เส้นทางที่ไม่เคยเดิน ตอนที่ 2: เมื่อลูกได้รับคำวินิจฉัย… | บ้านอุ่นรัก

เส้นทางที่ไม่เคยเดิน ตอนที่ 2: เมื่อลูกได้รับคำวินิจฉัย… | บ้านอุ่นรัก

“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี

ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ

“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนที่ 2: เมื่อลูกได้รับคำวินิจฉัย…        

…ลูกเราได้รับคำวินิจฉัยจากหมอพัฒนาการเด็กเมื่อตอนอายุ 1 ปี 7 เดือน ณ ตอนนั้น มันเป็นเรื่องที่ไกลตัวเรามากจริง ๆ วันที่พบหมอวันแรก เรากลับบ้านมาแบบงง ๆ ไม่รู้ว่าลูกเราเป็นอะไร หลังจากนั้นเราก็เริ่มต้นหาข้อมูลในเวป อ่านทั้งบทความทางวิชาการ อ่านทั้งเรื่องที่คนมาแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับโรคนี้ เริ่มหาหนังสืออ่าน ช่วงนั้นเราอ่านข้อมูลเยอะมาก พยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าหมออาจวินิจฉัยผิดเพราะลูกเรายังเล็ก เช่น เค้าอาจจะแค่ไม่พูด (เพราะเด็กบางคนก็พูดช้า) เค้าอาจจะแค่วิ่งซน อยู่ไม่นิ่ง  (เพราะเด็กซนๆ ก็มี เด็กแต่ละคนธรรมชาติไม่เหมือนกัน) หรือลูกอาจจะเป็นแค่ชั่วคราวก็ได้เพราะช่วงนั้นที่บ้านเปิดทีวีลูกคนโตให้ดู แต่ถึงจะคิดเข้าข้างตัวเองแค่ไหน มันก็มีอีกความคิดนึงผุดขึ้นมาเป็นระยะว่า แล้วถ้าลูกเป็นจริงๆ ล่ะ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่สับสน และร้องไห้หนักมาก ถามตัวเองทุกวัน ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับเรา รู้สึกอยู่ในฝันร้ายมากกว่าเรื่องจริง

เนื่องจากเราอ่านข้อมูลเยอะ มันทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่หมอบอกว่าลูกเป็นนั้นมีหลายระดับ แต่เราคาดเดาไม่ได้เลยว่าลูกอยู่ในระดับอะไร เพราะด้วยอายุที่ยังไม่ถึง 2 ปี ช่วงนั้นเราค่อนข้างมองสถานการณ์ในเชิงลบว่าถ้าเราอยู่เฉยๆ คิดว่าลูกคงไม่เป็นอะไร เราไม่สู้ ไม่พยายาม ปล่อยลูกไปตามเวรกรรม แล้วลูกเราโตขึ้นจะเป็นอะไรที่แย่ที่สุดได้บ้าง เช่น ลูกอาจจะมีอาการเพิ่มมากขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ลูกอาจจะพูดไม่ได้ไปตลอดชีวิต ลูกอาจจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย แล้วลูกจะอยู่ในสังคมแบบไหน อยู่แบบไม่มีเพื่อน หรืออยู่แบบโดนสังคมรังเกียจตามที่เราเห็นในข่าว

สุดท้าย เราก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่าไม่สำคัญว่าลูกเราจะเป็นหรือไม่เป็นอย่างที่หมอวินิจฉัย ถ้าเรามัวแต่คิดเข้าข้างตัวเองว่าลูกไม่เป็นอะไร โตแล้วก็หาย ไม่ต้องทำอะไร ถึงวันที่ลูกเราโตแล้ว ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อยู่ในสังคมไม่ได้ เราจะทำยังไง เราจะเสียใจทีหลังกับเวลาที่ทิ้งไปหรือไม่ เราจึงตัดสินใจว่าต้องลองทำไปก่อนจนกว่าจะแน่ใจว่าลูกไม่ได้เป็นอะไร และเนื่องจากข้อมูลที่เราอ่าน เราได้รับรู้ว่า สมองของลูกจะพัฒนาสูงสุดตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 7 ปี แปลว่าเวลาทองของลูกมีถึงแค่ 7 ปี (ตอนนั้นลูกอายุ 2 ปีกว่าแล้ว) นั่นหมายถึงว่าเราต้องทำงานแข่งกับเวลาที่เค้าโตขึ้นทุกวันๆ จะอยู่เฉยๆ ปล่อยเวลาแต่ละวันผ่านไปไม่ได้ เพราะเรามีชีวิตลูกเป็นเดิมพัน หลายครั้งที่เหนื่อย ท้อ แต่เมื่อคิดว่าในวันที่เราไม่อยู่แล้ว ลูกจะเป็นอย่างไร จะช่วยเหลือตัวเองได้มั้ย จะอยู่ในสังคมได้มั้ย สิ่งนี้เป็นแรงผลักดันให้ยอมแพ้ไม่ได้ เราต้องทำทุกอย่างเพื่อพัฒนาเค้าให้ได้มากที่สุด…

เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash

“เราคือทุกสิ่งทุกอย่างของเขานะ” | บ้านอุ่นรัก

“เราคือทุกสิ่งทุกอย่างของเขานะ” | บ้านอุ่นรัก

ในคืนวันที่ 5 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรักได้รับข้อความจากคุณพ่อท่านหนึ่งของนักเรียนของเรา

คุณพ่อท่านนี้อยากส่งต่อข้อความของท่านไปยังคุณพ่อท่านอื่น ๆ ทุก ๆ ท่านของลูก ๆ ทุก ๆ คน ผ่านเรา ซึ่งเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้เป็นสื่อกลางทำหน้าที่ในการส่งต่อข้อความนี้ด้วยความสุขที่ล้นหัวใจ

…..“สวัสดีวันพ่อ และสวัสดีคุณพ่อของน้อง ๆ ทุกคนครับ (อาจจะดึกไปหน่อย)​

ผมขอเป็นกำลังใจในการที่เราจะฝ่าฟันให้ลูก ๆ ไปสู่ที่หมายครับ

ตัวผมเองเริ่มจากเจอลูกชายที่ไร้ความรู้สึก ไม่สบตา ไม่ตอบสนอง ไม่มีสายตาของความเป็นลูกให้เราเลย

ตัวผมเคยหมดกำลังใจ คิดหยุดที่ไม่แก้ปัญหา​เรื่อง​ลูก​ชาย และ​ปล่อยให้​มันเป็นไปตามสภาพแล้ว

แต่…วันหนึ่ง…ผมมองเห็น​มัน ก็มีประกายตาเล็ก ๆ จากลูกผม ที่จ้องมองกลับมาให้ผมรู้ว่า “เราคือทุกสิ่งทุกอย่าง​ของเขานะ”

เค้าพูดไม่เป็นแต่…ผมรู้ว่า “เค้ารู้สึกอะไร”

ผมเริ่มศึกษา…ค่อย ๆ แก้ปัญหา​ทีละข้อ…​เอาข้อมูล​จากคุณครู​จากคุณหมอมาและเอามาทำการบ้าน

จนถึงวันนี้…ผมได้ลูกชายกลับคืนมาแล้วครับ

ดีใจที่สุดเลยครับ”…..

บ้านอุ่นรักหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อความจากคุณพ่อท่านนี้จะเป็นทั้งกำลังใจและแรงบันดาลใจให้กับคุณพ่อท่านอื่น ๆ ทุก ๆ ท่าน และทำให้ท่านได้รู้ว่า “คุณพ่อ” เป็นผู้นำของครอบครัวในการลงมือทำเรื่องนี้อย่างจริงจังได้

เมื่อใดก็ตามที่คุณพ่อเข้ามานำทีม ท่านจะเป็นทั้งขวัญและกำลังใจให้กับคุณแม่ ลูก ๆ และสมาชิกทุกคนในครอบครัว และในท้ายที่สุด ลูกของท่านและทุกคนในครอบครัวจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคจนก้าวผ่านขวากหนามนี้ไปสู่ความสุข ความสำเร็จ และความภาคภูมิร่วมกันได้ค่ะ

Credit ภาพ: David Rangel | Unsplash

ออทิสติก คนที่มีโลกของตัวเอง | บทความสุขภาพน่ารู้ จาก หมอชาวบ้าน

ออทิสติก คนที่มีโลกของตัวเอง | บทความสุขภาพน่ารู้ จาก หมอชาวบ้าน

อย่างไรจะเรียกว่าเป็นออทิสติก

แพทย์จะตรวจรู้ได้อย่างไรว่าเป็นออทิสติก

ออทิสติกเกิดขึ้นได้อย่างไร

ออทิสติกกินยารักษาได้ไหม

เป็นออทิสติกแล้วรักษาได้อย่างไร

สภาพจิตที่รับรู้ของเด็กปกติและเด็กออทิสติกมีลักษณะตัวอย่างเช่นใด

ใครคนไหนกันนะที่จะช่วยเหลือเด็กออทิสติกได้

มาพบคำตอบได้จากบทความสุขภาพที่น่ารู้ของเว็บไซต์หมอชาวบ้านกันในวันนี้นะคะ

https://www.doctor.or.th/article/detail/3121

Credit ข้อมูล: เว็บไซต์หมอชาวบ้าน

Credit ภาพ: Greg Rakozy | Unsplash

เรียนรู้ออทิสติกผ่านภาพยนตร์ที่สร้างมาจากชีวิตจริง | บ้านอุ่นรัก

เรียนรู้ออทิสติกผ่านภาพยนตร์ที่สร้างมาจากชีวิตจริง | บ้านอุ่นรัก

เรามาเรียนรู้ออทิสติกผ่านภาพยนตร์ 2 เรื่องที่สร้างมาจากชีวิตจริงกันบ้าง ดีมั๊ยคะ

ภาพยนตร์เรื่องที่ 1: Running Boy ปาฏิหาริย์รักจาก…แม่

ภาพยนตร์เกาหลีเรื่องนี้ได้รับความนิยมมากที่สุดใน Box Office 5 สัปดาห์ซ้อน และทำรายได้รวมทั้งปีของเกาหลีได้เป็นอันดับ 3 อีกทั้งได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์แดจองครั้งที่ 42

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงของบุคคลออทิสติกผู้มีความพยายาม และด้วยใจรักและความพยายามในการฝึกฝนการวิ่งอย่างไม่ย่อท้อ เขาจึงสามารถเข้าร่วมวิ่งในรายการวิ่งมาราธอนที่ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงได้สำเร็จ

นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังสะท้อนเรื่องราวจากมุมมองของผู้เป็นแม่ ที่ต้องรับภาระและความกดดันต่าง ๆ นับจากวันที่ได้รู้ว่าลูกชายวัย 5 ขวบของเธอเป็นเด็กออทิสติก แม้ยากที่จะยอมรับความจริงที่น่าเจ็บปวดนี้ แต่ผู้เป็นแม่ก็สู้ไม่ถอย ยอมทุ่มเททั้งเวลาและความรักทั้งหมดให้กับลูก สอนให้ลูกเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายที่จะให้ลูกสามารถช่วยเหลือตนเองและปรับตัวให้เข้ากับสังคมภายนอกได้ ด้วยความที่เธอดูแลลูกอย่างใกล้ชิด เธอจึงรู้ว่าลูกชอบอะไรและพยายามต่อยอดสิ่งนั้น ทุ่มเทเวลาฝึกลูก จนในที่สุด ลูกสามารถทำสิ่งที่ลูกชอบได้ประสบความสำเร็จ

คุณแม่ท่านนี้กล่าวถึงการนำเรื่องของลูกและเธอไปสร้างเป็นภาพยนตร์ว่าบางส่วน “ถ้าเรื่องราวของลูก ทำให้ผู้คนเข้าใจผู้ป่วยออทิสติกได้ดีขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ยินดีมาก”

ภาพยนตร์เรื่องที่ 2: Temple Grandin เทมเพิล แกรนดิน

ภาพยนตร์สารคดีที่สร้างจากชีวิตจริงของผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นบุคคลออทิสติก ที่เมื่ออายุ 4 ขวบก็ยังไม่พูด จนแม่ของเธอเกิดความกังวล จนต้องพาเธอไปพบแพทย์

เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเธอเป็นเด็กออทิสติก แพทย์ได้แนะนำผู้เป็นแม่ว่าวิธีที่ดีที่สุดคือต้องส่งลูกไปรับการรักษาที่สถาบัน แต่แม่ของเธอเชื่อมั่นว่าการดูแลและสอนลูกเองด้วยตนเองอย่างใกล้ชิดน่าจะดีที่สุดสำหรับลูก

นอกจากเด็กคนนี้โชคดีที่แม่ตัดสินใจที่จะดูแลและสอนลูกเอง เธอยังโชคดีซ้ำสองที่ได้พบกับครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจและเห็นพรสวรรค์ในตัวเธอ ครูของเธอพบว่าลูกศิษย์ออทิสติกคนนี้ เพียงแค่ได้เห็นอะไรแค่เสี้ยววินาที ก็สามารถที่จะจดจำภาพได้ราวกับกล้องถ่ายรูป แถมยังเป็นเด็กที่รู้จักต่อยอดความคิดและความสามารถให้เป็นสิ่งอื่น ๆ ต่อไปได้ ราวกับเป็นคอมพิวเตอร์

แม้เทมเพิล แกรนดินมีความแตกต่างและใช้ชีวิตได้ยากลำบากเพราะภาวะออทิสติก แต่เธอก็ก้าวผ่านสิ่งเหล่านั้น มุ่งมั่น ค้นพบพรสวรรค์ และเปลี่ยนมันให้เป็นความสำเร็จในชีวิตได้

ตัวอย่างผลงานและความสำเร็จของเธอ เช่น การออกแบบฟาร์มปศุสัตว์และโรงฆ่าสัตว์ที่มีมนุษยธรรม การเรียนจบปริญญาโทด้านสัตววิทยา และปริญญาเอกจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวภิบาล และเป็นศาตราจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยโคโลราโดอันเลื่องชื่ออีกด้วย

การได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ เราจะได้ทราบทั้งชีวประวัติของผู้หญิงออทิสติกคนหนึ่ง อีกทั้งได้เข้าใจวิถีชีวิตของบุคคลออทิสติกว่าจะต้องฝ่าฟันอุปสรรคและความยากลำบากไปให้ได้ จึงจะจนพบความสำเร็จในปลายทาง

ภาพยนตร์ 2 เรื่องนี้ จะทำให้เราได้ทั้งความบันเทิง ความประทับใจ และเหนือสิ่งอื่นใด คือเราจะเข้าใจบุคคลที่มีความต้องการพิเศษและครอบครัวของพวกเขาได้ดีขึ้น และความเข้าใจเช่นนี้นี่เองคือสิ่งที่พวกเขาต้องการจากเราทุก ๆ คนมากที่สุดค่ะ

คุณออทิสที่รัก บันทึกที่สะท้อนความหมายดี ๆ ที่ลูกได้รับหลังจบการรอคอย | บ้านอุ่นรัก

คุณออทิสที่รัก บันทึกที่สะท้อนความหมายดี ๆ ที่ลูกได้รับหลังจบการรอคอย | บ้านอุ่นรัก

บ้านอุ่นรักขอแชร์ถ้อยคำที่ “คุณออทิสที่รัก” บันทึกไว้ในเฟสบุ๊คของเธอ…มาให้ทุกท่านได้อ่าน

เราค่อย ๆ อ่านไปด้วยกันทีละคำ…ทีละประโยค…ทีละบรรทัด เพื่อ…ค้นพบ “ความหมายดี ๆ ที่ลูกได้รับ” หลังจบ “การรอคอย” ค่ะ

“การรอคอย” นี้ ณ จุดเริ่มต้น เป็นเพียงเวลาหลังเลิกงานที่แม้จะมีอยู่ไม่มากมายสักเท่าไรนัก แต่เพราะคุณแม่ท่านนี้ตระหนักในคุณค่าของวันและเวลาที่มีอยู่ ใช้ทัศนคติทางบวกมาเป็นแรงผลักดันช่วยให้ใจแข็งแกร่งมากพอที่จะต่อสู้กับเรื่องหนักหนาสาหัสในชีวิต มีความพยายาม และที่สำคัญ คือ ได้ลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ที่มีความหมายต่ออนาคตของลูกจริง ๆ “การรอคอยธรรมดา ๆ ของลูก” ก็จบลง และกลายมาเป็น “การรอคอยที่เปี่ยมล้นไปด้วยความหมายสำหรับอนาคตของลูก” ค่ะ

“…คนที่วิ่งมารับทุกวัน เมื่อได้ยินเสียงมอไซค์แม่วิ่งเข้ามาเขตบ้าน เมื่อแม่เลิกงาน
หลังจากนั้นก็สอดส่อง ดูว่าแม่มีของมาฝากมั้ย จากนั้นก็มากอด มาหอมกันอยู่สักพักใหญ่ ๆ
แม่ก็จะถามนู่นนี่ หนูกินข้าวรึยัง? วันนี้หนูดื้อมั้ยครับ!?
แล้วเเม่ก็จะพาอาบน้ำ ทำกิจกรรม เล่นกัน และพาเข้านอน เป็นเช่นนี้ทุกวัน

เวลาเลิกงาน เเม่ต้องรีบกลับบ้านเพราะรู้ว่ามีคนที่รัก…รออยู่…เขารอเราทุกวัน

บางวัน บางครั้ง แอบคิดว่าถ้า…ถ้าเกิดว่า…วันนึงเกิดอะไรขึ้นกับเรา เเล้วเรากลับบ้านไม่ได้ ลูกจะอยู่อย่างไร ลูกจะรอมั้ย…พลันต้องหยุดความคิดตัวเอง…เปลี่ยนใหม่

…ต้องกลับบ้าน หมั่นฝึกฝนลูก ให้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด แม้เวลาเราจะน้อยนิด…ก็ต้องพยายาม…

เผื่อว่าวันนึง เราไม่สามารถที่จะอยู่กับเขาได้จริง ๆ…เขาจะได้อยู่ได้ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้…”

บ้านอุ่นรักขอขอบพระคุณ “คุณออทิสที่รัก” ที่กรุณาอนุญาตให้เราแชร์บันทึกที่น่าประทับใจนี้ มา ณ ที่นี้ และอยากให้บันทึกนี้ ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองทุกบ้าน เพื่อสามารถเปลี่ยนการรอคอยในแต่ละวันของลูก ๆ (ที่ตั้งหน้าตั้งตารอท่านอยู่ที่บ้าน) ให้จบลงที่ลูกได้ใช้เวลาคุณภาพร่วมไปกับท่าน ได้ทำกิจกรรมดี ๆ ที่มีความหมายต่ออนาคตของลูก จนในที่สุด ลูกของท่านได้เติบโตอย่างมีคุณภาพและสามารถใช้ชีวิตในอนาคตได้ด้วยตนเองค่ะ 

Credit ข้อมูล: Facebook ออทิสที่รัก

Credit ภาพ: Austin Wade | Unsplash