by admin | บทความทั่วไป, บทความบ้านอุ่นรัก
คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองเคยสงสัยบ้างหรือไม่ว่า “ทำไมลูกออทิสติกจึงไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกที่ลูกได้ยิน?”
คำตอบ คือ ลูกออทิสติกมีอาการของความบกพร่องในการได้ยินและตอบรับเสียง หรือ Auditory Processing Disorder (APD) ซึ่งเป็นอาการที่ไม่ใช่หูหนวกหรือไม่เข้าใจภาษา
อาการ APD เช่น
- ฟังเสียงแล้วสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก
- สับสนกับเสียงที่ได้ยินซึ่งเป็นรายการต่อกัน
- ไม่สามารถจำลำดับของสิ่งที่ได้ยิน
- ไม่สามารถจำลำดับของคำสั่งได้
- แยกเสียงออกจากกันไม่ได้
- มีปัญหาในการบอกแหล่งกำเนิดเสียงและทิศทางของเสียง
- มีปัญหาในการแยกแยะเสียง
- มีปัญหาในการแยกความเหมือนและความต่างของเสียง หรือ
- มีปัญหาในการทำความเข้าใจเสียงที่รบกวน เป็นต้น
เมื่อลูกออทิสติกได้ยินเสียงเรียก เสียงเรียกที่ลูกได้ยินและเสียงอื่น ๆ รอบตัวจะพัวพันกันไปหมดจนลูกไม่สามารถแยกเจาะฟังเฉพาะเสียงที่มุ่งมาหาตนเองได้ ดังนั้น เมื่อเราส่งเสียงเรียกลูก ลูกจึงไม่ได้ยิน ไม่หันมามอง และไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกของเรา
ในกรณีที่ลูกมีความบกพร่องในการได้ยินและตอบรับเสียง (APD) พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถช่วยลูกได้ ดังนี้
- ส่งเสียงเรียกพร้อมการสบตาหรือแตะตัว เพื่อให้ลูกรู้ว่าเรากำลังพูดกับลูก หากลูกไม่สบตา เราใช้มือจับใบหน้าของลูกเบา ๆ ให้ลูกมองตรงมาที่เราในขณะที่เราพูดกับลูกโดยให้ระดับสายตาของลูกและเราอยู่ในระดับเดียวกัน
- พูดกับลูกด้วยคำกระชับสั้น ๆ บอกให้ชัดว่าลูกต้องทำอะไร ทั้งนี้ อาจต้องมีการพูดซ้ำหรือพูดทวนเพื่อให้ลูกเข้าใจได้ดีขึ้น
- ใช้การ์ดภาพช่วยในการสื่อสาร ทั้งนี้ แม้จะใช้การ์ดภาพ แต่เรายังต้องกระตุ้นการสานต่อแบบสองทางและการพูดของลูกควบคู่กันไปด้วย
- ใช้ตารางกิจวัตรประจำวันที่มีรูปแบบหรือเป็นภาพเข้าช่วยเพื่อให้ลูกคาดเดาและเข้าใจได้โดยง่ายว่าเรากำลังพูดกับลูกเกี่ยวกับเรื่องใด หากลูกมีปัญหาจะลำดับของคำสั่งไม่ได้ ตารางกิจวัตรประจำวันนี้จะช่วยให้ลูกเข้าใจและรู้ได้ง่ายขึ้นว่าเมื่อเกิดสิ่งนี้แล้วจะเกิดอะไรตามาเป็นลำดับถัดไป (อะไรเกิดก่อน-หลัง ตามลำดับ)
- กระตุ้นทักษะการใช้ภาษาพูดและภาษาท่าทางเพื่อการสื่อสาร การขยายคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน การสานต่อและสื่อสารแบบสองทาง การออกเสียงโต้ตอบกัน
- สร้างบรรยากาศการสื่อสารที่เป็นมิตร สื่อสารกับลูกด้วยความเมตตา ชมเมื่อลูกเข้าใจสิ่งที่เราพูด ชมเมื่อลูกสื่อสารโต้ตอบ ให้กำลังใจเมื่อลูกยังไม่เข้าใจ หรือแม้แต่ให้รางวัลเมื่อลูกทำสิ่งต่าง ๆ ตามกิจวัตรประจำวันได้สำเร็จด้วยตนเอง เป็นต้น
- ฝึกลูกใส่ใจหันมองเดินมาหาตามเสียงเรียก
แม้อาการ APD จะเป็นอุปสรรคในการสื่อสารระหว่างบุคคลและการใช้ชีวิตประจำวันของลูกออทิสติก แต่การที่พ่อแม่ผู้ปกครองพยายามทำความเข้าใจและหาทางช่วยเหลือบำบัดรักษาอาการของลูก จะทำให้ลูกมีโอกาสได้สร้างเสริมพัฒนาการของตนเองจนสามารถค่อย ๆ ลดอาการต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวันได้
เครดิตภาพ: มูลนิธิ ณ กิตติคุณ
เครดิตข้อมูล: มูลนิธิ ณ กิตติคุณ และ Brain and Life Center
by admin | บทความทั่วไป









by admin | บทความทั่วไป
ในทันทีที่คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง รู้ว่าตนเองกำลังจะมีลูก ความคิดแวบแรกที่เข้ามาในสมองแบบอัตโนมัติ นอกเหนือจากความยินดี ก็น่าจะเป็นการประเมินความพร้อมของตนเองและครอบครัว จากนั้นก็จะเริ่มต้นเตรียมความพร้อมทุกด้าน ให้ “พร้อมมากพอ” ยิ่งขึ้น เพื่อสร้างหลักประกันว่าท่านจะสามารถเลี้ยงดูลูก ให้ลูกมีการศึกษาและอนาคตที่ดีด้วยมือของท่านเอง
เรื่อง “การเตรียมให้พร้อมมากพอ” นอกจากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ต้องเตรียมตนเองให้พร้อมทั้งด้านการเงินและการหาโรงเรียนที่เหมาะสมให้ลูกแล้ว ท่านจะต้องประเมินความพร้อมของลูก และเตรียมความพร้อมให้กับลูก เพื่อลูกวัยอนุบาลของท่านจะมีความพร้อมมากพอเช่นกัน ที่จะเริ่มต้นก้าวเดินเข้าสู่การเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล โดยเฉพาะลูกออทิสติกและลูกสมาธิสั้น ท่านยิ่งต้องรีบประเมินและหมั่นเสริมสร้างพัฒนาการและเตรียมความพร้อมรอบด้านให้กับลูก ทั้งนี้ เพื่อหาทางแก้ไขและป้องกันไม่ให้อาการของลูก กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการเรียนรู้อย่างมีความหมายของลูกเมื่ออยู่ในชั้นเรียน
ในบทความนี้ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” นำเช็คลิสต์ (Checklist) “10 เรื่องที่ต้องประเมิน ก่อนส่งลูกออทิสติก สมาธิสั้น เข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล” มาฝาก เพื่อคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ทราบข้อมูลเบื้องต้นและจะได้ช่วยลูกเตรียมตัวให้พร้อมกันได้ต่อไป
10 เรื่องที่ต้องประเมิน ก่อนส่งลูกออทิสติก สมาธิสั้น เข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล
- แรงจูงใจและความสนใจของลูกในการเข้าร่วมและทำกิจกรรมที่หลากหลาย
- การเข้าใจความหมายของกิจกรรมตรงหน้าและสามารถตอบสนองต่อกิจกรรมอย่างมีทิศทาง
- การคงสมาธิเพื่อจดจ่อและทำกิจกรรมตรงหน้าจนสำเร็จ
- การควบคุมตนเองให้นั่งอยู่กับที่และร่วมทำกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ตรงหน้าในขณะนั้น ทั้งนี้ ลูกควรสามารถคุมตนเองและร่วมทำกิจกรรมได้อย่างน้อย 15-30 นาที
- การมีปฏิสัมพันธ์กับครูและสามารถยึดโยงครูเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ในห้องเรียน
- การมีปฏิสัมพันธ์และสานสัมพันธ์กับเพื่อน
- ความพร้อมด้านอารมณ์ในการร่วมทำกิจกรรมและทำตามคำสั่งในชั้นเรียนโดยไม่ขัดขืน
- ความเข้าใจภาษาและคำศัพท์ง่าย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ตามวัยและชีวิตประจำวัน
- การช่วยเหลือตนเอง นำพาตนเอง และความสามารถในการการปรับตัวให้เข้ากับกิจวัตรประจำวันที่โรงเรียน
- ลักษณะพฤติกรรมที่ไม่สร้างผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น ไม่ขัดขวางการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในชั้นเรียน
จากเช็คลิสต์ข้างต้น ลูกควรมีความพร้อมในแต่ละด้านมากกว่าร้อยละ 50 จึงจะพร้อมมากพอที่จะเรียนร่วมในชั้นเรียนอนุบาลอย่างมีความหมาย ดังนั้น คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ลองใช้เช็คลิสต์นี้ เป็นคู่มือเบื้องต้นประจำบ้านในการประเมินความพร้อม ตลอดจนเตรียมความพร้อมให้กับลูก ๆ จน “พร้อมมากพอ” ให้ได้ต่อไป
สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเรื่องการเตรียมลูกออทิสติก สมาธิสั้น ให้พร้อม ก่อนส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาล “ครูนิ่ม (คุณนิสิตา ปีติเจริญธรรม)” ได้เตรียมคอร์สออนไลน์ หัวข้อ “เตรียมลูกออทิสติกวัยอนุบาลให้พร้อม ก่อนเข้าโรงเรียน” ไว้ให้ท่านแล้ว เพียงท่านคลิกลิงก์ข้างนี้และเลือกลงทะเบียนเรียนผ่านตลาดความรู้ออนไลน์ ความรู้ดี ๆ ที่ครูนิ่มและทีมกระตุ้นพัฒนาการของ “บ้านอุ่นรัก” ได้ร่วมกันจัดทำ ก็จะส่งตรง มาถึงหน้าจอที่บ้านของท่านได้ในทันที
ลิงก์ Edumall Thailand
https://edumall.co.th/teacher/nisitaa-piitiecchriythrrm-8295
ลิงก์ SkillLane Thailand
https://www.skilllane.com/courses?utf8=%E2%9C%93&search=%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2
by admin | บทความทั่วไป
รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงจันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ ได้เขียนบทความวิชาการ หัวข้อ “เด็กพูดช้า” ไว้ในจุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์” ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจโดยสรุป ดังนี้
ปัญหาเด็กพูดช้าเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติ จึงเป็นหน้าที่ของกุมารแพทย์ในการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาในเด็ก ตรวจวินิจฉัย และแก้ไขปัญหาเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัยและป้องกันปัญหาที่จะเกิดตามมา เพราะเมื่อติดตามในระยะยาว เด็กพูดช้าอาจมีปัญหาการอ่าน การเขียน การเรียนรู้ การเข้าสังคม ปัญหาพฤติกรรม และปัญหาทางอารมณ์เมื่อโตขึ้น
พัฒนาการทางการพูดสื่อสารในเด็ก เด็กแรกเกิดจนกระทั่งถึง 6 ปี ควรมีการรับรู้ภาษา การพูด หรือการแสดงออกอย่างไร
การเฝ้าระวังติดตามและตรวจคัดกรอง ควรทำทุกครั้งที่พ่อแม่ผู้ปกครองได้พาเด็กมาพบแพทย์
ควรสงสัยว่าเด็กมีปัญหาทางการพูดเมื่อใด ถ้าสังเกตให้ดี เด็กอาจมีพฤติกรรมที่แสดงว่าอาจมีปัญหาในการพูดตั้งแต่ขวบปีแรก ซึ่งรองศาสตราจารย์แพทย์หญิงจันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ ได้ระบุข้อบ่งชี้ง่าย ๆ ในการสังเกตว่าเด็กอาจมีปัญหาในการพูดหรือไม่ ไว้ในบทความนี้ด้วย
สาเหตุของเด็กพูดช้า
- ปัญหาการได้ยิน (hearing problems) จากภาวะต่าง ๆ
- ความผิดปกติของการทำงานของสมองจากสาเหตุต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนคลอด ขณะคลอด และหลังคลอด
- ความผิดปกติของอวัยวะที่ใช้ในการเปล่งเสียงพูด
- สภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมและไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาทางการพูดและการใช้ภาษา
- Autism ออทิซึม
- Specific language impairment (SLI) หรือเด็กมีความบกพร่องในการเข้าใจหรือใช้ภาษา ทั้งภาษาพูดและท่าทาง การเข้าใจคำศัพท์ ความหมายของคำ รูปประโยค ไวยากรณ์
การตรวจและวินิจฉัย
- ซักประวัติอย่างละเอียด
- ตรวจร่างกายและพัฒนาการ
- Formal Audiologic Examination (ตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยิน) ในกรณีที่สงสัยว่าเด็กมีปัญหาการได้ยิน
หากพัฒนาการช้าหลายด้านหรือสงสัยว่าสติปัญญาบกพร่อง หรือ มีพัฒนาการถดถอย ควรส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจเพิ่มเติมโดยละเอียดต่อไป
การดูแลรักษา ใช้หลัก
EARLY IDENTIFICATION ตรวจโดยเร็วที่สุดเพื่อหาสาเหตุของการพูดช้าให้พบ
EARLY INTERVENTION แทรกแซงเพื่อกระตุ้นการพูดให้เร็วที่สุด
EARLY REFERAL ส่งต่อไปยังทีมแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อช่วยแก้ปัญหาการพูดช้าให้เร็วที่สุด
คลิกที่ลิงก์เพื่ออ่านจุลสารและบทความฉบับเด็ม
http://www.thaipediatrics.org/Media/media-20181220121505.pdf
เนื่องจากการพูดเป็นรูปแบบการสื่อสารกับผู้อื่นที่มีความสำคัญ ปัญหาเด็กพูดช้าจึงต้องได้รับการดูแลและแก้ไขให้ถูกต้องเสียแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่เด็กจะมีปัญหาการอ่าน การเขียน การเรียนรู้ การเข้าสังคม ปัญหาพฤติกรรม และปัญหาทางอารมณ์ตามมา
เครดิตข้อมูล: จุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์” จุลสารราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ปีที่ 39 ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม 2561 หน้า 4-6
เครดิตภาพ: Unsplash | Alexander Schimmeck
by admin | บทความทั่วไป
เพราะการทำความเข้าใจลำดับพัฒนาการของลูกก็คือส่วนหนึ่งของความรักที่เรามอบให้กับลูก ๆ เพราะฉะนั้น เราจึงห้ามพลาด เราจึงต้องชมคลิปความรู้นี้ เพื่อเริ่มต้นทำความเข้าใจลำดับพัฒนาการด้านการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารของลูก ๆ
กดลิงก์ข้างล่างนี้ เพื่อชมคลิป
https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/ondemand/%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-1-%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA/
เมื่อเด็กเล็กยังมีทักษะการสื่อสารที่จำกัด (1) ผู้ใหญ่จะทราบได้อย่างไรว่าเด็กมีปัญหาการพูดหรือไม่? และ (2) ผู้ใหญ่จะสอนอย่างไร ให้เด็กเล็กเข้าใจ ตลอดจนช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารของตนเองได้อย่างสมวัย?
เด็กเล็กยังมีทักษะการสื่อสารที่จำกัด
สำหรับเด็กเล็กในช่วงขวบปีแรก ๆ เราต้องเข้าใจก่อนว่าเด็กยังใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารไม่ได้ ดังนั้น เด็กเล็ก ๆ จะสื่อสารกับเราผ่านสิ่งต่าง ๆ เช่น
- การส่งสายตา
- การมองหน้า
- การส่งเสียง
- การทำท่าทางประกอบ
- การใช้อารมณ์ประกอบ หรือ
- การชี้เพื่อสื่อสารบอกความต้องการ เป็นต้น
ทั้งนี้ เมื่อเด็กโตขึ้น เด็กก็จะค่อย ๆ มีพัฒนาการด้านภาษา โดยเฉพาะการใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารมากขึ้น จึงลดการใช้ภาษาท่าทางหรือการใช้อารมณ์ประกอบการสื่อสารของตนเองลงทีละน้อย
ต้องทำอย่างไร เราจึงจะรู้ว่าเด็กเล็ก ๆ มีความบกพร่องด้านการใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารหรือไม่
จากการที่เราเข้าใจแล้วว่าเด็กเล็กยังไม่สามารถพูดเพื่อสื่อสารบอกความต้องการได้ แต่เด็กจะใช้เสียง อารมณ์ และท่าทางในการสื่อสารกับเราเพื่อบอกความต้องการ ดังนั้น พ่อแม่และคนที่บ้านต้อง (1) หมั่นสังเกต (2) ตั้งใจฟังการออกเสียงของเด็ก และ (3) ตั้งใจดูสิ่งที่เด็กแสดงออก เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของเด็ก ตลอดจนทำความเข้าใจเรื่องพัฒนาการของเด็กด้านการใช้ภาษา โดยเฉพาะภาษาพูดเพื่อการสื่อสารตามวัยด้วย หากสังเกตและพบว่าเด็กอาจมีความบกพร่องด้านนี้ ก็ต้องรีบพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อหาทางสร้างเสริมพัฒนาการได้อย่างทันท่วงทีและถูกวิธีต่อไป
ต้องสอนแบบไหน เด็กเล็ก ๆ จึงจะเข้าใจ ตลอดจนช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารของตนเองได้อย่างสมวัย
จากคลิปนี้ รศ. พญ.นิชรา เรืองดารกานนท์ แนะนำวิธีสอน ดังนี้
- พ่อแม่และคนที่บ้านต้องพูดกับเด็กตั้งแต่ลูกยังเล็ก โดยการพูดนี้ หมายถึง การพูดถึงสิ่งต่าง ๆ รอบตัวหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามวิถีชีวิตประจำวันจริง เพื่อเด็กเรียนรู้ทักษะการใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารต่อไป
- การพูดกับเด็กเล็ก ๆ พ่อแม่และคนที่บ้านต้องพูดช้า ๆ ชัด ๆ และพูดซ้ำ ๆ เพราะเด็กเล็ก ๆ จะเรียนรู้ผ่านการเชื่อมโยงแบบจับคู่ หรือ Matching ซึ่งก็คือ เด็กได้ยินชื่อของสิ่งนั้น ๆ ที่มาพร้อมกับสิ่งที่ได้เห็นหรือได้ทำ เช่น เด็กได้ดื่มนม เด็กได้สัมผัสผมของแม่เมื่อแม่บอกว่านี่เรียกว่าผม เป็นต้น
- ในเด็กเล็กที่มีพัฒนาการด้านการใช้ภาษาพูดปกติ ไม่ล่าช้ามากเกินไป พ่อแม่และคนที่บ้านอาจไม่ต้องถึงกับตั้งใจสอนเด็กในเรื่องเป็นพิเศษ เพราะเด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้เรื่องการนำชื่อของสิ่งต่าง ๆ ที่ตนเองได้เก็บรวบรวมในสมองมาเรียงร้อยเป็นประโยคสั้น ๆ หรือเป็นภาษาพูดตามวัยเพื่อการสื่อสาร และสิ่งที่เด็กพูดก็จะเชื่อมโยงสอดคล้องกับเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นในขณะที่เด็กใช้ชีวิตประจำวัน แต่สำหรับเด็กบางคนที่พูดล่าช้ามากจนผิดปกติ หรือเด็กมีพัฒนาการด้านการใช้ภาษาที่ล่าช้ากว่าวัยไปมาก ตลอดจนเด็กที่มีความต้องการเป็นพิเศษบางกลุ่มที่มีความบกพร่องเกี่ยวกับทักษะการสื่อสาร เช่น เด็กออทิสติก พ่อแม่และคนที่บ้านจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ มีการสอนโดยเฉพาะ และต้องใช้ตัวช่วยพิเศษเพื่อส่งเสริมทักษะด้านนี้ให้กับเด็ก เช่น ใช้หนังสือนิทานสำหรับเด็ก (หนังสือนิทานต้องเน้นเรื่องราวและรูปภาพที่น่าสนใจ) ใช้บัตรคำที่มีรูปภาพประกอบที่เชิญชวนให้เด็กสนใจ (พ่อแม่และคนที่บ้านต้องใช้บัตรคำเพื่อประกอบการเล่าเรื่อง) หรือใช้สื่อยุคใหม่ เช่น โทรศัพท์มือถือ ให้เหมาะสมและเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมเพื่อให้เด็กได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง เป็นต้น
เครดิต: รายการ RamaHealthTalk ออกอากาศเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 | รศ. พญ.นิชรา เรืองดารกานนท์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนแพทย์รามาธิบดี สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล