ควรส่งลูกออทิสติกไปรับการกระตุ้นพัฒนาการที่ไหนดี? | บ้านอุ่นรัก

ควรส่งลูกออทิสติกไปรับการกระตุ้นพัฒนาการที่ไหนดี? | บ้านอุ่นรัก

การเลือกศูนย์กระตุ้นพัฒนาการสำหรับลูกที่มีอาการออทิสติกควรประกอบด้วยหลักเกณฑ์ในภาพรวม ดังต่อไปนี้ คือ

1. แนวทางที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเลือกใช้ ทั้งนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางที่แต่ละศูนย์ใช้ ซึ่งต้องเป็นแนวทางที่มีหลักวิชาการอ้างอิง ผ่านการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ และได้ทดสอบทางคลินิกเชิงปฎิบัติการที่พิสูจน์แล้วว่า (1.1) ปลอดภัย (1.2) ช่วยบำบัดรักษาได้ และ (1.3) ใช้ได้ผลและสอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของครอบครัว ตัวอย่างของแนวทางกระตุ้นพัฒนาการ เช่น การปรับพฤติกรรม (ABA) การเล่นกับลูก (DIR/Floortime) การส่งเสริมให้บ้านและสมาชิกในบ้านช่วยกระตุ้นพัฒนาการคู่ขนานไปกับทีมบำบัดมืออาชีพ (Family-based Interventions) การสอนแบบมีโครงสร้างโดยคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของเด็กแต่ละคน (TEACCH) หรือแม้แต่การบูรณาการวิธีต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วเข้าด้วยกัน เป็นต้น

2. มีทีมงานมืออาชีพ ทั้งด้านทีมครูกระตุ้นพัฒนาการที่สามารถช่วยกันสร้างเสริมพัฒนาการอย่างรอบด้านให้กับน้อง ๆ ได้ ทีมงานวิชาการ ทีมส่งเสริมข้อมูลความรู้ให้กับพ่อแม่ผู้ปกครอง และทีมประสานงานกับบุคคลอีกหลาย ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับน้อง เช่น แพทย์ ทีมบำบัดอื่น ๆ โรงเรียน และครูที่โรงเรียนของน้อง เป็นต้น 

3. มีคอร์สหลากหลายและเหมาะสมกับเด็กแต่ละคน

4. มีค่าใช้จ่ายที่สอดคล้องกับงบประมาณของแต่ละบ้าน และ

5. มีความสะดวกในการเดินทาง

สำหรับทีมครูกระตุ้นพัฒนาการของศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” เราบูรณาการแนวทางต่าง ๆ ตามหลักวิชาการที่ผ่านการทดลองทางวิทยาศาสตร์และการทดลองทางคลินิกมาแล้วว่าปลอดภัย ช่วยสร้างเสริมพัฒนาการเด็ก ๆ ได้อย่างรอบด้านตามที่เด็กแต่ละคนต้องการ และที่สำคัญคือใช้ได้ผลตามวิถีชีวิตจริงของแต่ละครอบครัว

ในส่วนของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ “บ้านอุ่นรัก” ไม่ว่าจะเป็นด้านเจตนารมณ์ของเรา ทีมงานมืออาชีพ ประสบการณ์ และแนวทางการกระตุ้นพัฒนาการที่เราใช้ ท่านสามารถค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเราได้จาก Website ของเราหรือจะเข้าไปเยี่ยมชม Facebook ตลอดจน YouTube ช่อง Classroom by Baan Aun Rak หรือจะโทรสอบถามข้อมูลโดยตรงได้ที่ “บ้านอุ่นรัก” ทั้งสองสาขา ในวันและเวลาทำการ (วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09:00 น. – 16:00 น.)

ที่ “บ้านอุ่นรัก” เราให้ความสำคัญกับการกระตุ้นพัฒนาการระยะแรกเริ่ม (Early Intervention) แบบบูรณาการให้กับน้อง ๆ ที่มีอายุ 2-4 ขวบที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็กได้วินิจฉัยมาแล้วว่าน้องมีอาการออทิสติก เพราะเรามีเป้าหมายว่าน้อง ๆ ต้องมีเวลามากพอที่จะได้รับการกระตุ้นพัฒนาการระยะแรกเริ่ม (Early Intervention) ตามกระบวนการที่ทีมครูของเราลงมือทำด้วยความสม่ำเสมอ ต่อเนื่องในระยะเวลาที่ยาวนานมากพอ และทำให้ทันกับการที่น้อง ๆ จะไปเข้าเรียนร่วมที่โรงเรียนอนุบาลได้อย่างมีความหมายก่อน 6 ขวบในลำดับถัดไป

ส่วนน้อง ๆ ที่มีอายุ 5 ขวบขึ้นไป เราจะแนะนำให้พ่อแม่ผู้ปกครองติดต่อ “มูลนิธิสถาบันแสงสว่าง” หรือ “มูลนิธิออทิสติกไทย”  เนื่องจากมูลนิธิทั้ง 2 แห่งนี้มีความเชื่อถือ ได้รับความไว้วางใจในระดับประเทศ มีศักยภาพ มีความถึงพร้อมในการฝึกน้อง ๆ ในช่วงอายุนี้ได้ต่อเนื่องจนโต อีกทั้งยังมีศูนย์ฝึกอาชีพที่พร้อมจะสอนน้อง ๆ อีกด้วย

คลิกที่นี้เพื่อเข้าสู่ Website มูลนิธิสถาบันแสงสว่าง: https://www.saengsawang.com/

คลิกที่นี้เพื่อเข้าสู่ Facebook มูลนิธิออทิสติกไทย: https://www.facebook.com/Autistic-Thai-Foundation-%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-1366016403473251/

เครดิตภาพ: Freepik.com | macrovector | PowerPoint Design Ideas

8 แนวทางการเลี้ยงดูลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น ในวัยประถมถึงวัยรุ่น (ตอนที่ 3 | แนวทางที่ 5 ถึง 8) | บ้านอุ่นรัก

8 แนวทางการเลี้ยงดูลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น ในวัยประถมถึงวัยรุ่น (ตอนที่ 3 | แนวทางที่ 5 ถึง 8) | บ้านอุ่นรัก

8 แนวทางการเลี้ยงดูลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น ในวัยประถมถึงวัยรุ่น (ตอนที่ 3 | แนวทางที่ 5 ถึง 8)

  1. สอนลูกดูแลด้านร่างกายที่เริ่มเปลี่ยนแปลง
  • ควรดูแลเรื่องคุณภาพและปริมาณอาหารที่ลูกทานมาเป็นลำดับตั้งแต่ยังเล็ก
  • ควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป
  • แทรกการออกกำลังกายที่มีรูปแบบชัดเจนและทำจนเป็นกิจวัตร โดยออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ๆ ละ 30 นาที เช่น เดินระยะไกลพอควร ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ทำท่าออกกำลังกาย กิจกรรมฟิตเนส (Fitness) ตามวัย ทั้งนี้ ควรเลือกกิจกรรมการออกกำลังกายที่ทำได้ต่อเนื่องจนโต ทั้งนี้เพื่อช่วยลดพลังงาน ตลอดจนช่วยผ่อนคลายด้านอารมณ์ได้อีกทางหนึ่ง
  • พาลูกไปพบแพทย์ประจำตัวทางกายและแพทย์ผู้ดูแลพัฒนาการของลูกอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อรับคำปรึกษาและวางแผนรับมือล่วงหน้ากับภาวะทางร่างกายที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะลูกที่อยู่ในช่วงรอยต่อสู่วัยรุ่น
  1. สอนพฤติกรรมทางเพศ
  • เมื่อลูกย่างเข้าวัยรุ่น พ่อแม่ผู้ปกครองควรพูดคุยกับพี่น้องหรือญาติที่เป็นเพศเดียวกับลูกให้ร่วมสังเกตพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนแปลงไป และเข้าแทรกตามความเหมาะสมและจำเป็นเพื่อนำทางพฤติกรรมของลูก
  • พ่อแม่ผู้ปกครองควรเริ่มสอนให้ลูกที่เป็นเพศเดียวกันกับลูกเรียนรู้วิธีจัดการกับพฤติกรรมทางเพศของตนเองอย่างเหมาะสม เช่น แม่ พี่สาว น้องสาว หรือญาติผู้หญิง ช่วยสอนให้ลูกผู้หญิงให้รู้วิธีดูแลตนเองในช่วงเวลาที่มีประจำเดือน เป็นต้น
  • พิจารณาภาวะเสี่ยงในชีวิตประจำวันและจัดสภาพแวดล้อม สถานที่ บุคคลที่ใกล้ชิดลูก โดยคำนึงถึงความปลอดภัยทางเพศ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงของลูก
  • ลดการประชิดตัวและสอนลูกให้เลี่ยงการเข้าประชิดตัวกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่ผู้ปกครอง
  • ดูแลการแต่งกายของลูกให้รัดกุม ไม่เกิดภาพที่จะยั่วยุทางเพศ
  • ส่งเสริมพฤติกรรมการรักษาสุขภาพทางเพศ ดูแลรักษาทำความสะอาดอวัยวะเพศของตนเอง
  • ชี้แนะการจัดการตนเองเมื่อมีความต้องการทางเพศโดยพ่อ พี่ชาย หรือญาติผู้ชาย ควรมีบทบาทในการลอบสังเกตและสอนตามธรรมชาติ โดยระบุกฎชัดเจนว่าต้องกระทำอย่างเหมะสม ทั้งลักษณะการกระทำ สถานที่ และความถี่ในระดับที่ไม่หมกมุ่น เป็นต้น
  • ซ้อมการแสดงปฏิกิริยาตอบสนองของลูกเมื่อมีการพยายามละเมิดทางเพศ ทั้งนี้อาจใช้ภาพการป้องกันการละเมิดทางเพศมาให้ลูกดูและเล่าตามภาพ และพ่อแม่ผู้ปกครองทดลองสร้างบทบาทสมมุติให้ลูกมีประสบการณ์ว่าจะหาทางออกอย่างไร โดยมีพ่อแม่ผู้ปกครองดูแลใกล้ชิด เช่น กรณีที่มีคนที่ไม่สนิทเข้าประชิดตัว มีคนพยายามถอดเสื้อผ้า บอกบทการกระทำและบทพูดที่ชัดเจน ให้ลูกปฏิเสธ ฝึกขอความช่วยเหลือ หรือฝึกถอยหนี เช่น ถอย 3 ก้าว หันหลังเดิน วิ่งหนี ยกมือขึ้นแล้วตะโกนขอความช่วยเหลือ หรือแม้แต่บทพูดเพื่อขอความช่วยเหลือ
  • สอนการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศเลี่ยงประสบการณ์ตรง เช่น ป้องกันโอกาสที่ลูกจะเสพสื่อลามก ลดโอกาสการอยู่ตามลำพังกับเพศตรงข้ามหรือกับคนแปลกหน้า เลี่ยงการเข้าไปประชิดตัวหรือคลอเคลียบุคคลอื่น
  1. สอนวิธีรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์

ในช่วงวัยรุ่น อารมณ์ของลูกจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เช่น หงุดหงิดง่ายขึ้นหรือหงุดหงิดรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจะเห็นชัดเจนเมื่อถึงจุดเปลี่ยนด้านฮอร์โมน เช่น ลูกสาวเริ่มมีประจำเดือน ลูกชายเริ่มรับรู้ความรู้สึกทางเพศ ดังนั้น

  • พ่อแม่ผู้ปกครองจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีปรับพฤติกรรม เพื่อฝึกให้ลูกรู้วิธีควบคุมอารมณ์ของตนเองตั้งแต่ยังเล็ก
  • สอดแทรกกติกาหรือท่าทีที่ชัดเจนให้ลูกเรียนรู้ว่าพฤติกรรมแบบใดทำได้ หรือพฤติกรรมแบบใดที่พ่อแม่จะไม่ยอมปล่อยผ่าน
  • มีการวางเงื่อนไขในระดับที่พอเหมาะ เพื่อให้ลูกเชื่อฟัง และพ่อแม่สามารถมีส่วนช่วยนำทาง หรือหยุดพฤติกรรมลูกได้ในยามคับขัน
  • เพิ่มการออกกำลังกายและหากิจกรรมเสริมมาแทรกทำบ่อย ๆ ระหว่างวัน ตลอดจนหางานอดิเรกที่มีรูปแบบเหมาะสมมาแทรก เพื่อลูกได้ใช้เวลาทำกิจกรรมตามความชอบและสนใจ ซึ่งจะช่วยลดการหมกมุ่นกับอารมณ์และร่างกายของตนเองได้อีกทางหนึ่ง
  1. สอนลูกทำงานอดิเรกที่มีรูปแบบเหมาะสม เพื่อลูกได้ใช้เวลาทำกิจกรรมที่ชอบ ตลอดจนหาทางต่อยอดสู่อาชีพ
  • งานอดิเรกจะช่วยลดการหมกมุ่นกับอารมณ์และร่างกายของตนเอง
  • เฝ้ามองการใช้เวลาว่างของลูกว่าลูกมักจะชอบทำอะไร หากสิ่งนั้นเป็นการหมกมุ่นแบบไร้รูปแบบ เช่น เล่นซ้ำ ๆ แบบเดิม  ควรเข้าแทรกในบางเวลาเพื่อค่อย ๆ นำทางให้ลูกใช้เวลากับสิ่งที่ชอบอย่างมีความหมาย โดยพ่อแม่ช่วยต่อยอดให้เป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ที่สามารถใช้เป็นงานอดิเรก หรืออาชีพง่าย ๆ ในอนาคต
  • พูดคุยทำข้อตกลงกันเรื่องการใช้เวลาทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะก่อนลูกจะเริ่มทำกิจกรรมที่ลูกชอบมาก ควรจะตกลงกันว่าจะใช้เวลานานเท่าไร กิจกรรมเริ่มต้นเวลาใด และจะสิ้นสุดกิจกรรมตอนไหน ทั้งนี้สามารถใช้อุปกรณ์จับเวลาเข้าช่วย เช่น เสียงนาฬิกาปลุก เข็มของนาฬิกา หรือสัญญาณบางอย่างเป็นตัวกำหนดตามเวลาที่เหมาะสม เมื่อทำบ่อย ๆ ลูกจะเริ่มเข้าใจ และทำตามข้อตกลงได้ง่ายขึ้นตามลำดับ

 

8 แนวทางการเลี้ยงดูลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น ในวัยประถมถึงวัยรุ่น (ตอนที่ 3 | แนวทางที่ 5 ถึง 8) | บ้านอุ่นรัก

8 แนวทางการเลี้ยงดูลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น ในวัยประถมถึงวัยรุ่น (ตอนที่ 2 | แนวทางที่ 1 ถึง 4) | บ้านอุ่นรัก

8 แนวทางการเลี้ยงดูลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น ในวัยประถมถึงวัยรุ่น (ตอนที่ 2 | แนวทางที่ 1 ถึง 4)

1: วางโครงสร้างในชีวิตประจำวันของลูกให้ชัดเจนและหลากหลาย ครอบคลุมหัวข้อที่จะส่งเสริมพัฒนาการ

  • เขียนกิจวัตรประจำวันของลูกตั้งแต่ตื่นจนถึงเวลาเข้านอน และกำหนดวัตถุประสงค์การฝึกที่ชัดเจน
  • ให้สมาชิกในบ้านมีส่วนร่วมช่วยลูกฝึกฝนทักษะด้านต่าง ๆ และการทำกิจวัตรประจำวัน โดยแบ่งหน้าที่และจัดเวลาการทำกิจวัตรแต่ละอย่างให้เหมาะสมตามเวลาว่างของสมาชิกแต่ละคนในบ้าน
  • สมาชิกในบ้านที่รับผิดชอบการฝึกทักษะและกิจวัตรแต่ละอย่างร่วมเฝ้าดู จับนำให้ทำ บอกบทให้ กระตุ้นให้ลูกลงมือทำจริง จนกว่าลูกจะทำกิจวัตรต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง

2: ตั้งเป้าหมายให้ลูกวัย 7 ปีขึ้นไป เริ่มดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน             

  • เริ่มจากการนำให้ลูกมีส่วนร่วมในการลงมือทำกิจวัตรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเองทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นจนจบกระบวนการ
  • ในระยะแรกของการฝึกฝน อาจต้องจับทำ บอกบทให้ทำ จากนั้นจะค่อย ๆ ลดการช่วยลงทีละน้อย และกระตุ้นให้ลูกทำด้วยตนเองให้ได้มากที่สุด จนในที่สุดจึงปล่อยให้ลูกทำเองตั้งแต่ต้นจนจบ

3: เริ่มสอนลูกอายุ 12 ปีขึ้นไป ให้มีส่วนช่วยทำงานบ้านเพื่อเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของครอบครัว  

  • นำลูกให้เริ่มมีส่วนช่วยงานบ้านตามวัย โดยให้รับผิดชอบงานบ้านที่เกี่ยวข้องกับตนเอง และผสมผสานการดูแลสมาชิกในบ้านไปด้วย
  • เริ่มจากงานง่าย ๆ ที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน ทำได้ง่ายตามวัย เช่น ล้างจาน  ซักผ้า เก็บผ้า พับผ้า จัดโต๊ะอาหาร จากนั้นจึงค่อย ๆ ขยายสู่งานที่ยากหรือซับซ้อนขึ้นตามความสามารถของลูก ถือเป็นโครงการระยะยาว และเป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้เวลาร่วมกันกับลูก
  • ให้ความสำคัญกับกระบวนการลงมือทำมากกว่าผลสำเร็จ
  • ชวนลูกทำอย่างต่อเนื่องจนลูกจะทำได้เอง
  • ชื่นชมในความพยายามของลูก แม้ผลงานจะไม่เรียบร้อยก็ไม่เป็นไร

4. สอนมารยาทและแทรกกติกาง่าย ๆ ตามวัย

  • เมื่อลูกอยู่ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถแทรกการชี้แนะได้ ควรแทรกการชี้แนะด้วยการบอกลูกให้ชัดเจน เห็นเป็นรูปธรรมว่า
  • ลูกควรพูดอย่างไรในสถานการณ์นั้น ๆ และ
  • ลูกควรปฏิบัติตัวอย่างไรในสถานการณ์ดังกล่าว

โปรดติดตามอ่านข้อมูลเพิ่มเติมของแนวทางที่ 5 ถึง 8 ในตอนต่อไป

8 แนวทางการเลี้ยงดูลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น ในวัยประถมถึงวัยรุ่น (ตอนที่ 3 | แนวทางที่ 5 ถึง 8) | บ้านอุ่นรัก

8 แนวทางการเลี้ยงดูลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น ในวัยประถมถึงวัยรุ่น (ตอนที่ 1) | บ้านอุ่นรัก

ลูกที่อยู่ในวัยประถมจนถึงช่วงย่างเข้าสู่วัยรุ่น เป็นช่วงวัยรอยต่อที่สำคัญอีกช่วงหนึ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเลี้ยงดูอย่างมีแนวทางที่ชัดเจน ทั้งนี้เพื่อสามารถส่งต่อการเจริญเติบโต ตลอดจนสร้างเสริมพัฒนาการของลูกให้ก้าวหน้าขึ้นไปได้ตามลำดับ

สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่กำลังมองหาแนวทางการเลี้ยงดูลูกออทิสติก สมาธิสั้น ที่อยู่ในวัยประถมถึงวัยรุ่น ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ขอเสนอภาพรวมของ “ 8 แนวทางการเลี้ยงดูลูกออทิสติก สมาธิสั้น ในวัยประถมถึงวัยรุ่น” ดังนี้ คือ

1: วางโครงสร้างในชีวิตประจำวันของลูกให้ชัดเจนและหลากหลาย ครอบคลุมหัวข้อที่จะส่งเสริมพัฒนาการ

2: ตั้งเป้าหมายให้ลูกวัย 7 ปีขึ้นไป เริ่มดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน

3: เริ่มสอนลูกอายุ 12 ปีขึ้นไป ให้มีส่วนช่วยทำงานบ้านเพื่อเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของครอบครัว

4. สอนมารยาทและแทรกกติกาง่าย ๆ ตามวัย

5. สอนลูกดูแลด้านร่างกายที่เริ่มเปลี่ยนแปลง

6. สอนพฤติกรรมทางเพศ

7. สอนวิธีรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์

8. สอนลูกทำงานอดิเรกที่มีรูปแบบเหมาะสม เพื่อลูกได้ใช้เวลาทำกิจกรรมที่ชอบ ตลอดจนหาทางต่อยอดสู่อาชีพ

ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมของแนวทางแต่ละข้อ โปรดติดตามได้ในตอนถัดไป

ต้องเริ่มต้นช่วยลูกด้วยวิธีใด จึงจะดีที่สุด? | บ้านอุ่นรัก

ต้องเริ่มต้นช่วยลูกด้วยวิธีใด จึงจะดีที่สุด? | บ้านอุ่นรัก

“การพาลูกไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก คือ จุดเริ่มต้นในการช่วยลูกที่ดีที่สุด” 

เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองวิตกกังวลว่าลูกอาจมีปัญหาด้านพัฒนาการหรือพฤติกรรม การสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเองทางอินเตอร์เน็ต การหาแบบประเมินมาทำเช็คลิสต์ ตลอดจนการลองประเมินลูกเป็นการเบื้องต้นด้วยตนเองอาจช่วยให้ท่านได้ข้อมูลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ท่าน (1) ต้องไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น (2) ต้องไม่รีรอ และ (3) ต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก เพื่อแพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดก่อนที่จะสรุปคำวินิจฉัยอย่างถูกหลักทางการแพทย์ได้ต่อไป

การตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดของแพทย์ก่อนการสรุปคำวินิจฉัย มีกระบวนการคร่าว ๆ คือ

ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ขอส่งใจช่วยพ่อแม่ผู้ปกครองและลูก ๆ ทุก ๆ คน และเราจะพยายามสนับสนุนข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการในส่วนที่เราซึ่งเป็นทีมครูกระตุ้นพัฒนาการทำได้ เพื่อคลายความวิตกกังวลของท่าน แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องย้ำ คือ “การช่วยแก้ปัญหาด้านพัฒนาการหรือพฤติกรรมให้กับลูก ๆ ท่านต้องเริ่มต้นลงมือทำอย่างถูกวิธีให้เร็วที่สุด ซึ่งสำหรับเราแล้ว การพาลูกไปพบและปรึกษาแพทย์ (แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์) คือ สิ่งที่ต้อง (รีบ) ทำเป็นลำดับแรก เพื่อนำสู่การตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ต่อด้วยการสรุปคำวินิจฉัยตามหลักการ การบำบัดรักษาพยาบาล การเลี้ยงดู และการดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างพัฒนาการให้กับลูกได้ในลำดับถัด ๆ ไป”

หากแพทย์วินิจฉัยว่าลูกมีปัญหาด้านพัฒนาการหรือพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นอาการออทิสติก สมาธิสั้น หรือพัฒนาการช้าไม่สมวัย พ่อแม่ผู้ปกครองจะได้พาลูกไปพบทีมครูกระตุ้นพัฒนาการและทีมบำบัด และส่งต่อข้อมูลคำวินิจฉัย ตลอดจนความเห็นของแพทย์ให้กับทีมครูกระตุ้นพัฒนาการและทีมบำบัดเพื่อช่วยลูกได้อย่างถูกทางต่อไป

Photo: Jcomp | Freepik