by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ในขณะที่ลูกกำลังขึ้นรูปเพื่อสร้างตัวตนของตนเองอยู่นั้น ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ขอนำเสนอแนวทาง 7 ประการดังต่อไปนี้ เพื่อพ่อแม่ผู้ปกครองนำไปพิจารณาปรับใช้เป็นแนวทางการช่วยเหลือ ให้การสนับสนุน และผลักดันลูก จนลูกค่อย ๆ ก้าวเดินด้วยความมั่นใจสู่ความสำเร็จได้อย่างมีความสุข
7 แนวทางช่วยลูกขึ้นรูปและสร้างตัวตนของตัวเองอย่างมีความสุข
(1) ข้อเท็จจริงคือลูกยังเล็ก
การที่ลูกยังเล็กย่อมหมายถึงทักษะ พัฒนาการ ความสามารถ และประสบการณ์ในชีวิตที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่การที่ลูกยังเล็กไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ผู้ปกครองต้องเลี้ยงดูลูกแบบเบบี๋หรือเลี้ยงแบบเด็กกว่าวัย แต่ควรประมาณความสามารถของลูกในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบด้านตามวัย และค่อย ๆ ตั้งเป้า ต่อยอดความสามารถ ให้ลูกเติบโตทีละก้าวอย่างมีความสุขในทุก ๆ วัน การใช้เวลาคลุกคลีอยู่กับลูกตั้งแต่ลูกยังเล็ก จะช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครองสังเกตเห็นข้อจำกัดและศักยภาพของลูก หากพบว่าลูกขาดทักษะด้านใด ก็ควรค้นหาหนทางและวิธีช่วยลูกให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตจริง และส่งเสริมทักษะและพัฒนาการให้กับลูกอย่างรอบด้านเป็นลำดับต่อไป
(2) อย่าเพิ่งมุ่งที่ความสำเร็จ
แม้เป้าหมายในการช่วยลูกขึ้นรูป คือ ลูกสามารถสร้างตัวตนได้สำเร็จ แต่จากข้อเท็จจริงที่ว่าลูกยังเล็กและยังขาดทักษะและประสบการณ์ พ่อแม่ผู้ปกครองจึงอย่าเพิ่งมุ่งที่ความสำเร็จ แต่ควรเน้นให้ลูกได้ลงมือทำ ได้ลองถูกลองผิด และได้มีประสบการณ์ในการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองตามวัย โดยมีพ่อแม่ผู้ปกครองอยู่เคียงข้าง คอยให้กำลังใจ ให้ข้อเสนอแนะ คอยชื่นชมส่งเสียงเชียร์แม้เพียงความสำเร็จเล็ก ๆ ที่ลูกทำได้ก็ตามที เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกและลูกมีความภาคภูมิใจในความสามารถและความสำเร็จไปทีละขั้นตามวัยของตนเอง ทั้งนี้ ในขณะที่ลูกลงมือทำ พ่อแม่ผู้ปกครองที่คลุกคลีอยู่กับลูก ควรร่วมลงมือทำไปกับลูก และให้ความช่วยเหลือตามจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม แม้ในระยะแรกของการลงมือทำเรื่องใหม่ ๆ ที่ลูกยังไม่คุ้นเคย พ่อแม่ผู้ปกครองอาจต้องช่วยลูกอย่างเต็มที่ แต่จะค่อย ๆ ลดการให้ความช่วยเหลือลง จนกระทั่งปล่อยให้ลูกลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นกิจวัตรประจำวันของตนเองแบบครบจบกระบวนการได้ด้วยตนเองในท้ายที่สุดต่อไป
(3) เน้นการทำซ้ำ
เมื่อลูกเริ่มเรียนรู้ด้วยการลงมือทำสิ่งใด ๆ ก็ตาม ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองให้โอกาสลูกได้ทำสิ่งนั้นซ้ำ ๆ เพื่อสะสมประสบการณ์ การทำซ้ำ ๆ เป็นโอกาสที่ลูกได้ฝึกฝนจนเก่งยิ่ง ๆ ขึ้นได้เองตามวันเวลา
(4) ให้ความสำคัญกับการสร้างธรรมชาติของการเรียนรู้และการเปิดโลกของลูก
โดยธรรมชาติของลูกออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้ากว่าวัย ลูกมักขาดความสนใจและไม่ค่อยมีแรงจูงใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองจึงต้องหาทางชักชวน สร้างแรงจูงใจ และสร้างโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่อยู่รอบตัว ทั้งนี้เพื่อสร้างเสริมทักษะของลูกให้รอบด้านอันจะเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเองในอนาคตต่อไป
(5) วางเป้าหมายให้ลูกสานต่อแบบสองทางกับเราและคนรอบข้าง
การสานต่อแบบสองทางเป็นทักษะทางสังคมที่สำคัญ และไม่เพียงจะช่วยสร้างทักษะทางสังคมให้กับลูก แต่ยังช่วยเพิ่มพูนพัฒนาการด้านการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร โดยเฉพาะการสื่อสารเพื่อบอกความรู้สึกและความต้องการ นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้คนรอบข้างที่อยู่ในชีวิตลูกได้รู้จักและเห็นถึงความน่ารักน่าเอ็นดูของลูก ตลอดจนได้เข้ามาช่วยกันดูแลลูกในแบบที่คนรอบข้างจะทำได้ ซึ่ง “บ้านอุ่นรัก” มักเรียกรูปการณ์แบบนี้ว่า “การทำให้ลูกกลายเป็นสมบัติสาธารณะ” นั่นเอง
(6) เชื่อมั่นในศักยภาพของลูก
ครูบ้านอุ่นรักมักกล่าวกับพ่อแม่ผู้ปกครองของลูกศิษย์เสมอว่าลูกที่อยู่ตรงหน้าเราในวันนี้ ยังไม่ใช่ตัวจริง ลูกจะเก่งขึ้นได้อีกอย่างน้อย 5 เท่า แต่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของลูก ไม่ปล่อยวางกลางครัน และต้องหนักแน่นว่าลูกที่ผ่านการเรียนรู้และฝึกฝนจะเก่งยิ่ง ๆ ขึ้นตามวันเวลา
(7) ให้โอกาสลูกได้เติบโตในบรรยากาศที่ดี
ในช่วงที่ลูกฝึกฝนและพัฒนาทักษะ หากลูกทำสิ่งใดไม่ได้ ยังทำไม่สำเร็จ หรือทำผิดซ้ำ ๆ พ่อแม่ผู้ปกครองพึงต้องระวังใจและระวังคำพูด คำพูดที่จะใช้กับลูกต้องเป็นคำพูดทางบวก การพูดคุยชี้แนะหรือการพูดเพื่อกระตุ้น ต้องพูดสั้น ๆ ให้ลูกเข้าใจโดยง่ายและมองเห็นภาพสิ่งที่เราต้องการให้ลูกทำ พูดด้วยน้ำเสียงเมตตาให้ลูกรู้สึกดีและรู้คุณค่าของตัวเอง
การช่วยลูกขึ้นรูปอาจมีทั้งการสอน การลุ้น การเฝ้ามอง และการรอชื่นชมลูกที่ค่อย ๆ เจริญเติบโตอย่างมีความสุข หากลูกได้มีโอกาสขึ้นรูปเพื่อสร้างตัวตนในบรรยากาศที่ดี เข้าใจ และเอื้อต่อการสร้างเสริมพัฒนาการ ในเวลาที่เหมาะสม ลูกจะค่อย ๆ เผยตัวตนที่แท้จริงให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้ชื่นชมและภาคภูมิใจ
เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองให้โอกาสลูกได้พิสูจน์และแสดงศักยภาพของตนเอง ลูกจะเก่งขึ้นได้อีกอย่างน้อย 5 เท่าค่ะ
เครดิตภาพ: Freepik.com | jcomp
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
การเลือกศูนย์กระตุ้นพัฒนาการสำหรับลูกที่มีอาการออทิสติกควรประกอบด้วยหลักเกณฑ์ในภาพรวม ดังต่อไปนี้ คือ
1. แนวทางที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเลือกใช้ ทั้งนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางที่แต่ละศูนย์ใช้ ซึ่งต้องเป็นแนวทางที่มีหลักวิชาการอ้างอิง ผ่านการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ และได้ทดสอบทางคลินิกเชิงปฎิบัติการที่พิสูจน์แล้วว่า (1.1) ปลอดภัย (1.2) ช่วยบำบัดรักษาได้ และ (1.3) ใช้ได้ผลและสอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของครอบครัว ตัวอย่างของแนวทางกระตุ้นพัฒนาการ เช่น การปรับพฤติกรรม (ABA) การเล่นกับลูก (DIR/Floortime) การส่งเสริมให้บ้านและสมาชิกในบ้านช่วยกระตุ้นพัฒนาการคู่ขนานไปกับทีมบำบัดมืออาชีพ (Family-based Interventions) การสอนแบบมีโครงสร้างโดยคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของเด็กแต่ละคน (TEACCH) หรือแม้แต่การบูรณาการวิธีต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วเข้าด้วยกัน เป็นต้น
2. มีทีมงานมืออาชีพ ทั้งด้านทีมครูกระตุ้นพัฒนาการที่สามารถช่วยกันสร้างเสริมพัฒนาการอย่างรอบด้านให้กับน้อง ๆ ได้ ทีมงานวิชาการ ทีมส่งเสริมข้อมูลความรู้ให้กับพ่อแม่ผู้ปกครอง และทีมประสานงานกับบุคคลอีกหลาย ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับน้อง เช่น แพทย์ ทีมบำบัดอื่น ๆ โรงเรียน และครูที่โรงเรียนของน้อง เป็นต้น
3. มีคอร์สหลากหลายและเหมาะสมกับเด็กแต่ละคน
4. มีค่าใช้จ่ายที่สอดคล้องกับงบประมาณของแต่ละบ้าน และ
5. มีความสะดวกในการเดินทาง
สำหรับทีมครูกระตุ้นพัฒนาการของศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” เราบูรณาการแนวทางต่าง ๆ ตามหลักวิชาการที่ผ่านการทดลองทางวิทยาศาสตร์และการทดลองทางคลินิกมาแล้วว่าปลอดภัย ช่วยสร้างเสริมพัฒนาการเด็ก ๆ ได้อย่างรอบด้านตามที่เด็กแต่ละคนต้องการ และที่สำคัญคือใช้ได้ผลตามวิถีชีวิตจริงของแต่ละครอบครัว
ในส่วนของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ “บ้านอุ่นรัก” ไม่ว่าจะเป็นด้านเจตนารมณ์ของเรา ทีมงานมืออาชีพ ประสบการณ์ และแนวทางการกระตุ้นพัฒนาการที่เราใช้ ท่านสามารถค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเราได้จาก Website ของเราหรือจะเข้าไปเยี่ยมชม Facebook ตลอดจน YouTube ช่อง Classroom by Baan Aun Rak หรือจะโทรสอบถามข้อมูลโดยตรงได้ที่ “บ้านอุ่นรัก” ทั้งสองสาขา ในวันและเวลาทำการ (วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09:00 น. – 16:00 น.)

ที่ “บ้านอุ่นรัก” เราให้ความสำคัญกับการกระตุ้นพัฒนาการระยะแรกเริ่ม (Early Intervention) แบบบูรณาการให้กับน้อง ๆ ที่มีอายุ 2-4 ขวบที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็กได้วินิจฉัยมาแล้วว่าน้องมีอาการออทิสติก เพราะเรามีเป้าหมายว่าน้อง ๆ ต้องมีเวลามากพอที่จะได้รับการกระตุ้นพัฒนาการระยะแรกเริ่ม (Early Intervention) ตามกระบวนการที่ทีมครูของเราลงมือทำด้วยความสม่ำเสมอ ต่อเนื่องในระยะเวลาที่ยาวนานมากพอ และทำให้ทันกับการที่น้อง ๆ จะไปเข้าเรียนร่วมที่โรงเรียนอนุบาลได้อย่างมีความหมายก่อน 6 ขวบในลำดับถัดไป
ส่วนน้อง ๆ ที่มีอายุ 5 ขวบขึ้นไป เราจะแนะนำให้พ่อแม่ผู้ปกครองติดต่อ “มูลนิธิสถาบันแสงสว่าง” หรือ “มูลนิธิออทิสติกไทย” เนื่องจากมูลนิธิทั้ง 2 แห่งนี้มีความเชื่อถือ ได้รับความไว้วางใจในระดับประเทศ มีศักยภาพ มีความถึงพร้อมในการฝึกน้อง ๆ ในช่วงอายุนี้ได้ต่อเนื่องจนโต อีกทั้งยังมีศูนย์ฝึกอาชีพที่พร้อมจะสอนน้อง ๆ อีกด้วย
คลิกที่นี้เพื่อเข้าสู่ Website มูลนิธิสถาบันแสงสว่าง: https://www.saengsawang.com/
คลิกที่นี้เพื่อเข้าสู่ Facebook มูลนิธิออทิสติกไทย: https://www.facebook.com/Autistic-Thai-Foundation-%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-1366016403473251/
เครดิตภาพ: Freepik.com | macrovector | PowerPoint Design Ideas
by admin | Video
เมื่อหลายวันก่อน ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ได้โพสต์เกริ่นไปในบทความ เรื่อง “2 วิธีสานต่อแบบสองทาง” บ้างแล้วว่า “การสานต่อแบบสองทางระหว่างพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็ก ๆ มีอยู่ 2 ลักษณะ” คือ
- การสานต่อแบบสองทางด้วยการแทรกซึมตัวเราให้เด็กเคยชินที่จะอยู่กับเรา และ
- การสานต่อแบบสองทางด้วยการวางเงื่อนไขสองสิ่งเพื่อให้เด็กคุ้นเคยที่ได้อยู่กับเราและเข้ามาอยู่ในครรลองที่เราพยายามนำทางเขาได้ในลำดับถัดไป
มาถึงตอนนี้ เราขอชวนชมคลิป เรื่อง “สานต่อแบบสองทางด้วยการวางเงื่อนไขสองสิ่ง” เพื่อพ่อแม่ผู้ปกครองเห็นภาพวิธีสานต่อแบบสองทางในลักษณะนี้ให้ชัดเจนขึ้น
เมื่อชมคลิปของเราแล้ว ก็ต้อง “ลงมือทำ ที่บ้าน” กันนะคะ เพราะทุกแนวทางการกระตุ้นพัฒนาการจะเกิดคุณค่าต่อลูก ๆ และพ่อแม่ผู้ปกครองได้…ก็ต่อเมื่อ “เราลงมือทำ…ในชีวิตจริง” ค่ะ
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
8 แนวทางการเลี้ยงดูลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น ในวัยประถมถึงวัยรุ่น (ตอนที่ 3 | แนวทางที่ 5 ถึง 8)
- สอนลูกดูแลด้านร่างกายที่เริ่มเปลี่ยนแปลง
- ควรดูแลเรื่องคุณภาพและปริมาณอาหารที่ลูกทานมาเป็นลำดับตั้งแต่ยังเล็ก
- ควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป
- แทรกการออกกำลังกายที่มีรูปแบบชัดเจนและทำจนเป็นกิจวัตร โดยออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ๆ ละ 30 นาที เช่น เดินระยะไกลพอควร ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ทำท่าออกกำลังกาย กิจกรรมฟิตเนส (Fitness) ตามวัย ทั้งนี้ ควรเลือกกิจกรรมการออกกำลังกายที่ทำได้ต่อเนื่องจนโต ทั้งนี้เพื่อช่วยลดพลังงาน ตลอดจนช่วยผ่อนคลายด้านอารมณ์ได้อีกทางหนึ่ง
- พาลูกไปพบแพทย์ประจำตัวทางกายและแพทย์ผู้ดูแลพัฒนาการของลูกอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อรับคำปรึกษาและวางแผนรับมือล่วงหน้ากับภาวะทางร่างกายที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะลูกที่อยู่ในช่วงรอยต่อสู่วัยรุ่น
- สอนพฤติกรรมทางเพศ
- เมื่อลูกย่างเข้าวัยรุ่น พ่อแม่ผู้ปกครองควรพูดคุยกับพี่น้องหรือญาติที่เป็นเพศเดียวกับลูกให้ร่วมสังเกตพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนแปลงไป และเข้าแทรกตามความเหมาะสมและจำเป็นเพื่อนำทางพฤติกรรมของลูก
- พ่อแม่ผู้ปกครองควรเริ่มสอนให้ลูกที่เป็นเพศเดียวกันกับลูกเรียนรู้วิธีจัดการกับพฤติกรรมทางเพศของตนเองอย่างเหมาะสม เช่น แม่ พี่สาว น้องสาว หรือญาติผู้หญิง ช่วยสอนให้ลูกผู้หญิงให้รู้วิธีดูแลตนเองในช่วงเวลาที่มีประจำเดือน เป็นต้น
- พิจารณาภาวะเสี่ยงในชีวิตประจำวันและจัดสภาพแวดล้อม สถานที่ บุคคลที่ใกล้ชิดลูก โดยคำนึงถึงความปลอดภัยทางเพศ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงของลูก
- ลดการประชิดตัวและสอนลูกให้เลี่ยงการเข้าประชิดตัวกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่ผู้ปกครอง
- ดูแลการแต่งกายของลูกให้รัดกุม ไม่เกิดภาพที่จะยั่วยุทางเพศ
- ส่งเสริมพฤติกรรมการรักษาสุขภาพทางเพศ ดูแลรักษาทำความสะอาดอวัยวะเพศของตนเอง
- ชี้แนะการจัดการตนเองเมื่อมีความต้องการทางเพศโดยพ่อ พี่ชาย หรือญาติผู้ชาย ควรมีบทบาทในการลอบสังเกตและสอนตามธรรมชาติ โดยระบุกฎชัดเจนว่าต้องกระทำอย่างเหมะสม ทั้งลักษณะการกระทำ สถานที่ และความถี่ในระดับที่ไม่หมกมุ่น เป็นต้น
- ซ้อมการแสดงปฏิกิริยาตอบสนองของลูกเมื่อมีการพยายามละเมิดทางเพศ ทั้งนี้อาจใช้ภาพการป้องกันการละเมิดทางเพศมาให้ลูกดูและเล่าตามภาพ และพ่อแม่ผู้ปกครองทดลองสร้างบทบาทสมมุติให้ลูกมีประสบการณ์ว่าจะหาทางออกอย่างไร โดยมีพ่อแม่ผู้ปกครองดูแลใกล้ชิด เช่น กรณีที่มีคนที่ไม่สนิทเข้าประชิดตัว มีคนพยายามถอดเสื้อผ้า บอกบทการกระทำและบทพูดที่ชัดเจน ให้ลูกปฏิเสธ ฝึกขอความช่วยเหลือ หรือฝึกถอยหนี เช่น ถอย 3 ก้าว หันหลังเดิน วิ่งหนี ยกมือขึ้นแล้วตะโกนขอความช่วยเหลือ หรือแม้แต่บทพูดเพื่อขอความช่วยเหลือ
- สอนการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศเลี่ยงประสบการณ์ตรง เช่น ป้องกันโอกาสที่ลูกจะเสพสื่อลามก ลดโอกาสการอยู่ตามลำพังกับเพศตรงข้ามหรือกับคนแปลกหน้า เลี่ยงการเข้าไปประชิดตัวหรือคลอเคลียบุคคลอื่น
- สอนวิธีรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์
ในช่วงวัยรุ่น อารมณ์ของลูกจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เช่น หงุดหงิดง่ายขึ้นหรือหงุดหงิดรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจะเห็นชัดเจนเมื่อถึงจุดเปลี่ยนด้านฮอร์โมน เช่น ลูกสาวเริ่มมีประจำเดือน ลูกชายเริ่มรับรู้ความรู้สึกทางเพศ ดังนั้น
- พ่อแม่ผู้ปกครองจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีปรับพฤติกรรม เพื่อฝึกให้ลูกรู้วิธีควบคุมอารมณ์ของตนเองตั้งแต่ยังเล็ก
- สอดแทรกกติกาหรือท่าทีที่ชัดเจนให้ลูกเรียนรู้ว่าพฤติกรรมแบบใดทำได้ หรือพฤติกรรมแบบใดที่พ่อแม่จะไม่ยอมปล่อยผ่าน
- มีการวางเงื่อนไขในระดับที่พอเหมาะ เพื่อให้ลูกเชื่อฟัง และพ่อแม่สามารถมีส่วนช่วยนำทาง หรือหยุดพฤติกรรมลูกได้ในยามคับขัน
- เพิ่มการออกกำลังกายและหากิจกรรมเสริมมาแทรกทำบ่อย ๆ ระหว่างวัน ตลอดจนหางานอดิเรกที่มีรูปแบบเหมาะสมมาแทรก เพื่อลูกได้ใช้เวลาทำกิจกรรมตามความชอบและสนใจ ซึ่งจะช่วยลดการหมกมุ่นกับอารมณ์และร่างกายของตนเองได้อีกทางหนึ่ง
- สอนลูกทำงานอดิเรกที่มีรูปแบบเหมาะสม เพื่อลูกได้ใช้เวลาทำกิจกรรมที่ชอบ ตลอดจนหาทางต่อยอดสู่อาชีพ
- งานอดิเรกจะช่วยลดการหมกมุ่นกับอารมณ์และร่างกายของตนเอง
- เฝ้ามองการใช้เวลาว่างของลูกว่าลูกมักจะชอบทำอะไร หากสิ่งนั้นเป็นการหมกมุ่นแบบไร้รูปแบบ เช่น เล่นซ้ำ ๆ แบบเดิม ควรเข้าแทรกในบางเวลาเพื่อค่อย ๆ นำทางให้ลูกใช้เวลากับสิ่งที่ชอบอย่างมีความหมาย โดยพ่อแม่ช่วยต่อยอดให้เป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ที่สามารถใช้เป็นงานอดิเรก หรืออาชีพง่าย ๆ ในอนาคต
- พูดคุยทำข้อตกลงกันเรื่องการใช้เวลาทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะก่อนลูกจะเริ่มทำกิจกรรมที่ลูกชอบมาก ควรจะตกลงกันว่าจะใช้เวลานานเท่าไร กิจกรรมเริ่มต้นเวลาใด และจะสิ้นสุดกิจกรรมตอนไหน ทั้งนี้สามารถใช้อุปกรณ์จับเวลาเข้าช่วย เช่น เสียงนาฬิกาปลุก เข็มของนาฬิกา หรือสัญญาณบางอย่างเป็นตัวกำหนดตามเวลาที่เหมาะสม เมื่อทำบ่อย ๆ ลูกจะเริ่มเข้าใจ และทำตามข้อตกลงได้ง่ายขึ้นตามลำดับ
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
8 แนวทางการเลี้ยงดูลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น ในวัยประถมถึงวัยรุ่น (ตอนที่ 2 | แนวทางที่ 1 ถึง 4)
1: วางโครงสร้างในชีวิตประจำวันของลูกให้ชัดเจนและหลากหลาย ครอบคลุมหัวข้อที่จะส่งเสริมพัฒนาการ
- เขียนกิจวัตรประจำวันของลูกตั้งแต่ตื่นจนถึงเวลาเข้านอน และกำหนดวัตถุประสงค์การฝึกที่ชัดเจน
- ให้สมาชิกในบ้านมีส่วนร่วมช่วยลูกฝึกฝนทักษะด้านต่าง ๆ และการทำกิจวัตรประจำวัน โดยแบ่งหน้าที่และจัดเวลาการทำกิจวัตรแต่ละอย่างให้เหมาะสมตามเวลาว่างของสมาชิกแต่ละคนในบ้าน
- สมาชิกในบ้านที่รับผิดชอบการฝึกทักษะและกิจวัตรแต่ละอย่างร่วมเฝ้าดู จับนำให้ทำ บอกบทให้ กระตุ้นให้ลูกลงมือทำจริง จนกว่าลูกจะทำกิจวัตรต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง
2: ตั้งเป้าหมายให้ลูกวัย 7 ปีขึ้นไป เริ่มดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน
- เริ่มจากการนำให้ลูกมีส่วนร่วมในการลงมือทำกิจวัตรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเองทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นจนจบกระบวนการ
- ในระยะแรกของการฝึกฝน อาจต้องจับทำ บอกบทให้ทำ จากนั้นจะค่อย ๆ ลดการช่วยลงทีละน้อย และกระตุ้นให้ลูกทำด้วยตนเองให้ได้มากที่สุด จนในที่สุดจึงปล่อยให้ลูกทำเองตั้งแต่ต้นจนจบ
3: เริ่มสอนลูกอายุ 12 ปีขึ้นไป ให้มีส่วนช่วยทำงานบ้านเพื่อเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของครอบครัว
- นำลูกให้เริ่มมีส่วนช่วยงานบ้านตามวัย โดยให้รับผิดชอบงานบ้านที่เกี่ยวข้องกับตนเอง และผสมผสานการดูแลสมาชิกในบ้านไปด้วย
- เริ่มจากงานง่าย ๆ ที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน ทำได้ง่ายตามวัย เช่น ล้างจาน ซักผ้า เก็บผ้า พับผ้า จัดโต๊ะอาหาร จากนั้นจึงค่อย ๆ ขยายสู่งานที่ยากหรือซับซ้อนขึ้นตามความสามารถของลูก ถือเป็นโครงการระยะยาว และเป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้เวลาร่วมกันกับลูก
- ให้ความสำคัญกับกระบวนการลงมือทำมากกว่าผลสำเร็จ
- ชวนลูกทำอย่างต่อเนื่องจนลูกจะทำได้เอง
- ชื่นชมในความพยายามของลูก แม้ผลงานจะไม่เรียบร้อยก็ไม่เป็นไร
4. สอนมารยาทและแทรกกติกาง่าย ๆ ตามวัย
- เมื่อลูกอยู่ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถแทรกการชี้แนะได้ ควรแทรกการชี้แนะด้วยการบอกลูกให้ชัดเจน เห็นเป็นรูปธรรมว่า
- ลูกควรพูดอย่างไรในสถานการณ์นั้น ๆ และ
- ลูกควรปฏิบัติตัวอย่างไรในสถานการณ์ดังกล่าว
โปรดติดตามอ่านข้อมูลเพิ่มเติมของแนวทางที่ 5 ถึง 8 ในตอนต่อไป