สอนลูกจัดการปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์ฉุกเฉิน | บ้านอุ่นรัก

สอนลูกจัดการปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์ฉุกเฉิน | บ้านอุ่นรัก

เทคนิคการสอนลูกจัดการกับปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์ฉุกเฉิน

  • สอนอย่างเป็นขั้นตอน
  • ซักซ้อมด้วยการสร้างบทบาทสมมุติ ใช้นิทานในการสอน หรือจำลองสถานการณ์ซ้ำ ๆ ให้เป็นแบบฝึกหัด ที่ลูกได้ลองฝึกซ้อมซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้ง เพื่อลูกได้มีประสบการณ์ตรงบ่อย ๆ จนลูกสามารถแก้ไขปัญหาได้เร็วและทำได้ดียิ่ง ๆ ขึ้น
  • ชวนลูกสรุปทวนความ เพื่อตรวจสอบการรับรู้ การฟัง การทำความเข้าใจของลูก ว่าเมื่อลูกถูกเพื่อนแกล้ง ลูกถูกน้องแย่งของ หรือลูกเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้ในการดำรงชีวิต ลูกเข้าใจวิธีแก้ปัญหาที่ได้เรียนรู้และซักซ้อมมาชัดเจนมากน้อยขนาดไหน ยังมีจุดใดที่ต้องสอนและให้ลูกได้ซักซ้อม ทวนความเพิ่มเติมอีกบ้าง

ในส่วนของลูก เมื่อได้เรียนรู้ ซักซ้อม และทวนความ พ่อแม่ผู้ปกครองก็จะพอดูออกว่าลูกจะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้เองหรือไม่ จากนั้น จะได้สอนและฝึกลูกเพิ่มเติมให้ตรงตามกรณีของลูกแต่ละคนต่อไป

ลูกที่พอจะแก้ไขปัญหาได้เอง

  • สอนวิธีที่ลูกควรใช้ในการพาตัวเองออกจากสถานการณ์ที่เป็นปัญหา
  • สอนวิธีที่ลูกควรใช้ในการหยุดความโกรธและความรุนแรง
  • สอนคำพูดและท่าทางที่ลูกควรใช้ในการแสดงออกเพื่อแก้ไขสถานการณ์และขอความช่วยเหลือ

ลูกที่แก้ไขปัญหาเองไม่ได้

  • สอนวิธีที่ลูกควรใช้เพื่อขอความช่วยเหลือและแก้ไขสถานการณ์ ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือท่าทาง
  • สอนให้ลูกรู้ว่าลูกควรไปขอความช่วยเหลือจากใคร ไปหาใคร คนที่ 1 2 3 ตามลำดับ

 

เมื่อเด็กเล็กยังมีทักษะการสื่อสารที่จำกัด ผู้ใหญ่จะทราบได้อย่างไรว่าเด็กมีปัญหาการพูด? ผู้ใหญ่จะสอนอย่างไร ให้เด็กเล็กเข้าใจ ตลอดจนช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารของตนเองได้อย่างสมวัย?

เมื่อเด็กเล็กยังมีทักษะการสื่อสารที่จำกัด ผู้ใหญ่จะทราบได้อย่างไรว่าเด็กมีปัญหาการพูด? ผู้ใหญ่จะสอนอย่างไร ให้เด็กเล็กเข้าใจ ตลอดจนช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารของตนเองได้อย่างสมวัย?

เพราะการทำความเข้าใจลำดับพัฒนาการของลูกก็คือส่วนหนึ่งของความรักที่เรามอบให้กับลูก ๆ  เพราะฉะนั้น เราจึงห้ามพลาด เราจึงต้องชมคลิปความรู้นี้ เพื่อเริ่มต้นทำความเข้าใจลำดับพัฒนาการด้านการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารของลูก ๆ

กดลิงก์ข้างล่างนี้ เพื่อชมคลิป

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/ondemand/%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-1-%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA/

เมื่อเด็กเล็กยังมีทักษะการสื่อสารที่จำกัด (1) ผู้ใหญ่จะทราบได้อย่างไรว่าเด็กมีปัญหาการพูดหรือไม่?  และ (2) ผู้ใหญ่จะสอนอย่างไร ให้เด็กเล็กเข้าใจ ตลอดจนช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารของตนเองได้อย่างสมวัย?

เด็กเล็กยังมีทักษะการสื่อสารที่จำกัด

สำหรับเด็กเล็กในช่วงขวบปีแรก ๆ เราต้องเข้าใจก่อนว่าเด็กยังใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารไม่ได้ ดังนั้น เด็กเล็ก ๆ จะสื่อสารกับเราผ่านสิ่งต่าง ๆ เช่น

  • การส่งสายตา
  • การมองหน้า
  • การส่งเสียง
  • การทำท่าทางประกอบ
  • การใช้อารมณ์ประกอบ หรือ
  • การชี้เพื่อสื่อสารบอกความต้องการ เป็นต้น

ทั้งนี้ เมื่อเด็กโตขึ้น เด็กก็จะค่อย ๆ มีพัฒนาการด้านภาษา โดยเฉพาะการใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารมากขึ้น จึงลดการใช้ภาษาท่าทางหรือการใช้อารมณ์ประกอบการสื่อสารของตนเองลงทีละน้อย

ต้องทำอย่างไร เราจึงจะรู้ว่าเด็กเล็ก ๆ มีความบกพร่องด้านการใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารหรือไม่

จากการที่เราเข้าใจแล้วว่าเด็กเล็กยังไม่สามารถพูดเพื่อสื่อสารบอกความต้องการได้ แต่เด็กจะใช้เสียง อารมณ์ และท่าทางในการสื่อสารกับเราเพื่อบอกความต้องการ ดังนั้น พ่อแม่และคนที่บ้านต้อง (1) หมั่นสังเกต (2) ตั้งใจฟังการออกเสียงของเด็ก และ (3) ตั้งใจดูสิ่งที่เด็กแสดงออก เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของเด็ก ตลอดจนทำความเข้าใจเรื่องพัฒนาการของเด็กด้านการใช้ภาษา โดยเฉพาะภาษาพูดเพื่อการสื่อสารตามวัยด้วย หากสังเกตและพบว่าเด็กอาจมีความบกพร่องด้านนี้ ก็ต้องรีบพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อหาทางสร้างเสริมพัฒนาการได้อย่างทันท่วงทีและถูกวิธีต่อไป

ต้องสอนแบบไหน เด็กเล็ก ๆ จึงจะเข้าใจ ตลอดจนช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารของตนเองได้อย่างสมวัย

จากคลิปนี้ รศ. พญ.นิชรา เรืองดารกานนท์ แนะนำวิธีสอน ดังนี้

  • พ่อแม่และคนที่บ้านต้องพูดกับเด็กตั้งแต่ลูกยังเล็ก โดยการพูดนี้ หมายถึง การพูดถึงสิ่งต่าง ๆ รอบตัวหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามวิถีชีวิตประจำวันจริง เพื่อเด็กเรียนรู้ทักษะการใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารต่อไป
  • การพูดกับเด็กเล็ก ๆ พ่อแม่และคนที่บ้านต้องพูดช้า ๆ ชัด ๆ และพูดซ้ำ ๆ เพราะเด็กเล็ก ๆ จะเรียนรู้ผ่านการเชื่อมโยงแบบจับคู่ หรือ Matching ซึ่งก็คือ เด็กได้ยินชื่อของสิ่งนั้น ๆ ที่มาพร้อมกับสิ่งที่ได้เห็นหรือได้ทำ เช่น เด็กได้ดื่มนม เด็กได้สัมผัสผมของแม่เมื่อแม่บอกว่านี่เรียกว่าผม เป็นต้น
  • ในเด็กเล็กที่มีพัฒนาการด้านการใช้ภาษาพูดปกติ ไม่ล่าช้ามากเกินไป พ่อแม่และคนที่บ้านอาจไม่ต้องถึงกับตั้งใจสอนเด็กในเรื่องเป็นพิเศษ เพราะเด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้เรื่องการนำชื่อของสิ่งต่าง ๆ ที่ตนเองได้เก็บรวบรวมในสมองมาเรียงร้อยเป็นประโยคสั้น ๆ หรือเป็นภาษาพูดตามวัยเพื่อการสื่อสาร และสิ่งที่เด็กพูดก็จะเชื่อมโยงสอดคล้องกับเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นในขณะที่เด็กใช้ชีวิตประจำวัน แต่สำหรับเด็กบางคนที่พูดล่าช้ามากจนผิดปกติ หรือเด็กมีพัฒนาการด้านการใช้ภาษาที่ล่าช้ากว่าวัยไปมาก ตลอดจนเด็กที่มีความต้องการเป็นพิเศษบางกลุ่มที่มีความบกพร่องเกี่ยวกับทักษะการสื่อสาร เช่น เด็กออทิสติก พ่อแม่และคนที่บ้านจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ มีการสอนโดยเฉพาะ และต้องใช้ตัวช่วยพิเศษเพื่อส่งเสริมทักษะด้านนี้ให้กับเด็ก เช่น ใช้หนังสือนิทานสำหรับเด็ก (หนังสือนิทานต้องเน้นเรื่องราวและรูปภาพที่น่าสนใจ) ใช้บัตรคำที่มีรูปภาพประกอบที่เชิญชวนให้เด็กสนใจ (พ่อแม่และคนที่บ้านต้องใช้บัตรคำเพื่อประกอบการเล่าเรื่อง) หรือใช้สื่อยุคใหม่ เช่น โทรศัพท์มือถือ ให้เหมาะสมและเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมเพื่อให้เด็กได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง เป็นต้น

เครดิต: รายการ RamaHealthTalk ออกอากาศเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 | รศ. พญ.นิชรา เรืองดารกานนท์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนแพทย์รามาธิบดี สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

การกระตุ้นพัฒนาการให้ลูกด้วยตนเองที่บ้าน ทำง่ายหรือยาก? เรื่องต้องรู้ เพื่อลูกออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

การกระตุ้นพัฒนาการให้ลูกด้วยตนเองที่บ้าน ทำง่ายหรือยาก? เรื่องต้องรู้ เพื่อลูกออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

“การกระตุ้นพัฒนาการให้ลูกออทิสติกด้วยตนเองที่บ้าน” เป็นเรื่องที่คนที่บ้านทุกบ้านทำได้ แม้ทำไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ยากจนเกินกำลัง ส่วนจะทำได้ง่ายหรือยากแค่ไหนอย่างไร ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ 2 ประการ คือ

  1. ระดับของอาการของลูก
  2. ความร่วมมือตลอดจนลีลาของสมาชิกแต่ละคนในบ้านในการนำทาง ฝึกทักษะ และกระตุ้นพัฒนาการให้กับลูก

สำหรับระดับอาการของภาวะออทิซึมก็เหมือนกับโรคภัยไข้เจ็บกลุ่มอื่น ๆ คือ มีกลุ่มอาการ 3 ระดับ จากอาการน้อย (Mild) อาการปานกลาง (Moderate) จนกระทั่งถึงอาการรุนแรง (Severe) ทั้งนี้ ระดับอาการรุนแรงแม้จะพบได้น้อย แต่ก็มีความซับซ้อนเพราะลูกมักจะมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการไม่สมดุลอย่างมากของการประมวลผลและการจัดการระบบการรับรู้และการรับสัมผัส (Sensory Integration) เป็นต้น

ประเด็นการวินิจฉัยอาการและระดับอาการของลูก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็กจะเป็นแพทย์ผู้วินิจฉัยและประเมินอาการ เมื่อแพทย์วินิจฉัยอาการและระดับของอาการแล้ว แพทย์จะให้คำปรึกษาแก่พ่อแม่ผู้ปกครองเรื่องแนวทางการบำบัดรักษา ตลอดจนให้คำแนะนำเรื่องการพาลูกไปฝึกทักษะหรือไปกระตุ้นพัฒนาการกับทีมบำบัดมืออาชีพควบคู่กันไปตามความจำเป็นและเหมาะสมของแต่ละกรณี

จากการที่พ่อแม่ผู้ปกครองพาลูกไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการ ลูกจะได้รับโอกาสในการบำบัดรักษาอย่างถูกวิธี ส่วนพ่อแม่ผู้ปกครองก็จะมีทั้งแพทย์และทีมบำบัดมืออาชีพเป็นหน่วยสนับสนุนข้อมูลและให้แนวทางในการกระตุ้นพัฒนาการให้ลูกที่บ้านในขณะเดียวกันด้วย

ภาพรวมของประเด็นที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรขอคำแนะนำจากทีมแพทย์และทีมบำบัดมืออาชีพก่อนลงมือกระตุ้นพัฒนาการให้กับลูก ๆ ที่บ้าน ไม่ว่าอาการของลูกจะอยู่ในระดับใด มีดังนี้ คือ

  • คนที่บ้านควรกระตุ้นพัฒนาการด้านใดให้ลูกคู่ขนานไปกับทีมงานมืออาชีพ เช่น กระตุ้นทักษะด้านการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ทักษะทางสังคม การควบคุมอารมณ์ และการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่เหมาะสม เป็นต้น
  • คนที่บ้านไม่ควรทำสิ่งใด เพราะอะไร เช่น เรื่องที่ทำแล้วยิ่งไปย้ำให้อาการของลูกซึมลึกมากขึ้น หรือทำแล้วเท่ากับผลักให้ลูกชอบอยู่ในโลกส่วนตัวมากยิ่ง ๆ ขึ้น เป็นต้น
  • คนที่บ้านควรมีขั้นตอนการฝึกลูกที่บ้าน หรือใช้เทคนิคใดเป็นตัวช่วยในการลงมือทำ เช่น เทคนิคการย่อยงาน (Task Analysis) หรือการใช้ภาพเพื่อสอนและสื่อสารกับลูก (PECS หรือ Picture  Exchange  Communication System) เป็นต้น
  • คนที่บ้านต้องเตรียมรับมือความยากง่ายในการนำทางลูกอย่างไร มีอุปสรรคปัญหาใดที่ควรรู้ และจะใช้แนวทางใดเพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น
  • ระดับอาการของลูกน่าจะส่งผลให้ลูกร่วมมือต่อการฝึกในระดับไหน คนที่บ้านจะจูงใจให้ลูกร่วมมือมากขึ้นได้อย่างไร
  • ผลลัพธ์หรือความสำเร็จที่คาดว่าจะได้รับในแต่ละขั้นคืออะไร และพ่อแม่ผู้ปกครองตลอดจนคนที่บ้านจะต่อยอดเป็นความสำเร็จเพิ่มเติมได้อย่างไร
  • คนที่บ้านต้องใช้ระยะเวลาในการนำทางและกระตุ้นพัฒนาการยาวนานแค่ไหนจึงจะเห็นผลในแต่ละขั้นตอน

สำหรับการกระตุ้นพัฒนาการให้ลูกออทิสติกที่บ้านไม่ว่าจะง่ายหรือยาก ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ขอสนับสนุนให้คนที่บ้านต้องเข้ามามีส่วนร่วมภายใต้คำแนะนำของทีมแพทย์หรือทีมบำบัดมืออาชีพ ทั้งนี้เพราะอาการออทิสติกของลูกจะบรรเทาเบาบางลงได้ ก็ต่อเมื่อ

  1. ลูกได้รับการกระตุ้นพัฒนาการและฝึกทักษะรอบด้านอย่างต่อเนื่อง ยาวนานมากพอ ทำอย่างเหมาะสม ทำถูกวิธี ต้องมีการแทรกบทฝึกทักษะและการกระตุ้นพัฒนาการในชีวิตประจำวันของลูกตามวิถีชีวิตจริงบ่อย ๆ ในระหว่างวัน เช่น ฝึกลูกทำกิจวัตรต่าง ๆ ฝึกลูกมีส่วนรับผิดชอบตนเองตามวัยตามวีถีชีวิตประจำวันจริง ฝีกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ การวางแผนการเคลื่อนไหว การสานสัมพันธ์กับบุคคลใกล้ชิด กระตุ้นการเลียนแบบ ขยายคำศัพท์ในชีวิตประจำวัน ฝึกการฟัง-เข้าใจ และการทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ เป็นต้น
  2. ต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูก (โดยเฉพาะลูกออทิสติกและลูกสมาธิสั้น) เพื่อให้ลูกสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุขและไม่ขัดขวางการเรียนรู้ใหม่ ๆ ในอนาคต ทั้งนี้ พฤติกรรมมีผลต่อการดำรงชีวิตของลูกเป็นอย่างยิ่ง ส่วนตัวอย่างของพฤติกรรมที่ต้องปรับเปลี่ยน เช่น พฤติกรรมยึดติด ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง มีรูปแบบการดำรงชีวิตที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง พฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่ลูกชอบทำอันเกิดจากระบบการประมวลผลและการจัดการระบบการรับรู้และการรับสัมผัสที่ไม่สมดุล เป็นต้น

ด้วยหลาย ๆ ปัจจัย เช่น เวลา เศรษฐกิจ ความรักความเข้าใจ “ทีมครอบครัว” จึงเป็นทีมยืนหนึ่งเรื่องการใช้เวลาอยู่ร่วมกับลูกอย่างยาวนานมากพอที่จะสอนลูกในเรื่องต่าง ๆ ตามวิถีชีวิตจริง ได้ฝึกลูกบ่อย ๆ ในระหว่างวันโดยไม่ต้องทุ่มทุนจนเกินกำลัง ได้ฝึกลูกต่อเนื่องตามวัยในขณะที่ลูกเจริญเติบโต นอกจากนี้ ทีมครอบครัวรู้จักลูกดีกว่าใคร จึงรู้ดีว่าลูกต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใดบ้างจึงจะช่วยให้ลูกสามารถใช้ชีวิตร่วมกับบุคคลอื่นได้อย่างปกติสุขในสังคมต่อไป

ไม่ว่าการกระตุ้นพัฒนาการให้ลูกด้วยตนเองที่บ้านจะยากหรือง่ายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำ ขอเพียงพ่อแม่ผู้ปกครองและสมาชิกในบ้านมีกรอบแนวคิดและข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ถูกต้องทั้งเรื่อง “ระดับอาการของลูก” ตลอดจนได้รับ “คำแนะนำเรื่องการกระตุ้นพัฒนาการที่บ้านให้ลูกด้วยตนเองจากทีมแพทย์และทีมบำบัดมืออาชีพ” ก่อนการลงมือกระตุ้นพัฒนาการให้กับลูก ๆ ที่บ้าน คนที่บ้านก็จะสามารถช่วยสร้างเสริมพัฒนาการให้กับลูกได้โดยไม่ยากจนเกินกำลัง เมื่อคนที่บ้านทำหน้าที่นี้ได้อย่างมีทิศทางและยั่งยืน ผลลัพธ์ทางบวกก็คือพัฒนาการดี ๆ ที่จะคงอยู่คู่กับลูกตลอดชีวิตได้ต่อไป

ลงมือทำที่บ้าน

ยิ่งทำ เรื่องที่เคยว่ายาก ก็จะค่อย ๆ คลาย กลายเป็นง่ายขึ้น

ที่สำคัญ ยิ่งทำ ลีลาการนำทางลูก จะยิ่งเฉียบคม ลูกจึงได้เรียน ได้ฝึก และได้สนุกกับการใช้เวลาอย่างมีคุณค่าร่วมกับคนในครอบครัว

ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” พร้อมอยู่เป็นเพื่อนคู่คิดเรื่องการสร้างทีมครอบครัว

เรามาช่วยกันเพื่อทำสิ่งนี้ให้เป็นจริง

พ่อแม่จะช่วยลูกให้หลุดออกจากอาการออทิสติกได้อย่างไร | บ้านอุ่นรัก

พ่อแม่จะช่วยลูกให้หลุดออกจากอาการออทิสติกได้อย่างไร | บ้านอุ่นรัก

ความรู้ความเข้าใจมีความสำคัญ

สำหรับศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” เราให้ความสำคัญกับด่านแรก คือ การทำความเข้าใจกับพ่อแม่ผู้ปกครองโดยการพูดคุยกับพ่อแม่ผู้ปกครองให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับอาการและระดับอาการของลูกให้มากพอจนสามารถจับประเด็นแก่นแท้ของอาการและระดับอาการของลูกให้ได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อกำหนดทิศทางการเลี้ยงดูที่ถูกต้องซึ่งต้องทำต่อเนื่องยาวนานมากพอเพื่อช่วยให้ระดับอาการของลูกบรรเทาเบาบางลงและลูกมีพัฒนาการรอบด้านที่ดีมากขึ้นได้ตามลำดับ

อย่าปล่อยลูกออทิสติกให้โตไปตามธรรมชาติ

พ่อแม่ผู้ปกครองบางท่านอาจเข้าใจผิดว่าท่านก็เลี้ยงดูลูกออทิสติกไปตามธรรมชาติ เพราะเมื่อลูกโตขึ้น อาการของลูกจะดีขึ้นเองตามวัยโดยปริยาย แต่ในโลกของความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะอาการของโรคออทิซึมจะไปขัดขวางการเรียนรู้และการดำรงชีวิตของลูก ดังนั้น หากท่านปล่อยลูกให้เติบโตไปตามธรรมชาติ ลูกจะเติบโตโดยชอบเลี่ยงและชอบแยกตัวออกจากผู้คนไปใช้เวลานาน ๆ ในการหมกมุ่นอยู่ในโลกของตนเอง ลูกจะชอบทำกิจกรรมซ้ำ ๆ มีพฤติกรรมยึดติด ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง จนปิดกั้นการเรียนรู้ใหม่ ๆ และยังจะเกิดการสะสมพฤติกรรมแปลก ๆ จนพ่อแม่ผู้ปกครองเริ่มรู้สึกว่าเข้าถึงลูกได้ยากและเลี้ยงดูลูกในชีวิตประจำวันได้ลำบากขึ้นเรื่อย ๆ

ต้องเลี้ยงดูให้ถูกต้อง

ลูกออทิสติกที่เริ่มต้นด้วยอาการดีในระดับ High Function ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าลูกจะประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งนี้เพราะตัวกำหนดที่สำคัญคือการเลี้ยงดูที่ถูกต้อง และในทางกลับกัน ลูกที่ดูเหมือนมีอาการออทิซึมชัดเจนเต็มรูปแบบแต่ได้รับการเลี้ยงดูที่ถูกต้อง อาการของลูกกลับคลี่คลายและใช้ชีวิตได้ดียิ่ง ๆ ขึ้นตามลำดับ

ใช้การเข้าแทรกแซง (Intervention) เป็นกลยุทธในการนำทางลูก

การเข้าแทรกแซงลูกอย่างถูกหลักวิชาการและถูกวิธีจะช่วยแก้ไขอาการต่าง ๆ ของลูกได้ ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองต้องหันมาใช้การเข้าแทรกแซงลูกเป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้กับอาการออทิซึม

วิธีการเข้าแทรกแซง

พ่อแม่ผู้ปกครองต้องจับประเด็นอาการของลูกให้ได้ว่าลูกมีอาการใดบ้างจากอาการ 4 กลุ่มหลัก คือ ภาษา สังคม อารมณ์ และพฤติกรรม จากนั้นจะได้หาทางคลี่คลายอาการตามแนวทางที่ “บ้านอุ่นรัก” นำเสนอกรอบแนวคิด คือ

  1. สร้างสัมพันธภาพทางบวก กระตุ้นการสบตา หัวเราะ เล่นสนุก คลุกคลีกับลูกมากขึ้น
  2. จัดสภาพการดำรงชีวิตของลูกเสียใหม่โดยทุก ๆ 30-60 นาที โดยต้องมีการเข้าแทรกแซงและกระตุ้นพัฒนาการให้ครบทุกด้าน
  3. มีการปรับพฤติกรรมที่ขัดขวางการเรียนรู้และดำรงชีวิตของลูก ต้องค่อย ๆ แปลงสภาพพฤติกรรมยึดติดโดยฝึกให้ลูกดำรงชีวิตให้ได้ตามจริง ดึงความหมกมุ่นของลูกแปลงสภาพมาเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์

การเข้าแทรกแซงเพื่อกระตุ้นพัฒนาการแม้ทำไม่ได้ง่าย ๆ แต่ถ้าเรายอมรับลูกตามความเป็นจริง เข้าใจอาการของลูก มีแนวทางการเข้าแทรกแซงและกระตุ้นพัฒนาการที่ถูกต้อง เราพร้อมสู้โดยใช้ความรักความปรารถนาดีที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีให้ลูก เมื่อฮึดสู้สุดใจ ก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถ และยังไง ๆ ลูกเราต้องรอดและอาการออทิซึมของลูกจะคลี่คลายลงได้ค่ะ

ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” อยู่ตรงนี้และทำงานกระตุ้นพัฒนาการเด็กออทิสติกมาเกือบ 30 ปีแล้วจึงได้เห็นภาพของเด็ก ๆ ที่ค่อย ๆ เติบโต ก้าวหน้า และเก่งขึ้นจนเรามั่นใจว่าทุกอย่างจะดีขึ้นตามลำดับขึ้นอยู่กับแรงฮึดที่เราพยายามจริง ๆ

สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิด ถ้าเราสู้ขาดใจ ยังไง ๆ ลูกเราก็รอดค่ะ

พ่อแม่จะตีลูก ทำโทษลูก ได้มั้ย? | บ้านอุ่นรัก

พ่อแม่จะตีลูก ทำโทษลูก ได้มั้ย? | บ้านอุ่นรัก

ตีลูกครั้งใดเหมือนเราตีลงไปที่หัวใจตัวเอง แล้วเราจะทำอย่างไรดี?

ก่อนจะตีหรือทำโทษลูก ขอให้ลองพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • บางครั้ง ลูกอาจจะยังไม่สามารถเชื่อมโยงว่าตนทำพฤติกรรมใดที่ไม่หมาะสมจึงถูกตี แต่กลับรับรู้ถึงความโกรธของพ่อแม่ และรู้สึกไม่ดีต่อตนเอง
  • การตีหรือลงโทษอาจได้ผลให้ลูก “หยุดพฤติกรรม” ขณะนั้น เพราะลูกตกใจหรือเจ็บปวด แต่อาจจะไม่ได้ผลให้เกิดการเรียนรู้เสมอไป
  • การตีที่อาจจะได้ผลเชิงการเรียนรู้ เพราะมี “คำสอน” หลังการตี ดังนั้น หากพ่อแม่ตีลูก แต่ไม่มีการสอนต่อ การตีนั้นก็จะสูญเปล่า ลูกเจ็บตัวฟรี
  • ลูกก็เหมือนเรา ลูกจะซึมซับคำสอนต่าง ๆ ได้ดี ในบรรยากาศที่ใจเปิดรับ
  • มีทางเลือกอื่น ๆ อีกมากที่จะหยุดพฤติกรรมของลูก โดยที่ทั้งลูกและพ่อแม่จะไม่เจ็บปวด

2 ขั้นตอนที่นำมาฝากนี้ เป็นทางเลือกสำคัญที่จะหยุดพฤติกรรมของลูกได้

1. หยุดพฤติกรรมตรงหน้าที่ไม่เหมาะสมให้ได้เร็วที่สุดโดยไม่ปล่อยผ่าน โดย

– สบตาลูกพร้อมระบุ “หยุด…(พูดสั้น ๆ ชัด ๆ ระบุพฤติกรรมที่ต้องหยุดทำ)”  ด้วยน้ำเสียงจริงจัง

– ถ้าลูกไม่หยุด เข้าไปสัมผัสตัว เช่น จับไหล่ จับมือ หรือนวดให้ผ่อนคลาย

2. เมื่อลูกหยุดพฤติกรรมแล้ว รอเวลาสักครู่จนลูกสงบแล้วจึงสอนด้วยคำพูดสั้น ๆ ตรงประเด็นว่า “ลูกควรพูดหรือกระทำ….(พูดสั้น ๆ ชัด ๆ ระบุพฤติกรรมเหมาะสมที่ควรทำ)”

เราเป็นเพียงมนุษย์พ่อแม่ตัวเล็ก ๆ ที่ทำผิดพลาดกับลูกเสมอ แต่เราจะตั้งมั่นในใจว่าเราจะเริ่มต้นใหม่ เราจะไม่ทำพลาดอีก เราจะไม่ปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบพาเราไป จนเราเผลอทำร้ายคนที่เรารักที่สุดแบบหมดหัวใจ