by admin | บทความทั่วไป, บทความบ้านอุ่นรัก
การฝึกให้ลูกออทิสติก สมาธิสั้น หรือพัฒนาการช้า “กินอาหารได้ด้วยตนเอง” ไม่ใช่แค่เรื่องของมื้ออาหาร แต่คือการฝึก “สมาธิ” “การควบคุมร่างกายและการเคลื่อนไหวที่สอดประสานกันระหว่างตามองและมือเคลื่อนไหว” และ “วินัยในชีวิตประจำวัน” ที่สำคัญคือการทำให้ลูกรู้สึกภูมิใจที่ตนสามารถกินอาหารได้ด้วยตัวเอง
แนวทางฝึกให้ลูกทานอาหารเองอย่างมีความสุข
1. ฝึกให้นั่งกินอาหารอยู่กับที่
• จัดโต๊ะเก้าอี้ให้เหมาะกับตัวลูก
• ปิดจอ ไม่เดินป้อน
• ใช้เวลากินอาหารแต่ละมื้อราว 20–30 นาที
• นั่งใกล้ลูกเพื่อให้ลูกเรียนรู้ว่า “เวลากินข้าว = เวลานั่งโต๊ะ”
2. ฝึกให้ลูกตักข้าวกินเอง
• ใช้ช้อนขนาดพอดีมือ
• เริ่มจากพ่อแม่ช่วยแล้วค่อยลดการช่วยลง
• ไม่ต้องกลัวเลอะเพราะ “เลอะคือการเรียนรู้”
• ใช้คำพูดให้กำลังใจ เช่น “เก่งมากลูก ตักกินเองได้แล้ว!”
3. ฝึกให้ลูกกินอาหารครบจำนวนคำมากขึ้นตามวัย
• ตั้งเป้าตามช่วงอายุ เช่น 3 ขวบ กินเองหมดจานเล็กหรืออย่างน้อยตักกินได้เอง 10–15 คำ
4. ค่อย ๆ ลดการกินอาหารซ้ำ ๆ ตลอดจนค่อย ๆ เพิ่มอาหารหลากหลาย
• เปลี่ยนเมนูให้ครบ 5 หมู่
• ทำให้อาหารน่ากิน เช่น ตัดผักผลไม้เป็นรูปดาว
• ชวนลูกช่วยจัดจานหรือเลือกวัตถุดิบ
• หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด หวาน มัน เค็มเกินไป
พ่อแม่และครูที่ร่วมมือกันฝึกทักษะนี้ให้กับเด็ก ๆ อย่างต่อเนื่องทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนจะช่วยให้เด็ก ๆ กินอาหารเองได้รวดเร็วและดีขึ้น สุขภาพของเด็กก็จะแข็งแรงขึ้น ตลอดจนเด็กจะมีความสุขกับทุกมื้อในแต่ละวัน
“ทุกคำที่ลูกตักเอง” คือ อีกหนึ่งก้าวแห่งการเติบโตที่น่าภาคภูมิใจค่ะ
“บ้านอุ่นรัก” เสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย (เด็กวัย 2-5 ขวบ)
วันและเวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ | 09.00 น. – 15.00 น.
บ้านอุ่นรักสวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2 | โทร 086 775 9656 | LINE ID: 0867759656
บ้านอุ่นรักธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26 | โทร 087 502 5261 | LINE ID: @aunrak2
Photo Credit: Laura Kimball on Unsplash re-styled via ChatGPT
by admin | บทความทั่วไป, บทความบ้านอุ่นรัก
ก้าวแรกของการสอนลูกที่บ้าน อาจดูยาก…แต่มันไม่เกินใจพ่อแม่แน่นอน
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองที่จะเริ่มต้นสอนลูกที่มีปัญหาพัฒนาการด้วยตัวเองที่บ้านควบคู่ไปกับการพาลูกไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก (หรือจิตแพทย์เด็ก) นักบำบัด หรือครูเสริมพัฒนาการเด็ก คุณอาจเกิดคำถามว่า…“จะเริ่มยังไงดี?” หรือแม้แต่ “เราจะช่วยลูกได้จริงหรือ?”
จากประสบการณ์กว่า 30 ปีของบ้านอุ่นรัก เราได้ร่วมเดินทางกับครอบครัวนับร้อยและได้เห็นด้วยตาว่าเมื่อพ่อแม่ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง การสอนลูกที่บ้านคือสิ่งที่ “เป็นไปได้จริง”
เพื่อเป็นแรงสนับสนุนให้คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ เราขอแบ่งปัน 5 แนวทางง่าย ๆ ที่ใครในครอบครัวก็สามารถทำได้เพื่อสั่งสมเทคนิคการสอนลูกให้เห็นผลได้เร็วขึ้นเพื่อให้คุณมีพลังใจก้าวเดินต่อไป
5 แนวทางสร้างพลังให้พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก
1. มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการบำบัด: เปลี่ยนบทบาทของคุณจาก “ผู้พาลูกหลานไป” มาเป็น “ผู้ร่วมทางกับเด็กและทีมบำบัด” การพูดคุยกับทีมบำบัด เข้าร่วมดูแล สังเกตวิธีสอน และถามไถ่ความคืบหน้าจะทำให้คุณเข้าใจวิธีการที่ใช้ได้ผล และได้นำสิ่งที่ได้รู้ ได้เห็น ได้รับคำแนะนำมาลองใช้จริงที่บ้าน
2. ใช้เวลากับลูกในกิจวัตรประจำวัน: ช่วงเวลาเล็ก ๆ อย่างแปรงฟัน เล่น หรือกินข้าว คือโอกาสทองในการสอน เมื่อได้ใช้เวลาร่วมกับลูกเป็นประจำสม่ำเสมอทุกวัน ใส่ใจให้ลูกรับรู้ ชวนทำซ้ำ ๆ ทุกวัน ลูกจะค่อย ๆ คุ้นเคย เปิดใจ และเรียนรู้ผ่านความรักของคุณ
3. ลงมือทำจริงตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ: ไม่ต้องรอให้ทุกอย่าง “พร้อมสมบูรณ์” ขอให้ลองทำก่อน เปิดใจที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมภายหลัง อย่ากลัวที่จะถามหรือขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากทีมบำบัดหรือผู้ปกครองท่านอื่นที่เคยผ่านเส้นทางนี้มาก่อน การลงมือทำคือวิธีเรียนรู้ที่จะเป็นครูของลูกที่ดีที่สุดของคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง
4. ปรับวิธีให้เหมาะกับบ้านของเรา: บ้านแต่ละหลังมีความต่าง วิธีการจึงต้องยืดหยุ่น ไม่ต้องเหมือนใคร ขอแค่ “เหมาะกับลูกของเรา” และอย่าลืมแบ่งปันสิ่งที่ค้นพบให้ทีมบำบัดรับรู้เพื่อช่วยกันพัฒนาแนวทางที่ดีที่สุดร่วมกัน
5. เปิดโอกาสให้ลูก “ทำซ้ำ” ทุกวัน: เด็กที่มีปัญหาพัฒนาการต้องการเวลาและการฝึกซ้ำอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การฝึกฝนทำซ้ำทุกวันจะเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้สำหรับเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการ การทำซ้ำ ทำบ่อย ๆ จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดี จดจำขั้นตอนได้อย่างแม่นยำ จนทำสำเร็จได้ด้วยตัวเอง ความสำเร็จเล็ก ๆ ที่เกิดจากการฝึกทำซ้ำ ๆ คือก้าวย่างที่สำคัญของทุกครอบครัว
แม้เส้นทางของ “การสอนลูกที่บ้าน” จะต้องใช้เวลา ความอดทน และการปรับตัว แต่เมื่อคุณเดินไปพร้อมกับลูกโดยไม่ละทิ้งกันกลางทาง เสียงหัวเราะ แววตา และความสำเร็จของลูก…จะตอบแทนคุณอย่างงดงาม
คุณพ่อคุณแม่คือครูที่ดีของลูกเสมอ และเมื่อถึงวันหนึ่ง…คุณจะรู้ด้วยหัวใจว่า “เราทำได้”
by admin | บทความทั่วไป, บทความบ้านอุ่นรัก
เมื่อลูกน้อยของคุณแสดงพัฒนาการที่ต่างจากเกณฑ์ปกติ อย่ารอช้าที่จะหาคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเพราะการช่วยเหลือเร็วคือก้าวแรกสู่อนาคตที่สดใสของเขา
คำแนะนำสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง
1. ใจเย็นและมั่นใจ – ปัญหาพัฒนาการไม่ใช่จุดจบแต่เป็นโอกาสให้เราได้ช่วยลูกให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ
2. ติดตามและสังเกตอย่างสม่ำเสมอ – รู้จักพัฒนาการตามวัยเพื่อจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและส่งเสริมลูกได้ทันที
3. ขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทันทีที่สงสัย – ยิ่งเริ่มเร็ว ผลลัพธ์ยิ่งดี
4. ทำตามแผนและคำแนะนำอย่างตั้งใจ – การฝึกทักษะและกิจกรรมเสริมพัฒนาการคือกุญแจสำคัญ
5. รักและให้กำลังใจลูกเสมอ – ความรักและกำลังใจเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับลูก
6. อย่าปล่อยเวลาผ่านไปเปล่า ๆ – การช่วยเหลือเร็วจะสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่
แหล่งความรู้เกณฑ์พัฒนาการเด็กที่น่าเชื่อถือในประเทศไทย
กระทรวงสาธารณสุข (กรมอนามัย)
• เว็บไซต์กรมอนามัยมีเอกสารและคู่มือเกี่ยวกับการติดตามพัฒนาการเด็ก เช่น “คู่มือการดูแลเด็กปฐมวัย”
• เว็บไซต์: www.anamai.moph.go.th
• มีข้อมูลที่เน้นการส่งเสริมพัฒนาการและสุขภาพเด็กโดยตรง
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
• ให้ข้อมูลและคู่มือเกี่ยวกับพัฒนาการและสุขภาพจิตเด็ก
• เว็บไซต์: www.dmh.go.th
สถาบันราชานุกูล
• หน่วยงานรัฐที่เชี่ยวชาญด้านการประเมินและดูแลเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการ
• มีข้อมูลและบริการให้คำปรึกษา
• เว็บไซต์: www.rachanakool.or.th
สำนักส่งเสริมสุขภาพเด็กและวัยรุ่น กรมอนามัย
• จัดทำคู่มือการตรวจประเมินพัฒนาการเด็กตามวัย เช่น ตารางพัฒนาการ 1 เดือน – 5 ปี
• เว็บไซต์: child.anamai.moph.go.th
โรงพยาบาลเด็กและโรงพยาบาลทั่วไปที่มีคลินิกพัฒนาการเด็ก
• สามารถขอคำแนะนำและรับคู่มือประเมินพัฒนาการเด็กได้จากแพทย์และทีมบำบัด
มูลนิธิออทิสติกไทย
• องค์กรที่ให้ข้อมูลและสนับสนุนเด็กออทิสติกและครอบครัว
• เว็บไซต์: www.autismthai.org
ศูนย์การศึกษาพิเศษส่วนกลาง
• หน่วยงานให้บริการการศึกษาและประเมินเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
• เว็บไซต์: www.cesc.go.th
เคล็ดลับ: ใช้แหล่งข้อมูลทางการ หลีกเลี่ยงข้อมูลที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง และหากไม่แน่ใจ ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเสมอ
by admin | บทความทั่วไป, บทความบ้านอุ่นรัก
กิจกรรมวงกลม (Circle Time) เป็นกิจกรรมที่เหมาะสำหรับเด็กปฐมวัย รวมถึงเด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการ เพราะเป็นช่วงเวลาที่เด็กจะได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ได้เรียนรู้ผ่านการเล่นและกิจกรรมที่หลากหลายโดยไม่เคร่งเครียด กิจกรรมเหล่านี้สามารถปรับให้เหมาะสมกับพัฒนาการของแต่ละบุคคลได้
ตัวอย่างกิจกรรมวงกลมที่เหมาะสำหรับเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการ (อายุไม่เกิน 5 ขวบ):
- ร้องเพลงพร้อมท่าทางประกอบ
เช่น เพลง “หัว ไหล่ สะโพก เข่า เท้า” หรือ “ช้าง ช้าง ช้าง”
➤ ประโยชน์: ฝึกการเลียนแบบ การฟัง การเคลื่อนไหวตามคำสั่ง
➤ ข้อควรระวัง: อย่าเร่งเด็กที่ยังไม่กล้าทำ ให้เวลาในการสังเกตและร่วมกิจกรรมเอง
- เล่นเกมง่าย ๆ เช่น “ส่งลูกบอล” หรือ “ใครหายไป”
➤ ประโยชน์: พัฒนาทักษะสังคม ความสนใจร่วม การรอคอย การจดจำ
➤ ข้อควรระวัง: หลีกเลี่ยงเกมที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวเร็วหรือมีเสียงดังเกินไป เด็กอาจตกใจหรือไม่สบายใจ
- เล่านิทานภาพประกอบพร้อมกิจกรรมถาม-ตอบง่าย ๆ
➤ ประโยชน์: กระตุ้นภาษา สมาธิ และความเข้าใจเรื่องราว
➤ ข้อควรระวัง: เลือกนิทานที่สั้น ใช้ภาษาง่าย และมีภาพชัดเจน เด็กบางคนอาจต้องการการช่วยชี้นำมากกว่าปกติ
- ฝึกหายใจเข้าลึก-ออกยาว หรือโยคะเด็กเบื้องต้น
➤ ประโยชน์: ส่งเสริมการควบคุมร่างกาย อารมณ์ และความผ่อนคลาย
➤ ข้อควรระวัง: ดูแลความปลอดภัยเรื่องท่าทาง และไม่บังคับหากเด็กไม่อยากทำ
- กิจกรรมสัมผัส (สัมผัสสิ่งของที่หลากหลาย เช่น ผ้านิ่ม ลูกบอลหนาม)
➤ ประโยชน์: พัฒนาการรับรู้ทางประสาทสัมผัส (Sensory Integration)
➤ ข้อควรระวัง: สังเกตว่าเด็กไวต่อสัมผัสบางอย่างหรือไม่ และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เด็กไม่สบาย
ประโยชน์ที่เด็กจะได้รับ:
- พัฒนาทักษะทางสังคม (Social Skills)
- เพิ่มสมาธิและการจดจ่อในกิจกรรม
- กระตุ้นการใช้ภาษาและทักษะการสื่อสาร
- ส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก
- สร้างความมั่นใจในตนเองผ่านการมีส่วนร่วม
- เสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับครูและเพื่อน
ข้อควรระวัง:
- สังเกตพฤติกรรมเด็กเป็นรายบุคคล เด็กบางคนอาจมีภาวะไวต่อเสียง แสง หรือการสัมผัส
- อย่าบังคับให้เด็กเข้าร่วม ควรใช้การชักชวนที่นุ่มนวล
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ซับซ้อนหรือมีโครงสร้างมากเกินไป
- ให้เวลาและพื้นที่สำหรับเด็กที่ต้องการปรับตัว
- ดูแลความปลอดภัยในการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะเด็กที่ควบคุมร่างกายยังไม่ดี
by admin | บทความทั่วไป, บทความบ้านอุ่นรัก
เด็กออทิสติก เด็กสมาธิสั้น หรือเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าบางรายอาจมี “อาการแพ้อาหารแฝง” โดยที่ผู้ปกครองอาจไม่รู้ตัว ซึ่งอาการแพ้แฝงนี้อาจส่งผลต่อพฤติกรรม อารมณ์ และพัฒนาการของเด็กได้
อาการแพ้อาหารมีหลายรูปแบบ
- การแพ้แบบเฉียบพลัน (Immediate Allergy): มักแสดงอาการทันที เช่น ผื่นลมพิษ หายใจลำบาก หรืออาการคล้ายภูมิแพ้รุนแรง
- การแพ้แฝง (Delayed or Food Sensitivity): อาการจะเกิดหลังจากกินอาหารเข้าไปหลายชั่วโมงหรือหลายวัน เช่น พฤติกรรมเปลี่ยน ผิวหนังมีปัญหา ระบบขับถ่ายผิดปกติ
สัญญาณที่ควรสังเกต
เด็กที่อาจมีการแพ้อาหารแฝง มักจะแสดงอาการบางอย่าง เช่น:
- ผิวหนังมีผื่นคัน รอยลอก หรือรอยขาลายที่หายยาก
- ระบบขับถ่ายไม่ปกติ เช่น ท้องผูกหรือถ่ายเหลวเป็นประจำ
- มีอาการคล้ายภูมิแพ้ เช่น น้ำมูกไหล คัดจมูกเรื้อรัง
- พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เช่น อยู่ไม่สุข หงุดหงิดง่าย สมาธิสั้นลง
แนวทางการดูแลเบื้องต้นที่บ้าน
ผู้ปกครองสามารถมีส่วนช่วยดูแลเด็กได้ ดังนี้:
- พาเด็กไปพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย เช่น การตรวจภูมิแพ้แฝง (Food Intolerance Test)
- คุมอาหารบางชนิด ที่อาจเป็นสาเหตุของการแพ้ เช่น นมวัว กลูเตน (แป้งสาลี) ไข่ ถั่ว หรืออาหารแปรรูป
- จดบันทึกอาหารที่กินและอาการที่เกิดขึ้น เพื่อช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงชัดเจนขึ้น
- เสริมอาหารที่ดีต่อระบบย่อยและภูมิคุ้มกัน เช่น ผักผลไม้สด โพรไบโอติก น้ำสะอาด
หลายครอบครัวที่ได้ลองปรับอาหารของลูกพบว่าเด็กมีพฤติกรรมดีขึ้น เช่น ซนน้อยลง อารมณ์คงที่ขึ้น และมีสมาธิในการเรียนรู้มากขึ้น
ที่ “บ้านอุ่นรัก” เราตระหนักดีว่าอาการแพ้อาหารแฝงสามารถส่งผลต่อพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กได้อย่างมีนัยสำคัญ เราจึงให้ความร่วมมือกับผู้ปกครองในการสังเกตอาการ สื่อสารข้อมูลด้านโภชนาการ และร่วมกันวางแผนดูแลด้านอาหารอย่างเหมาะสมสำหรับเด็กแต่ละบุคคล เพราะ…การดูแลจากใจเริ่มจากความเข้าใจในตัวเด็กทุกคน
“บ้านอุ่นรัก” | เสริมพัฒนาการเด็ก | เด็กวัย 2-5 ขวบ ที่มีอาการออทิสติก สมาธิสั้น หรือพัฒนาการช้าไม่สมวัย
บ้านอุ่นรัก สวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2
📞 โทร: 086-775-9656 🟢 ไลน์ไอดี: 0867759656
บ้านอุ่นรัก ธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26
📞 โทร: 087-502-5261 🟢 ไลน์ไอดี: @aunrak2