by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
8 แนวทางการเลี้ยงดูลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น ในวัยประถมถึงวัยรุ่น (ตอนที่ 2 | แนวทางที่ 1 ถึง 4)
1: วางโครงสร้างในชีวิตประจำวันของลูกให้ชัดเจนและหลากหลาย ครอบคลุมหัวข้อที่จะส่งเสริมพัฒนาการ
- เขียนกิจวัตรประจำวันของลูกตั้งแต่ตื่นจนถึงเวลาเข้านอน และกำหนดวัตถุประสงค์การฝึกที่ชัดเจน
- ให้สมาชิกในบ้านมีส่วนร่วมช่วยลูกฝึกฝนทักษะด้านต่าง ๆ และการทำกิจวัตรประจำวัน โดยแบ่งหน้าที่และจัดเวลาการทำกิจวัตรแต่ละอย่างให้เหมาะสมตามเวลาว่างของสมาชิกแต่ละคนในบ้าน
- สมาชิกในบ้านที่รับผิดชอบการฝึกทักษะและกิจวัตรแต่ละอย่างร่วมเฝ้าดู จับนำให้ทำ บอกบทให้ กระตุ้นให้ลูกลงมือทำจริง จนกว่าลูกจะทำกิจวัตรต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง
2: ตั้งเป้าหมายให้ลูกวัย 7 ปีขึ้นไป เริ่มดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน
- เริ่มจากการนำให้ลูกมีส่วนร่วมในการลงมือทำกิจวัตรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเองทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นจนจบกระบวนการ
- ในระยะแรกของการฝึกฝน อาจต้องจับทำ บอกบทให้ทำ จากนั้นจะค่อย ๆ ลดการช่วยลงทีละน้อย และกระตุ้นให้ลูกทำด้วยตนเองให้ได้มากที่สุด จนในที่สุดจึงปล่อยให้ลูกทำเองตั้งแต่ต้นจนจบ
3: เริ่มสอนลูกอายุ 12 ปีขึ้นไป ให้มีส่วนช่วยทำงานบ้านเพื่อเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของครอบครัว
- นำลูกให้เริ่มมีส่วนช่วยงานบ้านตามวัย โดยให้รับผิดชอบงานบ้านที่เกี่ยวข้องกับตนเอง และผสมผสานการดูแลสมาชิกในบ้านไปด้วย
- เริ่มจากงานง่าย ๆ ที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน ทำได้ง่ายตามวัย เช่น ล้างจาน ซักผ้า เก็บผ้า พับผ้า จัดโต๊ะอาหาร จากนั้นจึงค่อย ๆ ขยายสู่งานที่ยากหรือซับซ้อนขึ้นตามความสามารถของลูก ถือเป็นโครงการระยะยาว และเป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้เวลาร่วมกันกับลูก
- ให้ความสำคัญกับกระบวนการลงมือทำมากกว่าผลสำเร็จ
- ชวนลูกทำอย่างต่อเนื่องจนลูกจะทำได้เอง
- ชื่นชมในความพยายามของลูก แม้ผลงานจะไม่เรียบร้อยก็ไม่เป็นไร
4. สอนมารยาทและแทรกกติกาง่าย ๆ ตามวัย
- เมื่อลูกอยู่ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถแทรกการชี้แนะได้ ควรแทรกการชี้แนะด้วยการบอกลูกให้ชัดเจน เห็นเป็นรูปธรรมว่า
- ลูกควรพูดอย่างไรในสถานการณ์นั้น ๆ และ
- ลูกควรปฏิบัติตัวอย่างไรในสถานการณ์ดังกล่าว
โปรดติดตามอ่านข้อมูลเพิ่มเติมของแนวทางที่ 5 ถึง 8 ในตอนต่อไป
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ลูกที่อยู่ในวัยประถมจนถึงช่วงย่างเข้าสู่วัยรุ่น เป็นช่วงวัยรอยต่อที่สำคัญอีกช่วงหนึ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเลี้ยงดูอย่างมีแนวทางที่ชัดเจน ทั้งนี้เพื่อสามารถส่งต่อการเจริญเติบโต ตลอดจนสร้างเสริมพัฒนาการของลูกให้ก้าวหน้าขึ้นไปได้ตามลำดับ
สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่กำลังมองหาแนวทางการเลี้ยงดูลูกออทิสติก สมาธิสั้น ที่อยู่ในวัยประถมถึงวัยรุ่น ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ขอเสนอภาพรวมของ “ 8 แนวทางการเลี้ยงดูลูกออทิสติก สมาธิสั้น ในวัยประถมถึงวัยรุ่น” ดังนี้ คือ
1: วางโครงสร้างในชีวิตประจำวันของลูกให้ชัดเจนและหลากหลาย ครอบคลุมหัวข้อที่จะส่งเสริมพัฒนาการ
2: ตั้งเป้าหมายให้ลูกวัย 7 ปีขึ้นไป เริ่มดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน
3: เริ่มสอนลูกอายุ 12 ปีขึ้นไป ให้มีส่วนช่วยทำงานบ้านเพื่อเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของครอบครัว
4. สอนมารยาทและแทรกกติกาง่าย ๆ ตามวัย
5. สอนลูกดูแลด้านร่างกายที่เริ่มเปลี่ยนแปลง
6. สอนพฤติกรรมทางเพศ
7. สอนวิธีรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์
8. สอนลูกทำงานอดิเรกที่มีรูปแบบเหมาะสม เพื่อลูกได้ใช้เวลาทำกิจกรรมที่ชอบ ตลอดจนหาทางต่อยอดสู่อาชีพ
ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมของแนวทางแต่ละข้อ โปรดติดตามได้ในตอนถัดไป
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
“การพาลูกไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก คือ จุดเริ่มต้นในการช่วยลูกที่ดีที่สุด”
เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองวิตกกังวลว่าลูกอาจมีปัญหาด้านพัฒนาการหรือพฤติกรรม การสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเองทางอินเตอร์เน็ต การหาแบบประเมินมาทำเช็คลิสต์ ตลอดจนการลองประเมินลูกเป็นการเบื้องต้นด้วยตนเองอาจช่วยให้ท่านได้ข้อมูลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ท่าน (1) ต้องไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น (2) ต้องไม่รีรอ และ (3) ต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก เพื่อแพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดก่อนที่จะสรุปคำวินิจฉัยอย่างถูกหลักทางการแพทย์ได้ต่อไป
การตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดของแพทย์ก่อนการสรุปคำวินิจฉัย มีกระบวนการคร่าว ๆ คือ

ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ขอส่งใจช่วยพ่อแม่ผู้ปกครองและลูก ๆ ทุก ๆ คน และเราจะพยายามสนับสนุนข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการในส่วนที่เราซึ่งเป็นทีมครูกระตุ้นพัฒนาการทำได้ เพื่อคลายความวิตกกังวลของท่าน แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องย้ำ คือ “การช่วยแก้ปัญหาด้านพัฒนาการหรือพฤติกรรมให้กับลูก ๆ ท่านต้องเริ่มต้นลงมือทำอย่างถูกวิธีให้เร็วที่สุด ซึ่งสำหรับเราแล้ว การพาลูกไปพบและปรึกษาแพทย์ (แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์) คือ สิ่งที่ต้อง (รีบ) ทำเป็นลำดับแรก เพื่อนำสู่การตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ต่อด้วยการสรุปคำวินิจฉัยตามหลักการ การบำบัดรักษาพยาบาล การเลี้ยงดู และการดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างพัฒนาการให้กับลูกได้ในลำดับถัด ๆ ไป”
หากแพทย์วินิจฉัยว่าลูกมีปัญหาด้านพัฒนาการหรือพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นอาการออทิสติก สมาธิสั้น หรือพัฒนาการช้าไม่สมวัย พ่อแม่ผู้ปกครองจะได้พาลูกไปพบทีมครูกระตุ้นพัฒนาการและทีมบำบัด และส่งต่อข้อมูลคำวินิจฉัย ตลอดจนความเห็นของแพทย์ให้กับทีมครูกระตุ้นพัฒนาการและทีมบำบัดเพื่อช่วยลูกได้อย่างถูกทางต่อไป
Photo: Jcomp | Freepik
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
การสานต่อแบบสองทางระหว่างพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็ก ๆ มีอยู่ 2 ลักษณะ คือ
- การสานต่อแบบสองทางด้วยการแทรกซึมตัวเราให้เด็กเคยชินที่จะอยู่กับเรา ทำได้โดยเราไม่ปล่อยให้เด็กแยกตัวออกไปทันที หรือแยกตัวออกไปทำกิจกรรมที่หมกมุ่น หรือแยกตัวออกไปนั่งเล่นอยู่คนเดียว การสานต่อแบบสองทางในลักษณะนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเน้นความพยายามทำให้ช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความสนุก และให้ความสำคัญกับการเพิ่มความแน่นแฟ้นให้มากขึ้น ๆ ตลอดจนมุ่งขยายระยะเวลาแห่งความสุขและสนุกร่วมกันนี้จากระยะเวลาสั้น ๆ เป็นเวลาที่นานยิ่ง ๆ ขึ้น การแทรกซึมนี้มี “การเล่น” เป็น “สื่อกลาง” ระหว่างเราและเด็ก ซึ่งเป็นทั้งการเล่นแบบที่มีของเล่นและการเล่นระหว่างเรากับเด็กโดยไม่ต้องมีของเล่นก็ได้ เช่น เล่นจะเอ๋ เล่นจั๊กจี้ เล่นวิ่งไล่จับและสบตากัน เล่นนั่งเครื่องบินบนขาและสบตากัน หรือนำเด็กทำกิจกรรมที่เด็กชอบโดยมีเราเป็นส่วนรวม เป็นต้น
- การสานต่อแบบสองทางด้วยการวางเงื่อนไขสองสิ่งเพื่อให้เด็กคุ้นเคยที่ได้อยู่กับเราและเข้ามาอยู่ในครรลองที่เราพยายามนำทางเขาได้ในลำดับถัดไป ซึ่งศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” จะชวนพ่อแม่ผู้ปกครองคุยรายละเอียดของการสานต่อด้วยวิธีนี้กันต่อในตอนต่อไป อย่างไรก็ตาม การสานต่อแบบสองทางด้วยการวางเงื่อนไขนี้มีข้อพึงระวังคือเราต้องไม่เน้นที่จะการวางเงื่อนไขแบบจริงจังแต่เพียงฝ่ายเดียวจนลืมที่จะเน้นกันสานต่อแบบสองทางในทางบวกกับเด็ก ไม่เช่นนั้น จะกลายเป็นว่าเราเน้นแต่ซีนดุ ซีนวางเงื่อนไข ซีนต้องทำแบบนี้จึงจะได้ความสุขหรือความสนุกเป็นการตอบแทน หากบรรยากาศการวางเงื่อนไขออกเป็นแนวนี้ เด็ก ๆ ก็จะไม่รู้สึกถึงความสุขและสนุกที่ใช้เวลาร่วมกันกับเรา เราจึงต้องระวังเรื่องการสานต่อแบบสองทางด้วยการวางเงื่อนไขอยู่บ้างเช่นกัน
ไม่ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองเลือกใช้วิธีใดในการสานต่อแบบสองทางกับลูก ขอให้ท่านคงแก่นแท้ของการสานต่อแบบสองทางดังต่อไปนี้ไว้ให้ได้ เพื่อท่านสามารถสร้างเสริมคุณภาพชีวิตให้กับลูก ๆ เพิ่มบรรยากาศทางบวกในครอบครัว พร้อม ๆ กับได้มีช่วงเวลาแห่งความสุขและสนุกร่วมกัน
- เน้นการสร้างโอกาส หรือมีโอกาสสร้างและสานต่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ได้เล่นด้วยกัน ได้ใช้เวลาสนุกด้วยกันเยอะ ๆ และสร้างสัมพันธภาพทางบวกกับเด็ก
- เน้นเป้าหมายการทำให้เด็กคุ้นเคยที่จะได้อยู่กับเรา ได้ใช้เวลาร่วมกันกับเราเพื่อเล่น สำรวจสิ่งแวดล้อม เรียนรู้และทำกิจกรรมสนุก ๆ แบบใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเสริมทักษะของเด็กอย่างรอบด้าน
- เน้นการได้หัวเราะและได้สบตากัน เพื่อทำให้เด็กรับรู้ว่าการอยู่กับพ่อแม่ผู้ปกครองนั้นมีทั้งความสนุกและความสุข
- เน้นการลงมือทำในชีวิตจริง เพื่อให้เด็กสัมผัสให้ได้ว่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดลูกจะมีพ่อแม่ผู้ปกครองที่รัก เข้าใจ และเป็นเพื่อนกับลูกเสมอ
เครดิตภาพ: Freepik.com
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
คุณพ่อของลูกศิษย์ “บ้านอุ่นรัก” ได้เห็นรูปเด็ก ๆ นั่งทานข้าวด้วยตนเองที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ท่านจึงส่งข้อความมาบอก “บ้านอุ่นรัก” ว่า “เห็นเด็กนั่งรับประทานอาหาร…สบายใจกินเองเป็นแล้ว..ไม่ต้องป้อนแล้วครับ”
ข้อความข้างต้นทำให้เราย้อนคิดถึงวิธีปรับการทานอาหารของลูกขึ้นมาได้ว่า “การปรับการทานอาหารของลูกต้องทำให้สำเร็จตั้งแต่ลูกยังเป็นเด็กเล็กและทำได้ง่ายมาก” ทั้งนี้ กลุ่มลูกเจี๊ยบ (เด็กเล็ก) ที่ “บ้านอุ่นรัก” มักจะทำได้สำเร็จ ขอเพียงเราตั้งใจจริงที่จะฝึกลูกนั่งกับที่ ไม่เดินป้อน ฝึกตักอาหารเองและทานอาหารให้ได้หลากหลาย ส่วนการเปื้อนเปรอะไม่ต้องไปสนใจ แต่ให้ใส่ใจกับการได้ใช้เวลานั่งอยู่ข้าง ๆ เพื่อคอยสังเกตลูก ประกบลูกตามความเหมาะสม ดูแลห่าง ๆ เพื่อลูกทำได้ หากฝึกการทานอาหารได้สำเร็จ จะลดปัญหาการดำรงชีวิตได้อย่างมาก และทำให้ลูกดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นธรรมชาติในสังคม
ส่วนลูกที่มาเริ่มทำตอนอายุเกิน 4 ขวบแล้ว อาจทำได้ยากขึ้นแต่ก็ยังทำได้ โดยเราอาจต้องใช้การฝืนให้ลูกทานอาหารที่ไม่เคยทานให้ได้วันละ 3-5 คำ แม้ลูกต่อต้านรุนแรง เราก็ต้องฝืนทำ และที่สำคัญ คือ ต้องมีการปรับการทานอาหารของลูกทั้งในขณะที่ลูกอยู่ที่โรงเรียนกับครูหรือครูกระตุ้นพัฒนาการ และอยู่ที่บ้านกับพ่อแม่ผู้ปกครอง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ทำ ผลที่ได้ในระยะยาวจะไม่ดี กล่าวคือ เมื่อลูกโตขึ้นและไม่มีเราอยู่ด้วยเพื่อช่วยเตรียมอาหาร ลูกจะมีความยากลำบากในการดำรงชีวิตและอาจจะสร้างความลำบากให้ผู้ดูแล
ดังนั้น เราควรต้องรีบปรับการทานอาหารของลูกเสียแต่เนิ่น ๆ ฝืนใจ ฝืนลูกวันละนิด ดีกว่าให้เขาไปมีอุปสรรคในการดำรงชีวิตตอนโต