5 เคล็ดลับสำหรับครูผู้สอนนักเรียนออทิสติก

5 เคล็ดลับสำหรับครูผู้สอนนักเรียนออทิสติก

5 เคล็ดลับการสอนเด็กออทิสติกให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีที่ดอกเตอร์ แบร์รี เอ็ม. พริแซนต์กล่าวไว้ในคลิปนี้ มีอะไรบ้างนะ เรามาพบคำตอบจากการชมคลิปความรู้นี้ไปด้วยกันค่ะ 

Clip Credit:

• Barry M. Prizant, Ph.D., CCC-SLP. Director: Childhood Communication Services Adjunct Professor: Center for the Study of Human Development

• Simon & Schuster Books
—————

โดยสรุปจากคลิปนี้ ดอกเตอร์ แบร์รี เอ็ม. พริแซนต์ กล่าวถึงวิธีการสอนเด็กออทิสติกของคุณครูว่า “วิธีสอนเด็กออทิสติกที่คุณครูทำมีอยู่หลายวิธีที่ถูกต้อง และในบางกรณี เมื่อครูนำวิธีเหล่านั้นมาใช้ได้อย่างเหมาะสม ก็จะรับประกันได้ว่าการสอนเด็กออทิสติกให้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จะประสบผลสำเร็จได้อย่างดีเยี่ยมอย่างแท้จริง” 
—————
1. ใช้รูปแบบการสอนที่เหมาะสมกับเด็กออทิสติก เด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุด
2. ให้โอกาสเด็กได้แสดงออกซึ่งความสามารถและศักยภาพในตัวตามที่เด็กมีอยู่ 
3. พูดคุยและแสดงทีท่ากับเด็กออทิสติกแบบให้เกียรติกันและกัน 
4. ช่วยเด็กให้รู้ว่าจะเกิดอะไรในลำดับต่อไป
5. ให้การยอมรับว่าเด็กออทิสติกเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของชุมชน (โรงเรียน)

มาเริ่มกันที่ เคล็ดลับที่ 1 กันก่อนเลยค่ะ

#1. ใช้รูปแบบการสอนที่เหมาะสมกับเด็กออทิสติก เด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุด

เรื่องวิธีการสอน ครูมีวิธีสอนเด็กให้เรียนรู้หลายแบบ ทั้งนี้ เพราะครูเข้าใจว่าเด็ก ๆ เองก็มีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันนั่นเอง 

สำหรับเด็กออทิสติกนั้น เด็กจะเรียนรู้ได้ไม่ดีนัก ถ้าเด็กต้องใช้เวลาในการเรียนเรื่องนั้น ๆ เป็นระยะเวลานาน ๆ โดยที่ครูใช้การพูดและการบรรยายเป็นวิธีหลักในการสอน 

ทั้งนี้ โดยทั่วไปแล้ว เด็กออทิสติกจะเรียนรู้ได้ดีมากยิ่งขึ้น หากได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ หรือ “การเรียนรู้ผ่านรูปแบบหลายมิติ (Multimodal Fashion)” กล่าวคือ เด็กได้เรียนรู้ผ่านการสัมผัส ผสมผสานกับการได้มองเห็น ได้มีประสบการณ์ และได้ลงมือทำ ไม่ใช่เพียงแต่เรียนรู้ผ่านการฟังและประมวลผลสิ่งที่ครูบรรยายหรือสอนแต่เพียงรูปแบบเดียว 

จากเคล็ดลับข้อที่ 1 เรื่องการใช้รูปแบบการสอนที่เหมาะสมกับเด็กออทิสติกเพื่อทำให้เด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุดนั้น ที่ผ่านมา คุณครูที่เคยเข้าอบรมในหลักสูตร “การออกแบบการสอนเพื่อเด็กออทิสติกและเด็กที่เรียนรู้ช้า” ที่ทีมงานศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรักได้จัดการอบรมมาทุกปี คงจะได้เข้าใจแนวทางการออกแบบการสอนตลอดจนได้ลงมือปฏิบัติจริงมาแล้ว

และเมื่อได้ลงมือทำ คุณครูจะได้สัมผัสกับความสุขและความมหัศจรรย์ใจที่คุณครูสามารถหาวิธีแก้ปัญหาจนลูกศิษย์เรียนรู้ในเรื่องยาก ๆ ได้ และหลังจากเปิดประตูการเรียนรู้บานแรกได้แล้ว หลังจากนั้น การสอนและการเรียนก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับทั้งคุณครูและนักเรียนออทิสติก

ทีมบ้านอุ่นรักขอยืนยันจากการที่ได้ลงมือปฏิบัติงานจริงมาตลอด 26 ปี จากการที่เราได้ลงสนามการเรียนรู้แบบไม่ถอยร่วมกับลูก ๆ ตั้งแต่วัยอนุบาลจนถึงวัยมัธยม จนพวกเราค้นพบและแน่ใจแล้วว่า “ถ้าเราให้โอกาสและพยายามคิดค้นหาและใช้วิธีการสอนได้อย่างเหมาะสม เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ทุกอย่างที่เราต้องการส่งมอบความรู้ให้กับเค้าได้จริง ๆ และหลังจากเด็ก ๆ เริ่มสนใจเรียนรู้ด้วยตัวเอง หลังจากนั้น เขาจะเรียนรู้ได้ดียิ่ง ๆ ขึ้นอย่างน่ามหัศจรรย์ใจ”

มาเปิดใจทั้งดวง ให้โอกาสและลงมือทำ มานำทางเด็ก ๆ ด้วยกันอย่างจริงจังค่ะ 

#2. ให้โอกาสเด็กได้แสดงออกซึ่งความสามารถและศักยภาพในตัวตามที่เด็กมีอยู่

—————

ครูผู้สอนต้องให้เด็กออทิสติกได้แสดงออกซึ่งศักยภาพที่มีอยู่ ดอกเตอร์ แบร์รี เอ็ม. พริแซนต์ ได้ยกตัวอย่างว่ามีครูสอนดนตรีท่านหนึ่งที่ไม่เคยเข้าฝึกอบรมพิเศษใด ๆ เรื่องวิธีสอนเด็กออทิสติก แต่ครูท่านนี้มีเด็กออทิสติกเรียนร่วมในชั้นเรียน และในการเรียนการสอนของครู ท่านต้องทำให้มั่นใจเสมอว่าเด็ก ๆ ทุกคนจะได้เข้ากลุ่มและร่วมทำสิ่งต่าง ๆ ที่เด็กทำได้ดี

—————

จากการส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้ทำสิ่งที่ตนเองถนัดและทำได้ดีนี้ ครูพบว่ามีเด็กนักเรียนออทิสติกคนหนึ่งของเขามีระดับเสียงที่ดีเยี่ยมและร้องเพลงได้ไพเราะ ครูก็ต่อยอดความสามารถของเด็กด้วยการลงมือสอนเด็กคนนั้นเรื่องการขับร้องอย่างจริง ๆ จัง ๆ ต่อไป

—————

#3. พูดคุยและแสดงทีท่ากับเด็กออทิสติกแบบให้เกียรติกันและกัน

—————

ในกรณีที่ครูรู้ว่าเด็กมีปัญหาหรือความบกพร่อง ครูจะไม่พูดถึงเด็กในแง่ลบต่อหน้าเด็กคนอื่น ๆ ในชั้นเรียน ทั้งนี้เพราะ ที่จริงแล้ว เด็กออทิสติกเข้าใจสิ่งต่าง ๆ มากกว่าที่เราคิดว่าพวกเขาเข้าใจ

—————

บางครั้งอาจดูเหมือนว่าเด็กมองไปทางอื่น ไม่สนใจเรา หรือไม่ทีทีท่าว่าจะเข้าใจเรื่องที่เราพูด แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น กลับกลายเป็นว่า เด็กกำลังคิดประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ ที่ตนเองได้รับอยู่ต่างหาก ดังนั้น การพูดคุยและแสดงท่าทีให้เกียรติเด็กจึงเป็นเรื่องสำคัญมากอีกประการหนึ่งที่ต้องทำ

—————

#4. ช่วยบอกให้เด็กได้รู้ว่าจะเกิดอะไรในลำดับถัดไป

—————

การบอกให้เด็กออทิสติกรู้และคาดคะเนได้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อได้ทำ เด็กจะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

—————

สำหรับเคล็ดลับข้อนี้ ดอกเตอร์ แบร์รี เอ็ม. พริแซนต์ กล่าวว่ามีงานเขียนหลายเรื่องที่ระบุว่าเมื่อบุคคลออทิสติกคาดคะเนหรือได้รู้ล่วงหน้าว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในลำดับถัดไป นั่นจะช่วยพวกเขาได้เป็นอย่างมาก และแม้แต่เรา ๆ ซึ่งเป็นคนปกติ การได้รู้ล่วงหน้าก่อนเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตก็ช่วยเราได้มากเหมือนกัน

—————

#5. ให้การยอมรับว่าเด็กออทิสติกเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของชุมชน (โรงเรียน)

—————

เรื่องเด็กออทิสติกนี้ ไม่ได้มีแต่ครูผู้สอนเท่านั้นที่จะช่วยเด็กได้ ทั้งนี้ ดอกเตอร์ แบร์รี เอ็ม. พริแซนต์ กล่าวว่า หากผู้บริหารของสถานศึกษา (ไม่ว่าจะเป็นครูใหญ่หรือครูผู้ช่วยฝ่ายปกครอง) ให้การยอมรับว่าเด็กออทิสติกเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของโรงเรียน ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์หรือพูดคุยกับเด็กแบบให้เกียรติกันและกัน การแสดงออกเช่นนี้จะ

(1) กลายเป็นต้นแบบการปฏิบัติสำหรับครูท่านอื่น ๆ

(2) ช่วยทำให้โรงเรียนกลายเป็นชุมชนของคนที่มีความรัก ความใส่ใจ และเข้าใจกันและกัน และ

(3) ช่วยให้ผู้ปกครองของเด็ก ๆ ออทิสติก รู้สึกดีที่ลูก ๆ ของพวกเขาได้อยู่ในสภาพแวดล้อมและชุมชนที่ยอมรับว่าลูก ๆ ของพวกเขาเป็นเด็กที่มีคุณค่าได้อีกด้วย

—————

เราหวังว่าเคล็ดลับต่าง ๆ ที่เรานำมาแชร์จะมีประโยชน์ต่อคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองและคุณครู ตลอดจนผู้ที่สนใจทุกท่าน

—————

อ่านข้อมูล ความรู้ และบทความต่าง ๆ แล้ว เรามาลงมือทำกันอย่างต่อเนื่องและจริงจังกันนะคะ เพื่อลูก ๆ และลูกศิษย์ของพวกเราจะได้เติบโตและมีพัฒนาการที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นทุก ๆ วันค่ะ

VDO | คลิปการสอนดนตรีสำหรับเด็กออทิสติก จำนวน 8 ตอน

VDO | คลิปการสอนดนตรีสำหรับเด็กออทิสติก จำนวน 8 ตอน

สวัสดีค่ะ วันนี้ทางบ้านอุ่นรัก มีวิดีโอมาให้ทุกๆ ท่านได้รับชมกันค่ะ

เป็นวิดีโอที่ทางบ้านอุ่นรัก ได้ร่วมมือกับ ฝ่ายพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ในการร่วมมือกันจัดทำ วิดีโอ เผยแพร่ความรู้ในการสอนดนตรีให้กับเด็กออทิสติกโดยเฉพาะค่ะ

โดยคลิปวิดีโอมีด้วยกันทั้งหมด 8 ตอน และในบทความนี้ ทางบ้านอุ่นรักได้รวบรวมมาให้รับชมกันแล้วค่ะ ขอเชิญติดตามชมกันได้ค่ะ

ตอนที่ 1 แนะนำบทเรียน โดยครูนิ่ม บ้านอุ่นรัก

ตอนที่ 2 การเลือกเครื่องดนตรี และสถานที่

ตอนที่ 3 การทักทาย

ตอนที่ 4 การอุ่นเครื่อง หรือ Warm Up

ตอนที่ 5 การเรียนคีย์บอร์ด

ตอนที่ 6 กิจกรรมเคาะจังหวะ

ตอนที่ 7 กิจกรรมการออกเสียง และการเคลื่อนไหว

ตอนที่ 8 สรุปบทเรียน

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ สำหรับท่านที่ได้รับชมวิดีโอชุดนี้แล้ว มีความคิดเห็นกันอย่างไร หรือนำไปประยุกต์ใช้กันแล้ว ได้ผลเป็นอย่างไรกันบ้าง ก็มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์บอกเล่ากันได้นะคะ

และสำหรับบทความนี้ หากทุกๆ ท่านเห็นว่าเป็นประโยชน์ ก็อย่าลืมแชร์ ให้คนที่คุณรักได้อ่านและได้ร่วมรับชมวิดีโอชุดนี้กันด้วยนะคะ

และที่ลืมไม่ได้ ต้องขอขอบคุณ RSU Media มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

ขอบคุณค่ะ

= = = = = = = = = = = =

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครอง ที่ต้องการคำปรึกษา หรือพูดคุยกับพวกเรา สามารถโทรติดต่อหรือนัดหมายเข้ามาพบหรือพาลูกมาประเมิน เพื่อปรึกษาวางแนวการดูแล ได้ที่บ้านอุ่นรัก สาขาที่ท่านสะดวกค่ะ

ติดต่อเรา
วันทำการ: จันทร์ – ศุกร์
เวลาทำการ: 09.00 น. – 15.00 น.

🏡 บ้านอุ่นรักสวนสยาม: เลขที่ 9/8 ซอยสวนสยาม 24 (แยก 2) หมู่บ้านอมรพันธ์ ซอย 7/1-5 คันนายาว กรุงเทพ 10230

☎️ โทร: 086 775 9656 และ 02 906 3033

🏡 บ้านอุ่นรักธนบุรี: เลขที่ 99/92 หมู่ 19 ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26 ศาลาธรรมสพน์ ทวีวัฒนา กรุงเทพ 10170

☎️ โทร: 087 502 5261 และ 02 885 8720

📧 Email: Baan_Aunrak@Hotmail.com
📧 Facebook Page: BaanAunRak.TH
📧 Line ID: คลิก https://line.me/R/ti/p/%40oya0528g

= = = = = = = = = = = =

#กระตุ้นพัฒนาการ 
#เด็กออทิสติก #เด็กพัฒนาการช้า #เด็กสมาธิสั้น 
#บ้านอุ่นรัก

5 สัญญาณบอกความเสี่ยง ว่าลูกเข้าข่ายการเป็นออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

5 สัญญาณบอกความเสี่ยง ว่าลูกเข้าข่ายการเป็นออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

อาการออทิสติก (Autistic Disorder) เป็นอาการที่มีผลกระทบต่อพัฒนาการหลายด้านของเด็ก คือ ความบกพร่องทางสังคมและปฎิสัมพันธ์แบบสองทางกับบุคคลรอบข้าง ความล่าช้าหรือความบกพร่องทางภาษาและการสื่อความหมาย พฤติกรรม และอารมณ์ของเด็กออทิสติก โดยเริ่มสังเกตเห็นอาการตั้งแต่ก่อนอายุ 2-3.6 ขวบ

ในวันนี้ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรักมีบทความมานำเสนอ เรื่อง “5 สัญญาณบอกความเสี่ยงว่าลูกเข้าข่ายการเป็นออทิสติก” เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้คอยระวัง เฝ้าสังเกตอาการของลูกน้อยค่ะ

1 ขาดความสนใจต่อสิ่งรอบข้าง

เด็กขาดความสนใจที่จะเข้าไปคลุกคลีหรือสานต่อกับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง หรือเด็กในวัยเดียวกัน เช่น เลี่ยงการสบตา แยกตัว ชอบเล่นคนเดียว ขาดการพยักพเยิด ไม่ออดอ้อน ไม่ชี้ชวน ไม่สนใจเลียนแบบหรือทำตามแบบ ไม่สนใจเข้ามาพูดคุยหรือมีท่าทีชวนเล่น สานต่อ หรือชวนแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนรอบข้าง

2 พูดช้า ไม่สมวัย

เด็กพูดช้า หรือแม้พูดได้ แต่พูดแบบมีพัฒนาการทางด้านภาษาไม่สมวัย ทั้งในแง่การพูด การฟัง โดยไม่สนใจที่จะตอบสนองต่อคำสั่งง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่หันตามเสียงเรียกชื่อ เมื่อถึงวัย 1-2 ขวบ ยังไม่เริ่มพูด บางรายคล้ายพูดภาษาต่างดาวแบบตนเอง หรือบางรายเคยพูดแล้วมาหยุดชะงัก หรือพัฒนาการทางการพูดถดถอย บางรายพูดได้แต่พูดในเรื่องที่ตนสนใจสั้น ๆ ได้วงจำกัด เช่น พูดคำศัพท์สั้น ๆ คำเดิม ๆ ท่องตัวอักษร พูดวลีที่ตนเองสนใจซ้ำ ๆ กับตนเอง ไม่ใช่การพูดเพื่อสื่อสารกับคนอื่น ไม่สนใจที่จะสานต่อบทสนทนาแบบต่อเนื่อง

3 การแสดงออกไม่ชัดเจน

การแสดงออกทางแววตาของเด็ก รวมถึงสีหน้า ท่าทาง ไม่ชัดเจนแบบเด็กวัยเดียวกัน

4 ชอบทำอะไรซ้ำ ๆ ย้ำคิดย้ำทำ

เด็กมีความชอบรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบเดิม ๆ ถ้าเปลี่ยนแปลงหรือขัดใจจะหงุดหงิด ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง บางรายพฤติกรรมซ้ำ ย้ำคิดย้ำทำ เช่น ทานอาหารแบบเดิมได้ไม่กี่ชนิด ใส่เสื้อผ้าแบบเดิม ถ้าเปลี่ยนเส้นทางเดินทางจากที่คุ้นเคยจะหงุดหงิด ฯลฯ

5 วิธีการเล่นมีรูปแบบเฉพาะตัว

วิธีการเล่นของเด็กมีรูปแบบเฉพาะตัว มีการเล่นแบบเดิมซ้ำ ๆ ขาดความสนใจสิ่งรอบตัว มักไม่ค่อยเข้าไปสำรวจ ทดลอง หรือนำของเล่นมาเล่นประกอบจินตนาการ เหมือนเด็กวัยเดียวกัน โดยเด็กออทิสติกมักจะหมกมุ่นกับสิ่งของเฉพาะอย่าง เล่นแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นระยะเวลานาน บางรายชอบเล่นในแบบกระตุ้นระบบการรับสัมผัส เช่น เรียงของเพื่อเพ่งมอง เล็งระนาบ ชอบดูของที่หมุนได้ เคาะของเล่นเพื่อฟังเสียง บางรายพบการเคลื่อนไหวอวัยวะซ้ำ เช่น สะบัดมือ หมุนตัว อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย วิตกกังวลสูง ดูเหมือนปรับตัวยาก อารมณ์กวัดแกว่ง การรับรู้ไว ตื่นตัวถูกรบกวนจากประสาทสัมผัสได้ง่าย เช่น กลัวและเลี่ยงหนี หรือทางกลับกัน บางรายอาจจะหมกมุ่นกับสิ่งของบางอย่างบางเรื่องเป็นพิเศษ หากถูกขัดขวางจะหงุดหงิด

ผู้ปกครองที่สงสัยว่าลูกอาจมีอาการเข้าข่ายเด็กออทิสติก ควรรีบพาลูกไปพบจิตแพทย์เด็กหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เพื่อรับคำวินิจฉัย อย่าครุ่นคิดสงสัย กังวลใจนานเกินไปนะคะ เพราะพัฒนาการของลูกรอไม่ได้ ถ้าลูกมีอาการอะไร จะได้รีบหาทางบำบัดรักษา ถ้าลูกไม่เป็นอะไร จะได้สบายใจ ไม่ต้องเก็บความวิตกกังวลคิดวนซ้ำอยู่คนเดียว ไม่ว่าจะเกิดอะไรทุกอย่างมีทางแก้นะคะ ยิ่งแก้ไขเร็ว ยิ่งลดความสูญเสีย   พวกเราได้นำเสนอความรู้และแนวทางการแก้ไขไว้หลายรูบแบบ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับพัฒนาการของลูก สามารถมาพูดคุยกับพวกเราได้ค่ะ ตามช่องทางที่ท่านสะดวกค่ะ

มหัศจรรย์ … ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายใน

มหัศจรรย์ … ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายใน

สำหรับคนที่ติดตามบทความของบ้านอุ่นรัก คงเคยได้ยินครูนิ่มพูดเสมอว่า “ลูก ๆ ของเราไม่ใช่เด็กที่บุบสลายหรือไร้ค่า แต่ลูกเป็นเด็กที่มีศักยภาพที่พิเศษสุดซ่อนอยู่ภายใน”

———-

คำถามมีแค่ว่า… How can you encourage a child? … คุณจะช่วยนำทางและเสริมสร้างศักยภาพให้ลูกได้อย่างไร

คำตอบ… Use your imagination … ใช้จินตนาการของคุณลองคิดดู

———-

———-

เราขอเวลาของคุณแค่ 1.31 นาทีในการชมคลิปนี้เพื่อได้เรียนรู้และค้นพบว่า “ลูกออทิสติกไม่ใช่เด็กที่บุบสลาย แต่ลูกเป็นเด็กที่มีศักยภาพที่พิเศษสุดซ่อนอยู่ในตัว”

———-

สรุปคำบรรยายคลิป

ในชั่วโมงวาดเขียน ครูให้เด็กนักเรียนวาดรูปสัตว์ชนิดใดก็ได้ตามแต่จินตนาการของเด็ก

ภาพที่เด็ก ๆ วาดจึงมีทั้งเจ้าเหมียวปิกาจู้สีเหลืองสดใส กระต่ายน้อยสีชมพูหูยาวตะมุตะมิ และด้วงมูชิคิงผู้พิทักษ์แห่งขุนเขา

———-

แต่…เด็กน้อยคนหนึ่งเอาแต่ระบายสีดำลงไปในกระดาษ แผ่นแล้วแผ่นเล่าอยู่อย่างนั้นไม่ยอมหยุด และทำเช่นนั้นต่อเนื่องจากในชั้นเรียน นอกเวลาเรียน ระบายสีลงไปในกระดาษอยู่อย่างนั้นตอนอยู่ที่โรงเรียนและที่บ้าน จนกระทั่งครูและครอบครัววิตกกังวลจนครอบครัวต้องพาเด็กไปพบแพทย์

———-

แพทย์ถามหนูน้อยว่า “บอกคุณหมอหน่อยได้มั๊ยว่าหนูกำลังวาดรูปอะไร” แต่เด็กก็ไม่ยอมพูดตอบ ในที่สุดทีมแพทย์ต้องขอให้เด็กหยุดพักการเรียนเพื่อเข้ารักษาอาการที่โรงพยาบาล

———-

ในระหว่างที่อยู่ในโรงพยาบาล เด็กยังคงระบายสีต่อไปไม่หยุด … จนกระทั่งวันหนึ่ง นางพยาบาลฉุกคิดขึ้นได้ว่าภาพต่าง ๆ ที่เด็กวาด หากเรานำมันมาเรียงต่อกันให้ถูกต้อง ภาพนั้นน่าจะมีความหมายอะไรสักอย่าง!

———-

เธอและทีมแพทย์จึงช่วยกันนำภาพแต่ละภาพมาเรียงร้อยเข้าหากัน ซึ่งการทำแบบนั้น ทำได้ไม่ง่ายเลย และในที่สุด ภาพนั้นก็เติมเต็ม….เป็นภาพ…..? (คนที่รู้คำตอบแล้ว ห้ามสปอยล์นะคะ)

———-

… หากคุณอยากรู้ว่าลูกออทิสติกคนนี้วาดอะไร ?

… เราขอเวลาแค่ 1.31 นาทีในการชมคลิปนี้ เพื่อคุณได้เรียนรู้และค้นพบว่าลูกออทิสติกของคุณ ไม่ใช่เด็กที่บุบสลาย แต่ลูกเป็นเด็กที่มีศักยภาพที่พิเศษสุดซ่อนอยู่ในตัว … ส่วนคุณ คุณจะนำทางลูก สร้างเสริมพัฒนาการและผลักดันให้ลูกได้แสดงศักยภาพได้อย่างไร โปรดลองคิดดู…

———-

Clip Credit: Support The Children’s Foundation, Japan Ad Council และ FairyRingDancer

———-

Clip Published on June 26, 2015

———-

คำแปลบรรยายคลิปโดยจินตวีร์ สายแสงทอง

———-

6 สิ่งที่ต้องฝึก ให้เด็กออทิสติกรับผิดชอบในชีวิตประจำวัน | บ้านอุ่นรัก

6 สิ่งที่ต้องฝึก ให้เด็กออทิสติกรับผิดชอบในชีวิตประจำวัน | บ้านอุ่นรัก

เพราะความหวังสูงสุดของคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็คือ ในอนาคต ลูกของเราจะต้องสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเองในโลกใบนี้นั่นเอง 

จากเป้าหมายนี้ …. สิ่งแรกที่เป็นรูปธรรมที่จะเป็นตัวทำนายหรือชี้วัดผลสำเร็จได้ชัดเจนที่สุด ว่าลูกเราจะยืนอยู่บนโลกนี้ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นมากนัก คือ ลูกจำเป็นต้องดูแลตนเองในกิจวัตรประจำวันได้เกือบ 100 % ก่อนอายุ 7-12  ปี

เพราะเรามีความเชื่อว่า ความรัก ทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้

บ้านอุ่นรัก

งั้นเรามาเริ่มต้นทำความหวังให้เป็นจริงตั้งแต่วันนี้ เรามาเริ่มต้น จับมือลูก นำลูกทำสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตตนเอง และเรามาฝึกลูกในการช่วยเหลือตนเองให้ได้ โดยทีมงานบ้านอุ่นรักขอนำเสนอแนวคิด ดังนี้ค่ะ

6 สิ่งที่ต้องฝึก ให้เด็กออทิสติกรับผิดชอบในชีวิตประจำวัน

1. ฝึกลูกดูแลตนเอง

ปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้องว่าลูกจะต้องดูแลตนเอง โดยจับนำ ฝึกให้ลูกร่วมลงมือทำ ในทุกกระบวนการ แล้วค่อย ๆ ลดการช่วยลงทีละน้อย จนถึงจุดที่ลูกทำได้ด้วยตนเอง

2. ฝึกลูกด้านสุขอนามัย

ให้ความสำคัญ ในเรื่องการดูแลเรื่องสุขลักษณะ สุขอนามัย โดยไม่ปล่อยผ่าน แม้ลูกจะมีท่าทีฝืนหรือต่อต้าน (เด็กออทิสติกจะมีการรับรู้ไวจึงมักจะเลี่ยงกิจวัตรที่กระตุ้นการรับสัมผัสด้านต่าง ๆ) เราจำเป็นต้องตะล่อมนำให้ลูกทำได้จนเป็นกิจวัตรตามปกติตามที่ควรจะเป็นจริงให้ได้ เช่น การอาบน้ำ การแปรงฟัน การตัดเล็บ การสระผม ตลอดจนค่อย ๆ จับนำให้ลูกสามารถดูแลสุขลักษณะอื่น ๆ ตามจริงด้วยตนเอง เช่น ล้างมือ เช็ดมือ เช็ดน้ำมูก ฯลฯ

3. ฝึกลูกร่วมลงมือทำ

ร่วมกันลงมือทำกิจวัตรประจำวันด้านการช่วยเหลือตนเอง โดยจับมือนำ กระตุ้นให้ลูกมีส่วนร่วมลงมือกระทำจริงตามสถานการณ์ที่เกิดจริงตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน เช่น การเก็บที่นอน การทำความสะอาดร่างกาย การแต่งกาย การทานอาหาร-ดื่ม การขับถ่ายและเข้าห้องน้ำ การเก็บสิ่งของเครื่องใช้ของตน จนถึงการเข้านอน

4. ฝึกให้ลูกมีส่วนร่วมรับผิดชอบ

ร่วมรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองเป็นผู้กระทำตามวัย ตามความสามารถ เช่น  จับมือให้ลูกร่วมเช็ดน้ำที่ทำหก ถอดเสื้อผ้าของตนเองใส่ไว้ในตะกร้า เก็บรองเท้าขึ้นชั้นวางรองเท้า

5.  ฝึกให้ลูกมีส่วนร่วมในงานบ้าน

ซึ่งได้แก่งานบ้านที่เกี่ยวข้องกับตนเอง เช่น เก็บภาชนะของตนหลังทานอาหาร   ทิ้งขยะลงถัง หรือเก็บสิ่งของเครื่องใช้ ของเล่น หนังสือ ที่ตนรื้ออกมาเก็บให้เข้าที่

6.  ฝึกลูกรับผิดชอบภารกิจตนเอง

ฝึกรับผิดชอบภารกิจที่เกี่ยวข้องกับตนเอง เช่น ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ก่อนเข้านอนในตอนค่ำ เพื่อลูกตื่นนอนตอนเช้าได้ด้วยตนเอง จัดกระเป๋า ตารางสอน ของใช้สำหรับไปโรงเรียนตั้งแต่ตอนค่ำ รับผิดชอบงานของตนเองให้เสร็จ เช่น ทำการบ้านให้เสร็จ เป็นต้น

Tips เล็กๆ น้อยๆ จากบ้านอุ่นรัก

ลองนั่ง list รายการกิจวัตรประจำวันของลูกตั้งแต่ตื่นเช้าถึงเข้านอน  

นำกิจวัตรทีละอย่างมานั่งนึกถึงขั้นตอน แยกส่วนเป็นขั้นตอนย่อย ๆ โดยคิดเป็นภาพของการทำในแต่ละขั้นตอนของกิจวัตรนั้น ๆ ทีละเรื่อง คิดเป็นภาพสั้น ๆ ทีละ shot ที่ต่อเนื่องกันตั้งแต่จุดเริ่มต้นของกิจกรรมจนถึงขั้นสุดท้าย ในเรื่องที่คาดว่าลูกจะเข้าใจได้ยาก เราอาจวาดรูปหรือถ่ายภาพกิจวัตรนั้น ๆ ทีละขั้นมาประกอบการสอนลูก เพราะการใช้ภาพช่วยสอนลูก จะทำให้ลูกเข้าใจขั้นตอนต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าการพูดอธิบายแต่อย่างเดียว เช่น จะสอนลูกเรื่องการแปรงฟัน เราจะคิดเป็นภาพย่อย ๆ ทีละขั้น ได้ดังนี้

หยิบแปรงสีฟัน  à บีบยาสีฟันลงบนแปรง à เปิดก้อกน้ำ à เอาแปรงจุ่มน้ำ à แปรงจุดละ 10 ครั้ง (พร้อมนำให้แปรงทีละจุดจนทั่วทั้งปาก)  à บ้วนปาก à ล้างแปรง à เก็บแปรง

ฝึกลูกให้มีส่วนร่วมลงมือทำ เริ่มจากนำให้ลูกมีส่วนร่วมลงมือทำในกิจวัตรที่เกี่ยวข้องกับตัวเองทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ ในระยะแรก อาจจับทำ บอกบท แล้วค่อย ๆ ลดการช่วยทีละน้อย  

กระตุ้นให้ลูกทำด้วยตนเองมากที่สุด จนปล่อยให้ลูกทำเอง

ฝึกทุกวัน เริ่มจับนำให้ลูกทำตามสถานการณ์จริง โดยเริ่มต้นฝึกเร็วที่สุดตั้งแต่ยังเล็ก ฝึกช่วยเหลือตนเองมาตั้งแต่ลูกอายุ 3-5 ปี ขวบ จนอายุ 7 ขวบ  หรือ อาจถึง 10 ขวบ

เลือกสอนทีละงาน เริ่มจากเรื่องที่ง่ายที่สุด 

พ่อแม่หรือสมาชิกในบ้านจัดเวลาลงมาจับนำในสถานการณ์จริง ทำด้วยความสุขที่จะได้ใช้เวลาเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ร่วมกัน

เรามีภารกิจนี้ร่วมกับลูกนะคะ และยังพอมีเวลาอีกยาวนานที่จะเตรียมตัวลูกให้สามารถดำรงชีวิตให้ได้ในวัยผู้ใหญ่ เรามาเริ่มลงมือทำจริง ๆ ตั้งแต่วันนี้นะคะ ใช้กิจวัตรตามจริงจับนำแล้วปล่อยให้ลูกทำอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่นานนัก อาจจะใช้เวลาไม่เกิน 4-7 ปี เป็นช่วงชีวิตดี ๆ ที่เราได้จะใช้เวลาร่วมกับลูก ในที่สุดความรัก ความพยายามที่เราทุ่มเทให้ไป จะถึงจุดที่ลูกสามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน ในอนาคต จึงมั่นใจได้ว่าลูกจะยืนหยัดอยู่บนโลกนี้อย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่เป็นภาระของใครค่ะ

ท่านที่สนใจเรียนรู้ตัวอย่างการคิดกิจวัตรและขั้นตอนการสอน ให้สำเร็จได้จริง ท่านสามารถติดตามจากสื่อการสอนของบ้านอุ่นรัก ชุดการฝึกช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน ตามช่วงวัย ตั้งแต่ อายุ 2-12 ปี ได้ ตามที่ท่านสะดวกค่ะ