เส้นทางที่ไม่เคยเดิน ตอนส่งท้าย: สิ่งที่อยากบอกกับทุกบ้าน… | บ้านอุ่นรัก

เส้นทางที่ไม่เคยเดิน ตอนส่งท้าย: สิ่งที่อยากบอกกับทุกบ้าน… | บ้านอุ่นรัก

“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี

ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ

“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนส่งท้าย: สิ่งที่อยากบอกกับทุกบ้าน...

อยากให้กำลังใจกับทุกบ้านให้อดทนกับความเหนื่อยยากที่ต้องเจอ การเลี้ยงลูกแบบเราไม่ใช่งานที่ง่ายเลย แต่มองอีกมุมหนึ่ง เราสามารถได้รับความสุขมากมายทุกครั้งที่ลูกทำอะไรได้ น้ำตาเราไหลด้วยความดีใจทุกครั้งที่เราเห็นพัฒนาการของเค้าไม่ว่าจะระดับใดก็ตาม ซึ่งความสุขเหล่านี้ เราอาจจะไม่ได้เจอเลย…ถ้าลูกเราไม่ได้เป็นแบบนี้

สิ่งที่เราตั้งใจเขียนนี้ เรามุ่งหวังว่าแนวทางการดูแลลูกในแบบของเราจะสามารถเป็นแสงเล็ก ๆ ให้กับแต่ละบ้านที่ประสบปัญหาเหมือนเรา นำไปลองใช้ ลองเดินตามในเส้นทางที่เรียกว่าไม่ใช่ทางสวยงาม ไม่ใช่ทางปกติ แต่ขอให้มั่นใจว่า ถ้าแต่ละบ้านลองทำตามแล้ว คุณจะได้เห็นศักยภาพในตัวลูกของคุณจริง ๆ ไม่มากก็น้อย อย่าท้อ อย่าสิ้นหวังกับสิ่งที่คุณกำลังเจออยู่ในตอนนี้ ขอให้ทำทุกอย่างให้เต็มกำลังของตัวคุณเอง และเมื่อเวลาผ่านไป เรื่องนี้มันจะเป็นแค่ฝันร้ายของคุณเท่านั้น

เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash

เส้นทางที่ไม่เคยเดิน ตอนที่ 8: เส้นทางเสริม… | บ้านอุ่นรัก

เส้นทางที่ไม่เคยเดิน ตอนที่ 8: เส้นทางเสริม… | บ้านอุ่นรัก

“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี

ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ

“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนที่ 8: เส้นทางเสริม...

…สิ่งที่เราเล่ามาทั้งหมดเป็นแนวทางหลักที่เราใช้ในการช่วยลูกให้ดีขึ้น แต่เราเชื่อว่าการรักษาลูกไม่มีเส้นทางเดียว ถ้าทำทุกอย่างที่ทำได้ ลูกน่าจะดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย เราศึกษาแนวคิด แนวทางรักษาอื่นๆ และสุดท้ายเราเลือกสิ่งที่คิดว่าจะทำลูกให้ดีขึ้นโดยไม่เป็นอันตราย เช่น เลี่ยงอาหารที่ส่งผลต่ออาการของลูกให้มากที่สุด จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีผลกระทบ (ปัจจุบันลูกทานอาหารได้ทุกอย่างแล้ว) การทานวิตามินเสริม, การรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ซึ่งเราเองก็ตอบไม่ได้ว่าลูกดีขึ้นด้วยสิ่งเหล่านี้หรือไม่ เรารู้แค่ว่า เราทำทุกอย่างเท่าที่เราจะทำได้แล้วและลูกก็ดีขึ้นอย่างน่าชื่นใจจริง ๆ

นอกจากการปรึกษาหมอและผู้เชี่ยวชาญ เรายังหาตัวช่วยจากคุณพ่อคุณแม่ผู้มีประสบการณ์จริงและลูกโตกว่าลูกเรา พูดคุยสอบถาม เก็บรายละเอียด เพื่อให้รู้สถานการณ์ล่วงหน้าว่า เมื่อลูกโตขึ้นในแต่ละวัย เราอาจจะเจอปัญหาอะไรในอนาคต อะไรคือสิ่งที่เราต้องเตรียมตัวให้ลูกในแต่ละช่วง แต่ละวัย หลังจากนั้น เราจะเก็บประเด็นสำคัญเอามาวางแผนในการพัฒนาลูก รวมถึงการอ่านหนังสือที่เขียนโดยคนที่เป็นแบบลูก การอ่านข้อมูลในเวปจากคนที่เป็นเหมือนลูกแต่สามารถสื่อสารได้แล้วว่าทำไมตอนเด็กถึงมีพฤติกรรมแปลก ๆ เพื่อให้เราเข้าใจเวลาลูกทำพฤติกรรมแปลก ๆ และจะถามลูกเสมอว่าอะไรคือเหตุผลที่เค้าทำ เพื่อที่จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด

เราพยายามหากีฬาให้ลูกได้เล่น เพราะจากข้อมูลที่เราอ่านบอกว่ากีฬาโดยเฉพาะว่ายน้ำจะทำให้ลูกดีขึ้น สำหรับบ้านเรา ลูกคนเล็กเรียนว่ายน้ำอาทิตย์ละ 3-4 วันเป็นเวลา 3 ปี ก็ยังว่ายไม่ได้ ในช่วงแรกก็ท้อเหมือนกัน แต่เมื่อปรึกษาหมอ และหมอบอกว่า ยังไงก็ต้องให้ลูกเล่นกีฬาอะไรบางอย่าง เราก็เลยลองหากีฬาให้ลูกลองเรียนไปเรื่อย ๆ เช่น เตะบอล เทนนิส ซึ่งลูกคนเล็กก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี สุดท้าย เรื่องกีฬาของลูกก็มาลงตัวที่แบดมินตันเมื่อตอนอายุ 8 ปี สิ่งที่เห็นคือ เค้ามีสมาธิจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้นานขึ้น เค้าสามารถตีกับพี่ชายและเพื่อนได้ และพัฒนาจนสามารถไปแข่งวิ่งผลัดกับเพื่อนในงานกีฬาสีที่โรงเรียนได้

ลูกคนเล็กขอเรียนเปียโนเมื่ออายุประมาณ 7.5 ปี เพราะพี่ชายขอเรียน ในตอนแรกเราไม่มั่นใจเลยว่าจะเรียนได้ แต่คิดว่าน่าจะดีต่อการพัฒนากล้ามเนื้อนิ้วและการสั่งการของสมอง ก็เลยคุยกับคุณครูเปียโนให้เข้าใจว่าลูกมีลักษณะยังไง แต่กลายเป็นว่าเราได้ค้นพบความสามารถพิเศษของลูกด้านดนตรี ลูกกลายเป็นลูกศิษย์คนโปรดของครูเพราะเล่นได้ดี และเปียโนก็ทำให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น ลูกมีโอกาสได้แสดงออกโดยการเล่นคอนเสิร์ตของโรงเรียน ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มประสบการณ์ทางสังคมที่ดีมาก เพราะทำให้ลูกรู้จักควบคุมตัวเองได้มากขึ้น…

เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash

เส้นทางที่ไม่เคยเดิน ตอนที่ 7: โรงเรียนของลูก… | บ้านอุ่นรัก

เส้นทางที่ไม่เคยเดิน ตอนที่ 7: โรงเรียนของลูก… | บ้านอุ่นรัก

“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี

ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ

“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนที่ 7: โรงเรียนของลูก...

…เราหาข้อมูลโรงเรียนที่คิดว่าจะดูแลลูกได้ เข้าไปดูสถานที่จริง 4-5 โรงเรียน พูดคุยกับคุณครู สังเกตการดูแลนักเรียน โดยขอคำปรึกษาจากบ้านอุ่นรักและคุณหมอประกอบการตัดสินใจ ซึ่งโรงเรียนก็มีส่วนสำคัญในการช่วยลูกจริง ๆ โรงเรียนที่ลูกเราอยู่ไม่ได้เน้นวิชาการเกินไป เน้นการแสดงออก การคิด การทำงานเป็นกลุ่ม ทำให้ทักษะทางสังคมลูกพัฒนาขึ้นอย่างมาก

ตอนลูกเข้าโรงเรียนในช่วงแรก ลูกยังไม่สามารถไปโรงเรียนได้เต็ม 5 วันเหมือนเด็กคนอื่น เพราะยังต้องได้รับการฝึกพัฒนาการอยู่ และต้องมีครูประกบช่วยที่โรงเรียน การหาโรงเรียนจึงต้องคำนึงถึงความสะดวกในการเดินทางของครูประกบด้วย ในช่วงแรกเราเลือกโรงเรียนที่คุณครูจากบ้านอุ่นรักสามารถไปดูแลลูกเราได้ แต่หลังจากนั้น เราย้ายโรงเรียนมาเป็นโรงเรียนที่มีถึงมัธยมปลายแทนตามคำแนะนำของคุณหมอและบ้านอุ่นรัก เพื่อให้ลูกไม่ต้องปรับตัวมากเกินไปในช่วงวัยรุ่น

การผูกใจกับคุณครูประจำชั้นของลูกเป็นเรื่องสำคัญ เราจะสืบล่วงหน้าเสมอว่าชั้นปีต่อไปมีครูท่านไหนสอนบ้าง เราจะเลือกครูคนไหนเป็นครูของลูกเรา และเราจะหาวิธีให้ลูกได้อยู่กับครูคนที่เราเลือกให้ได้ จนปัจจุบัน เรายังคุยกับคุณครูประจำชั้นของลูกทุกปีว่าปัญหาลูกคืออะไร อยากให้คุณครูช่วยอะไร และที่บ้านพร้อมจะช่วยทางโรงเรียนอย่างไร (ซึ่งปัญหาในแต่ละปี จะเริ่มน้อยลงตามชั้นปีที่ลูกโตขึ้น)

ตั้งแต่ลูกยังเล็ก เราจะแอบสังเกตกลุ่มผู้ปกครองที่โรงเรียนว่ามีบ้านไหนที่ดูใจกว้างบ้าง (เราไม่เคยบอกผู้ปกครองท่านอื่นว่าลูกเป็นอะไร เพราะเคยมีประสบการณ์ลูกโดนรังเกียจจากโรงเรียนเก่ามาแล้ว) และถ้ามีโอกาส เราจะบอกผู้ปกครองเหล่านั้นอ้อมๆ ว่า ถ้าลูกเราทำอะไรผิด หรือแกล้งเพื่อน ช่วยบอกเราด้วย เพราะลูกเราเล่นไม่ค่อยเป็น ชอบอยู่คนเดียว (โชคดีที่ลูกเราเรียนเก่งแบบโดดเด่นมาก เพื่อนมักจองตัวทำงานกลุ่ม และเอาเล่าความเก่งของลูกเราให้พ่อแม่ฟัง ทำให้เหมือนได้รับการยอมรับด้านวิชาการจากผู้ปกครอง)  รวมถึงแอบสืบจากเพื่อนในห้องว่าลูกมีพฤติกรรมอย่างไร แล้วเอาสิ่งนั้นมาสอนลูก ณ ตอนนี้ เรารู้สึกได้ว่าพ่อแม่ของเพื่อนลูกก็มองลูกเราปกติธรรมดาเหมือนเด็กทั่วไป…

เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash

เส้นทางที่ไม่เคยเดิน ตอนที่ 6: พลังแห่งความรัก… | บ้านอุ่นรัก

เส้นทางที่ไม่เคยเดิน ตอนที่ 6: พลังแห่งความรัก… | บ้านอุ่นรัก

“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี

ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ

“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนที่ 6: พลังแห่งความรัก...

 …อีกเรื่องที่สำคัญคือ การแสดงความรักกับลูกมาก ๆ เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ เราบอกรักลูก ใกล้ชิดเค้า กอดและหอมเค้าทุกวันจนทุกวันนี้  ในช่วงลูกเล็ก ๆ ลูกมีแต่แววตาที่เฉยเมย มีแต่ความเงียบ บางทีก็อาจจะมองเราแวบนึงเหมือนเราเป็นวัตถุอะไรซักอย่างที่ไม่ใช่สิ่งที่เค้าสนใจ แล้วก็วิ่งไปที่อื่น ทุกคืนก่อนนอนลูกมักจะท่องตัวอักษรหรือนับเลขจนหลับ และเมื่อลูกตื่นขึ้น ลูกก็จะลุกจากเตียงทันทีเพื่อไปจ้องมองนาฬิกา Digital ที่มีแสงสีแดง แต่เมื่อเราทำอย่างที่เล่ามาเรื่อย ๆ ลูกก็เริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยสนใจแต่วัตถุ แสงเงา จากที่มีแต่ความเงียบจากลูก ลูกเริ่มสนใจเรา เริ่มติดเรา เริ่มพูดออกมาเป็นคำ ช่วงแรกลูกจะพูดได้แต่คำว่า “แม่” แล้วก็มองหน้าเรา เค้าจะพูดซ้ำ ๆ เรียกแม่ เพื่อให้เราตอบรับว่า “ครับ” เราคุยกันแบบนี้หลายวัน จนวันนึงก่อนนอน ลูกพูดกับเราด้วยความยากลำบาก ออกมาเป็นคำ ๆ ว่า “แม่..หนู..รัก..แม่..มาก..” วันนั้นเราร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ได้เลย และไม่ใช่แค่เค้าพูดแบบนั้น เค้าเริ่มมาซุกตัวนอนให้เรากอด ตื่นเช้ามาเค้าก็จะเอาจมูกมาชนจมูกเรา เอามือลูบหน้าเรา เรียกเราให้เล่นกับเค้าตลอดเวลา การแสดงความรักของลูกที่เริ่มมีให้แม่ ขยายไปให้ทุกคนในบ้าน (ทุกคนในบ้านก็แสดงความรักกับลูกอย่างสม่ำเสมอ) ลูกเลียนแบบการแสดงความรักทุกอย่างที่เราเคยทำกับเค้า เราจำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่ง สามีเราบอกกับเราว่า เค้านั่งเล่นกับลูก เห็นแววตาของลูกคนเล็กเป็นประกาย เค้ารู้แล้วว่าเค้ากำลังจะได้ลูกชายของเค้ากลับคืนมา จนถึงทุกวันนี้ ลูกคนเล็กของเรายังคงวิ่งมากอดหอมพ่อแม่เวลาเรา 2 คนกลับถึงบ้านตอนเย็น บางทีเค้าจะโทรหาพ่อแม่ว่าเมื่อไหร่จะกลับจากที่ทำงาน เค้ารอทำการบ้านกับพ่อและแม่อยู่…

เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash

เส้นทางที่ไม่เคยเดิน ตอนที่ 5: ครอบครัวต้องทำงานเป็นทีม… | บ้านอุ่นรัก

เส้นทางที่ไม่เคยเดิน ตอนที่ 5: ครอบครัวต้องทำงานเป็นทีม… | บ้านอุ่นรัก

“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี

ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ

“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนที่ 5: ครอบครัวต้องทำงานเป็นทีม...

 …ทุกคนในบ้านของเราล้วนแต่มีความสำคัญต่อการเดินในเส้นทางนี้ จากประสบการณ์ตนเอง แม่ต้องเป็นคนทำหน้าที่คิดว่าจะดูแลลูกอย่างไร นำคำแนะนำที่ได้มาปรับใช้กับลูกอย่างไร ต้องหาหมอที่ไหน ต้องฝึกลูกที่ไหน จัดตารางกิจกรรมลูก หาโรงเรียนให้ลูกยังไง เลือกครูให้ลูกยังไง ต้องจัดการเรื่องที่โรงเรียนเวลามีปัญหายังไง เมื่อแม่วางแผนแล้ว จะขอให้คนในครอบครัวช่วยทำให้ทุกอย่างสำเร็จตามที่ต้องการ

ในวันที่เราทำงาน คุณตาจะทำหน้าที่รับส่งลูกไปสถานที่ฝึกต่าง ๆ ทั้งใกล้และไกลตามที่เราขอให้ไป เมื่อลูกปิดเทอม เราก็จะจัดตารางฝึกให้ลูกคนเล็ก จัดตารางกิจกรรมให้ลูกคนโต เพื่อให้ลูกทั้ง 2 คนอยู่บ้านน้อยที่สุด (ยึดหลักว่าลูกคนเล็กต้องได้รับการพัฒนาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือทำกิจกรรมฝึกพัฒนาการทุกวัน โดยลูกคนโตต้องได้รับการพัฒนาตามวัยด้วย) โดยมีคุณตาเป็นผู้ขับรถพาหลานทั้ง 2 คนไปพร้อมกับพี่เลี้ยง รวมถึงในเวลาที่เราร้องไห้ ท้อถอยกับชีวิต คุณตาก็เป็นคนคอยปลอบใจ ให้กำลังใจเราตลอดมา

ส่วนวันหยุด สามีของเราจะเป็นคนขับรถพาไปทุกที่ที่เราต้องการพาลูกไป ไม่เคยบ่น ไม่เคยปฏิเสธ คอยเป็นกำลังใจ ดูแลความรู้สึกทุกครั้งที่เราร้องไห้ รวมถึงเอาลูกทั้ง 2 คนไปดูแลเมื่อเราสติแตก รับมือกับลูกไม่ได้แล้ว การที่เรามีใครซักคนที่พร้อมร่วมทุกข์ ร่วมสุขกับเรา มันเป็นกำลังใจที่สำคัญมากจริง ๆ เราอาจจะไม่สามารถเดินเส้นทางนี้ได้อย่างเข้มแข็งเลย ถ้าขาดกำลังใจที่สำคัญคนนี้ สิ่งที่อยากบอกคือ การเลี้ยงลูกของเราไม่ใช่เรื่องง่าย อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบลูกเพียงคนเดียว ความคิดเห็นอาจจะต่างกันได้ การกระทำของอีกคนอาจจะขัดใจเรา แต่เรามีเป้าหมายเดียวกันคือลูก ถ้าครอบครัวเข้มแข็ง ลูกก็จะเข้มแข็งไปด้วย

นอกจากคุณตา คุณพ่อแล้ว เรามีพี่เลี้ยงที่ทำหน้าที่ดูแลลูกทั้ง 2 คนให้เราตอนไปทำงาน อยากจะเรียกว่าเป็นคนสำคัญในทีมของเราเช่นกัน ในทุกที่ที่เราไปเรียนแนวทางการดูแลลูก ในทุกที่ที่พาลูกไปฝึก เราพาพี่เลี้ยงไปด้วยเสมอเพื่อให้เค้าได้เห็น และจดจำวิธีกลับมาสอนลูก เล่นกับลูก  เราจะตั้งเป้าหมายที่ต้องการไว้ ว่าอยากให้ลูกทำอะไรได้ในช่วงเวลานั้น และขอให้พี่เลี้ยงช่วยสอนให้ในระหว่างที่เราไม่อยู่

คนสุดท้ายในทีมคือลูกคนโตของเราเอง การที่ลูกเรามีพี่ชายที่เป็นเด็กปกติ ถือเป็นความโชคดีของบ้าน และโชคดีที่สุดของลูกคนเล็ก เราใช้วิธีอธิบายให้ลูกคนโตฟังว่าน้องมีปัญหาอะไร ความเข้าใจของน้องต่างจากพวกเราอย่างไร (เท่าที่จำเป็น เพราะเค้าเองก็ยังเด็กมาก) และเค้าจะช่วยน้องให้เข้าใจโลกของพวกเราได้อย่างไร สอนให้เค้ารักน้อง ปกป้องน้อง ดูแลน้อง แต่เค้าไม่จำเป็นต้องอดทนกับน้อง เค้าไม่มีหน้าที่รับภาระใด ๆ เกี่ยวกับน้อง ทำเท่าที่ใจเค้าอยากทำ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราบอกลูกคนโตเราเสมอว่า เค้าเป็นคนสำคัญสำหรับเราเสมอ และเรารักเค้าไม่ต่างจากที่รักน้องเลย เพียงแค่เค้าเป็นคนเก่ง ดูแลตัวเองได้ดี ทำให้เราไม่ต้องห่วงเค้ามากเท่าที่ห่วงน้องเท่านั้นเอง ผลก็คือ ลูกคนโตของเรากลายเป็นกำลังสำคัญในการช่วยน้องอย่างมาก เค้าเปรียบเหมือนคู่ซ้อมของน้องในการออกไปเจอโลกจริงข้างนอก สอนสิ่งที่น้องจำเป็นต้องรู้เพื่อให้เล่นกับคนอื่น มีคำพูดโต้ตอบที่เป็นธรรมชาติ และหัดน้องให้เล่นเหมือนเด็กผู้ชายอื่นทั่วไป

โดยสรุป สิ่งที่เราพยายามทำก็คือการสื่อสารกับคนในบ้านให้เข้าใจว่าต้องดูแลลูกยังไงตามแนวทางที่เราต้องการ (จากประสบการณ์ ไม่มีใครทำได้อย่างที่เราต้องการได้ 100% ต้องยอมรับความจริงว่าทุกคนในบ้านมีข้อจำกัด แต่ทุกคนในบ้านรักลูกเราและทุกคนทำดีที่สุดในส่วนของตัวเองแล้ว)…

เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash