ความบกพร่องในการได้ยินและตอบรับเสียง หรือ Auditory Processing Disorder (APD) | บ้านอุ่นรัก

ความบกพร่องในการได้ยินและตอบรับเสียง หรือ Auditory Processing Disorder (APD) | บ้านอุ่นรัก

คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองเคยสงสัยบ้างหรือไม่ว่า “ทำไมลูกออทิสติกจึงไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกที่ลูกได้ยิน?”

คำตอบ คือ ลูกออทิสติกมีอาการของความบกพร่องในการได้ยินและตอบรับเสียง หรือ Auditory Processing Disorder (APD) ซึ่งเป็นอาการที่ไม่ใช่หูหนวกหรือไม่เข้าใจภาษา

อาการ APD เช่น

  • ฟังเสียงแล้วสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก
  • สับสนกับเสียงที่ได้ยินซึ่งเป็นรายการต่อกัน
  • ไม่สามารถจำลำดับของสิ่งที่ได้ยิน
  • ไม่สามารถจำลำดับของคำสั่งได้
  • แยกเสียงออกจากกันไม่ได้
  • มีปัญหาในการบอกแหล่งกำเนิดเสียงและทิศทางของเสียง
  • มีปัญหาในการแยกแยะเสียง
  • มีปัญหาในการแยกความเหมือนและความต่างของเสียง หรือ
  • มีปัญหาในการทำความเข้าใจเสียงที่รบกวน เป็นต้น

เมื่อลูกออทิสติกได้ยินเสียงเรียก เสียงเรียกที่ลูกได้ยินและเสียงอื่น ๆ รอบตัวจะพัวพันกันไปหมดจนลูกไม่สามารถแยกเจาะฟังเฉพาะเสียงที่มุ่งมาหาตนเองได้ ดังนั้น เมื่อเราส่งเสียงเรียกลูก ลูกจึงไม่ได้ยิน ไม่หันมามอง และไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกของเรา

ในกรณีที่ลูกมีความบกพร่องในการได้ยินและตอบรับเสียง (APD) พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถช่วยลูกได้ ดังนี้

  • ส่งเสียงเรียกพร้อมการสบตาหรือแตะตัว เพื่อให้ลูกรู้ว่าเรากำลังพูดกับลูก หากลูกไม่สบตา เราใช้มือจับใบหน้าของลูกเบา ๆ ให้ลูกมองตรงมาที่เราในขณะที่เราพูดกับลูกโดยให้ระดับสายตาของลูกและเราอยู่ในระดับเดียวกัน
  • พูดกับลูกด้วยคำกระชับสั้น ๆ บอกให้ชัดว่าลูกต้องทำอะไร ทั้งนี้ อาจต้องมีการพูดซ้ำหรือพูดทวนเพื่อให้ลูกเข้าใจได้ดีขึ้น
  • ใช้การ์ดภาพช่วยในการสื่อสาร ทั้งนี้ แม้จะใช้การ์ดภาพ แต่เรายังต้องกระตุ้นการสานต่อแบบสองทางและการพูดของลูกควบคู่กันไปด้วย
  • ใช้ตารางกิจวัตรประจำวันที่มีรูปแบบหรือเป็นภาพเข้าช่วยเพื่อให้ลูกคาดเดาและเข้าใจได้โดยง่ายว่าเรากำลังพูดกับลูกเกี่ยวกับเรื่องใด หากลูกมีปัญหาจะลำดับของคำสั่งไม่ได้ ตารางกิจวัตรประจำวันนี้จะช่วยให้ลูกเข้าใจและรู้ได้ง่ายขึ้นว่าเมื่อเกิดสิ่งนี้แล้วจะเกิดอะไรตามาเป็นลำดับถัดไป (อะไรเกิดก่อน-หลัง ตามลำดับ)
  • กระตุ้นทักษะการใช้ภาษาพูดและภาษาท่าทางเพื่อการสื่อสาร การขยายคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน การสานต่อและสื่อสารแบบสองทาง การออกเสียงโต้ตอบกัน
  • สร้างบรรยากาศการสื่อสารที่เป็นมิตร สื่อสารกับลูกด้วยความเมตตา ชมเมื่อลูกเข้าใจสิ่งที่เราพูด ชมเมื่อลูกสื่อสารโต้ตอบ ให้กำลังใจเมื่อลูกยังไม่เข้าใจ หรือแม้แต่ให้รางวัลเมื่อลูกทำสิ่งต่าง ๆ ตามกิจวัตรประจำวันได้สำเร็จด้วยตนเอง เป็นต้น
  • ฝึกลูกใส่ใจหันมองเดินมาหาตามเสียงเรียก

แม้อาการ APD จะเป็นอุปสรรคในการสื่อสารระหว่างบุคคลและการใช้ชีวิตประจำวันของลูกออทิสติก แต่การที่พ่อแม่ผู้ปกครองพยายามทำความเข้าใจและหาทางช่วยเหลือบำบัดรักษาอาการของลูก จะทำให้ลูกมีโอกาสได้สร้างเสริมพัฒนาการของตนเองจนสามารถค่อย ๆ ลดอาการต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวันได้

เครดิตภาพ: มูลนิธิ ณ กิตติคุณ

เครดิตข้อมูล: มูลนิธิ ณ กิตติคุณ และ Brain and Life Center

10 เรื่องที่ต้องประเมิน ก่อนส่งลูกออทิสติก สมาธิสั้น เข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล | บ้านอุ่นรัก

10 เรื่องที่ต้องประเมิน ก่อนส่งลูกออทิสติก สมาธิสั้น เข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล | บ้านอุ่นรัก

ในทันทีที่คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง รู้ว่าตนเองกำลังจะมีลูก ความคิดแวบแรกที่เข้ามาในสมองแบบอัตโนมัติ นอกเหนือจากความยินดี ก็น่าจะเป็นการประเมินความพร้อมของตนเองและครอบครัว จากนั้นก็จะเริ่มต้นเตรียมความพร้อมทุกด้าน ให้ “พร้อมมากพอ” ยิ่งขึ้น เพื่อสร้างหลักประกันว่าท่านจะสามารถเลี้ยงดูลูก ให้ลูกมีการศึกษาและอนาคตที่ดีด้วยมือของท่านเอง

เรื่อง “การเตรียมให้พร้อมมากพอ” นอกจากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ต้องเตรียมตนเองให้พร้อมทั้งด้านการเงินและการหาโรงเรียนที่เหมาะสมให้ลูกแล้ว ท่านจะต้องประเมินความพร้อมของลูก และเตรียมความพร้อมให้กับลูก เพื่อลูกวัยอนุบาลของท่านจะมีความพร้อมมากพอเช่นกัน ที่จะเริ่มต้นก้าวเดินเข้าสู่การเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล โดยเฉพาะลูกออทิสติกและลูกสมาธิสั้น ท่านยิ่งต้องรีบประเมินและหมั่นเสริมสร้างพัฒนาการและเตรียมความพร้อมรอบด้านให้กับลูก ทั้งนี้ เพื่อหาทางแก้ไขและป้องกันไม่ให้อาการของลูก กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการเรียนรู้อย่างมีความหมายของลูกเมื่ออยู่ในชั้นเรียน

ในบทความนี้ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” นำเช็คลิสต์  (Checklist) “10 เรื่องที่ต้องประเมิน ก่อนส่งลูกออทิสติก สมาธิสั้น เข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล” มาฝาก เพื่อคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ทราบข้อมูลเบื้องต้นและจะได้ช่วยลูกเตรียมตัวให้พร้อมกันได้ต่อไป

10 เรื่องที่ต้องประเมิน ก่อนส่งลูกออทิสติก สมาธิสั้น เข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล

  1. แรงจูงใจและความสนใจของลูกในการเข้าร่วมและทำกิจกรรมที่หลากหลาย
  2. การเข้าใจความหมายของกิจกรรมตรงหน้าและสามารถตอบสนองต่อกิจกรรมอย่างมีทิศทาง
  3. การคงสมาธิเพื่อจดจ่อและทำกิจกรรมตรงหน้าจนสำเร็จ
  4. การควบคุมตนเองให้นั่งอยู่กับที่และร่วมทำกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ตรงหน้าในขณะนั้น ทั้งนี้ ลูกควรสามารถคุมตนเองและร่วมทำกิจกรรมได้อย่างน้อย 15-30 นาที
  5. การมีปฏิสัมพันธ์กับครูและสามารถยึดโยงครูเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ในห้องเรียน
  6. การมีปฏิสัมพันธ์และสานสัมพันธ์กับเพื่อน
  7. ความพร้อมด้านอารมณ์ในการร่วมทำกิจกรรมและทำตามคำสั่งในชั้นเรียนโดยไม่ขัดขืน
  8. ความเข้าใจภาษาและคำศัพท์ง่าย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ตามวัยและชีวิตประจำวัน
  9. การช่วยเหลือตนเอง นำพาตนเอง และความสามารถในการการปรับตัวให้เข้ากับกิจวัตรประจำวันที่โรงเรียน
  10. ลักษณะพฤติกรรมที่ไม่สร้างผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น ไม่ขัดขวางการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในชั้นเรียน

จากเช็คลิสต์ข้างต้น ลูกควรมีความพร้อมในแต่ละด้านมากกว่าร้อยละ 50 จึงจะพร้อมมากพอที่จะเรียนร่วมในชั้นเรียนอนุบาลอย่างมีความหมาย ดังนั้น คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ลองใช้เช็คลิสต์นี้ เป็นคู่มือเบื้องต้นประจำบ้านในการประเมินความพร้อม ตลอดจนเตรียมความพร้อมให้กับลูก ๆ จน “พร้อมมากพอ” ให้ได้ต่อไป

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเรื่องการเตรียมลูกออทิสติก สมาธิสั้น ให้พร้อม ก่อนส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาล “ครูนิ่ม (คุณนิสิตา ปีติเจริญธรรม)” ได้เตรียมคอร์สออนไลน์ หัวข้อ “เตรียมลูกออทิสติกวัยอนุบาลให้พร้อม ก่อนเข้าโรงเรียน” ไว้ให้ท่านแล้ว เพียงท่านคลิกลิงก์ข้างนี้และเลือกลงทะเบียนเรียนผ่านตลาดความรู้ออนไลน์ ความรู้ดี ๆ ที่ครูนิ่มและทีมกระตุ้นพัฒนาการของ “บ้านอุ่นรัก” ได้ร่วมกันจัดทำ ก็จะส่งตรง มาถึงหน้าจอที่บ้านของท่านได้ในทันที

ลิงก์ Edumall Thailand

https://edumall.co.th/teacher/nisitaa-piitiecchriythrrm-8295

ลิงก์ SkillLane Thailand

https://www.skilllane.com/courses?utf8=%E2%9C%93&search=%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2

เด็กพูดช้า | บทความวิชาการจากจุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์”

เด็กพูดช้า | บทความวิชาการจากจุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์”

รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงจันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ ได้เขียนบทความวิชาการ หัวข้อ “เด็กพูดช้า” ไว้ในจุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์” ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจโดยสรุป ดังนี้

ปัญหาเด็กพูดช้าเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติ จึงเป็นหน้าที่ของกุมารแพทย์ในการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาในเด็ก ตรวจวินิจฉัย และแก้ไขปัญหาเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัยและป้องกันปัญหาที่จะเกิดตามมา เพราะเมื่อติดตามในระยะยาว เด็กพูดช้าอาจมีปัญหาการอ่าน การเขียน การเรียนรู้ การเข้าสังคม ปัญหาพฤติกรรม และปัญหาทางอารมณ์เมื่อโตขึ้น

พัฒนาการทางการพูดสื่อสารในเด็ก เด็กแรกเกิดจนกระทั่งถึง 6 ปี ควรมีการรับรู้ภาษา การพูด หรือการแสดงออกอย่างไร

การเฝ้าระวังติดตามและตรวจคัดกรอง ควรทำทุกครั้งที่พ่อแม่ผู้ปกครองได้พาเด็กมาพบแพทย์

ควรสงสัยว่าเด็กมีปัญหาทางการพูดเมื่อใด ถ้าสังเกตให้ดี เด็กอาจมีพฤติกรรมที่แสดงว่าอาจมีปัญหาในการพูดตั้งแต่ขวบปีแรก ซึ่งรองศาสตราจารย์แพทย์หญิงจันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ ได้ระบุข้อบ่งชี้ง่าย ๆ ในการสังเกตว่าเด็กอาจมีปัญหาในการพูดหรือไม่ ไว้ในบทความนี้ด้วย

สาเหตุของเด็กพูดช้า

  1. ปัญหาการได้ยิน (hearing problems) จากภาวะต่าง ๆ
  2. ความผิดปกติของการทำงานของสมองจากสาเหตุต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนคลอด ขณะคลอด และหลังคลอด
  3. ความผิดปกติของอวัยวะที่ใช้ในการเปล่งเสียงพูด
  4. สภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมและไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาทางการพูดและการใช้ภาษา
  5. Autism ออทิซึม
  6. Specific language impairment (SLI) หรือเด็กมีความบกพร่องในการเข้าใจหรือใช้ภาษา ทั้งภาษาพูดและท่าทาง การเข้าใจคำศัพท์ ความหมายของคำ รูปประโยค ไวยากรณ์

การตรวจและวินิจฉัย

  1. ซักประวัติอย่างละเอียด
  2. ตรวจร่างกายและพัฒนาการ
  3. Formal Audiologic Examination (ตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยิน) ในกรณีที่สงสัยว่าเด็กมีปัญหาการได้ยิน

หากพัฒนาการช้าหลายด้านหรือสงสัยว่าสติปัญญาบกพร่อง หรือ มีพัฒนาการถดถอย ควรส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจเพิ่มเติมโดยละเอียดต่อไป

การดูแลรักษา ใช้หลัก

EARLY IDENTIFICATION ตรวจโดยเร็วที่สุดเพื่อหาสาเหตุของการพูดช้าให้พบ

EARLY INTERVENTION แทรกแซงเพื่อกระตุ้นการพูดให้เร็วที่สุด

EARLY REFERAL ส่งต่อไปยังทีมแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อช่วยแก้ปัญหาการพูดช้าให้เร็วที่สุด

คลิกที่ลิงก์เพื่ออ่านจุลสารและบทความฉบับเด็ม

http://www.thaipediatrics.org/Media/media-20181220121505.pdf

เนื่องจากการพูดเป็นรูปแบบการสื่อสารกับผู้อื่นที่มีความสำคัญ ปัญหาเด็กพูดช้าจึงต้องได้รับการดูแลและแก้ไขให้ถูกต้องเสียแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่เด็กจะมีปัญหาการอ่าน การเขียน การเรียนรู้ การเข้าสังคม ปัญหาพฤติกรรม และปัญหาทางอารมณ์ตามมา

เครดิตข้อมูล: จุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์” จุลสารราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ปีที่ 39 ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม 2561 หน้า 4-6

เครดิตภาพ: Unsplash | Alexander Schimmeck

เมื่อเด็กเล็กยังมีทักษะการสื่อสารที่จำกัด ผู้ใหญ่จะทราบได้อย่างไรว่าเด็กมีปัญหาการพูด? ผู้ใหญ่จะสอนอย่างไร ให้เด็กเล็กเข้าใจ ตลอดจนช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารของตนเองได้อย่างสมวัย?

เมื่อเด็กเล็กยังมีทักษะการสื่อสารที่จำกัด ผู้ใหญ่จะทราบได้อย่างไรว่าเด็กมีปัญหาการพูด? ผู้ใหญ่จะสอนอย่างไร ให้เด็กเล็กเข้าใจ ตลอดจนช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารของตนเองได้อย่างสมวัย?

เพราะการทำความเข้าใจลำดับพัฒนาการของลูกก็คือส่วนหนึ่งของความรักที่เรามอบให้กับลูก ๆ  เพราะฉะนั้น เราจึงห้ามพลาด เราจึงต้องชมคลิปความรู้นี้ เพื่อเริ่มต้นทำความเข้าใจลำดับพัฒนาการด้านการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารของลูก ๆ

กดลิงก์ข้างล่างนี้ เพื่อชมคลิป

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/ondemand/%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-1-%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA/

เมื่อเด็กเล็กยังมีทักษะการสื่อสารที่จำกัด (1) ผู้ใหญ่จะทราบได้อย่างไรว่าเด็กมีปัญหาการพูดหรือไม่?  และ (2) ผู้ใหญ่จะสอนอย่างไร ให้เด็กเล็กเข้าใจ ตลอดจนช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารของตนเองได้อย่างสมวัย?

เด็กเล็กยังมีทักษะการสื่อสารที่จำกัด

สำหรับเด็กเล็กในช่วงขวบปีแรก ๆ เราต้องเข้าใจก่อนว่าเด็กยังใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารไม่ได้ ดังนั้น เด็กเล็ก ๆ จะสื่อสารกับเราผ่านสิ่งต่าง ๆ เช่น

  • การส่งสายตา
  • การมองหน้า
  • การส่งเสียง
  • การทำท่าทางประกอบ
  • การใช้อารมณ์ประกอบ หรือ
  • การชี้เพื่อสื่อสารบอกความต้องการ เป็นต้น

ทั้งนี้ เมื่อเด็กโตขึ้น เด็กก็จะค่อย ๆ มีพัฒนาการด้านภาษา โดยเฉพาะการใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารมากขึ้น จึงลดการใช้ภาษาท่าทางหรือการใช้อารมณ์ประกอบการสื่อสารของตนเองลงทีละน้อย

ต้องทำอย่างไร เราจึงจะรู้ว่าเด็กเล็ก ๆ มีความบกพร่องด้านการใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารหรือไม่

จากการที่เราเข้าใจแล้วว่าเด็กเล็กยังไม่สามารถพูดเพื่อสื่อสารบอกความต้องการได้ แต่เด็กจะใช้เสียง อารมณ์ และท่าทางในการสื่อสารกับเราเพื่อบอกความต้องการ ดังนั้น พ่อแม่และคนที่บ้านต้อง (1) หมั่นสังเกต (2) ตั้งใจฟังการออกเสียงของเด็ก และ (3) ตั้งใจดูสิ่งที่เด็กแสดงออก เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของเด็ก ตลอดจนทำความเข้าใจเรื่องพัฒนาการของเด็กด้านการใช้ภาษา โดยเฉพาะภาษาพูดเพื่อการสื่อสารตามวัยด้วย หากสังเกตและพบว่าเด็กอาจมีความบกพร่องด้านนี้ ก็ต้องรีบพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อหาทางสร้างเสริมพัฒนาการได้อย่างทันท่วงทีและถูกวิธีต่อไป

ต้องสอนแบบไหน เด็กเล็ก ๆ จึงจะเข้าใจ ตลอดจนช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารของตนเองได้อย่างสมวัย

จากคลิปนี้ รศ. พญ.นิชรา เรืองดารกานนท์ แนะนำวิธีสอน ดังนี้

  • พ่อแม่และคนที่บ้านต้องพูดกับเด็กตั้งแต่ลูกยังเล็ก โดยการพูดนี้ หมายถึง การพูดถึงสิ่งต่าง ๆ รอบตัวหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามวิถีชีวิตประจำวันจริง เพื่อเด็กเรียนรู้ทักษะการใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารต่อไป
  • การพูดกับเด็กเล็ก ๆ พ่อแม่และคนที่บ้านต้องพูดช้า ๆ ชัด ๆ และพูดซ้ำ ๆ เพราะเด็กเล็ก ๆ จะเรียนรู้ผ่านการเชื่อมโยงแบบจับคู่ หรือ Matching ซึ่งก็คือ เด็กได้ยินชื่อของสิ่งนั้น ๆ ที่มาพร้อมกับสิ่งที่ได้เห็นหรือได้ทำ เช่น เด็กได้ดื่มนม เด็กได้สัมผัสผมของแม่เมื่อแม่บอกว่านี่เรียกว่าผม เป็นต้น
  • ในเด็กเล็กที่มีพัฒนาการด้านการใช้ภาษาพูดปกติ ไม่ล่าช้ามากเกินไป พ่อแม่และคนที่บ้านอาจไม่ต้องถึงกับตั้งใจสอนเด็กในเรื่องเป็นพิเศษ เพราะเด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้เรื่องการนำชื่อของสิ่งต่าง ๆ ที่ตนเองได้เก็บรวบรวมในสมองมาเรียงร้อยเป็นประโยคสั้น ๆ หรือเป็นภาษาพูดตามวัยเพื่อการสื่อสาร และสิ่งที่เด็กพูดก็จะเชื่อมโยงสอดคล้องกับเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นในขณะที่เด็กใช้ชีวิตประจำวัน แต่สำหรับเด็กบางคนที่พูดล่าช้ามากจนผิดปกติ หรือเด็กมีพัฒนาการด้านการใช้ภาษาที่ล่าช้ากว่าวัยไปมาก ตลอดจนเด็กที่มีความต้องการเป็นพิเศษบางกลุ่มที่มีความบกพร่องเกี่ยวกับทักษะการสื่อสาร เช่น เด็กออทิสติก พ่อแม่และคนที่บ้านจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ มีการสอนโดยเฉพาะ และต้องใช้ตัวช่วยพิเศษเพื่อส่งเสริมทักษะด้านนี้ให้กับเด็ก เช่น ใช้หนังสือนิทานสำหรับเด็ก (หนังสือนิทานต้องเน้นเรื่องราวและรูปภาพที่น่าสนใจ) ใช้บัตรคำที่มีรูปภาพประกอบที่เชิญชวนให้เด็กสนใจ (พ่อแม่และคนที่บ้านต้องใช้บัตรคำเพื่อประกอบการเล่าเรื่อง) หรือใช้สื่อยุคใหม่ เช่น โทรศัพท์มือถือ ให้เหมาะสมและเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมเพื่อให้เด็กได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง เป็นต้น

เครดิต: รายการ RamaHealthTalk ออกอากาศเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 | รศ. พญ.นิชรา เรืองดารกานนท์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนแพทย์รามาธิบดี สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล