อารมณ์หวั่นไหว หงุดหงิดง่าย มีอาการกลัวเลี่ยงหนีสภาพบางอย่าง เช่น ไม่ชอบเข้าห้องน้ำที่เปียกแฉะ ไม่ชอบเปรอะเปื้อน ไม่ชอบเสียงดัง ไม่ชอบกลิ่นอาหารบางอย่าง หรือในรายที่ระบบการรับรู้น้อยเกินไปในบางด้าน ลูกจะชอบทำอะไรบางอย่างซ้ำ ๆ เพื่อกระตุ้นตนเองในระบบที่ตนเองขาดสมดุล (เช่น ชอบเคาะของเพื่อฟังเสียง ชอบเล็งเพ่งมองของที่หมุน ๆ  ชอบสัมผัสพื้นผิวบางอย่าง โดยจะจดจ่อทำสิ่งนั้นอย่างมาก หากเราเข้าไปแทรก ลูกจะแสดงอาการหงุดหงิด และในกรณีลูกขาดความสมดุลของระบบการรับรู้ ลูกก็จะยิ่งปรับตัวได้ยากมากขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

จะเห็นได้ว่า การที่ลูกออทิสติกมีพัฒนาการไม่สมวัยหลายด้านประกอบกัน อีกทั้งอาจมีอาการบางประการที่ส่งผลต่อการปรับตัว ลูกจึงต้องใช้ความพยายามอย่างมากหากต้องไปใช้ชีวิตที่โรงเรียน ในเมื่อ “การปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตที่โรงเรียน” เป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่เล่นสำหรับลูกออทิสติก “บ้านอุ่นรัก” จึงอยากชวนเชิญให้พ่อแม่ผู้ปกครองรีบลงมือช่วยลูกเตรียมความพร้อมเสียแต่เนิ่น ๆ ก่อนส่งลูกวัยอนุบาลเข้าโรงเรียน ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถติดต่อ “บ้านอุ่นรัก” เพื่อสอบถามเกี่ยวกับ “บริการเตรียมความพร้อมให้ลูกออทิสติกวัยอนุบาล” ได้ทั้งที่บ้านอุ่นรักสวนสยามและบ้านอุ่นรักธนบุรีในวันและเวลาทำการ หรือจะเลือกเรียนคอร์สออนไลน์ของครูนิ่มบ้านอุ่นรัก เรื่อง “การเลี้ยงดูเด็กออทิสติก ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ” และ “เตรียมลูกออทิสติกวัยอนุบาลให้พร้อมก่อนเข้าโรงเรียน” ก็ได้เช่นกัน