4 วิธีการตรวจเช็คเบื้องต้น สำหรับการสังเกตและบ่งชี้อาการออทิสติกของลูกน้อย | บ้านอุ่นรัก

4 วิธีการตรวจเช็คเบื้องต้น สำหรับการสังเกตและบ่งชี้อาการออทิสติกของลูกน้อย | บ้านอุ่นรัก

หากเราทำความเข้าใจอย่างแท้จริง และมีการเลี้ยงดูลูกอย่างถูกต้อง อาการออทิสติก ไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิด

หากมีความเข้าใจในโรคและอาการของโรคนี้มากเพียงพอ ก็จะสามารถรับมือและหาวิธีการอยู่ร่วม รวมถึงการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับบุคคลปกติทั่วไปได้ไม่ยาก ที่สำคัญคือ การค้นพบอาการตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อเริ่มต้นการบำบัดอาการให้ทุเลาลง ซึ่งวันนี้ บ้านอุ่นรัก ขอนำเสนอ 4 วิธีการง่ายๆ ในการตรวจเช็คเบื้องต้น สำหรับการสังเกตอาการและข้อบ่งชี้อาการออทิสติกของลูกน้อย โดยหากพบมากกว่า 2 ด้าน  !!!!!  ควรรีบไปปรึกษาแพทย์นะคะ

1. ความไม่สมวัยด้านสังคมและปฏิสัมพันธ์แบบสองทาง

  • เลี่ยงการสบตา
  • ไม่สนใจสานต่อปฎิสัมพันธ์แบบสองทางกับบุคคล  ทั้งกับบุคคลใกล้ชิด และเด็กวัยเดียวกัน
  • มักจะแยกตัว ชอบเลี่ยงออกไปเล่นคนเดียวในแบบของตนเอง
  • ขาดการชี้ชวนออดอ้อนพยักพเยิด  ไม่สานต่อหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางอารมณ์กับบุคลใกล้ชิด
  • ไม่สนใจเลียนแบบท่าทาง  การกระทำ หรือการพูดจากบุคคลรอบตัว

2. ภาษา/การสื่อความหมาย : ลักษณะการพูดและการสื่อความหมายไม่สมวัย

  • เริ่มพูดเพื่อสื่อความต้องการ ได้ช้ากว่าวัย (พูดช้ากว่า 2 ขวบ)
  • สานต่อ การสนทนา ไม่ได้
  • การแสดงออกทางแววตา/สีหน้า/ท่าทาง สื่อความหมายได้จำกัด

3. พฤติกรรม

  • ติดรูปแบบในการดำรงชีวิต   ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
  • บางรายมีการเคลื่อนไหวอวัยวะซ้ำ  (กระตุ้นระบบการรับสัมผัส)
  • หมกมุ่นกับสิ่งของเฉพาะอย่างเป็นพิเศษ
  • เล่นเป็นรูปแบบซ้ำๆ หรือมีวิธีเล่นเฉพาะตัว  ขาดการเล่นแบบสำรวจทดลองหรือ ใช้จินตนาการ
  • สนใจและตอบสนองต่อสิ่งเร้ารอบตัวอย่างจำกัด
  • ระดับการเคลื่อนไหวไม่สมดุล  (ซนอยู่ไม่สุข/ เฉื่อย ไม่ชอบเคลื่อนไหว)

4. อารมณ์   

  • ดูเหมือนเปลี่ยนแปลงง่าย วิตกกังวลสูง อารมณ์กวัดแกว่ง หงุดหงิดรุนแรง เพราะการรับรู้ไว  ตื่นตัวถูกรบกวนจากประสาทสัมผัส กลัว/เลี่ยงหนีหรือเข้าหา หมกมุ่นกับสิ่งเร้าบางอย่างเป็นพิเศษ

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครอง ที่ต้องการคำปรึกษา หรือพูดคุยกับพวกเรา สามารถโทรติดต่อหรือนัดหมายเข้ามาพบหรือพาลูกมาประเมิน เพื่อปรึกษาวางแนวการดูแล ได้ที่บ้านอุ่นรัก สาขาที่ท่านสะดวกค่ะ

7 วิธีการเล่นกับลูกที่บ้าน เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการให้มีประสิทธิภาพ | บ้านอุ่นรัก

7 วิธีการเล่นกับลูกที่บ้าน เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการให้มีประสิทธิภาพ | บ้านอุ่นรัก

เล่นกับลูก ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ปกครอง แต่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และสำคัญสำหรับลูกน้อย และการกระตุ้นพัฒนาการของลูกเป็นอย่างมาก

วันนี้ บ้านอุ่นรัก มี 7 วิธีการเล่นกับลูก เพื่อการเสริมพัฒนาการลูกน้อย ให้มีประสิทธิภาพมาบอกเล่าให้คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองได้ทราบกันค่ะ

  1. เล่นสนุก หัวเราะร่วมกันโดยไม่ใช้อุปกรณ์ใด ๆ  เป็นการใช้เวลาร่วมกัน ให้ลูกสัมผัสความรู้สึกสนุก หัวเราะ ร่วมกัน เป้าหมายคือให้ลูกสนุกที่จะเล่นร่วมกับบุคคล มากกว่าแยกตัวคนเดียว  เช่น วิ่งไล่จับ  จั๊กจี๋  ให้ขี่ขาแบบนั่งเครื่องบิน  เล่นขี่ม้า เล่นจ๊ะเอ๋ผ่านผ้าห่ม ฯลฯ
  2. การเล่นเพื่อกระตุ้นการสบตา โดยเริ่มจากสร้างแรงจูงใจ  ชวนลูกเล่นของเล่นง่ายๆที่มีจำนวนชิ้นมาประกอบกัน โดยเลือกของเล่นที่ลูกสนใจ  แต่พ่อแม่เก็บชิ้นส่วนของนั้นไว้กับตัว แล้วค่อยๆส่งของให้ลูกเล่นทีละชิ้น โดยยกของระดับสายตา ยกรอลูกสบตา 3-5 วินาที  ก่อนจึงส่งของให้
  3. การเล่นเพื่อกระตุ้นการพูด  หรือเล่นประกอบบทสนทนา  ในลูกที่ยังไม่พูดอาจนำของเล่นมาประกอบเพื่อกระตุ้นการออกเสียง เช่น “ไถรถ เสียงรถแล่นดัง บรื้น ๆ ๆ ๆ” “กล้องถ่ายรูป ถ่ายรูปดัง แชะ ๆ ๆ ๆ”   ลูกที่พูดได้แล้ว นำการเล่นรอบตัว มาประกอบการสร้างบทสนทนาง่าย ๆ ระหว่างเล่น เช่น เล่นหม้อข้าวหม้อแกงแล้วชวนลูกคุยแบบแม่ค้าคุยกับลูกค้า
  4. สอนลูกเล่นของเล่นให้เป็น   ชวนลูกเล่นโดยนำของเล่น แต่ละชิ้นมาเล่นให้ตรงตามรูปแบบและเล่นอย่างมีความหมาย ตามลักษณะของเล่นชิ้นนั้นๆ  เพื่อลดการเล่นของลูกในแบบซ้ำๆ ในลักษณะหมกมุ่นกับประสาทสัมผัสตนเอง  เช่น แทนที่จะปล่อยให้เด็กเรียงรถยนต์เป็นแถวยาวซ้ำไปซ้ำมา เปลี่ยนเป็นชวนเด็กเล่นอย่างมีความหมาย เช่น  นำรถมาไถ  ขึ้นรถปีนขึ้นสะพานไม้  รถเข้าจอด
  5. เล่นสำรวจและทดลองทำ  โดยนำของเล่นมาฝึกให้ลูกทดลองเล่นแบบ ค้นคว้า  สำรวจ หรือใช้จินตนาการ  โดยของหนึ่งชิ้น สามารถชวนลูกเล่นหลาย ๆ แบบ เช่น นำขวดมาเปิดปิดฝา  นำมากลิ้งเล่น  เตะขวดเก่าเล่น  นำของมาใส่ปิดฝาแล้วเขย่า  กรอกน้ำใส่ขวด ฯลฯ
  6. เล่นจินตนาการแบบแสร้งทำ เช่น นำตุ๊กตามาแต่งตัวและพูดคุยเหมือนกำลังเลี้ยงน้อง  เล่นหม้อข้าวหม้อแกงแบบกำลังขายของ เล่นตัวทหารแบบกำลังเล่นต่อสู้ โดยการเล่นจินตนาการ ในลูกรายที่สามารถเข้าใจได้ อาจเล่นแสร้งทำโดย ไม่จำเป็นต้องมีของประกอบ เช่น ทำท่าหวีผม แต่งตัว  ทำท่าทานขนม
  7. การเล่นเพื่อสร้างสมาธิ  เลือกของเล่นที่ได้ลงมือทำสัก 5-10 อย่างมาหมุนเวียนให้ลูกเล่น โดยเลือกของเล่นที่มีจำนวนชิ้นในการลงมือทำมากพอสมควร และเป็นของเล่นที่มั่นใจว่าลูกทำได้เอง  เช่น ปักหมุดลงแท่น ต่อเลโก้ขนาดใหญ่ หยอดกระปุกออมสิน หยิบเมล็ดพืชใส่ขวด หนีบไม้หนีบบนกระดาษแข็ง ใส่บล็อกง่ายๆลงช่อง  กรอกทรายใส่ขวด  กรอกน้ำใส่ขวด   ฯลฯ เป้าหมายเพื่อชักชวนให้ลูกทำกิจกรรมให้ได้จำนวนชิ้นเพิ่มจากเดิมอย่างต่อเนื่องมากขึ้นโดยไม่ละความสนใจกลางคันแบบขาดสมาธิโดยเริ่มตั้งเป้าหมายจากน้อยชิ้น 5-7-10 ชิ้น แล้วจึงเพิ่มขึ้นทีละน้อย อาจใช้กิจกรรมศิลปะ ลีลามือ เช่น ระบายสีน้ำ ระบายสี ติดเศษกระดาษบนภาพ ลากเส้นง่ายๆ ฯลฯ โดยตั้งเป้าหมายให้ลุกลงมือทำได้ในพื้นที่สมวัย เช่น ระบายสีน้ำอย่างน้อยครึ่งหรือสามเต็มส่วนของภาพบนกระดาษ A4

เวลามีค่านะคะ รีบตักตวงเวลาแห่งความสุขกับลูก นะคะ ❤ คลุกคลี หัวเราะ สบตา  พูดคุย  นำทางและสอนลูกให้เรียนรู้สิ่งใหม่ไปด้วยกัน สู้ ๆ ค่ะ พวกเราชาวบ้านอุ่นรักเอาใจช่วยนะคะ

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครอง ที่ต้องการคำปรึกษา หรือพูดคุยกับพวกเรา สามารถโทรติดต่อหรือนัดหมายเข้ามาพบหรือพาลูกมาประเมิน เพื่อปรึกษาวางแนวการดูแล ได้ที่บ้านอุ่นรัก สาขาที่ท่านสะดวกค่ะ

ว่าด้วยเรื่อง การฝึกเขียนของลูกออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

ว่าด้วยเรื่อง การฝึกเขียนของลูกออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

วันนี้ ขอวกมาตรวจการบ้านที่เคยให้ไว้เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2562 กันค่ะ

ก่อนจะฝึกลูกเขียนอักษรเป็นตัว ๆ เราควรถามตัวเราเองก่อนว่าลูกหมุนฝาขวดน้ำออกได้เองหรือยัง

การถามคำถามนี้ เพียงแต่จะตั้งข้อสังเกตว่าการเขียนอักษรเป็นตัว ๆ เป็นเรื่องยากสำหรับเด็กเล็ก ๆ เพราะยังใช้มือไม่ถนัดนัก ดังนั้น การลากเส้นและตีโค้งอักษรแบบต่อเนื่องจนจบเป็นอักษรสักหนึ่งตัว จึงยากสำหรับเด็ก ๆ ค่ะ

ลองดูตัวอย่าง เช่น 2 3 5 8 P S D V หรือลูกอาจรู้สึกว่ายากจังในการลากหัวอักษร เช่น น ย ล ง อ

หากลูกยังหมุนข้อมือไม่ถนัด ผลคือตัวอักษรที่ลูกพยายามเขียน จะมีขนาดของตัวอักษรขนาดยักษ์ ล้นบรรทัด และตัวอักษรที่ปรากฏจะเป็นแบบไม่เก็บรายละเอียด ไม่มีรอยหยัก หรือเกิดอักษรที่ต่อเส้นเป็นท่อน ๆ

#Suggestions: ข้อเสนอแนะ

#ทำแบบฝึกลากเส้นของเราเอง

#ลากเส้นประขนาดใหญ่เต็มกระดาษขนาด A4 เพื่อฝึกลากเส้นฝึกมุมโค้งแบบต่อเนื่อง เช่น O C U D และเส้นต่าง ๆ อาจจะเป็นภาพวาดหรือเส้นแบบง่าย ๆ เท่าที่นึกออก เพื่อฝึกลูกตีโค้งในทิศทางต่าง ๆ

#ฝึกลูกลากเส้นประ ลากเส้นต่อเนื่องแบบหักศอก ตีมุม โดยลากเส้นประอักษรขนาดใหญ่เต็มกระดาษขนาด A4 เช่น เส้น L Z V J 1 2 7

พร้อมกับการฝึกเขียน #ฝึกการหมุนข้อมือลูกด้วยกิจกรรมสนุก ๆ เช่น ฝึกเปิดฝาขวดขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือลูก

ทั้งในแนวตั้ง คือ หันข้างฝาขวด แม่ถือไว้ ชวนให้ลูกหมุนขวดที่ลอยอยู่ในแนวตั้ง และหมุนฝาขวดที่ตั้งบนโต้ะในแนวนอน

#ฝึกลูกหมุนข้อมือแบบต่อเนื่อง เช่น ผูกเชือกติดไว้ ตรงกลางแกนทิชชูที่ใช้แล้ว โดยปล่อยให้ชายเชือกห้อย ยาว แล้วกระตุ้นให้ลูกหมุนเชือกพันแกนจนสุดเชือก

ทั้งแนวตั้ง คือ ถือแล้วหมุนกลางอากาศ แนวนอน คือ วางแกนทิชชูตั้งขึ้นบนโต๊ะและให้ลูกหมุนในแนวนอน และหลังจากลูกหมุนเชือกพันแกนทิชชูได้ถนัดแล้ว คือ ทำได้รวดเร็วขึ้น หมุนข้อมือได้ต่อเนื่องขึ้น

จากนั้นอาจจะลดขนาดแกนให้เล็กลง เช่น ผูกเชือกบนแกนกระดาษแฟกซ์ที่ใช้แล้วหรือหาหลอดชาไข่มุกที่มีความแข็ง ผูกเชือกห้อย แล้วฝึกลูกหมุนเชือกพันแกนจนสุด เพื่อฝึกการตีโค้งข้อมือในวงที่แคบลง

บทความที่ครูนิ่มเขียนเรื่องความพร้อมในการฝึกเขียนของลูกนี้ ครูเขียนในฐานะคนที่มีหน้าที่กระตุ้นพัฒนาการเด็กและพบว่าคุณพ่อคุณแม่มีความกังวลว่าทำไมลูกไม่ชอบเขียน คุณพ่อคุณแม่ซื้อแบบฝึกเขียนมาให้ลูกแล้ว แต่ลูก ๆ ก็ยังเขียนไม่ได้สักที และคุณพ่อคุณแม่รายแล้วรายเล่าได้มาสมัครเข้ารับบริการฝึกการเขียนกับศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรักของเรา

ครูจึงพยายามจำลองภาพเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่มองเห็นองค์ประกอบสำคัญ ๆ ของความพร้อมในการฝึกเขียนของลูก ๆ ว่า ณ จุดเริ่มต้นที่ลูก ๆ เริ่มเขียน สำหรับลูก ๆ แล้วการเขียนไม่ได้ง่ายนัก

หลังการลงบทความมาหลายตอนเพื่ออธิบายว่าทำไมเรื่องนี้จึงยากสำหรับลูก ๆ ครูนิ่มขอทิ้งท้ายองค์ประกอบอื่น ๆ ไว้เป็นข้อเสนอแนะเพิ่มเติมให้จบครบทุกด้าน

ครูหวังว่าบทความทุกตอนของเรื่องนี้จะเกิดประโยชน์ไม่มากก็น้อยแก่คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูที่สนใจ ดังนี้ค่ะ

องค์ประกอบและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

ชี้ชวนลูกและนำให้ลูกจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำ ทั้งนี้ต้องทำให้ได้ระยะเวลาต่อเนื่องและคงสมาธิได้พอสมควรตามวัย

การชี้ชวนลูกทำเรื่องนี้ไปด้วยกันกับคุณพ่อคุณแม่ ในตอนเริ่มต้นยังไม่ต้องตั้งเป้าหมายให้เป็นการเขียน แต่ชวนให้ลูกสนุกที่จะทำเรื่องนี้ได้ต่อเนื่องมากขึ้น

ให้ลูกได้สนุกไปกับการลากเส้นอิสระ เพลินไปกับการระบายสีเล่นโดยไม่ต้องมีรูปแบบ

เริ่มจาก 5 นาที 10 นาที 15 นาที หรือนานเท่าที่ลูกสนใจในระดับเหมาะสม

เตือนหรือนำให้ลูกใช้มือ 2 ข้างทำงานร่วมกันแบบอัตโนมัติ ทั้งนี้ในระยะแรกอาจช่วยจับนำได้

มือข้างหนึ่งจับดินสอ มืออีกข้างหนึ่งจับขอบกระดาษด้านตรงข้าม รวมทั้งฝึกใช้มือสองข้างในกิจกรรมอื่น ๆ เช่น มือข้างที่ถนัดหยิบสิ่งของ มืออีกข้างหนึ่ง จับภาชนะ ขณะหยิบของใส่ในภาชนะนั้น

เริ่มที่ให้ลูกได้จับดินสอในท่าทางที่ลูกถนัด ในแบบของตนเองตามขั้นของพัฒนาการไปก่อนระยะหนึ่ง (เริ่มจากท่ากำดินสอ คีบดินสอด้วยนิ้วชี้และนิ้วโป้งจนถึงจุดที่จีบนิ้วจับดินสอ) แล้วจึงค่อย ๆ จับนำให้ลูกจับดินสอที่ถูกท่าเป็นระยะจนลูกจับได้ถนัด

เตือนให้ลูกคงสายตา และมองตามมือในขณะที่ขีดเขียน หรือทำกิจกรรมการใช้มือต่าง ๆ เพื่อเตรียมให้ลูกมีการทำงานประสานกันได้ดีของมือ-นิ้ว-สายตา

ช่วยจัดท่านั่งของลูกให้ถนัด ให้อยู่ในท่าที่พร้อมและเหมาะสมกับการเขียน

ระยะแรกยังไม่จำเป็นต้องเน้นคุณภาพ ทุกอย่างสามารถพัฒนาขึ้นได้ตามลำดับ ตามความถี่ของการฝึกฝน และการที่ลูกได้รับประสบการณ์.

ที่กล่าวข้างต้นคือองค์ประกอบหลาย ๆ ด้านที่สนับสนุนการเขียนของลูก

ตั้งทัศนคติให้ถูกต้องว่าการขีดเขียนและการระบายสีเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เราได้ทำและได้ใช้เป็นช่วงเวลาสนุก ๆ ร่วมกันกับลูก

เมื่อลูกได้รับโอกาสฝึกฝนที่มีความถี่พอสมควรและเมื่อลูกมีประสบการณ์มากพอ คุณภาพในสิ่งที่ลูกทำจะพัฒนาได้เองตามลำดับ ซึ่งนี่คือวิถีการเรียนรู้ที่วิเศษสุดที่ลูก ๆ ทุกคนมีตามธรรมชาติอยู่แล้วค่ะ

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครอง ที่ต้องการคำปรึกษา หรือพูดคุยกับพวกเรา สามารถโทรติดต่อหรือนัดหมายเข้ามาพบหรือพาลูกมาประเมิน เพื่อปรึกษาวางแนวการดูแล ได้ที่บ้านอุ่นรัก สาขาที่ท่านสะดวกค่ะ

7 เรื่องต้องรู้ว่าจริงๆแล้ว ออทิสติกคืออะไร | บ้านอุ่นรัก

7 เรื่องต้องรู้ว่าจริงๆแล้ว ออทิสติกคืออะไร | บ้านอุ่นรัก

บทความที่น่าสนใจในตอนนี้ นำเสนอเรื่อง 7 เรื่องต้องรู้ว่าออทิสติกจริง ๆ แล้วคืออะไร

ครูนิ่มเชื่อว่า ยังคงมีคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองอีกหลายท่าน ที่ยังสงสัยหรือไม่เข้าใจว่าออทิสติก จริง ๆ แล้วคืออะไร มีอาการอย่างไร รักษากันอย่างไร หรือรับมือกันอย่างไรดี ในบทความนี้ ครูนิ่มจะพาทุก ๆ ท่านไปทำความรู้จักกันหน่อยว่า จริง ๆ แล้ว โรคออทิสติกคืออะไรกันแน่ค่ะ

1. ทุก ๆ ประชากร 1000 คน จะพบผู้ที่มีอาการออทิสติก 6 คน

จากการเปิดเผยของอธิบดีกรมสุขภาพจิตเมื่อเดือนกรกฏาคม 2560 พบสถิติที่น่าตกใจว่าเด็กไทยมีอาการออทิสติกประมาณ 3 แสนคน (หรือมีอาการออทิสติกได้ 6 คนในประชากรทุก ๆ 1,000 คน) และในอนาคต ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศจะมีอัตราความชุกของโรคนี้ทวีคูณมากขึ้น ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตพัฒนาการของลูกตั้งแต่ลูกยังเล็ก หากพบว่าลูกมีร่องรอยของอาการจะได้รีบปรึกษาแพทย์และนักวิชาชีพที่เกี่ยวข้องได้อย่างทันท่วงที

สำหรับที่มาข้อมูล คลิกชมได้ที่นี่ค่ะ

2. ถ้าสังเกตดี ๆ จะสามารถพบอาการได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก

หากสังเกตพฤติกรรมของเด็ก ๆ ได้ดี ครอบครัวจะพบร่องรอยของอาการออทิสติกได้ตั้งแต่เด็กยังเล็ก อย่างไรก็ตาม อาการออทิซึมจะแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อเด็กอายุประมาณ 2-3 ขวบ กล่าวคือ เด็กจะมีพัฒนาการไม่สมวัยด้านการสานต่อปฏิสัมพันธ์แบบสองทางกับบุคคล  มีความล่าช้าด้านภาษา  มีพฤติกรรมซ้ำ ๆ แปลกเฉพาะตัว โดยพัฒนาการที่ไม่สมวัยนี้จะมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน ดังนั้น ครอบครัวต้องรู้ลำดับขั้นของพัฒนาการเด็กเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการสังเกตพัฒนาการของลูกหลานว่ามีความปกติหรือไม่ อย่างไร

ซึ่งนั่นหมายความว่า ยิ่งเรารู้ตัวเร็วเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งสามารถทำการบำบัดอาการของลูกน้อยได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก ๆ อาการของลูกน้อยก็จะสามารถทุเลาลงได้

3. การเข้าถึงบริการสำหรับผู้มีอาการ ยังน้อยมาก ประมาณ 10% เท่านั้น

จากสถิติผู้มีอาการออทิสติกข้างต้นตามข้อ 1 กรมสุขภาพจิตพบว่ามีคนที่เข้าถึงบริการน้อยมาก คือ ประมาณร้อยละ 10  หรือปีละเพียง 30,000 กว่าคนเท่านั้น ทั้งนี้ เพราะหน่วยงานหรือบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการบำบัดรักษามีจำกัด อีกทั้งการบำบัดรักษาต้องใช้เงินจำนวนมาก ครอบครัวของบุคคลออทิสติกจึงพบปัญหาและอุปสรรคในการพาไปบำบัดรักษาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นพัฒนาการหรือการปรับพฤติกรรมบางด้านให้บุคคลออทิสติก ครอบครัวสามารถทำได้เองที่บ้าน ครอบครัวจึงควรเรียนรู้เรื่องการเป็นนักบำบัดประจำบ้าน เพื่อช่วยลูกหลานให้มีอาการทุเลาลงได้รวดเร็วและเห็นผลชัดเจนขึ้น อีกทั้งจะสามารถประหยัดค่าใช้การในการเข้ารับบริการบางส่วนลงได้

บ้านอุ่นรักเอง ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยช่องทางออนไลน์ต่างๆ ของบ้านอุ่นรัก ไม่ว่าจะเป็น Facebook Fan Page, Youtube, Website หรือแม้แต่ Instagram เอง ก็จะสามารถช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง ผู้ป่วย หรือผู้ที่สนใจ สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ของบ้านอุ่นรักได้ง่ายขึ้นนะคะ

สำหรับที่มาของข้อมูล คลิกชมได้ที่นี่ค่ะ

4. อาการออทิสติกมีการดำเนินของอาการตลอดชีวิต

อาการออทิสติกมีการดำเนินอาการตลอดชีวิต แม้รักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่สามารถบำบัดรักษาอาการให้ทุเลาเบาบางลงได้ ดังนั้น หากมีการบำบัดรักษาอาการของโรคออทิสติกที่ถูกต้องแล้ว ก็จะสามารถช่วยลดอันตรายหรือความเสี่ยงๆ ต่างที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับลูกน้อยได้นั่นเอง

5. อาการออทิสติก มีรูปแบบอาการที่หลากหลาย

อาการออทิสติกไม่ได้มีรูปแบบของโรคแบบใดเพียงแบบเดียว ทั้งนี้ บุคคคลออทิสติกแต่ละคนอาจมีความบกพร่องเรื่องพัฒนาการด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นความบกพร่องทางสังคม การใช้ภาษาเพื่อสื่อสารแบบไม่สมวัย ปัญหาพฤติกรรม หรือปัญหาด้านอารมณ์ ด้วยข้อเท็จจริงนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองจึงต้องเรียนรู้ธรรมชาติและอาการของลูกเพื่อหาทางบำบัดรักษาได้อย่างตรงจุด  

6. กลุ่มคนที่สำคัญที่สุด คือครอบครัว

จากการศึกษาทั้งในและต่างประเทศพบว่าพ่อแม่และคนในครอบครัวของลูกหลานออทิสติกเป็นกลุ่มคนสำคัญที่สุดในการช่วยบำบัดรักษาอาการนี้ให้ลูกหลานได้ ดังนั้น ทั้งแพทย์ นักวิชาการ และนักวิชาชีพที่ทำงานด้านนี้ จึงเน้นและสนับสนุนเรื่องครอบครัวบำบัดมาโดยตลอด

7. สูตรสู่การบำบัดให้สำเร็จ คือ รู้จริง-ทำจริง-ทำต่อเนื่อง

สูตรในการบำบัดรักษาบุคคลออทิสติกให้ประสบความสำเร็จ คือ

  1. รู้จริงเรื่องธรรมชาติและอาการที่มีรูปแบบเฉพาะตนในแต่ละคน เพื่อหาทางบำบัดรักษาผู้มีอาการแต่ละคนได้อย่างมีทิศทางที่ถูกต้อง
  2. ทำจริงในเรื่องการลงมือกระตุ้นพัฒนาการและปรับพฤติกรรมเพื่อช่วยให้บุคคลออทิสติกเติบโตอย่างมีคุณภาพและช่วยเหลือตนเองได้ในอนาคต
  3. ทำต่อเนื่องยาวนานมากพอ กล่าวคือ มีความจำเป็นต้องทำซ้ำ ๆ เรื่องการกระตุ้นพัฒนาการและการปรับพฤติกรรม ต้องใช้เวลาในการสอนหรือฝึกฝนให้ลูกหลานพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิต และการสอนซ้ำ ๆ การให้เวลาต่อลูกหลานที่มีอาการในการเรียนรู้ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ใจเย็น แม้จะเป็นเหมือนภารกิจเข็นครกขึ้นภูเขา แต่เมื่อถึงยอดเขานั้นแล้ว เราจะพบความชื่นใจและภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของการเป็นครอบครัวบุคคลออทิสติก

คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครอง ที่ต้องการคำปรึกษา หรือพูดคุยกับพวกเรา สามารถโทรติดต่อหรือนัดหมายเข้ามาพบหรือพาลูกมาประเมิน เพื่อปรึกษาวางแนวการดูแล ได้ที่บ้านอุ่นรัก สาขาที่ท่านสะดวกค่ะ

5 วิธีรับมือสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เมื่อรู้ว่าลูกเป็นออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

5 วิธีรับมือสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เมื่อรู้ว่าลูกเป็นออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

บทความที่น่าสนใจในวันนี้ ขอนำเสนอในหัวข้อ 5 วิธีรับมือสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เมื่อรู้ว่าลูกเป็นออทิสติก โดยครูนิ่ม บ้านอุ่นรักค่ะ

หลายต่อหลายครั้ง ที่รู้สึกเหมือนโชคชะตาไม่เป็นใจ หรือรู้สึกเหมือนกำลังโดนฟ้า หรือใครกลั่นเกล้งเราอยู่ เราก็อาจจะยังไม่รู้สึกเสียใจ ท้อแท้ใจ ห่อเหี่ยวใจ มากไปกว่า วินาทีที่เราได้รับการยืนยัน หรือทราบข่าวแน่ชัดแล้วว่า ลูกรักของเรามีอาการผิดปกติทางด้านพัฒนาการ หรือเป็นโรคออทิสติก

บ้านอุ่นรักและครูนิ่มเอง จากประสบการณ์ที่ดูแลพบปะกับเด็กๆ และคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองมาตลอดระยะเวลากว่า 26 ปี เราเข้าใจในจุดๆนี้ ของคุณพ่อคุณแม่ดีค่ะ ว่าการทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเรื่องที่ยากลำบากกับความรู้สึกของคุณพ่อคุณแม่ในเวลานั้นเป็นอย่างมาก

แต่ครูนิ่มขอบอกเลยนะคะ ไม่ว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าเราจะโศกเศร้าเสียใจ หรือตีโดยตีพายขนาดไหนก็ตาม สิ่งๆ นี้ได้เกิดขึ้นแล้ว และเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ค่ะ แต่ในความโชคร้าย ก็ยังมีความโชคดีอยู่ นั่นก็คือ เราสามารถเตรียมตัวและรับมือ กับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ค่ะ

1. ปรับเปลี่ยนทัศนคติของตนเอง  ไม่โทษตนเองหรือโชคชะตาที่ลูกเป็นโรคนี้  เปิดใจยอมรับธรรมชาติที่ลูกเป็น ลูกยังคงเป็นเด็กน้อยคนเดิมที่เรารัก ลูกของเราไม่ใช่เด็กที่บุบสลาย และยังคงมีศักยภาพซ่อนอยู่ในตัวเหมือน ๆ กับเด็กทุกคน เพียงแต่เป็นเด็กที่มีวิถีการเรียนรู้ที่แตกต่าง  การสอนและเลี้ยงดูลูกออทิสติกนั้นอาจจำเป็นต้องใช้วิธีการที่แตกต่างหรืออาจใช้เวลามากกว่าในระยะแรก  ดังนั้นรีบเริ่มต้นเรียนรู้ให้เร็วว่า  เราจะเป็นพ่อแม่นักบำบัดได้อย่างไร แล้วทำทุกวันให้ดีที่สุด พร้อม ๆ ไปกับการอนุญาตให้ตนเองมีความสุขให้ได้ ด้วยทัศนคติทางบวกเช่นนี้ พ่อแม่จะมีพลังกายและใจในการนำพาลูกสู่เส้นทางการเจริญเติบโตอย่างเต็มศักยภาพอย่างแน่นอน

2. ปรับเปลี่ยนตนเองให้เป็นพ่อแม่นักบำบัด หาความรู้เรื่องแนวทางการบำบัด ทำความเข้าใจเรื่องอาการของลูก และเริ่มลงมือทำด้วยตนเอง  คู่ขนานไปกับการบำบัดรักษาจากนักบำบัดมืออาชีพ ซึ่งการเปลี่ยนตนเองให้เป็นพ่อแม่นักบำบัดนี้ไม่ใช่เรื่องยาก โดยรับคำแนะนำจากแพทย์และทีมบำบัด ตลอดจนเข้าร่วมคอร์สฝึกอบรมต่าง ๆ ที่สถาบันที่เกี่ยวข้องกับโรคออทิสติก รวมทั้งทีมบ้านอุ่นรักเอง ก็ได้จัดทำโปรแกรมเผยแพร่ความรู้ไว้หลายรูปแบบเพื่อเป็นเครื่องมือนำทางให้กับพ่อแม่ผู้ปกครอง  หากพ่อแม่สืบค้นก็จะพบคอร์สต่าง ๆ ที่น่าเรียนรู้เพื่อบำบัดรักษาอาการของลูกเองที่บ้าน และนี่ก็คือก้าวแรกที่สำคัญที่จะนำพาพ่อแม่สู่การเป็นพ่อแม่นักบำบัดได้ในที่สุดซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่าย และยังช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าเร็วกว่าการรอรับบริการจากภายนอก เพียงทางเดียว ซึ่งทางบ้านอุ่นรักเอง ก็ได้มีบริการจัดอบรมคอร์สต่างๆ เหล่านี้โดยครูนิ่มด้วยเช่นกันค่ะ ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่ท่านใดสนใจก็ติดต่อกับทางบ้านอุ่นรักเข้ามาได้ค่ะ

3. ปรับเปลี่ยนสมาชิกในบ้านให้เป็นทีมบำบัด จากการศึกษาทั้งในและต่างประเทศพบว่าการกระตุ้นพัฒนาการและปรับพฤติกรรมลูกออทิสติกนั้นต้องทำให้ครอบคลุมพัฒนาการทุกด้าน โดยเฉพาะการเกิดในชีวิตจริงที่บ้าน และทำอย่างต่อเนื่องใช้เวลาที่ยาวนานมากพอ สมาชิกทุกคนในบ้านจึงเป็นบุคคลสำคัญที่เรียกว่า Keyman  หากพ่อแม่ พี่น้อง และสมาชิกในบ้านแทคทีมจับมือกันเป็นทีมบำบัด และจัดแบ่งหน้าที่ในการช่วยกระตุ้นพัฒนาการและปรับพฤติกรรมให้ลูกออทิสติก โดยพุดคุยตกลงกันว่าใครสามารถทำสิ่งใดได้ ในเวลาใด เช่น แม่รับหน้าที่ฝึกลูกเรื่องทักษะการสานต่อการสนทนาและการทำกิจวัตรประจำวันเรื่องการตื่นนอน การทานอาหาร พ่อชวนลูกทำกิจกรรมสร้างสรรค์นอกบ้าน พี่ชวนน้องออทิสติกเตะฟุตบอลหรือขี่จักรยานร่วมกันยามเย็น คุณยายช่วยฝึกหลานให้ช่วยเหลือตนเองในการอาบน้ำและแต่งกาย  ฯลฯ หากทุกคนร่วมมือกันลงมือทำไปเรื่อย ๆ อย่างมีทิศทาง ในที่สุด ลูกออทิสติกจะเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยฝีมือของ (พวก) เราเอง

4. ปรับเปลี่ยนการจัดสรรเวลาเพื่อหาเวลาเฉพาะกันไว้ให้ลูก  เช่น พ่ออาจต้องตื่นให้เช้าขึ้นสักครึ่งชั่วโมงและก่อนพ่อออกไปทำงานในตอนเช้า จัดเวลาเฉพาะไว้เพื่อพูดคุยชวนลูกสบตาและสานต่อบทสนทนาระหว่างอาหารมื้อเช้า  แม่อาจลดภาระงานบ้านลงบางส่วนเพื่อจัดเวลาเฉพาะไว้เพื่อพาลูกเข้านอน เล่านิทาน ชวนลูกสรุปความจากนิทานที่ได้ฟังไป การจัดเวลาเฉพาะไว้ให้ลูกนี้ เราขอแนะนำว่าต้องใช้เวลาแต่ละช่วงไม่ต่ำกว่า 10-15 นาที ให้ได้วันละหลายๆรอบ  ดังนั้น แม้การทำแบบนี้อาจทำให้พ่อแม่เสียเวลาส่วนตัวไปบ้าง แต่จะได้เวลาคุณภาพที่ได้อยู่กับลูกเพิ่มเติม การกันเวลาที่มีค่าเฉพาะไว้เพื่อลูกในทุก ๆ วันเช่นนี้ จึงเป็นเสมือนของขวัญที่พ่อและแม่ได้มอบให้กับลูก และเป็นการสร้างสัมพันธภาพที่เปี่ยมไปด้วยรักและอบอุ่นสำหรับครอบครัวได้อย่างแท้จริง

5. ปรับเปลี่ยนวิธีคิดในแง่การทำใจยอมรับความช่วยเหลือยามจำเป็น  เราไม่สามารถเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบหรือพร้อมรับมือตลอดเวลา  โดยเฉพาะในการเลี้ยงดูลูกที่ใช้พลังกาย ใจ  มากกว่าการเลี้ยงตามปกติ ย่อมทำให้พ่อแม่เกิดความเหนื่อยล้า  ดังนั้นในบางเวลาเราจำเป็นต้องเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างบ้าง  พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องเป็นซุปเปอร์พ่อแม่ที่ต้องทำทุกอย่างด้วยตนเองไปสียทั้งหมด ลองมองไปรอบ ๆ ตัว แล้วจะพบคนที่ปรารถนาดีรอให้ความช่วยเหลือในรูปแบบที่เขาทำได้อยู่รายรอบ เช่น คุณน้าข้างบ้านที่อาสาดูแลลูกให้เราสักครึ่งชั่วโมงในขณะที่เราไปซื้อของที่ตลาด เพื่อนของเราที่จะช่วยดูแลลูกในขณะวันที่เราไม่สบาย เพื่อนของพ่อที่เป็นเพื่อนเล่นฟุตบอลกับลูกของเราพร้อม ๆ ไปกับลูกของเขา เป็นต้น เพียงเรายอมรับว่าเราทำทุกอย่างเองไม่ได้ เราเปิดใจให้ลูกได้เป็นตกเป็นสมบัติสาธารณะตามควรอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในที่สุด เพื่อนบ้านของเรา เพื่อนของเรา ญาติพี่น้องของลูก หรือแม้แต่พี่พนักงานขายของที่ร้านสะดวกซื้อ จะเปิดใจรับลูก ทำความรู้จักกับลูก มองเห็นความน่ารักน่าเอ็นดูของลูก และอ้าแขนรอกอดลูกออทิสติกผู้น่ารักของเรา

ครูนิ่ม และพวกเราชาวบ้านอุ่นรักทุกคน จะยืนอยู่ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งกำลังใจ มีรอยยิ้ม  อ้อมกอดที่จริงใจ  และพร้อมจะดูแลคุณพ่อคุณแม่ และเด็กๆ ในเรื่องที่เราทำได้ค่ะ