10 แนวทางสนับสนุนลูกออทิสติกในวันที่ลูกอารมณ์ไม่ดี | บ้านอุ่นรัก

เมื่ออารมณ์ของลูกออทิสติกไม่เสถียร “ความเข้าใจอย่างมีหลักการจากพ่อแม่ คือ รากฐานของการช่วยเหลือที่ยั่งยืน”

พฤติกรรมหงุดหงิดหรืออาละวาดของเด็กออทิสติกไม่ใช่เพียงพฤติกรรมที่ “ไม่เหมาะสม” แต่สะท้อนถึงความยากลำบากในการสื่อสารหรือการจัดการกับสิ่งเร้าทางอารมณ์ เด็กออทิสติกมักประสบภาวะไวต่อประสาทสัมผัส (Sensory Sensitivity) และมีข้อจำกัดในการใช้ภาษาเพื่อบอกความต้องการหรือความรู้สึกของตนเอง

ดังนั้น การตอบสนองของพ่อแม่จึงต้องตั้งอยู่บนหลักการของความเข้าใจ ความสม่ำเสมอ และการสนับสนุนที่ไม่ใช้การลงโทษ


🔟 แนวทางสนับสนุนลูกออทิสติกในวันที่อารมณ์ปั่นป่วน

1. สังเกตและวิเคราะห์พฤติกรรม (Functional Behavior Assessment)
บันทึกเวลาที่เกิดพฤติกรรม เหตุการณ์ก่อนหน้า บุคคลที่เกี่ยวข้อง และสิ่งกระตุ้นแวดล้อม เพื่อวิเคราะห์ “ฟังก์ชันของพฤติกรรม” เช่น เด็กอาจอาละวาดเพราะหิว ง่วง หรืออยากได้สิ่งของแต่สื่อสารไม่ได้

2. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
เพราะเด็กแต่ละคนมีรูปแบบพฤติกรรมและระดับอาการแตกต่างกัน การขอคำแนะนำจากแพทย์ นักจิตวิทยา หรือครูเฉพาะทางจะช่วยให้พ่อแม่ได้แนวทางที่ตรงจุดและปลอดภัย

3. ใช้การสื่อสารทางเลือก (AAC – Augmentative and Alternative Communication)
การใช้ภาพ การ์ดอารมณ์ หรือสัญลักษณ์ช่วยให้เด็กเข้าใจและแสดงออกได้ดีขึ้น ลดความคับข้องใจ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดพฤติกรรมรุนแรง

4. ใช้อุปกรณ์ช่วยสงบประสาทสัมผัส (Sensory Tools)
เช่น ลูกบอลบีบมือ ของเล่นแบบสัมผัส หรือหูฟังลดเสียงรบกวน เพื่อช่วยปรับสมดุลการรับรู้ทางประสาทสัมผัส (Sensory Integration)

5. สร้างกิจวัตรที่คงที่ (Structured Routine)
เด็กออทิสติกตอบสนองต่อโครงสร้างกิจวัตรที่ชัดเจนและสม่ำเสมอได้ดีเพราะกิจวัตรเช่นนี้ช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและคาดการณ์เหตุการณ์ได้

6. ให้ทางเลือกแทนการบังคับ (Offer Choice)
การให้เด็กมีสิทธิเลือกในเรื่องเล็กน้อย ช่วยส่งเสริมความรู้สึกควบคุมตนเอง ลดแรงต้าน ลดความหงุดหงิด และส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวก

7. สร้างพื้นที่สงบ (Calm Corner)
สร้างมุมสงบที่มีสิ่งของที่ปลอดภัยและผ่อนคลายให้เป็นพื้นที่ที่เด็กรู้สึกผ่อนคลายและถอยออกจากสถานการณ์ตึงเครียด มุมนี้จะเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เด็กได้ฝึกทักษะการควบคุมตนเอง

8. สอนการจัดการอารมณ์ (Emotional Regulation Skills)
เราสามารถสอนให้เด็กหายใจลึก ๆ สอนให้ใช้คำพูดหรือแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ให้เริ่มจากการฝึกซ้ำ ๆ ในสถานการณ์สมมติและใช้การสาธิตให้เด็กเห็นเพื่อเด็กเรียนรู้แบบเห็นภาพ (Modeling)

9. หลีกเลี่ยงการลงโทษด้วยความรุนแรง
การใช้ความรุนแรงจะสร้างความกลัวโดยไม่ได้ช่วยให้เด็กเรียนรู้ เด็กออทิสติกต้องการความเข้าใจมากกว่าการตำหนิ

10. เสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement)
การชมทันทีเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ดีเป็นการ “เสริมแรง” พฤติกรรมที่พึงประสงค์นั้นให้เกิดซ้ำ ซึ่งเป็นหลักการที่ใช้ตามทฤษฏี Applied Behavior Analysis (ABA)


ในวันที่ลูกอารมณ์หงุดหงิดจนยากที่จะรับมือ “บ้านอุ่นรัก” ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง “อย่าเพิ่งท้อ…เพราะความสำเร็จของลูกในการเรียนรู้ที่จะควบคุมตนเอง เริ่มที่ความเข้าใจของเรา”

บ้านอุ่นรัก: เสริมพัฒนาการเด็ก | เด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย | เด็กวัย 2-5 ขวบ

🕘 วัน-เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ | 09:00 – 15:00 น.

บ้านอุ่นรัก สวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2

📞 โทร: 086-775-9656 🟢 ไลน์ไอดี: 0867759656

บ้านอุ่นรัก ธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26

📞 โทร: 087-502-5261 🟢 ไลน์ไอดี: @aunrak2


ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กและฝึกการคงสมาธิ | สองกิจกรรมเล็ก ๆ แต่ผลลัพธ์ไม่เล็กเลย! | บ้านอุ่นรัก

แม้กิจกรรม “ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก” และ “ฝึกการคงสมาธิ” จะดูต่างกัน แต่กิจกรรมทั้งคู่ล้วนมีพลังสำคัญในการเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก โดยเฉพาะในเด็กออทิสติก เด็กสมาธิสั้น หรือเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า หากพ่อแม่ผู้ปกครองเริ่มต้นจัดกิจกรรมให้ลูกได้ลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ “ความเปลี่ยนแปลงเชิงบวก” ที่จับต้องได้


2 กิจกรรมเสริมพัฒนาการที่บ้านช่วยได้!
กิจกรรมที่ 1: ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก

เน้น: การใช้มือ นิ้ว และสายตาอย่างประสานกัน เพื่อเสริมทักษะการจับ การบีบ การดึง การหมุน และการควบคุมแรงนิ้ว

ตัวอย่างกิจกรรม:

  • ร้อยลูกปัด (เริ่มจากขนาดใหญ่)
  • ฉีกกระดาษเป็นเส้นยาวแล้วแปะเรียง
  • ใช้คีมเด็กจับลูกบอลใส่กล่อง
  • หมุนฝาขวดต่างขนาด
  • ใช้ที่คีบจับเมล็ดถั่วแยกสี

จุดเด่น: ฝึกความแม่นยำ เสริมแรงมือ พัฒนาให้เด็กพร้อมกับการใช้อุปกรณ์ในชีวิตประจำวัน เช่น จับช้อน เขียนหนังสือ ติดกระดุม


กิจกรรมที่ 2: ฝึกการคงสมาธิ

เน้น: การทำกิจกรรมให้จบในรอบเดียว โดยไม่ละสายตาหรือหยุดกลางทาง เพื่อเสริมช่วงเวลาของการจดจ่ออย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างกิจกรรม:

  • ต่อบล็อกตามตัวอย่างภาพ
  • เล่นเกมเรียงลำดับตามสีหรือขนาด
  • ระบายสีตามกรอบ
  • วาดเส้นต่อจุด
  • จับคู่ภาพเหมือน

จุดเด่น: เพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ ทำงานจบในรอบเดียว เสริมวินัย และลดพฤติกรรมวอกแวก


เคล็ดลับจากบ้านอุ่นรัก

ในช่วงเริ่มต้น พ่อแม่ควรเลือกกิจกรรมง่าย ๆ ที่เด็ก “ทำได้” และ “ทำสำเร็จ” เพื่อสร้างกำลังใจและความเชื่อมั่นว่า “เราทำได้นะ!” และอย่าลืมใช้อุปกรณ์ที่จับง่าย ขนาดใหญ่ สีสันสดใส เพื่อลดความท้าทายและเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ

บ้านอุ่นรัก อยู่เคียงข้างคุณเสมอ ในการเสริมพัฒนาการให้เด็ก ๆ ก้าวไปในจังหวะของตนเองอย่างมั่นคง

บ้านอุ่นรัก สวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2: โทร: 086 775 9656

บ้านอุ่นรัก ธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26: โทร: 087 502 5261

🕘 เปิดทำการ: จันทร์ – ศุกร์ | 09.00 – 15.00 น.


สร้างวินัยจากกิจวัตรประจำวัน: พ่อแม่คือพลังสำคัญ | บ้านอุ่นรัก

การฝึกให้ลูกที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษเรียนรู้การดูแลตนเองในชีวิตประจำวันไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก ๆ แต่เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้เด็กค่อย ๆ เติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัย “ความสม่ำเสมอ” และ “ความตั้งใจและลงมือทำจริง” จากพ่อแม่ผู้ปกครองทุกวัน

การฝึกกิจวัตรให้ลูกมีประโยชน์มากกว่าที่คิด

เสริมทักษะและศักยภาพ ในการดูแลตัวเอง
เตรียมความพร้อมก่อนเข้าโรงเรียนอนุบาล
เพิ่มความภาคภูมิใจในตนเอง เมื่อลูกสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง

บ้านอุ่นรักขอเป็นกำลังใจให้ทุกบ้าน “ชวน-ฝึก-ทำไปด้วยกัน” อย่างต่อเนื่องให้ลูกได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนจบ เช่น การแปรงฟัน เก็บของหลังเล่น ล้างมือก่อนกินข้าว หรือเตรียมกระเป๋าไปโรงเรียน เมื่อสิ่งเหล่านี้กลายเป็น “กิจวัตร” เด็ก ๆ จะค่อย ๆ ดูแลตัวเองได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ


แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร…

ว่าลูกเข้าใจและดูแลตัวเองได้แล้ว?

 “ถาม” เขาดูด้วยคำถามง่าย ๆ: ถามสั้น ๆ ตรงประเด็นเพื่อเช็กความเข้าใจและกระตุ้นให้เขาคิดตาม

ตัวอย่างคำถามเกี่ยวกับการดูแลร่างกาย

👉 คันหัวต้องทำยังไง?
👉 เล็บยาวแล้วควรทำอะไร?
👉 เหงื่อตัวเหม็นต้องจัดการอย่างไร?
👉 เสื้อผ้าเลอะทำยังไงดี?

ตัวอย่างคำถามเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวัน

👉 กินข้าวเสร็จแล้วต้องทำอะไรต่อ?
👉 เศษอาหารติดฟันควรทำอย่างไร?
👉 ถ้าพรุ่งนี้จะไปโรงเรียนต้องเตรียมอะไรบ้าง?

ถ้าเด็กยังตอบไม่ได้แสดงว่าเขายังไม่เข้าใจวิธีดูแลตัวเองในเรื่องนั้น ซึ่งอย่าเพิ่งท้อ…แค่สอนซ้ำอีกครั้งอย่างใจเย็นและด้วยเมตตา เมื่อทำบ่อย ๆ เด็กจะเริ่มเข้าใจ และค่อย ๆ ทำได้ด้วยตนเองในที่สุด


บ้านอุ่นรักเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนมีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงอนาคตลูกได้ เพียงแค่ “เริ่มลงมือทำและทำอย่างสม่ำเสมอ” บ้านอุ่นรักพร้อมเคียงข้างเสมอ

บ้านอุ่นรักสวนสยาม: ถนนสวนสยาม 24 แยก 2 | โทร. 086 775 9656

บ้านอุ่นรักธนบุรี: ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26 | โทร. 087 502 5261

วัน-เวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ | 09.00 – 15.00 น.


กิจกรรมสำหรับเด็กออทิสติกที่ “กลัวเสียง” หรือ “มีความไวต่อเสียง” (Auditory Hypersensitivity) | บ้านอุ่นรัก

เสียงธรรมดาที่คนทั่วไปไม่รู้สึกอะไร อาจสร้างความเครียดหรือความกลัวอย่างรุนแรงให้กับเด็กออทิสติกได้ ด้วยเหตุนี้ นักกิจกรรมบำบัดหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ดูแลการบำบัดเด็กจึงมักจะจัดกิจกรรมที่เหมาะสมเพื่อช่วยลดความกลัวหรือความวิตกกังวลของเด็ก พร้อมทั้งฝึกให้เด็กค่อย ๆ ปรับตัวต่อการประมวลผลและการตอบสนองต่อเสียงที่เป็นปัญหาได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้จะมีประโยชน์ในการช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวและจัดการกับเสียงที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ บ้านอุ่นรัก” ขอเน้นย้ำว่า พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ควรให้เด็กทำกิจกรรมเหล่านี้ ร่วมกับนักกิจกรรมบำบัดหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือทำภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเสมอ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน

แนวทางกิจกรรมบำบัดที่เหมาะสม:

1. กิจกรรมบูรณาการทางประสาทสัมผัส (Sensory Integration)

วัตถุประสงค์:
เพื่อช่วยให้สมองของเด็กสามารถประมวลผลและตอบสนองต่อเสียงได้อย่างเหมาะสม

ตัวอย่างกิจกรรม:

  • เล่นในห้องที่ออกแบบมาเฉพาะ เช่น ห้องบูรณาการประสาทสัมผัส (Multisensory Room) ซึ่งมีแสง เสียงเบา และของเล่นที่กระตุ้นประสาทสัมผัส
  • การนวดเบา ๆ หรือใช้แรงกด (Deep Pressure) เพื่อช่วยให้เด็กรู้สึกสงบ
  • ใช้ของเล่นที่มีเสียงเบาและสามารถควบคุมระดับเสียงได้ เช่น ของเล่นไขลาน หรือเสียงนกร้องเบา ๆ

2. การลดความไวต่อเสียงแบบค่อยเป็นค่อยไป (Desensitization)

วัตถุประสงค์:
เพื่อให้เด็กค่อย ๆ คุ้นเคยและรับมือกับเสียงที่เคยก่อให้เกิดความกลัวได้อย่างปลอดภัย

ตัวอย่างขั้นตอน:

  • เริ่มต้นด้วยเสียงเบา ๆ และอยู่ในระยะห่าง เช่น เสียงเครื่องดูดฝุ่นที่เด็กกลัว
  • ให้เด็กมีโอกาสควบคุมแหล่งกำเนิดเสียงเอง เช่น เปิด–ปิดเสียง-เบาเสียงได้เอง
  • ค่อย ๆ เพิ่มระดับความดัง หรือให้เสียงอยู่ใกล้มากขึ้นเมื่อเด็กแสดงความพร้อม
  • ใช้หูฟังตัดเสียงรบกวน (Noise-Canceling) เพื่อฝึกให้เด็กมีอำนาจในการควบคุมการได้ยิน

3. การใช้เกมหรือกิจกรรมที่มีเสียง

วัตถุประสงค์:
เปลี่ยนเสียงที่น่ากลัวให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่สนุกและปลอดภัย

ตัวอย่างกิจกรรม:

  • เล่นดนตรีง่าย ๆ เช่น เคาะกลอง เขย่ามาราคัส (เครื่องดนตรีประเภทเขย่า)
  • เล่นเกมเสียงสัตว์หรือเสียงธรรมชาติผ่านแอปพลิเคชันที่เด็กสนใจ
  • อ่านนิทานเสียงหรือหนังสือที่มีเสียงประกอบ ร่วมกับผู้ดูแล

วัตถุประสงค์:
ให้เด็กมีเครื่องมือในการรับมือเมื่อเกิดความกลัวหรือความเครียดจากเสียง

ตัวอย่างกิจกรรม:

  • ฝึกหายใจลึก ๆ พร้อมนับเลขเพื่อช่วยควบคุมอารมณ์
  • ใช้ “กล่องสงบใจ” (Calm-Down Box) ที่บรรจุของเล่นเพื่อการผ่อนคลาย เช่น สไลม์ ลูกบอลบีบ
  • วาดภาพ หรือใช้ระบบภาพสื่อสาร (PECS) เพื่อช่วยแสดงออกถึงความรู้สึก

5. กิจกรรมที่ทำร่วมกับครอบครัวหรือครู

วัตถุประสงค์:
สร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างเด็กกับผู้ใกล้ชิด เพื่อช่วยสนับสนุนการปรับตัวของเด็ก

แนวทางกิจกรรม:

  • ฝึกให้ครอบครัวหรือครูเข้าใจว่าเสียงประเภทใดที่เป็นปัญหาสำหรับเด็ก
  • เตรียม “แผนรับมือ” เมื่อจำเป็นต้องอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงดัง เช่น ร้านอาหาร โรงเรียน หรือห้างสรรพสินค้า
  • ใช้หูฟังป้องกันเสียง (Earmuffs) เมื่อต้องพาเด็กออกนอกบ้าน

หากพ่อแม่หรือผู้ปกครองมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกิจกรรมใด ควรปรึกษานักกิจกรรมบำบัดหรือนักบำบัดเฉพาะทาง เพื่อให้การดูแลเด็กเป็นไปอย่างเหมาะสมและปลอดภัยสูงสุดค่ะ

ลูกไม่ยอมเลียนแบบ แถมเลียนแบบไม่เป๊ะ ถอดใจดีกว่าไหมเรา? | บ้านอุ่นรัก

ในการสอนลูกเลียนแบบ เช่น เลียนแบบการขยับปาก การออกเสียงพูด การทำท่าทาง หรือการลงมือทำตามสิ่งต่าง ๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะด้านการช่วยเหลือหรือการดูแลตนเอง เราจะพบว่าในระยะแรก ๆ หรือแม้แต่ผ่านไปสักพักใหญ่แล้ว ลูกก็ยังอาจไม่ให้ความร่วมมือ หรือแม้ลูกร่วมมือ ลูกก็ยังเลียนแบบผิด ๆ ถูก ๆ จนเราเกิดความท้อใจ

หากเราตกอยู่ในภาวะนี้ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” อยากให้กำลังใจว่าอย่าเพิ่งถอดใจ การถอดใจไม่ใช่คำตอบ เพราะสิ่งที่เราเห็นลูกทำหรือไม่ทำในวันนี้ยังไม่ใช่ตัวจริงของลูก หัวใจสำคัญคือเราต้องยึดมั่น ต้องให้เวลาลูกได้เรียนรู้ ให้โอกาสลูกได้ทำซ้ำได้ซักซ้อมทำตามบ่อย ๆ เราต้องยื้อแบบไม่ปล่อยผ่าน และที่สำคัญคือเราต้องไม่ตั้งเงื่อนไขที่ยากหรือสลับซับซ้อนมากเกินไปจนลูกเป็นฝ่ายถอดใจไปก่อนเสียเอง

เราจะวัดความสำเร็จเรื่องการสอนลูกเลียนแบบได้อย่างไร?

ทุกความสำเร็จมีลำดับขั้นตอน ขอให้สังเกตให้ดี เราจะพบความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น่าชื่นใจ

• ลูกมองเราเมื่อเราสาธิตหรือแสดงแบบให้ลูกดู

• ลูกสบตาเราในขณะเรียนรู้การเลียนแบบ

• ลูกสนใจฟังสิ่งที่เรากำลังสอน

• ลูกเลียนแบบเราได้อย่างสอดคล้องกับการนำของเรา

• ลูกเข้าใจเราว่าเราต้องการให้ลูกทำอะไร

• ลูกพยายามเลียนแบบ ส่วนจะทำได้เป๊ะหรือไม่เป๊ะนั้น เป็นรายละเอียดที่เราสามารถจัดเก็บให้เข้าที่ได้ในเวลาต่อ ๆ ไป

ในการเรียนรู้ของลูกที่มีอาการออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้ากว่าวัย ลูกจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ใช้เวลายาวนาน และต้องพากเพียรพยายามมากกว่าเด็กโดยทั่วไปอยู่มาก เราจึงควรใช้ความสม่ำเสมอ ใช้ระยะเวลา ใช้ความถี่ที่เพียงพอ และใช้ความเข้มแข็งในใจในการสอนจนกว่า “ลูกจะเข้าใจและตระหนักรู้ว่าตนเองทำเป็นและจำเป็นต้องทำบางอย่างสานต่อกลับมา”

แนวทางการเติมเต็มทักษะการเลียนแบบ

• หาจังหวะเข้าแทรกและกระตุ้นให้เหมาะสม เช่น ระหว่างที่เล่นสนุกกับลูก

• กระตุ้นให้ลูกเลียนแบบการกระทำที่กำลังเกิดตรงหน้า

• แทรกการวางเงื่อนไขอย่างเป็นธรรมชาติไม่ให้ลูกรู้ตัว

• กระตุ้นนำให้ลูกเลียนแบบง่าย ๆ เช่น ชี้สิ่งที่ต้องการ ทำท่าตาม หรือพูดตาม

• รอจนกว่าลูกจะพยายามทำ ลองทำ หรือแม้แต่การจับนำให้ลูกทำสำเร็จตามการนำ ก่อนที่จะให้ลูกได้รับสิ่งที่ลูกต้องการ

จากประสบการณ์การทำงานด้านนี้ของ “บ้านอุ่นรัก” ยาวนานต่อเนื่องเกิน 30 ปี ขอให้เชื่อเถอะว่าในความไม่ทำและความไม่เป๊ะของลูก ลูกของเราเขาพยายามอย่างหนักและสักวันลูกของเราจะทำได้ดีกว่าที่ทำอยู่ในวันนี้อย่างแน่นอน

“บ้านอุ่นรัก” ขอเป็นกำลังใจให้

#ทำแล้วทำอยู่และต้องทำต่อ❤️

ติดต่อ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก”

บ้านอุ่นรักสวนสยาม โทร 086 775 9656

บ้านอุ่นรักธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง โทร 087 502 5261

วันและเวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ | 09.00 น. – 15.00 น.

Photo Credit: Igor Omilaev | Unsplash