by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
การพูดกับลูกเพื่อ “ทำข้อตกลง” เป็นเครื่องมือที่ดีในการฝึกให้ลูกเรียนรู้ที่จะควบคุมตนเองและเข้าใจล่วงหน้าว่าลูกควรปฏิบัติตัวอย่างไรในสถานการณ์ต่าง ๆ
เราจะพูดทำข้อตกลงกับลูกในสถานการณ์ที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าลูกอาจเกิดพฤติกรรมวุ่นวายบางอย่าง หรือใช้ในกรณีเดิมที่เคยเกิดพฤติกรรมที่เป็นปัญหามาก่อนแล้ว เช่น ก่อนไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า ก่อนลงสระว่ายน้ำ ก่อนไปเล่นในสนามเด็กเล่น ก่อนเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อขนม หรือก่อนเริ่มกิจกรรมที่สนุกตื่นตัวจนลูกอาจวิ่งเตลิด เป็นต้น
การพูดทำข้อตกลงมี 3 ขั้นตอน คือ (1) สบตาลูกก่อนพูด (2) นิ่งชั่วครู่ก่อนพูด และ (3) พูดสั้น ๆ ว่าลูกมีข้อควรปฏิบัติตนอย่างไรในสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ส่วนวิธีพูด พ่อแม่ต้องพูดชัดเจนระบุพฤติกรรมที่ถูกต้องที่พ่อแม่ต้องการให้ลูกทำ เช่น ลูกจะหยิบขนมเพียงหนึ่งชิ้น ลูกจะเดินช้า ๆ ไม่วิ่งแซงคิว ลูกจะหยุดวิ่งเมื่อได้ยินเสียงนกหวีด
ประเด็นการพูดกับลูกเพื่อทำข้อตกลงนี้ พ่อแม่ต้องระลึกไว้ เสมอว่าในระยะแรกลูกอาจยังไม่เข้าใจและยังไม่พร้อมที่จะทำตามข้อตกลง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ลูกสนใจ ชอบ และตื่นเต้นอย่างมาก การอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว ลูกยากที่จะควบคุมตนเองได้ในระยะแรก ๆ พ่อแม่จึงต้องอดทน ใจเย็น และพูดกับลูกเพื่อทำข้อตกลงเดิมซ้ำ ๆ อีกสักหน่อย ให้ลูกได้มีประสบการณ์อีกนิดจนมากพอ ในขณะที่ลูกยังทำตามข้อตกลงไม่ได้ พ่อแม่มีหน้าที่ทำความเข้าใจด้วยเมตตาว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นแบบฝึกหัดดี ๆ ที่ลูกกำลังค่อย ๆ เรียนรู้ และพ่อแม่พร้อมที่จะอยู่กับลูกเพื่อช่วยนำทางลูกให้มีประสบการณ์
การพูดทำข้อตกลงกับลูกนี้ขอให้เน้นเรื่องที่ลูกควรได้เรียนรู้และทำได้ตามวัย โดยพ่อแม่แทรกข้อตกลงบ่อย ๆ ในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างไม่เลิกล้ม แม้ลูกจะยังทำตามข้อตกลงไม่ได้ แต่การที่พ่อแม่ไม่เลิกล้มและทำสม่ำเสมอ ลูก ๆ ก็จะค่อย ๆ เข้าใจสิ่งนั้นได้เอง
วันเวลาและการไม่เลิกล้มของพ่อแม่จะช่วยให้เจ้าตัวเล็กแสนซนเรียนรู้ที่จะควบคุมตนเองจนสามารถทำตามกติกาการอยู่ร่วมในสังคมได้ค่ะ
ยิ้มสู้ต่อไปนะคะคุณพ่อคุณแม่
เครดิตภาพ: Freepik.com
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
การเคลื่อนไหวไปยังทิศทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะไปทางซ้าย ทางขวา ไปข้างหน้า ถอยหลัง หรือเอียงไปทางโน้นนิด ทางนี้หน่อย ดูจะเป็นเรื่องที่เด็กควรทำได้ตามธรรมชาติใช่หรือไม่?
คำตอบ คือ ใช่และไม่ใช่ !
ใช่ ถ้าเด็กมีพัฒนาการด้านการคิดวางแผนการเคลื่อนไหวที่ดี
ไม่ใช่ ในกรณีที่เด็กขาดทักษะการคิดวางแผนการเคลื่อนไหว
สำหรับเด็ก ๆ ที่มีปัญหาด้านพัฒนาการ เด็กจะมีกระบวนการคิดที่ช้า คิดแบบติดขัด หรือคิดไปหยุดชะงักไป ดังนั้น การเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่าง ๆ ของเด็กกลุ่มนี้จึงมีลักษณะเก้ ๆ กัง ๆ ดูไม่แข็งแรง ขาดความเป็นธรรมชาติ เมื่อเด็กพบสถานการณ์ต่าง ๆ ขณะดำรงชีวิต โดยเฉพาะในแง่การเคลื่อนไหว เด็กมักจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ จึงใช้วิธีหลบหลีกจากสถานการณ์นั้น ๆ หรือไม่ก็ตะลุยใส่ไม่ยั้งแบบอัตโนมัติ ทำให้เกิดอุปสรรคและความยากลำบากในการดำรงชีวิต
ดังนั้น คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และสมาชิกในบ้านควรหมั่นสังเกตลักษณะการเคลื่อนไหวของลูกหลาน หากพบว่ามีปัญหา จะได้รีบหาทางแก้ไขและส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้ฝึกทักษะการคิดวางแผนการเคลื่อนไหวบ่อย ๆ ตลอดจนสร้างโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวแบบต่าง ๆ ที่เป็นเสมือนแบบฝึกหัดเรื่องการคิดอย่างฉับพลันบ่อย ๆ ว่าในขณะที่คลาน เดิน วิ่ง หรือกระโดด หากพบสิ่งกีดขวาง ลูก ๆ หลาน ๆ เด็ก ๆ ควรคิดว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไรจึงจะพ้นสิ่งกีดขวางเหล่านั้นไปอย่างปลอดภัยและสำเร็จได้
การสร้างโอกาสให้เด็ก ๆ ลูกหลานได้พบแบบฝึกบ่อย ๆ จะช่วยสร้างประสบการณ์ตรงซ้ำ ๆ จนเกิดการเรียนรู้ ความเคยชิน และกระตุ้นให้กระบวนการทำงานของสมองในส่วนที่คิดวางแผนการเคลื่อนไหวทำงานได้ดีขึ้นตามลำดับ
ตัวอย่างกิจกรรมง่าย ๆ ทำได้ที่บ้านเพื่อฝึกทักษะการคิดวางแผนการเคลื่อนไหว เช่น
วางเก้าอี้ หรือกล่องใส่รองเท้า หรือขึงเชือกขวางให้เด็กพยายามก้าวข้ามเป็นระยะ ๆ
พ่อแม่ผู้ปกครองจับมือเด็ก ชวนโยนบอลใส่ตะกร้าที่วางบนพื้นสัก 10 ครั้ง เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดใหญ่
สร้างด่านมาคั่นขณะที่เด็กเคลื่อนไหว
สร้างแบบฝึกที่เด็กต้องแก้สถานการณ์แบบฉับพลัน เช่น มุดลอดสิ่งกีดขวาง กระโดดหรือก้าวข้ามสิ่งกีดขวาง ประคองตนเองบนเส้นทางที่กำหนด เดินบนสะพานทรงตัว เดินบนเชือกที่วางขดเป็นรูปทรงต่าง ๆ หรือเดินบนแถบที่ตีเส้นบนพื้น
ทั้งเด็ก ๆ และผู้ใหญ่ที่อยู่ดูแลและนำพาเด็ก ๆ ทำกิจกรรมต้องสู้ ๆ นะคะ เหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยเมื่อไรก็ชวนเด็ก ๆ ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวที่ปลอดภัยกันใหม่ หากทำได้เช่นนี้บ่อย ๆ ในแต่ละวัน ๆ ละหลาย ๆ รอบ ทำเท่าที่ ๆ บ้านจะทำได้มากที่สุด แค่นี้ก็ถือว่าได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว
ลงมือทำที่บ้านกันในวันนี้เลย วนเวียนทำสัก 10 รอบ เพียงเท่านี้ ลูกหลานก็ได้บริหารสมองกันแล้วค่ะ
เครดิตภาพ: Michal Balog | Unsplash
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
โดยธรรมชาติของลูกที่มีอาการออทิสติก สมาธิสั้น หรือมีปัญหาด้านพัฒนาการ ลูกจะชอบอยู่ในโลกของตนเอง และจะยิ่งเป็นเช่นนั้นมากขึ้น ๆ หากพ่อแม่ผู้ปกครองปล่อยลูกไว้แบบนั้น จนกระทั่งในท้ายที่สุด ลูกจะหมกมุ่นอยู่กับโลกส่วนตัวและสิ่งที่ตนเองชอบ จนถึงขั้นปฏิเสธการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไม่สนใจสานต่อกับบุคคลรอบข้าง และขาดปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ซึ่งส่งผลเสียต่อการพัฒนาทักษะและศักยภาพด้านการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเข้าสังคม การควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมต่อไป
แม้ลูกจะมีโลกส่วนตัวสูง แต่ถ้าคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และสมาชิกในครอบครัวช่วยกันทำ 3 สิ่งนี้ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” เชื่อว่าในไม่ช้าไม่นาน คนที่บ้านก็จะสามารถค่อย ๆ ดึงลูกออกจากโลกส่วนตัวได้
3 สิ่งที่ต้องทำเพื่อดึงลูกออกจากโลกของตนเอง
การสบตา
การเลียนแบบ และ
การตอบสนองต่อสิ่งเร้า
1: การสบตา
คนที่บ้านสามารถกระตุ้นให้ลูกสบตาได้มากขึ้นด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้ คือ
เวลาส่งของให้ลูก ยกของชิ้นนั้น อยู่ระดับสายตา เรียกชื่อลูก ยกของค้างไว้ รอลูกสบตา นับ 1 ถึง 3 (หรือ 3 วินาที) จึงส่งของให้
เล่นกลิ้งบอล ลูกปิงปอง หรือลูกเทนนิส ให้ลูกเก็บใส่ภาชนะใหญ่ ๆ หรือตะกร้า รอบละ 10 ครั้ง โดยก่อนกลิ้งบอลไปให้ลูก ยกบอลสูงระดับสายตา เรียกชื่อลูก แล้วจึงกลิ้งบอลให้ลูกเก็บ
เล่นแบบที่ลูกชอบ ให้ลูกสนุก หัวเราะบ่อย ๆ หลังจากเล่นสักระยะหนึ่งเมื่อสังเกตว่าลูกเริ่มสนุก ระหว่างเล่นให้ทดลองหยุดกลางคัน เช่น ขณะที่ลูกนั่งเล่นบนขาพ่อเหมือนกำลังขี่เครื่องบิน ลูกเริ่มสนุกกับการเล่นนั้น ให้พ่อหยุดกลางคัน เหมือนพ่อจะยกขาขึ้นอีกรอบแต่ไม่ยก รอจนลูกสบตาจึงเล่นต่อ ทำเช่นนี้คั่นเป็นระยะ ๆ ตลอดการเล่น หรือเล่นคลุมผ้าจ๊ะเอ๋กับลูก ก่อนจะคลุมผ้า รอลูกสบตากันก่อน จึงจะเล่นจ๊ะเอ๋กันต่อ หรือเล่นเป่าพุง ทำท่าจะเป่า แต่ไม่เป่า รอลูกสบตาจึงเป่าพุงต่อ
เวลาลูกขอความช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน พยายามนิ่งรอเพื่อให้ลูกเงยขึ้นสบตาก่อน เช่น เวลาจะแกะฝาขวดน้ำให้ เวลาจะยื่นนมกล่องให้ เวลาจะแกะขนมให้ หรือเวลาจะเปิดประตูให้ลูกออกไปวิ่งเล่นข้างนอก รอลูกสบตาก่อน จึงจะทำให้ เป็นต้น
2: การเลียนแบบ
พ่อแม่ผู้ปกครองและคนที่บ้านสามารถกระตุ้นให้ลูกเลียนแบบได้โดย
ชวนลูกเลียนแบบท่าทาง 1 ขั้นตอนบ่อย ๆ โดยทำให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง 3 ครั้ง พร้อมส่งเสียงสนุก ๆ ประกอบ แล้วจับลูกทำตามแบบนั้น เช่น ตบมือ 3 ครั้งพร้อมนับ 1 2 3 ทำท่าไชโย 3 ครั้ง พร้อมพูดว่าไชโย ไชโย ไชโย กระทืบเท้า 3 ครั้ง พร้อมพูดว่าตึง ตึง ตึง ชี้ปาก 3 ครั้ง แล้วพูดว่าปาก ปาก ปาก หรือทำท่าง่าย ๆ แบบอื่น ๆ 3 ครั้งส่งเสียงสนุก ๆ ประกอบ (เสียงที่สอดคล้องกับท่าทางนั้น)
เวลาถืออุปกรณ์อะไร พยายามนำลูกทำท่าเลียนแบบประกอบวิธีใช้อุปกรณ์นั้น ๆ เช่น ถือหวี พร้อมทำท่าหวีผม แล้วส่งให้ลูกทำท่าหวีผมเลียนแบบผู้สอน ถือแปรงสีฟัน พร้อมทำท่าแปรงฟัน แล้วส่งให้ลูกเลียนแบบหรือทำตาม ถือแก้วน้ำ แล้วยกทำท่าดื่ม และพูดว่าดื่ม ดื่ม ดื่ม เป็นต้น
3: การตอบสนองต่อสิ่งเร้า
เราสามารถกระตุ้นให้ลูกตอบสนองต่อสิ่งเร้าโดย
หาของเล่นที่เคลื่อนไหวได้ กระตุ้นให้ลูกพยายามเข้าไปจัดการสิ่งนั้นอย่างมีรูปแบบ ถ้าลูกทำไม่ได้ ให้จับมือลูกทำ เช่น เทบอลให้เก็บ โยนลูกปิงปองให้เด้งบนพื้นแล้วให้ลูกเก็บ เป่าฟองสบู่ให้ลูกวิ่งไล่จับฟองสบู่ โยนลูกโป่งให้ลูกตีกลางอากาศ หรือปล่อยของเล่นไขลานให้ลูกตามจับ ทำแต่ละอย่างวนไปมาสักวันละ 10 รอบ เป็นต้น
เป้าหมายที่เราต้องกระตุ้น (1) การสบตา (2) การเลียนแบบ และ (3) การตอบสนองต่อสิ่งเร้า ก็เพื่อดึงลูกออกจากโลกของตนเอง และหันมาสานต่อกับบุคคลและสิ่งของรอบตัวให้มากขึ้นนั่นเองค่ะ
ทำไม่ยากเลยใช่ไหมคะ ขอให้ลองทำดูนะคะ ทำทุกวัน ๆ ละหลาย ๆ ครั้ง ในไม่ช้า ลูกก็จะลดเวลาการอยู่ในโลกส่วนตัวตามลำพัง และเริ่มที่จะสานต่อกับผู้คนและสภาพแวดล้อมได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาทักษะด้านภาษา และสังคม ตลอดจนช่วยให้ลูกเกิดการเรียนรู้เรื่องการควบคุมอารมณ์ และพฤติกรรมได้อีกด้วยค่ะ
เครดิตภาพ: Lesley Curtis | Unsplash
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ถ้าเราเริ่มกังวลถึงอนาคตของลูก เราต้องเริ่มต้น “ลงมือทำ” ตั้งแต่วันนี้
แม้เราไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าลูกจะพัฒนาไปได้ถึงจุดไหน หรือลูกจะใช้ชีวิตอย่างไรในวันที่เราไม่อยู่ แต่ 4 สิ่งนี้ที่เราจะ “เริ่มต้นลงมือทำ” “ในวันนี้” เราจะทำให้มันเป็นจริง “เพื่อลูก” ของเรา
ลูกจะต้องดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันได้ ไม่เป็นภาระแก่คนที่ดูแล
ลูกจะต้องเป็นสมาชิกที่มีค่า สามารถทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สมาชิกคนอื่น ๆ ในบ้าน
ลูกจะต้องไม่มีพฤติกรรมรุนแรง เป็นอันตราย หรือรบกวนการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
ลูกจะต้องมีงานอดิเรกบางอย่างที่ชอบและสามารถทำเงินได้ไม่มากก็น้อยเพื่อเป็นรายได้เลี้ยงดูตนเอง
ถ้าเราเริ่มต้นจริงจังในการดูแลลูกตั้งแต่วันนี้และลุกขึ้นมาจัดโครงสร้างชีวิตของลูกเสียใหม่ ลูกจะมีพัฒนาการที่ก้าวไกลอย่างที่เราคาดไม่ถึง และเมื่อถึงตอนนั้น เราย่อมสามารถ “ลงมือทำสิ่งอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อลูก” ได้อีกมาก และในอนาคต ลูกจะยืนหยัด สามารถใช้ชีวิตในอนาคตด้วยตนเองได้อย่างแน่นอน
เราต้อง “ลงมือทำ” เพื่อสานฝัน ให้กลายเป็นความจริง
เครดิตภาพ: Unsplash | Jon Tyson | Heike Mintel
by admin | กำลังใจ , บทความบ้านอุ่นรัก
ในช่วงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ได้ชมซีรีส์เกาหลี เรื่อง When The Whether is Fine ซึ่งตัวละครในเรื่องได้เล่าถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “นกสีฟ้า”
เรื่องมีอยู่ว่า “พี่น้องสองคนออกเดินไปยังดินแดนต่าง ๆ เพื่อตามหานกสีฟ้าแห่งความสุข พวกเขาตั้งใจจะจับนกสีฟ้ากลับไปบ้าน และในระหว่างการเดินทางก็ได้พบนกสีฟ้า แต่เมื่อตั้งใจจะเอานกสีฟ้าติดตัวกลับไป นกสีฟ้าก็กลายเป็นนกสีดำและหมดคุณค่าสำหรับเด็ก ๆ ไปในทันที แม้ในเวลาต่อมาพวกเขาได้พบนกสีฟ้าอีกเป็นล้าน ๆ ตัว แต่เมื่อต้องการครอบครอง นกสีฟ้ากลับกลายเป็นนกตาย สรุปว่าพวกเขาไม่สามารถนำนกสีฟ้าแห่งความสุขกลับมาบ้านได้”
เมื่ออ่านถึงตอนนี้ เราจะรู้สึกว่าเด็ก ๆ น่าสงสาร แต่อันที่จริง กลับไม่เป็นไรเลย เพราะในระหว่างการเดินทางจนกระทั่งกลับถึงบ้าน เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่องการแสวงหาความสุขจนไขความลับของการแสวงหาความสุขได้ว่า “ความสุขไม่ได้เกิดขึ้นจากการเริ่มต้นแสวงหา และไม่ได้เกิดจากการแสวงหาที่สำเร็จ หากอยู่ที่การมีสติตั้งมั่น ตระหนักรู้ ซาบซึ้งกับความสุขในปัจจุบันตรงหน้าที่มีอยู่ในสรรพสิ่งรอบตัว”
เมื่อถึงตอนจบที่พวกเขากลับถึงบ้าน ก็พบว่านกสีฟ้าอยู่ในบ้าน แต่ในที่สุดนกสีฟ้าที่อยู่ที่บ้านก็บินหนีไปอีก แต่เด็กคนพี่กลับกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “มันยังอยู่ในบ้าน เดี๋ยวเราก็หาเจอ” และยังกล่าวย้ำกับน้องสาวอีกครั้งในตอนท้ายว่า “ตอนนี้พี่รู้แล้วว่านกสีฟ้าแห่งความสุขอยู่ที่ไหน”
จากเรื่องราว “นกสีฟ้า The Childrens’ Blue Bird” ที่ “บ้านอุ่นรัก” ถ่ายทอดโดยสรุปมาจากการชมซีรี่ส์บน Viu Thailand และจากการอ่านบทความเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้จาก blockdit.com เราอยากให้พ่อแม่ผู้ปกครองของลูก ๆ ที่มีความต้องการเป็นพิเศษรู้ว่า “นกสีฟ้าแห่งความสุข” อยู่ใกล้ตัว บินอยู่รอบ ๆ ตัวท่าน แต่ท่านอาจยังมองไม่เห็น และหากยังมองไม่เห็นหรือยังหาไม่เจอ อย่างน้อย เราอยากให้ท่านลองยิ้มกว้าง ๆ จากใจ ยิ้มให้ตัวเองและคนรอบข้าง เพื่อจุดประกายความสุขในใจ จนตระหนักได้ว่า “วันนี้ดีจัง” จากนั้น ท่านก็จะพบกับความสุขที่พอดีตัวจากแนวความคิดที่ว่า “วันนี้ดีจัง” ได้ค่ะ
วันนี้ดีจัง …ที่ลูกยังมีเราและทุกคนที่บ้านอยู่ใกล้ ๆ คอยคุ้มครองป้องกันให้ปลอดภัย
วันนี้ดีจัง …ที่เรายังมีโอกาสได้กอดลูกแน่น ๆ ได้หอมแก้มนุ่มๆ ได้ใช้ความรักที่สุดจากใจทำให้ดีที่สุดในสิ่งที่จะทำได้กับลูก
วันนี้ดีจัง …ที่เราได้ตั้งต้นเรียนรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับลูกและอาการของลูก ค่อย ๆ เรียนรู้ ค่อยๆ เดิน ค่อย ๆ ทำ ไม่รน ไม่รีบ ไม่กดดัน ทุกอย่างแก้ไขได้
และวันนี้ดีจัง …ที่เราได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง และเราจะทำเช่นนี้ในทุก ๆ วันเพื่อลูกได้สัมผัสรักที่อบอุ่น ให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งใหม่ทุก ๆ วัน ได้รับแบบฝึกหัดและประสบการณ์ใหม่ ๆ พร้อมกับการที่เราจะได้ซึมซับความสุขของการเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองของลูก เราได้ใช้ชีวิตของตัวเองและอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข ยอมให้ตัวเองได้ทำสิ่งเล็ก ๆ ที่แม้จะไร้ความหมายแต่ก็มีความสุข ได้ใช้สามารถพิเศษบางอย่างลองทำในสิ่งที่อยากทำ
ดังนั้น แม้จะทุกข์แค่ไหน แต่เพราะ “วันนี้ดีจัง” เราก็จะมีความสุขเข้ามาเติมเติม มีกำลังใจที่จะเอาชนะอุปสรรคใด ๆ ที่เกิดขึ้นได้ตลอดไปในระหว่างที่รอลุ้นให้ลูกเติบโต
“บ้านอุ่นรัก” หวังว่า “วันนี้ดีจัง” จะเป็นแนวคิดสร้างความสุขที่พอดีตัวให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองทุกท่าน
เรามีทั้งวันนี้ที่ดีและยังมีเวลาพอ มีเวลาอีกยาวนาน พลังรักของเราบวกกับเวลาที่มากพอจะค่อย ๆ ผลักดันให้ลูกเติบโตได้อย่างแน่นอนค่ะ
เครดิตข้อมูลและภาพประกอบบทความ: หนังสือ เรื่อง นกสีฟ้า หรือ The Childrens’ Blue Bird (Maurice Maeterlinck) | ช่อง Viu Thailand | blockdit.com | วรรณกรรมเด็ก | Freepik.com by pikisuperstar