พาลูกเคลื่อนไหวแบบที่ร่างกายได้ใช้อวัยวะด้านตรงข้าม | บ้านอุ่นรัก

พาลูกเคลื่อนไหวแบบที่ร่างกายได้ใช้อวัยวะด้านตรงข้าม | บ้านอุ่นรัก

การชวนลูกทำกิจกรรมที่ลูกได้เคลื่อนไหวในรูปแบบที่ร่างกายของลูกได้ใช้อวัยวะด้านตรงข้ามทำงานพร้อมกัน (ด้านซ้ายและขวาทำงานพร้อมกัน) เป็นกิจกรรมการเคลื่อนไหวสำคัญที่ผู้ปกครองต้องหมั่นฝึกให้ลูกได้ทำ และควรทำให้ได้วันละ 3 รอบ ๆ ละ 10 นาทีเป็นอย่างน้อย

สาเหตุที่ผู้ปกครองต้องหมั่นทำเรื่องนี้ เพราะลูกที่มีความล่าช้าทางพัฒนาการจำนวนมากมักขาดทักษะการจัดสภาพร่างกายให้สมดุลตามวัย จึงมีท่าทางเก้งก้าง แก้ปัญหาเฉพาะหน้าขณะที่กำลังเคลื่อนไหวได้ไม่ดี เคลื่อนไหวข้ามสิ่งกีดขวางไม่คล่อง หรือทำท่าทางที่ใช้อวัยวะหลายส่วนพร้อมกันอย่างไม่สมวัย  ดังนั้น การชักชวนให้ลูกร่วมทำกิจกรรมที่ส่งผลให้สมองมีการสั่งการแบบการทำงานไขว้กัน หรือมีการกระตุ้นการทำงานของสมองทั้งสองซีก จะช่วยให้ลูกวางแผนการเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อลูกได้ฝึกทักษะการเคลื่อนไหวที่ร่างกายได้ใช้อวัยวะด้านตรงข้ามพร้อมกันผ่านการทำกิจกรรมต่าง ๆ ซ้ำ ๆ การเคลื่อนไหวจะมีท่าทางที่เป็นธรรมชาติและดูสมวัยขึ้น

ตัวอย่างกิจกรรม

  • เดินหรือวิ่งแกว่งแขนให้ได้ระยะทางพอควร
  • เดิน วิ่ง หรือคลานข้ามจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งของห้อง
  • เดินขึ้น-ลงบันได
  • กระโดดสลับเท้า
  • ออกกำลังกายท่าแตะสลับ
  • บริหารแบบเทควันโด้
  • โยคะเด็ก
  • ว่ายน้ำ หรือทำท่าว่ายบก (นอนหงายทำท่าว่ายน้ำ นอนตีขา และยกแขนขึ้น-ลง คล้ายว่ายน้ำ)
  • กิจกรรมที่ได้ใช้มือทั้งสองข้างร่วมกัน เช่น การตัดกระดาษ (มือหนึ่งจับกระดาษ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งใช้ง้างกรรไกร) การร้อยลูกปัด (มือหนึ่งถือเชือก มืออีกข้างร้อยลูกปัด) หรือเวลาเขียนหนังสือ วาดภาพ หรือระบายสี (ลูกใช้มือข้างหนึ่งจับหรือวางทาบทับกระดาษไว้ ส่วนมืออีกข้างก็ใช้เขียน วาด หรือระบายสี)
  • เดินหรือวิ่งสไลด์ข้าง (แกลลอป Gallop) ระหว่างพาเดิน-วิ่งแกลลอป อาจเพิ่มการให้คำสั่งหยุด ให้ลูกยืนทรงท่า นับ 1-10 พร้อมกระตุ้นการสบตากันเป็นระยะ ๆ ไปด้วยก็ได้

เมื่อผู้ปกครองเลือกกิจกรรมที่จะทำได้แล้ว อีกทั้งตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่ากิจกรรมที่จะทำมีความปลอดภัยมากพอสำหรับลูก จากนั้นก็ชวนลูกทำกิจกรรมกันได้เลย ทั้งนี้ ควรทำให้ได้วันละ 3 รอบ ๆ ละ 10 นาทีเป็นอย่างน้อย เพียงเท่านี้ ลูกที่มีความล่าช้าทางพัฒนาการก็จะได้เคลื่อนไหวไปกระตุ้นการทำงานของสมองไป ได้ฝึกทักษะการจัดสภาพร่างกายให้สมดุลตามวัย ได้เคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ และจะค่อย ๆ มีท่าทางที่ใช้อวัยวะหลายส่วนพร้อมกันได้อย่างสมวัย

เครดิตภาพ: Derek Johnson | Unsplash

ปลูกฝังการทานอาหารอย่างถูกต้อง | บ้านอุ่นรัก

ปลูกฝังการทานอาหารอย่างถูกต้อง | บ้านอุ่นรัก

การทานอาหารเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งที่สำคัญของชีวิต ดังนั้น ในช่วงที่ลูกยังเล็ก ผู้ปกครองจำเป็นต้องปลูกฝังการทานอาหารอย่างถูกต้อง คือ

Roadmap 

  1. นั่งทานที่โต๊ะ โดยไม่เดินป้อน
  2. ตักทานเอง (ผู้ปกครองอาจช่วยป้อนนำในระยะแรก)
  3. ทานให้ได้อย่างน้อย 10-15 คำต่อมื้อ
  4. ฝึกทานอาหารให้หลากหลาย เพื่อง่ายในการดำรงชีวิตในอนาคต

ที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรักสวนสยาม” และ “บ้านอุ่นรักธนบุรี (ถนนพุทธมณฑลสายสอง)” เรามีภาพความสุขของการเฝ้านั่งประกบ เฝ้าดู เฝ้าเขี่ยวเข็ญให้ลูกศิษย์ของเราทานข้าวด้วยตนเองกันทุกวัน แม้ในระยะแรก ต้องบังคับให้ทานกันบ้าง ทานได้วันละน้อยบ้างมากบ้าง ทานอาหารของตนเองได้น้อยเพราะมัวแต่สนใจอาหารของเพื่อนบ้าง ทานไปร้องไห้งอแงไปบ้าง แต่ทีมครูกระตุ้นพัฒนาการของเราทุกคน ต่างร่วมมือกันทำอย่างสม่ำเสมอแบบไม่ปล่อยผ่าน ซึ่งเราพบว่าสิ่งที่ทำนั้นเกิดผล คือ เด็ก ๆ สามารถทานอาหารได้หลากหลายขึ้นและสามารถนั่งทานอยู่กับที่ด้วยตนเอง แม้ดูแล้วอาจเป็นเรื่องเล็ก ๆ ธรรมดา ๆ แต่เป็นความสม่ำเสมอที่เราทำด้วยความรัก และพยายามเฝ้าทำในเรื่องที่เรารู้แน่ชัดว่า “มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของเด็ก ๆ ในอนาคตต่อไป”

เรื่องทุกเรื่องที่สำคัญต่อเด็ก ๆ ในอนาคต เราต้องลงมือทำ แม้ในระยะแรก เด็ก ๆ อาจมีพัฒนาการที่คืบหน้าไปเพียงนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เราต้องลงมือด้วยความสม่ำเสมอ นาน ๆ เข้าเราจะพบว่าเด็ก ๆ ทำได้เองจนประสบความสำเร็จ

เครดิต: Presentation template by SlidesCarnival

4 ปัจจัยสำคัญเพิ่มเติมที่จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนร่วมของลูกที่มีปัญหาด้านพัฒนาการ | บ้านอุ่นรัก

4 ปัจจัยสำคัญเพิ่มเติมที่จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนร่วมของลูกที่มีปัญหาด้านพัฒนาการ | บ้านอุ่นรัก

ในการส่งลูกที่มีปัญหาด้านพัฒนาการหรือลูกที่มีความต้องการเป็นพิเศษเข้าโรงเรียน ผู้ปกครองย่อมคิดพิจารณาอย่างรอบด้านว่าโรงเรียนต้องมีทีมครูและบุคลากรที่พร้อมจะส่งเสริมให้ลูกได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย แนวทางการเรียนการสอนและหลักสูตรที่โรงเรียนต้องเหมาะสมกับการเรียนรู้ของลูก ระยะทางที่ใช้ในการเดินทางต้องไม่ไกลและไม่ทำให้ลูกต้องเหนื่อยมากจนเกินไป คนที่บ้านต้องจัดการเรื่องการรับ-ส่งลูกได้ ตลอดจนค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต้องอยู่ในงบประมาณที่ผู้ปกครองมีความสามารถในการจัดสรร ทั้งนี้ เมื่อทุกอย่างลงตัว ลูกก็จะเรียนร่วมในโรงเรียนได้อย่างราบรื่น เรียนรู้อย่างมีความหมาย เพื่อสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาที่จะต่อยอดสู่ความสำเร็จในการเรียนรู้ด้านอื่น ๆ ที่จำเป็นต่ออนาคตของลูกยิ่ง ๆ ขึ้นไป

แม้ปัจจัยดังกล่าวข้างต้นเป็นองค์ประกอบพื้นฐานจำเป็นที่ผู้ปกครองต้องใช้ในการพิจารณาเลือกโรงเรียนให้กับลูก แต่เนื่องจากลูกมีปัญหาด้านพัฒนาการ การเรียนร่วมในโรงเรียนอย่างมีประสิทธิภาพจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติมที่สำคัญอีก 4 ประการ ดังนี้ คือ

  1. การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง

เนื่องจากลูกที่มีความต้องการเป็นพิเศษอาจมีความสามารถและพัฒนาการบางด้านที่ล่าช้ากว่าอายุจริง นอกจากนี้ ลูกอาจมีอาการ อารมณ์ และพฤติกรรมบางอย่างที่เป็นเงื่อนไข สร้างข้อจำกัด และก่อให้เกิดอุปสรรคด้านการเรียนรู้และการเรียนร่วม ดังนั้น ผู้ปกครองต้องพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมกับทางโรงเรียนในหลาย ๆ ด้านเพื่อส่งเสริมให้การเรียนร่วมของลูกมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ผู้ปกครองต้องเป็นตัวกลางในการประสาน ส่งต่อ และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างทีมแพทย์ นักบำบัด และโรงเรียน เพื่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรู้ภาพรวมของปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ตลอดจนมีแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างถูกวิธีร่วมกัน สำหรับการประสานข้อมูลนี้ ผู้ปกครองต้องทำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดระยะเวลาของการเรียนร่วม นอกจากนี้ ผู้ปกครองควรร่วมมือกับโรงเรียนเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลูก ดูแลการเรียนรู้ของลูกเมื่อลูกอยู่บ้าน จัดเตรียมอุปกรณ์ที่ลูกต้องใช้ที่โรงเรียน และช่วยติดตามผลการเรียนร่วมด้วยความใกล้ชิดอีกประการหนึ่งด้วย

  1. ทัศนคติของทีมครูผู้ปฏิบัติงาน

ทัศนคติของทีมครูผู้ปฏิบัติการที่เน้นการให้โอกาสและพร้อมที่จะยืดหยุ่นได้พอประมาณตามที่ปฏิบัติได้จริงแก่ลูกที่เข้าเรียนร่วม นับเป็นปัจจัยสำคัญเพิ่มเติมอีกหนึ่งประการที่จะเอื้อให้ลูกที่มีปัญหาด้านพัฒนาการสามารถปรับตัวและเรียนร่วมกับเพื่อนในชั้นเรียนได้

  1. ระบบสนับสนุนในโรงเรียน

ระบบสนับสนุนของโรงเรียนที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ของลูกที่มีความต้องการเป็นพิเศษ เช่น การกำหนดวิธีการประเมินผลการเรียนรู้ของเด็ก การจัดบุคลากรหรือการสนับสนุนเพิ่มเติมอื่น ๆ เพื่อสร้างเสริมประสิทธิภาพของการเรียนร่วมในชั้นเรียน ตลอดจนการพิจารณาชั้นเรียนของเด็กตามศักยภาพและพัฒนาการมากกว่าดูตามอายุจริง

  1. ความพร้อมของลูก

ลูกที่มีปัญหาด้านพัฒนาการหรือมีความต้องการเป็นพิเศษสามารถประสบความสำเร็จในการเรียนร่วมได้ ทั้งนี้ ลูกที่ประสบความสำเร็จในการเรียนร่วมมักเป็นเด็กที่ได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาแล้วจนสามารถควบคุมตนเองได้ดีในระดับหนึ่ง  ตลอดจนมีทักษะรอบด้านที่จำเป็นต่อการเรียนรู้และเรียนร่วม สามารถนำพาตนเองในชีวิตประจำวันได้ และมีความสนใจกิจกรรมที่หลากหลายจึงสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามตารางเรียน นอกจากนี้ ผู้ปกครองต้องหมั่นดูแลสุขภาพของลูกให้ดี เพราะสุขภาพที่ดีจะส่งผลให้ลูกเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ในชั้นเรียนอย่างต่อเนื่องได้

จะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพการเรียนร่วมของลูกในโรงเรียนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งผู้ปกครองสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจปัจจัยต่าง ๆ เหล่านั้นได้ สำหรับผู้ปกครองที่สนใจเรียนรู้เรื่องนี้ ตลอดจนแนวทางการสร้างเสริมความพร้อมให้กับลูกที่มีปัญหาด้านพัฒนาการ ท่านสามารถลงทะเบียนเรียนคอร์สออนไลน์ที่ “ครูนิ่ม (คุณนิสิตา ปีติเจริญธรรม)” และทีมกระตุ้นพัฒนาการของศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” ได้ร่วมกันจัดทำขึ้น ผ่านตลาดความรู้ออนไลน์ได้ ส่วนผู้ปกครองที่ต้องการให้ทีมกระตุ้นพัฒนาการเด็กของ “บ้านอุ่นรัก” ช่วยท่านดูแลและสร้างเสริมพัฒนาการให้ลูกวัย 2-5 ขวบที่มีอาการออทิสติก สมาธิสั้น หรือพัฒนาการล่าช้ากว่าวัย ท่านสามารถไลน์หรือโทรติดต่อสอบถามบริการนี้ ได้ที่ “บ้านอุ่นรักสวนสยาม” และ “บ้านอุ่นรักธนบุรี (ถนนพุทธมณฑลสายสอง)” ในวันและเวลาทำการ

ปรับเปลี่ยนอย่างไร เมื่อเด็กมีพฤติกรรมชอบตี กัด เตะ ทำร้าย ทำลายข้าวของ | บ้านอุ่นรัก

ปรับเปลี่ยนอย่างไร เมื่อเด็กมีพฤติกรรมชอบตี กัด เตะ ทำร้าย ทำลายข้าวของ | บ้านอุ่นรัก

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูที่มีลูกหลานและลูกศิษย์ ที่เมื่อโกรธหรือไม่พอใจก็มักจะกัด ตี เตะ ทำร้ายผู้อื่นหรือตนเอง ตลอดจนขว้างปาทำลายข้าวของ ขอให้พิจารณาว่าการที่เด็กทำเช่นนั้น อาจไม่ได้หมายถึงการแสดงออกซึ่งอารมณ์ก้าวร้าวเสมอไป แต่เป็นความพยายามของเด็กที่ยังใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารไม่คล่อง จึงไม่รู้ว่าจะบอกให้เรารู้ได้อย่างไรว่า “หนูไม่ชอบสิ่งนั้น” “หนูไม่อยากอยู่ในสถานการณ์นั้น” เมื่อสื่อสารผ่านการบอกไม่ได้ จึงใช้การตี กัด เตะ ต่อย หรือพฤติกรรมรุนแรงแบบต่าง ๆ เพื่อแสดงออกซึ่งความไม่พอใจ หรือเพื่อหยุดสถานการณ์บางอย่างที่ตนไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ทำพฤติกรรมหล่านั้นบ่อย ๆ ก็อาจกลายเป็นความเคยชิน จนเด็กเข้าใจผิดว่าการแสดงออกแบบนั้นคือวิธีสื่อสารที่เด็กสามารถทำได้เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ตนเองไม่ชอบหรือไม่พอใจ เนื่องจากพฤติกรรมการตี กัด เตะ ทำร้าย ทำลายข้าวของ เป็นพฤติกรรมที่เราจะไม่ปล่อยผ่าน จึงต้องหาทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวของลูกหลานและเด็ก ๆ ให้เร็วที่สุด ดังแนวทางง่าย ๆ ต่อไปนี้

1: เบี่ยงเบนให้ทันเพื่อลดโอกาสที่เด็กจะทำพฤติกรรมนั้น ๆ ได้สำเร็จ

เมื่อเห็นทีท่าว่าเด็กที่กำลังโกรธหรือไม่พอใจจะตี กัด เตะ ทำร้าย ทำลายข้าวของ เราต้องรีบหยุดพฤติกรรมดังกล่าวให้เร็วที่สุดด้วยการคว้าจับมือเด็กให้ทัน จากนั้นบีบนวดมือเบา ๆ พร้อมการมองสบตาเด็กสัก 5-10 วินาที ก่อนจะนำเด็กออกจากสถานการณ์นั้น ๆ เพื่อเปลี่ยนทิศทางการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์สู่การทำกิจกรรมสร้างสรรค์แบบอื่น ๆ  ทั้งนี้ การเบี่ยงเบน คว้ามือเด็กให้ทัน มีผลดี 2 ประการ คือ (1) ลดโอกาสที่เด็กจะทำพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้สำเร็จ และ (2) ลดความเคยชินที่เด็กจะแสดงพฤติกรรมเหล่านั้นลงได้อีกด้วย

2: จับนำให้เด็กทำ แสดง และสาธิตให้เด็กดูว่าเด็กควรพูดอย่างไร ควรบอกอย่างไร หรือควรทำพฤติกรรมทดแทนแบบใดจึงจะเหมาะสมกับสถานการณ์นั้น ๆ

หลังการเบี่ยงเบนเพื่อหยุดไม่ให้เด็กทำพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้แล้ว เราไม่ควรเน้นย้ำภาพพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และเราจะไม่บอกเด็กว่า “หยุด” “ไม่ตี” “ไม่กัด” “ไม่เตะ” “ไม่ทำร้ายทำลายข้าวของ” แต่จะสอนด้วยการจับนำให้เด็กทำ แสดง สาธิตให้เด็กดูว่าเด็กควรพูด ควรบอก ควรทำแบบใด เพื่อสื่อสารความรู้สึกว่าตนเอง “ไม่ชอบ” “ไม่พอใจ” “ไม่ต้องการ” สิ่งนั้น ๆ หรือสถานการณ์นั้น ๆ  ซึ่งการสอนวิธีสื่อสารนี้ เราควรสอนให้เด็กสื่อสารบอกความรู้สึกผ่านทั้งภาษาท่าทางและคำพูดประกอบกัน เพราะไม่ว่าจะบอกแบบใด “การบอก” จะช่วยสะท้อนอารมณ์ของเด็ก ตลอดจนเผยให้เราเห็นเหตุนำที่ทำให้เด็กรู้สึกเช่นนั้น เพื่อต่อไปในอนาคต เราสามารถจัดการกับสถานการณ์นั้น ลดเหตุนำนั้น ส่วนในแง่มุมของเด็ก หากเด็กพบเรื่องราวและความรู้สึกดังกล่าวอีก เด็กจะได้ใช้ “การบอก” แทน “การแสดงออกผ่านพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์” ได้ต่อไป

วิธีสอนเด็กที่พูดได้

– เราพูดพากย์สะท้อนอารมณ์ของเด็กและเหตุนำที่เกิดขึ้น เช่น ลูกไม่ชอบ…ที่พ่อเก็บของเล่น ลูกโมโห…ที่แม่ไม่ให้ดูการ์ตูน

– เรากระตุ้นให้เด็กพูดตาม เพื่อเรียนรู้วิธีใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารสะท้อนอารมณ์ของตนเองและเรื่องราวที่เป็นเหตุนำ

– เราย้ำกับเด็กว่าต่อไปในอนาคต ถ้ารู้สึกเช่นนี้เพราะเหตุนำนี้ ลูกควรพูดบอกว่าลูกไม่ชอบ…ที่พ่อเก็บของเล่น ลูกไม่ชอบ…ที่แม่ไม่ให้ดูการ์ตูน

วิธีสอนเด็กที่ยังพูดไม่ได้

– แม้เด็กยังพูดไม่ได้ แต่เราก็ต้องพูดพากย์ เพื่อสะท้อนอารมณ์ของพวกเขาและเหตุนำที่เกิดขึ้น เช่น ลูกกัดพี่..เพราะพี่แย่งของเล่น

– เราจับนำ สาธิตการกระทำ คำพูด หรือการแสดงพฤติกรรมอื่น ๆ เพื่อบอกความรู้สึก เช่น ลูกส่ายหน้า ลูกโบกมือ เพื่อบอกพี่ว่าลูกไม่ชอบ…ที่พี่แย่งของเล่น

-แม้เด็กยังพูดไม่ได้ เราก็ต้องกระตุ้นให้เด็กออกเสียงหรือพูดตาม เพื่อเรียนรู้ว่าการใช้ภาษาพูดเป็นวิธีที่ดีอีกรูปแบบหนึ่งที่เด็กสามารถนำมาใช้เพื่อสื่อสารสะท้อนอารมณ์ของตนเองและเรื่องราวที่เป็นเหตุนำ

-เราย้ำกับเด็กว่าถ้าลูกรู้สึกเช่นนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ในอนาคตอีก เด็กควรแสดงท่าทาง เช่น การส่ายหน้า การโบกมือ เพื่อบอกพี่ว่าลูกไม่ชอบ…ที่พี่แย่งของเล่น หรือลูกเดินมาหาแม่ ลูกทำท่าทางสื่อสารบอกพี่หรือแม่ก็ได้ว่าลูกไม่ชอบ หรือเราอาจสอนลูกวาดภาพง่าย ๆ ที่ลูกจะใช้สื่อสารการบอกความรู้สึกของตนเอง เช่น ภาพกากบาท (X) เพื่อบอกว่าลูกไม่ชอบ เป็นต้น

ประเด็นการสอนเด็ก ๆ นี้ คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง คนที่บ้าน และคุณครูควรสอนเด็กผ่านทั้งภาษาพูด ภาษาท่าทาง และการสาธิตสิ่งที่ควรพูดหรือควรทำในสถานการณ์นั้น ๆ ควบคู่กันไป เพื่อเด็กเรียนรู้หลายมิติ ซึ่งจะช่วยให้เด็กเข้าใจความหมายของสิ่งที่เราสอนได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ ทุกคนที่ประสบเหตุควรทำแบบเดียวกันเพื่อไม่ให้เด็กสับสน ตลอดจนมีการจำลองสถานการณ์เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝนและซักซ้อมการแสดงออกซึ่งคำพูดหรือพฤติกรรมดี ๆ เพื่อบอกความรู้สึก และเมื่อทำเช่นนี้บ่อย ๆ ด้วยความสม่ำเสมอ เด็กก็จะเรียนรู้และเข้าใจความหมายของการใช้การบอกความรู้สึกผ่านช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมกับตนเอง และเด็กก็จะค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองได้สำเร็จในท้ายที่สุด

ความผิดปกติด้านพัฒนาการ ที่บ่งบอกสัญญาณ อาการออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

ความผิดปกติด้านพัฒนาการ ที่บ่งบอกสัญญาณ อาการออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

เด็กออทิสติก คือ เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยโรค เนื่องจากเด็กมีความผิดปกติด้านพัฒนาการ โดยพัฒนาการหลายด้านของเด็กจะล่าช้ากว่าพัฒนาการตามปกติที่เด็กควรจะทำได้ตามวัยของตนเอง

ในภาพรวม แม้เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีลักษณะและระดับของอาการที่แตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาพัฒนาการที่เด็กแสดงออก ก็จะพบว่า เด็กออทิสติกมีความล่าช้าที่สังเกตเห็นได้ในหลายด้าน เด็กจึงดูแตกต่างจากเด็กที่อยู่ในวัยเดียวกันค่อนข้างชัดเจน คือ

  • ความล่าช้าด้านพัฒนาการที่ชัดเจนที่สุดคือขาดการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับคนใกล้ชิด โดยเด็กไม่สนใจที่จะเล่นร่วมกับใคร ไม่สนใจจะสานต่อแบบสองทางกับบุคคล และขาดการชี้ชวนหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนใกล้ชิด ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ขัดกับธรรมชาติของเด็กเล็ก ๆ วัยก่อนสามขวบ ที่ตามปกตินั้น เด็กจะชอบคลอเคลีย พยักพเยิด และเข้าหาพ่อแม่หรือคนใกล้ชิดตลอดเวลา
  • เด็กมีความไม่สมวัยด้านการสื่อภาษา ไม่ว่าจะเป็นการพูด การแสดงออกทางสีหน้า แววตา และท่าทาง เมื่อเด็กต้องการอะไร เด็กจะใช้การดึงมือผู้ใหญ่ไปยังสิ่งนั้น ๆ แทนการพูดบอกหรือชี้ไปยังสิ่งที่ตนต้องการ นอกจากนี้ เด็กออทิสติกมักมีพัฒนาการทางการพูดช้า คุณภาพการพูดไม่สมวัย และสานต่อการสนทนาไม่ได้
  • เด็กมีพฤติกรรมยึดติดรูปแบบ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบหมกมุ่นกับกิจกรรมเดิม ๆ สนใจของบางอย่างแต่นำมาเล่นตามรูปแบบเฉพาะของตนเอง ในแง่การเล่นของเด็ก เด็กจะเล่นแบบตอบสนองระบบการรับสัมผัส หรือที่เรียกว่า “เล่นแบบ Sensory Play” ไม่เล่นเชิงสำรวจ-ทดลอง-หรือใช้จินตนาการแบบเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน นอกจากนี้ เด็กอาจมีพฤติกรรมกระตุ้นตนเองซ้ำ ๆ ในอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบการรับสัมผัส เช่น เวลามองอะไร จะเอียงคอมองเล็งจากด้านข้าง ชอบสะบัดมือ เคาะของเล่นเพื่อฟังเสียง หรือออกเสียงเป็นภาษาแปลก ๆ ของตนเอง
  • เด็กมีอารมณ์หวั่นไหวง่ายซึ่งเกิดจากการที่เด็กรับรู้ไว จึงส่งผลให้เด็กมักจะเลี่ยงหนี ตื่นตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ นอกจากนี้ เนื่องจากเด็กมีอารมณ์ที่ยึดติดและมีรูปแบบ เด็กจึงต่อต้านความเปลี่ยนแปลง ขาดความยืดหยุ่น และดูเหมือนหงุดหงิดได้ง่าย

ทั้งนี้ คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง หรือคุณครูของเด็ก ควรหมั่นสังเกตภาพรวมของพัฒนาการเด็ก หากพบความล่าช้าไม่ว่าด้านใด ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็กเพื่อตรวจวินิจฉัยให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเด็กออทิสติกบางรายยังเล็กมาก เช่น เด็กเล็กก่อนวัย 2.6 ขวบ หรือเด็กที่มีอาการออทิสติกในระดับน้อยและไม่รุนแรง  การสังเกตอาการอาจทำได้ยากขึ้น ดังนั้น การหมั่นพาเด็กไปพบแพทย์ประจำตัวเด็กเพื่อตรวจสุขภาพและดูแลด้านพัฒนาการเป็นประจำ แพทย์ก็จะสามารถช่วยตรวจสอบและติดตามเรื่องพัฒนาการเด็กเป็นระยะ ๆ ได้ต่อไป