ทำไมแตกต่างทั้ง ๆ ที่เราก็ทำเหมือน ๆ กัน? | บ้านอุ่นรัก

ทำไมแตกต่างทั้ง ๆ ที่เราก็ทำเหมือน ๆ กัน? | บ้านอุ่นรัก

คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองเคยสงสัยกันหรือไม่ว่า “ทำไมเด็ก ๆ ที่มีระดับอายุเท่ากัน และได้รับการกระตุ้นพัฒนาการรูปแบบเดียวกัน แต่ผลสำเร็จกลับได้ไม่เหมือนกัน?”

สาเหตุ 4 ประการในภาพรวมที่ทำให้ที่เด็กที่อยู่ในวัยเดียวกันและได้รับการกระตุ้นพัฒนาการแบบเดียวกัน ได้ผลสำเร็จที่ไม่เหมือนกัน มีดังนี้ คือ

1: ระดับอาการและความซับซ้อนของปัญหาในเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ เด็กที่มีอาการออทิซึม สมาธิสั้น หรือพัฒนาการช้าก็เหมือนกับเด็กที่มีโรคกลุ่มอื่น ๆ คือ เด็ก ๆ จะมีกลุ่มระดับอาการต่าง ๆ กันอยู่ 3 ระดับ คือ (1) อาการน้อย (Mild) (2) อาการปานกลาง (Moderate) และ (3) อาการระดับรุนแรง (Severe) ซึ่งกลุ่มระดับอาการรุนแรงมักจะมีความซับซ้อนเนื่องจากจะมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการทางระบบสมอง หรืออาการไม่สมดุลของระบบประสาทรับความรู้สึก (SI) อย่างมาก เป็นต้น ดังนั้น ความยากง่ายในการนำทาง ระดับความร่วมมือของเด็ก ๆ ต่อการฝึก ระยะเวลาที่ต้องใช้ในการฝึก และผลสำเร็จของผลลัพธ์จึงแตกต่างกัน

2: ลีลาการสอน เป็นความสามารถและทักษะการชี้นำลูกของพ่อแม่ผู้ปกครองแต่ละบ้านที่ทำได้ต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบ้าน

3: ความรู้ ความเข้าใจ และกรอบแนวคิดเกี่ยวกับการบำบัดรักษาในภาพรวมที่แต่ละครอบครัวคิดเห็นแตกต่างกัน

4: ความตั้งมั่นที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะเข้ามามีส่วนร่วมลงมือ และความสม่ำเสมอในการลงมือทำที่ต่างกัน ทั้งนี้ อาจเกิดจากการขาดความรู้ ความเข้าใจ หรือมีภาระทางเศรษฐกิจ สังคม และหน้าที่การงาน จนทำให้ไม่สามารถคลุกคลีหรือใช้กับเวลากับลูกได้อย่างสม่ำเสมอ

ไม่ว่าสาเหตุใดประการใดจาก 4 ข้อข้างต้นจะทำให้ลูกได้รับผลสำเร็จเรื่องการกระตุ้นพัฒนาการที่ต่างจากเพื่อนในวัยเดียวกัน ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองทุกท่าน และเราขอเน้นว่าคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองสามารถควบคุมสถานการณ์และเป็นหลักในการนำทางลูกได้อย่างแน่นอน ดังนั้น ขอให้ท่านเรียนรู้และทำความเข้าใจธรรมชาติของกระบวนการบำบัดรักษาว่าจะต้องอาศัยเวลาพอสมควรขึ้นกับพื้นฐานที่แตกต่างกันในเด็กแต่ละคน โดยปัจจัยสำคัญที่ควบคุมได้ด้วยมือของท่านเอง คือ การร่วมลงมือและจัดบรรยากาศในบ้านให้ลูกได้รับการกระตุ้นพัฒนาการ ในทุก ๆ วัน เมื่อท่านทำได้เช่นนี้ คำถามที่ว่า “ทำไมแตกต่างทั้ง ๆ ที่เราก็ทำเหมือน ๆ กัน?” ก็จะหมดไป อีกทั้งท่านจะพบว่าการลงมือทำของท่านจะช่วยให้ลูกค่อย ๆ มีพัฒนาการที่คืบหน้าและเก่งขึ้น ๆ เรื่อย ๆ ได้เช่นกัน

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองที่ต้องการเรียนรู้เรื่องลูกออทิสติกผ่านคอร์สออนไลน์ที่จัดทำโดย “ครูนิ่ม (คุณนิสิตา ปีติเจริญธรรม ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรัก) ท่านสามารถคลิกตามลิงค์ข้างล่างนี้ เพื่อลงทะเบียนเรียนคอร์สของเราได้ตั้งแต่วันนี้ค่ะ

https://www.skilllane.com/instructors/nisita

https://edumall.co.th/catalogsearch/result?q=%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2&type=course

 

เตรียมอย่างไรให้พร้อม ในภาวะ Social Distancing และ School Closure | บ้านอุ่นรัก

เตรียมอย่างไรให้พร้อม ในภาวะ Social Distancing และ School Closure | บ้านอุ่นรัก

ในช่วงนี้ที่เชื้อโควิด-19 ระบาด ลุงตู่และทีมงานได้ประกาศใช้มาตรการหลัก 2 ประการ คือ (1) การทิ้งระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และ (2) การปิดการเรียนการสอน (School/Program Closures) เพื่อลดโอกาสเสี่ยงการติดเชื้อ แต่มาตรการทั้ง 2 ประการก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่ต้องตระเตรียมความพร้อมในการรับมือภาวะการกักตัวลูกเล็กเด็กแดงไว้ที่บ้านตามไปด้วย

สำหรับลูกออทิสติกที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน พ่อแม่ผู้ปกครองคงต้องเตรียมความพร้อมที่จะรับมือให้รัดกุม เพื่อไม่ให้ลูกได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ ด้านพัฒนาการ และความปลอดภัย ในช่วงที่ลูกต้องทิ้งระยะห่างทางสังคมกับทีมแพทย์ ทีมบำบัด ทีมโรงเรียน และทีมกระตุ้นพัฒนาการ ด้วยการงดหรือหยุดเข้ารับบริการด้านการฝึก การเรียนการสอน และการกระตุ้นพัฒนาการไปสักระยะหนึ่ง

เพื่อการเตรียมพร้อมและนำพาลูกออทิสติกฝ่าวิกฤติ “การทิ้งระยะห่างทางสังคม” และ “การปิดการเรียนการสอน” ไปให้ได้ เว็บไซต์ Autism Speaks ได้โพสต์แนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองชาวอเมริกันไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งแนวทางบางประการ เราสามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทแบบไทย ๆ ได้ ดังนี้ คือ

1. การเตรียมตัวดูแลลูก

2. การพูดคุยกับทีมโรงเรียน ทีมบำบัด หรือทีมกระตุ้นพัฒนาการของลูก เกี่ยวกับบริการต่าง ๆ และ

3. การติดต่อองค์กรในท้องถิ่น โซเชียลมีเดีย หรือกลุ่มทางสังคมที่สามารถให้ความช่วยเหลือหากลูกและท่านต้องการความช่วยเหลือ

1. การเตรียมตัวดูแลลูก

  • จัดเตรียมข้าวของ เครื่องใช้ ของเล่น อุปกรณ์การเรียนการสอนแบบง่าย ๆ ที่พอหาได้ และสถานที่ให้พร้อมในการดูแลลูก
  • จัดเตรียมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินและเวชภัณฑ์ประจำบ้าน เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิ ยาลดไข้ และยาอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในกรณีลูกเจ็บป่วย
  • ตรวจสอบความปลอดภัยของข้าวของ เครื่องใช้ และสถานที่ เพื่อลูกที่อยู่ที่บ้านได้รับความปลอดภัย
  • จัดเตรียมอาหารให้เพียงพอ ทั้งนี้ต้องเป็นอาหารที่ไม่กระตุ้นอาการและการตื่นตัวของลูก
  • เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับอาการของลูก บันทึกทางการแพทย์และสุขภาพ ข้อมูลการประเมิณอาการต่าง ๆ ของลูก และวิธีดูแลลูกไว้ให้พร้อมหากต้องนำมาใช้งาน
  • เตรียมตารางนัดหมายกับแพทย์และทีมบำบัด ตลอดจนยืนยันวันนัดหมายล่วงหน้าให้เรียบร้อย
  • เตรียมตารางกิจวัตรประจำวันประจำบ้านที่ช่วยสร้างเสริมพัฒนาการของลูกให้รอบด้าน เช่น การกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็ก กิจกรรมออกกำลังกายช่วงเช้าและเย็นที่มีผลต่อการควบคุมการเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทางและการสร้างปฏิสัมพันธ์แบบสองท้างกับบุคคลรอบข้าง การเสริมทักษะการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร กิจกรรมเสริมสร้างการสบตา กิจกรรมสร้างเสริมการคงสมาธิ การช่วยเหลือตนเอง และกิจกรรมช่วยงานบ้านง่าย ๆ ที่ลูกสามารถทำได้สำเร็จ เป็นต้น
  • บันทึกข้อมูลการติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ ไลน์ เฟซบุ๊ก หรือช่องทางการติดต่ออื่น ๆ ของทีมแพทย์ ทีมบำบัด ทีมโรงเรียน และทีมกระตุ้นพัฒนาการของลูก
  • ในกรณีที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีความจำเป็นต้องไปทำงานนอกบ้าน ท่านควรติดต่อเครือข่ายผู้ปกครองลูกออทิสติกที่ท่านรู้จัก เพื่อนหรือคนในครอบครัวของท่านที่รู้จักและคุ้นเคยกับลูกเป็นอย่างดี ทีมบำบัดหรือทีมกระตุ้นพัฒนาการของลูก เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องการผลัดกันมาดูแลลูกแทนท่าน

2. การพูดคุยกับทีมโรงเรียน ทีมบำบัด หรือทีมกระตุ้นพัฒนาการของลูก เกี่ยวกับบริการต่าง ๆ เช่น

  • บริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ ทางไลน์ ผ่านระบบวีดีโอคอล หรือเฟซบุ๊กกลุ่มปิด เป็นต้น
  • บริการที่สามารถจัดส่งถึงบ้าน
  • บริการในกรณีฉุกเฉิน

3. การติดต่อองค์กรในท้องถิ่น โซเชียลมีเดีย หรือกลุ่มทางสังคมที่สามารถให้ความช่วยเหลือหากลูกและท่านต้องการความช่วยเหลือ

คลิ๊กลิงค์นี้เพื่ออ่านบทความต้นฉบับ เรื่อง “How to handle clinical care during social distancing and school/program closures” จากเว็บไซต์ Autism Speaks

https://www.autismspeaks.org/science-news/how-handle-clinical-care-during-social-distancing-and-schoolprogram-closures

คลิ๊กลิงค์นี้เพื่ออ่านบทความต้นฉบับ เรื่อง “How to handle school closures and services for your child with autism” จากเว็บไซต์ Autism Speaks

https://www.autismspeaks.org/science-news/how-handle-school-closures-and-services-your-child-autism

ไม่ว่าสถานการณ์โควิด-19 จะจบเร็วหรือช้า บ้านอุ่นรักขอส่งมอบกำลังใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองและลูก ๆ และเราพร้อมอยู่เป็นเพื่อนคู่คิดของท่านในการเผชิญหน้ากับวิกฤตนี้ เพื่อผ่านพ้นไปด้วยกันให้ได้ด้วยดี

เครดิตบทความ: www.autismspeaks.org

เครดิตภาพ: Paul Hanaoka | Unsplash

กรณีตัวอย่าง: ปัญหาลูกโมโหรุนแรง ไม่ทำตามข้อตกลง จะแก้ไขอย่างไรกันดี | บ้านอุ่นรัก

กรณีตัวอย่าง: ปัญหาลูกโมโหรุนแรง ไม่ทำตามข้อตกลง จะแก้ไขอย่างไรกันดี | บ้านอุ่นรัก

ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ได้รับคำถามในประเด็น “ทำอย่างไรดี ถ้าลูก……” จากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองอยู่เสมอ

ในตอนนี้ เรามีกรณีตัวอย่างที่คุณแม่ท่านหนึ่งได้ถามมา และท่านอนุญาตให้เราแชร์ข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครองท่านอื่น ๆ ต่อไป

คำถามของคุณแม่:

คุณแม่กำหนดกติกาให้ลูกอายุ 5.9 ขวบว่า “อีก 10 นาทีต่อจากนี้ไป ลูกต้องอาบน้ำและแปรงฟันให้เสร็จ จากนั้น ลูกจึงจะได้ดูคลิปวีดีโอสัตว์น่ารัก 1 ตอน” แต่ลูกโอ้เอ้จนเลยเวลา คุณแม่จึงไม่ให้ลูกดูคลิปวีดีโอดังกล่าว ผลก็ คือ ลูกโมโหรุนแรง ทำท่าจะเข้ามาผลัก ตี และใช้คำพูดรุนแรง เช่น จะเอาปืนมายิงแม่ ควรทำอย่างไรดี คุณแม่เครียดมากเลยค่ะ

คำตอบของ “บ้านอุ่นรัก”:

เนื่องจาก “บ้านอุ่นรัก” ไม่ทราบพฤติกรรมของน้องในภาพรวม ตลอดจนไม่ทราบข้อมูลพื้นฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับน้อง เช่น วิธีการเลี้ยงดู และระดับอาการของน้อง เราจึงขออนุญาตให้แนวทางการรับมือกว้าง ๆ ว่า คุณแม่ควรแยกพฤติกรรมของน้องเป็น 2 ประเด็น คือ หนึ่ง: การอาบน้ำและแปรงฟัน และ สอง: การแสดงออกทางอารมณ์และใช้คำพูดรุนแรง

ประเด็นที่หนึ่ง : การอาบน้ำและแปรงฟัน

สิ่งที่คุณแม่จำเป็นต้องพิจารณา คือ

(1) เวลาที่ลูกจะอาบน้ำเสร็จด้วยตัวเองตามความเป็นจริง

(2) หากคุณแม่คิดว่าลูกควรอาบได้เสร็จภายใน 10 นาที จำเป็นต้องค้นหาว่ามีอะไรบ้างที่ทำให้ลูกไม่สามารถอาบน้ำเสร็จภายใน 10 นาที เพื่อหาทางจัดสภาพกับสิ่งนั้น แล้วค่อยทำข้อตกลงกับลูกใหม่

(3) แรงจูงใจที่คุณแม่จะนำมาใช้ ไม่ควรเป็นสิ่งที่ลูกได้รับอยู่แล้วเป็นประจำ หรือไม่ควรเป็นสิ่งที่ลูกสามารถหามาทำได้ด้วยตัวของลูกเอง หากแรงจูงใจเดิมยังไม่เหมาะสม ในระยะแรกของการปรับพฤติกรรมใหม่ ๆ อาจจะเริ่มมองหาแรงจูงใจใหม่ที่เป็นสิ่งที่ลูกชอบแต่เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ลูกไม่ได้รับเป็นประจำในชีวิตประจำวันก่อน ซึ่งอาจจะช่วยลดความขัดแย้งในกรณีที่ลูกทำไม่ได้ตามที่กำหนด

ประเด็นที่สอง : การแสดงออกทางอารมณ์และใช้คำพูดรุนแรง

การที่ลูกแสดงออกทางอารมณ์และใช้คำพูดรุนแรง น่าจะเป็นสถานการณ์ที่ลูกพยายามแสดงความรู้สึกไม่พอใจ ความรู้สึกปฏิเสธ และความรู้สึกหงุดหงิดออกมา

คุณแม่ไม่ควรแปลความหมายสิ่งที่ลูกพูดตามคำพูด 100% เพราะจะทำให้คุณแม่ขาดความมั่นใจที่จะช่วยปรับพฤติกรรมของลูก อย่างไรก็ตาม คุณแม่ควรพยายามลดโอกาสที่ลูกจะได้เรียนรู้คำเหล่านั้น และหากลูกพูดคำเหล่านั้นออกมา คุณแม่จะเพิกเฉย ไม่ไปจดจ่อกับความหมายของคำพูดนั้น แต่ให้เบี่ยงเบน ดึงความสนใจออก โดยคุณแม่พูดสั้น ๆ พูดกระชับ และพูดระบุให้ลูกรู้ว่าลูกควรทำพฤติกรรมหรือสิ่งใดแทน

ประเด็นที่สำคัญ คือ คุณแม่ต้องไม่สนใจคำพูดที่รุนแรงของลูกเลย หรืออาจเสนอประโยคที่เหมาะสมที่ลูกควรพูดในสถานการณ์นั้น ๆ เป็นการทดแทน

“บ้านอุ่นรัก” ต้องขอโทษที่ตอบคำถามของคุณแม่แบบกว้าง ๆ เนื่องจากเราไม่ทราบข้อมูลพื้นฐานระดับอาการและความเป็นมาของการเลี้ยงดูค่ะ

การปรับพฤติกรรมให้สำเร็จ โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ทำต่อเนื่องล่วงเลยมานาน ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณแม่จำเป็นต้องลองผิดลองถูก โดยไม่ใช้ถ้อยคำหรือท่าทีที่รุนแรง ค่อย ๆ ปรับโดยคำนึงถึงกติกาตามวัยพร้อมกับความรู้สึกของลูกด้วยครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ หากคุณแม่พบว่าลูกมีปัญหาพฤติกรรมในระดับที่คุณแม่เริ่มกังวลใจ ควรไปขอคำปรึกษาอย่างสม่ำเสมอจากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์ที่ดูแลลูกค่ะ เพราะหลังจากวัยนี้ผ่านพ้นไป ลูกจะถึงวัยที่มีอารมณ์หงุดหงิดรุนแรงขึ้นด้วยระดับฮอร์โมน และการปรับตัวด้านพัฒนาการทางเพศค่ะ

ทั้งนี้ หากปัจจุบัน ลูกเข้ารับการกระตุ้นพัฒนาการอยู่แล้ว คุณแม่ควรหาโอกาสพูดคุยและปรึกษาครูกระตุ้นพัฒนาการของลูกบ่อย ๆ เพื่อขอความเห็นและข้อแนะนำ จากนั้นก็นำความเห็นและคำแนะนำของคุณหมอและครูกระตุ้นพัฒนาการมาทดลองทำที่บ้าน เพื่อจะได้กลับไปพูดคุยกับคุณหมอหรือคุณครูต่อเนื่องอีก โดยเฉพาะเมื่อทดลองทำแล้วแต่ไม่สามารถทำได้สำเร็จในครั้งเดียว เมื่อลูกเข้าสู่วัยประถมในลำดับถัดไป คุณแม่ควรจะเริ่มใช้กติกาและการคุยทำข้อตกลงร่วมกันให้มากขึ้น และฝึกให้ลูกดูแลตนเอง และลดการแยกตัวที่จะหมกมุ่นกับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งที่ลูกสนใจนานเกินไปหรือมากเกินไป ไม่ควรปล่อยผ่านหรือไว้เช่นนั้น เพราะในอีกไม่นาน ลูกจะไม่ยอมทำตามการชี้นำหรือไม่ร่วมมือในการทำกิจกรรมอื่น ๆ เพราะหงุดหงิดเมื่อถูกขัดจังหวะค่ะ

ในท้ายนี้ ทีมครูบ้านอุ่นรักขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่นะคะ

เครดิตภาพ: Halanna Halila | Unsplash

3 ข้อบ่งชี้ในการพิจารณาใช้ยารักษาในเด็กออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

3 ข้อบ่งชี้ในการพิจารณาใช้ยารักษาในเด็กออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

เด็กออทิสติกไม่จำเป็นต้องรับประทานยารักษาทุกคน และการใช้ยาไม่ได้มุ่งการแก้ไขอาการออทิสติกโดยตรง ทั้งนี้เพราะการแก้ไขอาการออทิสติกโดยตรง คือ การกระตุ้นพัฒนาการและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเพื่อแก้ไขอาการผิดปกติบางประการของเด็ก เพื่อสนับสนุนให้การบำบัดรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตัวอย่างข้อบ่งชี้ ข้อพิจารณาในการใช้ยารักษาในเด็กออทิสติก มีดังนี้ คือ

หนึ่ง: มีอาการผิดปกติทางด้านพฤติกรรมเฉพาะอย่างที่ขัดขวางการดำรงชีวิต ขัดขวางการปรับตัว หรือเป็นอุปสรรคต่อการฝึกอย่างชัดเจน แพทย์จึงพิจารณาใช้ยาเพื่อแก้ไขอย่างมีวัตถุประสงค์ เช่น ลูกมีพฤติกรรมซ้ำ ๆ หรือกระตุ้นตนเองมาก ๆ ลูกมีพฤติกรรมทำร้ายตนเอง มีปัญหาด้านอารมณ์รุนแรง มีปัญหาด้านการนอน มีพฤติกรรมซนอยู่ไม่สุขไม่อยู่นิ่งในระดับที่ควบคุมตนเองได้ยาก เป็นต้น

สอง: มีอาการของโรคลมชัก

สาม: มีอาการของโรคทางจิตเวช อาการนี้อาจพบได้ในช่วงประถมหรือวัยรุ่น เช่น อาการทางจิต หูแว่ว ประสาทหลอน หรือซึมเศร้า

ในเรื่องของการใช้ยารักษาลูกออทิสติกนี้ คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองไม่ควรซื้อยาให้ลูกทานเอง แต่ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อแพทย์จะได้ดูแล ปรับขนาดของยาตามน้ำหนัก และอาการของลูกเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด หากในระหว่างการใช้ยา มีกรณีพบผลข้างเคียงจากการใช้ยา คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองควรรีบประสานเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากแพทย์ แต่ไม่ควรหยุดยาหรือปรับยาเอง เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงต่อเด็กได้

เครดิตภาพ: Pina Messina | Unsplash

บรรยากาศการเลี้ยงดูแบบไหน ช่วยสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้ลูกได้ | บ้านอุ่นรัก

บรรยากาศการเลี้ยงดูแบบไหน ช่วยสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้ลูกได้ | บ้านอุ่นรัก

สำหรับลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น ลูกที่มีพัฒนาการช้าไม่สมวัย ลูกมักมีความซุกซน อยู่ไม่สุข และบางครั้งก็แสดงออกซึ่งพฤติกรรมบางประการ ที่ส่งผลให้ทั้งเราและคนรอบข้างที่รักและหวังดีต่อลูก อดไม่ได้ที่จะบ่น ว่ากล่าว หรือแม้กระทั่งดุลูก จนลูกเสียเซลฟ์ (Self) รู้สึกว่าตนเองเป็นเด็กไม่ดี และสูญเสียความภาคภูมิใจในตนเอง

ในฐานะพ่อแม่ผู้ปกครอง เมื่อลูกแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เป็นปัญหา เราก็ต้องหาทางแก้ไขปัญหาให้เหมาะสม โดยไม่ลืมที่พลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสที่ลูกจะได้เรียนรู้ แก้ไข และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมพร้อม ๆ กันไปด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราจะตั้งเป้าหมายซ้อนเข้าไปอีกชั้นว่า ลูกจะต้องยังรู้สึกดีต่อตนเอง และคงความภาคภูมิใจในตนเอง (Self Esteem) ไว้ได้ด้วย

ในตอนนี้ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” มีแนวทางการแก้ไขปัญหามาฝากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ซึ่งเราขอเน้นที่ “บรรยากาศการเลี้ยงดูที่บ้าน” ที่จะสามารถช่วยทั้งลูกและเราให้ร่วมทางกระบวนการเรียนรู้ แก้ไข และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไปด้วยกันโดยลูกจะยังคงรู้สึกดีและภาคภูมิใจในตนเอง ดังนี้ คือ

บรรยากาศการเลี้ยงดูแบบไหน ช่วยสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้ลูกได้?

หนึ่ง: ยอมรับลูกอย่างที่ลูกเป็น การยอมรับนี้เท่ากับเป็นการบอกลูกให้มีความนับถือตนเองที่ไม่ต้องเหมือนใคร แต่เป็นการยอมรับบนเงื่อนไขว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะไม่ปล่อยผ่านพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนและแก้ไข ส่วนจะปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขกันอย่างไร “บ้านอุ่นรัก” เคยนำเสนอแนวทางไปบ้างแล้ว และเราจะนำมาเสนอทบทวนซ้ำอีกครั้งในโอกาสต่อไป

สอง: สอนให้ลูกรู้ว่าความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย เพราะคนทุกคนทำสิ่งผิดพลาดได้เสมอ แต่เมื่อทำผิดพลาดไปแล้ว ลูกต้องเรียนรู้ เข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบผลการกระทำของตนเอง ตลอดจนหาทางแก้ไขไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ ๆ ในโอกาสต่อ ๆ ไป

สาม: เมื่อลูกแสดงพฤติกรรมที่ไม่ควรปล่อยผ่าน เราจำเป็นต้องตักเตือน โดยพูดกับลูกสั้น ๆ ระบุพฤติกรรมที่ลูกควรทำในครั้งต่อไป พูดให้ลูกมองเห็นภาพ โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวโทษสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

สี่: ให้โอกาสลูกได้แสดงความรู้สึกของตนเอง รับฟังและใส่ใจความรู้สึกของลูกด้วยความจริงใจ

ห้า: ชื่นชมในความพยายามและทุกความตั้งใจดีของลูก โดยระบุความรู้สึกของผู้ชมและระบุการกระทำดี ๆ ที่ลูกได้ทำไป

หก: ให้โอกาสลูกได้ตัดสินใจด้วยตนเองมากขึ้น

เจ็ด: แสดงความสนใจในสิ่งที่ลูกสนใจ แม้เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย แต่ถ้าสิ่งนั้นมีความหมายกับลูก สิ่งนั้นย่อมมีค่าเสมอ 

แปด: เปิดโอกาสให้ลูกได้ค้นคว้า อนุญาตให้ลูกได้ทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ลูกสนใจ

เก้า: บอกรักลูกเสมอ มองลูกด้วยแววตาแห่งรัก โอบกอดสัมผัสลูกอย่างนุ่มนวล พูดกับลูกอย่างให้เกียรติ บอกให้ลูกได้รู้ “ลูกของพ่อแม่คือสิ่งล้ำค่าสิ่งเดียวในโลกที่ไม่เหมือนใคร เป็นความภูมิใจสูงสุดในชีวิตการเป็นพ่อแม่

ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” หวังว่าคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองที่ได้อ่านบทความนี้ ตลอดจนบทความอื่น ๆ ของเรา จะเห็นภาพรวมของแนวทางการรับมือและการสร้างบรรยากาศดี ๆ ในการดูแลและเลี้ยงดูลูกที่จะส่งผลให้ท่านช่วยปรับเปลี่ยนและแก้ไขพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาของลูกได้สำเร็จ และเป็นการทำได้สำเร็จโดยละม่อม ราบรื่น และนุ่มนวลค่ะ  

แม้ลูกจะซุกซนเหลือเกิน

ถึงลูกมักอยู่ไม่สุขกับใครเขาเลย

และลูกมักแสดงพฤติกรรมที่ขัดหู เคืองตา และไม่ถูกใจมนุษย์พ่อแม่พี่ป้าน้าอาเอาเสียเลย

แต่เราจะยิ้มในใจ และเข้าใจว่าด้วยข้อจำกัดหลายประการจากอาการของลูก ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเข้าสังคม การควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม ลูกจึงทำเรื่องต่าง ๆ ที่ขัดหู ขัดตา และขัดใจเรา

แต่ลูกโชคดีที่มีเรา ซึ่งพร้อมจะนำทางลูกไปด้วยความรัก ความเมตตา และความหวังดี

เรามาสร้างบรรยากาศการเลี้ยงดูดี ๆ ที่บ้านเพื่อลูก ๆ รู้สึกดีต่อคนรอบข้างและตนเอง อีกทั้งเกิดความภาคภูมิใจในตนเองกันค่ะ

เครดิตภาพ: Roman Kraft | Unsplash