6 เรื่องต้องเข้าใจ ว่าทำไมการส่งเสริมการพัฒนาการเด็กช่วง 2-5 ขวบ จึงสำคัญ | บ้านอุ่นรัก

6 เรื่องต้องเข้าใจ ว่าทำไมการส่งเสริมการพัฒนาการเด็กช่วง 2-5 ขวบ จึงสำคัญ | บ้านอุ่นรัก

6 เรื่องต้องเข้าใจ ว่าทำไมการส่งเสริมการพัฒนาการเด็กช่วง 2-5 ขวบ จึงสำคัญ

จะว่าไปแล้ว  ระหว่างช่วงอายุ   0-6 ปี  ถือเป็นช่วงก่อร่างสร้างตัวของเด็กๆจริงๆนะคะ   เพราะร่างกาย สมอง และพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก   จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว  โดยเฉพาะวัย 2-5 ขวบ ที่เด็กจะเริ่มเรียนรู้โลกด้วยตนเองได้บางส่วน    โดยไม่ต้องรอการช่วยเหลือหรือควบคุมจากพ่อแม่ทุกขั้นตอนแบบวัยทารก   ระหว่างนี้จึงเกิด กระบวนการสำคัญ เป็นรากฐานเริ่มต้นสำคัญของชีวิต     ส่วนหนึ่งเกิดเองตามธรรมชาติ  และอีกส่วนได้รับการพัฒนาจากสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดู  วันนี้ครูนิ่มเลยชวนมาคุยกันในประเด็น  6 เรื่องต้องเข้าใจ ว่าทำไมการส่งเสริมการพัฒนาการเด็กช่วง 2-5 ขวบ จึงสำคัญ

  1. เป็นช่วงพัฒนาโครงสร้างทางร่างกาย ในที่นี้ครอบคลุมทั้งด้านสมอง การรับรู้ประสาทสัมผัสทั้งห้า  การเคลื่อนไหว และการใช้มือ-นิ้ว  ในวัยนี้จึงเป็นวัยสำคัญที่เด็กๆ ควรได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ มากพอ  ที่จะเป็นแบบฝึกหัดให้เด็กใช้พัฒนาศักยภาพของตนเอง    จากกิจกรรมในบ้าน และการออกไปสำรวจโลกนอกบ้าน   และอีกด้านคือการได้ทดลองเล่น ได้ใช้ มือและนิ้ว  ทำงานประสานกันในการ รื้อ ค้น  เล่น ดึง กด แกะ ประกอบ สิ่งรอบตัว   ซึ่งประสบการณ์ เหล่านี้    จะช่วยให้ เด็กๆ บังคับร่างกายของตนเองได้ดีขึ้นเรื่อยๆ  และเกิดการเรียนรู้ใหม่ๆจากการทดลองทำ จึงส่งผลทั้งแง่การเจริญเติบโตทางกาย    ความแข็งแรง  ความถนัดในงานที่ใช้การลงมือทำ   และยังส่งผลถึงความรู้สึกต่อตนเอง  เช่น  ความกล้า  ความมั่นใจ ที่จะเผชิญสิ่งใหม่ๆ   การลองผิดลองถูกเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

 

  1. เป็นช่วงที่เด็กกำลังเรียนรู้ภาษา ในวัยนี้ เด็กจะเรียนรู้ภาษาอย่างรวดเร็ว  จดจำคำศัพท์  และพยายามสื่อสารทั้งทางการพูด  แววตา  ใช้ภาษาท่าทาง   การสื่อสารเป็นกระบวนการสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ช่วยให้เด็กเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อพัฒนาสติปัญญา   ทักษะต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิต  ทั้งยังช่วยในการสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง  และเป็นเครื่องมือใน การสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น  ในวัยนี้คุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นต้องแทรกการชวนลูกพูดคุย   กระตุ้นให้ลูกแสดงความคิดเห็น  และใช้โอกาสนี้ปรับแต่ง ต่อเติมโลกทัศน์ใหม่ๆให้กับลูก

 

  1. เป็นช่วง สำรวจ ทดลอง ผ่านการเล่นและเรียนรู้เป็นที่มาของพัฒนาการด้านสติปัญญา ในวัยนี้เด็กๆ จะสนใจเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ทั้งโดยการตั้งคำถามบ่อย ๆและสนใจค้นหาสำรวจสิ่งต่าง ๆ พัฒนาการด้านนี้พัฒนามาจากสองส่วนคือ การเล่น  (ทั้งเล่นแบบสำรวจและเล่นเชิงสร้างสมาธิ) และอีกส่วนมาจากการเรียนรู้จากสถานการณ์ต่างๆ    ในวัยนี้เด็กๆ จะทดสอบสิ่งต่างๆ และดูผลของการกระทำ  ดังนั้นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่คือการจัดสถานการณ์ต่างๆ  จัดกิจกรรมให้เด็กๆ ได้เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์   การพาเด็กไปยังสถานที่แปลกใหม่   ส่งเสริมให้เด็กๆได้เล่นได้เรียนรู้อย่างหลากหลาย  จะมีส่วนในการวางรากฐานแรงจูงใจ ความกระตือรือร้นที่เด็กๆจะสนใจการเรียนรู้ในอนาคต

 

  1. เป็นวัยที่เด็กกำลังเรียนรู้ที่จะสมดุลตนเองด้านอารมณ์ ตามที่เราอาจจะเคยได้ยินคำว่า วัยเด็กเล็กชั้นอนุบาลจะเข้าสู่ช่วง  “วัยต่อต้าน” “วัยปฏิเสธ”   ในวัยนี้นอกจากจะเป็นวัยที่เด็กๆ กำลังจะพัฒนาความรู้สึกผูกพันทางอารมณ์อย่างแน่นเฟ้นกับพ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดูใกล้ชิด  ผ่านการพูดคุย การเล่นสนุกร่วมกัน และการสัมผัส  โอบกอดแล้ว    ในวัยนี้ยังเป็นวัยที่เด็กกำลังเรียนรู้ที่จะสมดุลอารมณ์ของตนเอง  โดยยังยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง   พ่อแม่จำเป็นต้องมีหลักการ ในการเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง  ที่นอกจากจะให้ความรักแล้ว  ยังจำเป็นต้องแทรกการฝึกตามสถานการณ์จริง  ให้เด็กๆทนต่อความขัดใจในเรื่องที่สมเหตุสมผล  ได้เจอกับสิ่งที่ไม่ถูกใจ  และผิดหวังตามควร   เป็นโอกาสที่จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ และพัฒนาการจัดการและควบคุมอารมณ์ของตน    พร้อมกับสอดแทรกการพูดคุยให้เด็กยอมรับกติกาง่ายๆ  ตามวัย   ตลอดจนนำเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน มาสะท้อนให้เด็กสามารถรับรู้ เข้าใจอารมณ์ของผู้อื่น   เพื่อให้เด็กค่อยๆ เรียนรู้ที่จะปรับตัว  ควบคุมอารมณ์ในการแสดงออกของตนเอง   ให้เหมาะสมก่อนวัย 7 ขวบ

 

  1. เป็นช่วงที่เด็กเรียนรู้ที่จะปรับตัวในด้านสังคมและการใช้ชีวิตร่วมกันกับคนรอบตัว การเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด คลุกคลี  และมีปฏิสัมพันธ์ทางบวกกับเด็กๆ  พร้อมไปกับการสอดแทรกระเบียบวินัย มารยาทตามวัย   และกติกาการอยู่ร่วมกัน จะช่วยสร้างประสบการณ์ตรงให้เด็กๆ เรียนรู้การแบ่งปัน  รู้จักการให้    เรียนรู้ที่จะปรับตัวในด้านต่างๆ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างเหมาะสม  นอกจากนี้ในวัยเด็กยังเป็นวัยที่สำคัญในการวางรากฐานให้เด็กมีน้ำใจ  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่น

 

  1. เป็นช่วงที่ดีในการปลูกฝังให้เด็กสามารถนำพาตนเองและมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง เด็กเริ่มอยากมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวัน   สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเพื่อให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่อยู่รอดสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเองอย่างเข้มแข็ง  คือการฝึกให้เด็กมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง  มีทัศนคติต่อตนเองว่าตนสามารถดูแลช่วยเหลือตัวเองได้  ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะปลูกฝังการนำพาตนเองและช่วยเหลือตนเองตั้งแต่วัยที่ลูกสนุกที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยสอดแทรกตามวัย ตามความสนใจ และนำพาให้ลูกทำเป็นประจำจนติดเป็นนิสัย  โดยเมื่อเด็กเริ่มมีความพร้อมทางพัฒนาการทางร่างกาย โดยธรรมชาติเด็กๆจะเริ่มพยายามมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน  ทำทุกอย่างที่เคยทำหรือเห็นพ่อแม่ทำให้   เช่น การทานอาหาร การแปรงฟัน  แต่งตัวด้วยตัวเอง   รวมทั้งเริ่มสนุกที่จะเล่นทำงานบ้านในแบบที่เคยเห็นสมาชิกในบ้านทำ  เช่น  เล่นกวาดบ้าน  เล่นฟองขณะซักผ้า   ทดลองฉีดน้ำเช็ดกระจก   ฯลฯ  ในวัยนี้พ่อแม่ควรเริ่มนำพาให้ลูกมีส่วนร่วมดูแลตนเองและทำงานบ้านตามวัย ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเอง และงานบ้านง่ายๆ  เช่น  เล่นของเล่นแล้วเก็บเข้าที่  ช่วยเตรียมโต๊ะอาหาร  ฯลฯ  แล้วเพิ่มความซับซ้อนขึ้นไปตามความเหมาะสม   เป็นการเพิ่มความรู้สึกความภาคภูมิใจ และความเชื่อมั่นในตัวเองให้ลูก  ทั้งยังเป็นการสร้างการรับรู้ให้ลูกภูมิใจว่าพ่อแม่เชื่อมั่นว่าลูกสามารถรับผิดชอบตนเองได้ และลูกยังเป็นสมาชิกที่มีค่าของครอบครัว

 

ทำอย่างไรให้เด็กอนุบาลในชั้นเรียนของครูมีทักษะทางสังคมมากขึ้น | บ้านอุ่นรัก

ทำอย่างไรให้เด็กอนุบาลในชั้นเรียนของครูมีทักษะทางสังคมมากขึ้น | บ้านอุ่นรัก

 

 

ชวนกันถาม ร่วมกันหาคำตอบ 

คำถามจากคุณครู 

เด็กนักเรียนอายุ 5 ขวบคนหนึ่งในชั้นเรียนอนุบาลของครู พูดสื่อสารได้ แต่พูดได้ไม่ดีเท่าเพื่อนในวัยเดียวกัน อย่างไรก็ตาม นักเรียนคนนี้ชอบที่จะซักถามครูว่านั่นสีอะไร นี่คืออะไร เป็นต้น 

เด็กนักเรียนคนนี้รู้เรื่องทุกอย่าง แต่ไม่เล่นและไม่เข้ากลุ่มเพื่อร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อนนักเรียนที่อยู่ในวัยเดียวกัน แม้ครูให้เพื่อนชวนเด็กเข้ากลุ่ม แต่เด็กก็ยังไม่ยอมเล่นกับเพื่อน ๆ แต่จะเดินเลี่ยงออกไปนั่งอยู่คนเดียวโดยไม่ยอมทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ๆ เลยค่ะ 

ครูต้องทำอย่างไรให้เด็กนักเรียนคนนี้ที่เรียนในชั้นเรียนอนุบาลของครู มีทักษะทางสังคมมากขึ้นค่ะ

คำตอบ

เมื่อเด็กวัยอนุบาลยังยอมไม่เล่นกับเพื่อน ในทางพัฒนาการจะถือว่าเด็กมีพัฒนาการที่ไม่สมวัย ทั้งนี้เพราะโดยธรรมชาติของเด็กวัยอนุบาลนั้น เด็กอยู่ในวัยที่ต้องการเพื่อนและต้องการเข้ากลุ่มเป็นอย่างมาก หากเราไม่รีบแก้ไขปัญหานี้ก่อนวัยประถม เด็กจะปรับตัวและเข้าสังคมยากขึ้นเรื่อย ๆ

ก่อนอื่น เรามาพิจารณาสาเหตุที่เด็กไม่เข้ากลุ่มกับเพื่อนกันก่อนว่าสาเหตุคืออะไร เพื่อหาทางช่วยเหลือเด็กได้อย่างมีแนวทางที่ถูกต้องต่อไป

โดยทั่วไป สาเหตุที่เด็กวัยอนุบาลไม่เข้ากลุ่มเพื่อน มี 2 ระดับ คือ

ระดับที่ 1 เด็กปกติแต่ไม่มีทักษะทางสังคม เด็กจึงไม่รู้วิธีขอเข้ากลุ่ม ข้อสังเกตของเด็กกลุ่มนี้ คือ เด็กให้ความสนใจเพื่อน เด็กนั่งจับตามองไปยังจุดที่เพื่อน ๆ เล่นแบบนิ่ง ๆ นาน ๆ เด็กเข้าไปมอง เด็กเข้าไปดูใกล้ ๆ จุดที่เพื่อน ๆ เล่น แต่เราจะเห็นท่าทีรีรอของเด็กที่จะขอเข้ากลุ่มกับเพื่อน ๆ หรือเมื่อเด็กเข้ากลุ่มไปเล่นกับเพื่อน ๆ แล้ว เด็กหลุดออกมาจากกลุ่มค่อนข้างเร็ว

ขั้นตอนหรือกระบวนการที่ครูจะช่วยเด็กกลุ่มนี้ได้ คือ

  1. ครูพาเด็กเข้ากลุ่มและสอนเด็กให้พูดประโยคที่เขาจะพาตัวเองเข้ากลุ่มได้เองในครั้งต่อไป เช่น เราขอเล่นด้วยคนนะ ขอเล่นด้วยคนได้มั๊ย เป็นต้น
  2. หลังการพาเด็กเข้ากลุ่ม ในระยะแรก ๆ ครูคอยจับตามองเด็กอยู่ห่าง ๆ และเมื่อครูพบว่าเด็กขาดทักษะใดในการร่วมกลุ่ม ครูค่อยเข้าแทรกไปสาธิตหรือบอกบทเป็นระยะ ๆ
  3. หากิจกรรมที่จะเชื่อมให้เด็กสนใจทำกิจกรรมนั้น ๆ ร่วมกันกับเพื่อน เช่น แบ่งบล็อกคนละกอง แต่ชวนมาประกอบด้วยกัน ให้เด็กจับคู่เล่นเกมส์บอร์ดด้วยกัน หรือให้เด็กจับคู่เล่นโยนรับลูกบอลด้วยกัน
  4. สร้างความคุ้นเคยที่เด็กจะได้อยู่ร่วมกับกับเพื่อน ๆ ผ่านกิจกรรมบ่อย ๆ เช่น มอบหมายให้เด็กจับคู่โยนรับบอลคู่ละ 20 ครั้งหรือให้เด็กจับคู่และช่วยกันกรอกน้ำลงขวด เป็นต้น
  5. จัดกิจกรรมบัดดี้ในห้องเรียนของเด็ก โดยจับกลุ่ม ๆ ละ 3 ถึง 4 คน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ใช้เวลาในช่วงรอยต่อของวันร่วมกันหรือมีการสร้างสถานการณ์ให้เด็ก ๆ รู้ว่าพวกเขาจะต้องดูแลสมาชิกในกลุ่มเล็ก ๆ ของเขาเอง เช่น ดูแลและช่วยกันเก็บของใช้ ไปห้องน้ำพร้อมกัน เล่นมุมด้วยกัน ชวนเพื่อนพูดคุย หรือทานข้าวด้วยกันในกลุ่ม การจับกลุ่มนี้อาจให้เด็กจับกลุ่มกันเองตามสมัครใจและขอเพิ่มเด็กคนนี้เข้าไปเป็นสมาชิกในกลุ่ม โดยเลือกบัดดี้จากเด็กที่เราเห็นว่าเป็นคนชอบช่วยเหลือเพื่อน ให้คำแนะนำเพื่อนเป็น และรู้จักดูแลเพื่อน

ระดับที่ 2 เด็กมีปัญหาพัฒนาการ คือ เด็กที่เมื่อครูสังเกตทักษะการเข้าสังคมของเด็กซ้ำ ๆ ในหลาย ๆ เหตุการณ์ ครูพบภาพรวมว่าเด็กไม่มีแรงจูงใจที่จะเข้ากลุ่ม หรือไม่สนใจเพื่อน ๆ อย่างจริงจัง  เด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการทางสังคมมักแยกตัวไปทำอะไรบางอย่างเพลิน ๆ อยู่ตามลำพัง หรือสนใจคนรอบข้างในระยะสั้น ๆ แบบแว่บ ๆ แต่ไม่สนใจอย่างจริงจัง

วิธีช่วยเด็กกลุ่มนี้ คือ ครูสรุปข้อมูลภาพรวมที่ได้จากการสังเกต เพื่อนำไปพูดคุยและปรึกษากับผู้ปกครองในขั้นต้นว่าผู้ปกครองอาจต้องพาเด็กกลุ่มนี้ไปพบจิตแพทย์หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กเพื่อรับการวินิจฉัยและขอคำแนะนำจากแพทย์ ก่อนที่จะหาทางเพิ่มทักษะทางสังคมให้เด็กตามแนวทางที่แพทย์หรือทีมบำบัดวางไว้ให้ต่อไป

พัฒนาการของเด็กวัยอนุบาลไม่ว่าจะเป็นด้านใด เช่น ภาษา สังคม พฤติกรรม หรืออารมณ์ มีความสำคัญมากเพราะเป็นพัฒนาการพื้นฐานที่จะต่อยอดสู่พัฒนาการในลำดับถัด ๆ ไปของเด็ก หากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง หรือคุณครูสงสัยหรือกังวลใจว่าเด็กอาจมีปัญหาด้านพัฒนาการ การรีบพาเด็กไปพบจิตแพทย์เด็กหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กเป็นการแก้ปัญหาอันดับแรกที่ถูกต้องและต้องทำค่ะ หากแพทย์วินิจฉัยและพบว่าเด็กมีพัฒนาการปกติ เราจะได้สบายใจ แต่หากพบปัญหา เราจะได้รีบหาทางแก้ไขให้ถูกทางค่ะ

บ้านอุ่นรักอยากให้ชวนกันถามมาเยอะ ๆ เพื่อเราร่วมกันหาคำตอบไปด้วยกันค่ะ 

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูที่ต้องการคำปรึกษาหรือพูดคุยกับพวกเรา สามารถโทรติดต่อ นัดหมายเข้ามาพบ หรือพาลูกมาประเมินเพื่อปรึกษาวางแนวการดูแลได้ที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรัก สาขาที่ท่านสะดวกค่ะ

 

บ้านอุ่นรักกับหลักชัยในการเตรียมลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น และลูกมีพัฒนาการช้าไม่สมวัย ให้พร้อม ก่อนส่งลูกเข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล | บ้านอุ่นรัก

บ้านอุ่นรักกับหลักชัยในการเตรียมลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น และลูกมีพัฒนาการช้าไม่สมวัย ให้พร้อม ก่อนส่งลูกเข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล | บ้านอุ่นรัก

คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูบางท่านตั้งคำถาม ๆ ครูบ้านอุ่นรักว่า “เรามีระบบการเตรียมความพร้อมให้ลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น และลูกที่มีพัฒนาการช้าไม่สมวัย อย่างไร ลูก ๆ ของเราจึงสามารถเข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาลได้อย่างมีความหมาย”

บ้านอุ่นรักปักหลักชัยในการเตรียมความพร้อม 2 ระยะ คือ ก่อนและหลังส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาล

ก่อนส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาล

  • มีการกระตุ้นพัฒนาการระยะเริ่มแรกให้ลูกวัย 2-6 ขวบแบบครบทุกด้านเพื่อแก้อาการเบื้องต้นที่ขัดขวางการดำรงชีวิตและการเรียนรู้ของลูก ๆ
  • ช่วยลูกเตรียมความพร้อมก่อนส่งลูกเข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล
  • ให้ความสำคัญกับการประสานการเรียนร่วมกับโรงเรียนและคุณครูก่อนส่งลูกเข้าเรียนร่วม

หลังลูกเข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล

  • ติดตามและประเมินผลการเข้าเรียนร่วม
  • เป็นที่ปรึกษาให้กับคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง ทีมบำบัด และโรงเรียนในการประเมินผลและปรับแผนการช่วยเหลือลูกให้สามารถเรียนร่วมในโรงเรียนในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างมีความหมายที่แท้จริง

ระบบการเตรียมความพร้อมให้ลูกของบ้านอุ่นรักดังกล่าวข้างต้นแม้มีเพียง 2 ช่วง แต่เราจำต้องอาศัยระยะเวลาต่อเนื่องที่ยาวนานมากพอในการลงมือทำ ซึ่งการเตรียมความพร้อมให้ลูก ๆ นี้มีแง่มุมต่าง ๆ ที่บ้านอุ่นรักลงมือทำและได้ผล และเราเชื่อว่าเรื่องต่าง ๆ หลายเรื่องที่เราลงมือทำ เป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองสามารถทำที่บ้านได้เองเช่นกัน ซึ่งเราจะทยอยนำข้อมูลต่าง ๆ มาเผยแพร่ผ่าน Website | Facebook | YouTube | คอร์สออนไลน์ ของเรา

เราอยากให้คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง ครอบครัวของลูก ๆ ตลอดจนคุณครูของเด็ก ๆ ติดตามและเรียนรู้ร่วมไปกับเรา เพื่อท้ายที่สุด พวกเราจะไปถึงหลักชัยที่แท้จริง คือ สามารถช่วยลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น และลูกมีพัฒนาการช้าไม่สมวัย ให้เติบโตได้อย่างมีคุณภาพและสามารถดำรงชีวิตในอนาคตได้ด้วยตนเอง

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครอง ที่ต้องการคำปรึกษาหรือพูดคุยกับพวกเรา สามารถโทรติดต่อหรือนัดหมายเข้ามาพบหรือพาลูกมาประเมินเพื่อปรึกษาวางแนวทางการดูแลได้ที่บ้านอุ่นรัก สาขาที่ท่านสะดวกค่ะ