ตัวอย่างปัญหาด้านทักษะการเคลื่อนไหวและกิจกรรมเพื่อช่วยแก้ไข | บ้านอุ่นรัก

ตัวอย่างปัญหาด้านทักษะการเคลื่อนไหวและกิจกรรมเพื่อช่วยแก้ไข | บ้านอุ่นรัก

1: ปัญหาการทรงตัว

กิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อแก้ไขปัญหา: เดิน วิ่ง คลาน กระโดด เดินขึ้น-ลงบันได  วิ่ง-กระโดด-เคลื่อนไหวผ่านสิ่งกีดขวาง

2: ปัญหาการสมดุลตนเอง ล้มบ่อย เบรกตนเองไม่ทัน

กิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อแก้ไขปัญหา: กิจกรรมที่มีอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มทักษะการทรงตัว เช่น กระดานโยกเยก ถาดทรงตัว

3: ปัญหาการใช้อวัยวะสองส่วนร่วมกัน

กิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อแก้ไขปัญหา: กิจกรรมยืดหยุ่น โยคะ ท่าออกกำลังกาย กายบริหาร ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ

4: ปัญหาการเคลื่อนไหวที่มีจังหวะรีบร้อน รนรีบ ไม่ระวังอันตราย ไม่มีจังหวะจะโคน

กิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อแก้ไขปัญหา: กิจกรรมที่มีอุปกรณ์เป็นสิ่งกีดขวางเพื่อให้เด็กระมัดระวัง คุมตนเองมากขึ้น ไม่รีบร้อน เช่น เดินสะพานทรงตัว เดิน-วิ่งผ่านกรวยยาง เดินข้ามสิ่งกีดขวาง กระโดดบนรอยเท้า

5: ปัญหาซน อยู่ไม่สุข หรือในทางตรงข้ามคือเฉื่อยช้า

กิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อแก้ไขปัญหา: กิจกรรมที่ใช้พลังงาน เช่น เดิน วิ่ง กระโดด เต้นประกอบเพลง และกิจกรรมเคลื่อนไหวผ่านสิ่งกีดขวาง

 

ความบกพร่องในการได้ยินและตอบรับเสียง หรือ Auditory Processing Disorder (APD) | บ้านอุ่นรัก

ความบกพร่องในการได้ยินและตอบรับเสียง หรือ Auditory Processing Disorder (APD) | บ้านอุ่นรัก

คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองเคยสงสัยบ้างหรือไม่ว่า “ทำไมลูกออทิสติกจึงไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกที่ลูกได้ยิน?”

คำตอบ คือ ลูกออทิสติกมีอาการของความบกพร่องในการได้ยินและตอบรับเสียง หรือ Auditory Processing Disorder (APD) ซึ่งเป็นอาการที่ไม่ใช่หูหนวกหรือไม่เข้าใจภาษา

อาการ APD เช่น

  • ฟังเสียงแล้วสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก
  • สับสนกับเสียงที่ได้ยินซึ่งเป็นรายการต่อกัน
  • ไม่สามารถจำลำดับของสิ่งที่ได้ยิน
  • ไม่สามารถจำลำดับของคำสั่งได้
  • แยกเสียงออกจากกันไม่ได้
  • มีปัญหาในการบอกแหล่งกำเนิดเสียงและทิศทางของเสียง
  • มีปัญหาในการแยกแยะเสียง
  • มีปัญหาในการแยกความเหมือนและความต่างของเสียง หรือ
  • มีปัญหาในการทำความเข้าใจเสียงที่รบกวน เป็นต้น

เมื่อลูกออทิสติกได้ยินเสียงเรียก เสียงเรียกที่ลูกได้ยินและเสียงอื่น ๆ รอบตัวจะพัวพันกันไปหมดจนลูกไม่สามารถแยกเจาะฟังเฉพาะเสียงที่มุ่งมาหาตนเองได้ ดังนั้น เมื่อเราส่งเสียงเรียกลูก ลูกจึงไม่ได้ยิน ไม่หันมามอง และไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกของเรา

ในกรณีที่ลูกมีความบกพร่องในการได้ยินและตอบรับเสียง (APD) พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถช่วยลูกได้ ดังนี้

  • ส่งเสียงเรียกพร้อมการสบตาหรือแตะตัว เพื่อให้ลูกรู้ว่าเรากำลังพูดกับลูก หากลูกไม่สบตา เราใช้มือจับใบหน้าของลูกเบา ๆ ให้ลูกมองตรงมาที่เราในขณะที่เราพูดกับลูกโดยให้ระดับสายตาของลูกและเราอยู่ในระดับเดียวกัน
  • พูดกับลูกด้วยคำกระชับสั้น ๆ บอกให้ชัดว่าลูกต้องทำอะไร ทั้งนี้ อาจต้องมีการพูดซ้ำหรือพูดทวนเพื่อให้ลูกเข้าใจได้ดีขึ้น
  • ใช้การ์ดภาพช่วยในการสื่อสาร ทั้งนี้ แม้จะใช้การ์ดภาพ แต่เรายังต้องกระตุ้นการสานต่อแบบสองทางและการพูดของลูกควบคู่กันไปด้วย
  • ใช้ตารางกิจวัตรประจำวันที่มีรูปแบบหรือเป็นภาพเข้าช่วยเพื่อให้ลูกคาดเดาและเข้าใจได้โดยง่ายว่าเรากำลังพูดกับลูกเกี่ยวกับเรื่องใด หากลูกมีปัญหาจะลำดับของคำสั่งไม่ได้ ตารางกิจวัตรประจำวันนี้จะช่วยให้ลูกเข้าใจและรู้ได้ง่ายขึ้นว่าเมื่อเกิดสิ่งนี้แล้วจะเกิดอะไรตามาเป็นลำดับถัดไป (อะไรเกิดก่อน-หลัง ตามลำดับ)
  • กระตุ้นทักษะการใช้ภาษาพูดและภาษาท่าทางเพื่อการสื่อสาร การขยายคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน การสานต่อและสื่อสารแบบสองทาง การออกเสียงโต้ตอบกัน
  • สร้างบรรยากาศการสื่อสารที่เป็นมิตร สื่อสารกับลูกด้วยความเมตตา ชมเมื่อลูกเข้าใจสิ่งที่เราพูด ชมเมื่อลูกสื่อสารโต้ตอบ ให้กำลังใจเมื่อลูกยังไม่เข้าใจ หรือแม้แต่ให้รางวัลเมื่อลูกทำสิ่งต่าง ๆ ตามกิจวัตรประจำวันได้สำเร็จด้วยตนเอง เป็นต้น
  • ฝึกลูกใส่ใจหันมองเดินมาหาตามเสียงเรียก

แม้อาการ APD จะเป็นอุปสรรคในการสื่อสารระหว่างบุคคลและการใช้ชีวิตประจำวันของลูกออทิสติก แต่การที่พ่อแม่ผู้ปกครองพยายามทำความเข้าใจและหาทางช่วยเหลือบำบัดรักษาอาการของลูก จะทำให้ลูกมีโอกาสได้สร้างเสริมพัฒนาการของตนเองจนสามารถค่อย ๆ ลดอาการต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวันได้

เครดิตภาพ: มูลนิธิ ณ กิตติคุณ

เครดิตข้อมูล: มูลนิธิ ณ กิตติคุณ และ Brain and Life Center

อย่าปล่อยให้ลูกใช้เวลาหมกมุ่นกับสิ่งใดนานเกินไปหรือบ่อยเกินไป | บ้านอุ่นรัก

อย่าปล่อยให้ลูกใช้เวลาหมกมุ่นกับสิ่งใดนานเกินไปหรือบ่อยเกินไป | บ้านอุ่นรัก

การที่ลูกออทิสติกชอบอ่านหนังสือ ฟังเพลง ดูยูทูป หรือใช้สื่อการสอนประเภทต่าง ๆ อาจดูว่ามีประโยชน์ แต่ถ้าลูกใช้เวลาหมกมุ่นวนทำแต่สิ่งนั้นซ้ำ ๆ นานจนเกินไปหรือมากจนเกินไป สิ่งที่เป็นประโยชน์อาจกลายเป็นโทษ เพราะยิ่งดึงลูกให้หลุดเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัวจนยากที่เราจะเข้าถึง

“การหมกมุ่นทำซ้ำ” เป็นหนึ่งในอาการของลูกออทิสติกที่ชอบอยู่ในโลกส่วนตัว โดยเฉพาะโลกส่วนตัวของการรับรู้ทางประสาทสัมผัสที่มีความสุขเมื่อได้ใช้เวลาเฝ้าเพ่งมองดูภาพ ดูตัวอักษร เรียงสิ่งของ จัดเรียงสิ่งของ (การรับรู้ทางสายตา) เฝ้าฟัง (การรับรู้เสียง) ลูบ จับสิ่งของ (การสัมผัส) หรือดมกลิ่น (การรับรู้กลิ่น) ซึ่งถ้าเราไม่เข้าใจและปล่อยลูกไว้อย่างนั้น วนซ้ำ วันแล้ววันเล่า เท่ากับเราได้ปล่อยลูกให้จมอยู่กับภาวะออทิซึมที่ซึมลึกขึ้น

สำหรับลูกที่หมกมุ่น ชอบอยู่ในโลกส่วนตัว เราช่วยลูกได้หลายวิธี เช่น

  • ใช้เวลาอยู่กับลูกบ่อย ๆ เข้าหาลูก คลุกคลีกับลูก เข้าแทรกแซงสัก 10 นาทีต่อรอบเป็นอย่างน้อย เข้าแทรกเช่นนี้ให้ได้ทุกชั่วโมง หรือทำให้บ่อยมากที่สุดในระหว่างวัน
  • หากิจกรรมหลากหลายที่ส่งเสริมพัฒนาการครบทุกด้านสลับให้ลูกได้ทำ เช่น การเคลื่อนไหว การใช้มือ-นิ้ว-สายตาประสานกัน การกระตุ้นทักษะทางภาษา การฝึกการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน การส่งเสริมการเรียนรู้ตามวัย และการฝึกทักษะทางสังคม
  • เมื่อลูกแยกตัวไปเล่นอะไรอยู่คนเดียวนาน ๆ ต้องหาโอกาสเข้าไปเล่นกับลูกในสิ่งที่ลูกสนใจ และในระหว่างการเล่น เราใช้การสังเกตสิ่งที่ลูกสนใจและรูปแบบการเล่นของลูก ถ้าพบรูปแบบการเล่นวนซ้ำ ให้เข้าแทรก ต่อยอดเป็นการเล่นที่มีรูปแบบหลากหลายหรือสลับซับซ้อนมากขึ้น
  • ในขณะอยู่กับลูก ให้กระตุ้นการสานต่อแบบสองทางตลอดเวลา เช่น นำลูกเลียนแบบการลงมือทำ เลียนแบบท่าทาง กระตุ้นการสบตา กระตุ้นการพูดโต้ตอบ หากลูกยังพูดไม่ได้หรือยังสานต่อบทสนทนาเองไม่ได้ ให้เราพูดพากย์สิ่งที่กำลังทำสั้น ๆ ให้ลูกฟัง กระตุ้นให้ลูกพูดตาม พูดทวนซ้ำ ออกเสียง หรือพูดโต้ตอบด้วยการบอกบทนำไปก่อนก็ได้
  • สร้างบรรยากาศที่ดีเพื่ออยู่กับลูกด้วยความสนุกและได้หัวเราะด้วยกัน
  • เมื่อจำเป็นต้องชี้นำ ให้ชี้นำลูกด้วยท่าทีที่หนักแน่นและชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องดุหรือคุกคาม

ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” ขอส่งแนวทางข้างต้นมาช่วยพ่อแม่ผู้ปกครองเลี้ยงดูลูกออทิสติกในช่วงที่ลูกอยู่บ้าน และเราหวังว่าแนวทางของเราจะมีส่วนช่วยลดความหมกมุ่นของลูก ตลอดจนสามารถค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนลูกที่ชอบอยู่ในโลกส่วนตัวมาเป็นลูกที่ได้อยู่ร่วมกับคนในครอบครัวเพื่อทำกิจกรรมหรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อย่างมีความหมายได้ต่อไป

สูตรลับ สำหรับบ้านบำบัด | บ้านอุ่นรัก

สูตรลับ สำหรับบ้านบำบัด | บ้านอุ่นรัก

ในช่วงไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด แม้ผู้ปกครองจะพาลูกออกไปกระตุ้นพัฒนาการนอกบ้านไม่ได้ แต่ผู้ปกครองยังสามารถจัดสภาพแวดล้อมที่บ้านให้เป็น “บ้านบำบัด” เพื่อฟื้นฟูพัฒนาการให้ลูกได้ ทั้งนี้ คนที่บ้านอาจฟื้นฟูพัฒนาการให้ลูกได้มากบ้างน้อยบ้าง แต่ขอให้ทำสม่ำเสมอต่อเนื่องอย่างจริงจัง ลูกที่ผ่านการกระตุ้นพัฒนาการระยะเริ่มแรกจากทีมบำบัดมาแล้ว มักมีการขึ้นรูปพัฒนาการไว้บางส่วน คนที่บ้านจึงสามารถต่อยอดให้ลูกได้ไม่ยากนัก

สำหรับผู้ปกครองของลูกศิษย์ของศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” ทีมครูจะส่งแนวทางให้ทราบเป็นประจำ โดยหวังให้เกิดประโยชน์แก่ลูกศิษย์ที่ต้องเก็บตัวอยู่ที่บ้าน ซึ่งสูตรเดิมที่ทีมครูเคยให้ไว้ ทีมครู “บ้านอุ่นรัก” ก็อยากแบ่งปันให้พ่อแม่ผู้ปกครองทุกบ้านได้ทราบเป็นแนวทาง ดังนี้

  • ทุกชั่วโมง หากิจกรรมชวนลูกทำร่วมกันสัก 2 รอบ ๆ ละ 10 นาทีเป็นอย่างน้อย
  • กิจกรรมที่ทำควรใส่ความหลากหลาย ครอบคลุมพัฒนาการทุกด้าน เช่น ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่การเคลื่อนไหว ฝึกการใช้มือ-นิ้ว-สายตาในการหยิบ ใส่ กด ดึง หมุน รวมทั้งวาดภาพ ขีดเส้น เขียน ฝึกการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน ฝึกทักษะทางภาษา ทั้งขยายศัพท์ ฝึกการฟัง กระตุ้นการพูด ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ เช่น ทำกิจกรรมที่ใช้สมาธิ ฝึกการจับคู่สิ่งที่เหมือนกัน ทำแบบฝึกง่าย ๆ ส่งเสริมการสานสัมพันธ์แบบสองทาง เช่น การสบตา  การเล่นหัวเราะด้วยกัน  ฝึกการเลียนแบบท่าทาง เลียนแบบการกระทำ หรือทำกิจกรรมร่วมกับพี่น้องหรือสมาชิกในบ้าน
  • ไม่ปล่อยผ่านพฤติกรรมที่มาจากอาการ หากพบพฤติกรรมที่ควรแทรกแซงต้องเข้าแทรกแซง
  • อย่าเผลอไปเสริมแรงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพราะนั่นเท่ากับเราเป็นผู้เพิ่มอาการให้ลูก หากลูกมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เราควรหาทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั้น ๆ ของลูก

สำหรับตัวอย่างพฤติกรรมที่ควรแทรกแซง เช่น การหมกมุ่นวนเวียนทำกิจกรรมบางอย่างซ้ำ ๆ หรือใช้เวลาในการทำกิจกรรมนั้น ๆ นานเกินไป ไม่ว่าจะเป็นหมกมุ่นดูตัวอักษร  ดูตัวเลข  ดูโทรศัพท์ ดู YouTube  นั่งวาดรูป นั่งเขียนอักษร นั่งเรียงของหรือถือของบางอย่าง หรือนำสิ่งของมาเพ่งมองซ้ำ ๆ กิจกรรมที่ลูกทำซ้ำ ๆ หมกมุ่นแบบนี้คืออาการ ดังนั้น หากผู้ปกครองเห็นลูกวนทำกิจกรรมนั้นซ้ำ ๆ หรือใช้เวลาทำนานจนเกินไป ก็ต้องเข้าแทรกเซงด้วยการดึงลูกมาเล่นด้วยกัน หรือจัดกิจกรรมเสริมทักษะที่หลากหลายแบบอื่นทดแทน ตลอดจนคลุกคลีอยู่กับลูกตรงหน้าแบบอยู่ด้วยกันจริง ๆ ให้ได้สัก 10 นาที

ส่วนพฤติกรรมที่ผู้ปกครองต้องหาทางช่วยลูกปรับเปลี่ยนมี 3 รูปแบบ ดังนี้ ซึ่งผู้ปกครองสามารถช่วยลูกปรับเปลี่ยนได้ด้วยการเข้าแทรก ชวนทำกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายด้วยกันบ่อย ๆ

  • พฤติกรรมยึดติดรูปแบบ หรือการทำกิจวัตรแบบมีรูปแบบ ชนิดที่ลูกรับการเปลี่ยนแปลงไม่ได้แม้สถานการณ์จะไม่เอื้ออำนวย ลูกก็ยังต้องการทำ เช่น ต้องใส่เสื้อตัวเดิม ต้องทานอาหารแบบเดิม
  • พฤติกรรมที่ไร้รูปแบบบางประการ เช่น วิ่งวนไปมา ปีนป่าย เล่นแบบซ้ำ ๆ โดยไม่ต่อยอด นำสิ่งของที่ไม่ใช่ของเล่นมาเล่น เช่น นั่งดูยี่ห้อสินค้า
  • พฤติกรรมแยกตัว เลี่ยงปลีกตัวออกไปเล่นอะไรอยู่คนเดียว

แม้ผู้ปกครองจะพาลูกออกไปกระตุ้นพัฒนาการนอกบ้านไม่ได้ แต่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ปกครองจะสามารถใช้สูตรลับของเราข้างต้น ไปปรับใช้ในช่วงไวรัสโควิด-19 ระบาด เพื่อจัดสภาพแวดล้อมที่บ้านให้เป็น “บ้านบำบัด” และประสบความสำเร็จในการช่วยลูกฟื้นฟูพัฒนาการที่บ้านได้ต่อไป

เครดิตภาพ: Unsplash | Delaram Bayat

 

ทำอย่างไรให้ลูกได้รับคำชม | บ้านอุ่นรัก

ทำอย่างไรให้ลูกได้รับคำชม | บ้านอุ่นรัก

คำชมส่งผลทางบวกหลายประการต่อลูก อย่างน้อย ๆ ก็ใน 2 แง่มุมที่สำคัญ คือ

  1. ลูกได้เรียนรู้ว่าพฤติกรรมแบบไหนที่ลูกทำแล้วจะได้รับคำชม และ
  2. จากการที่พ่อแม่ผู้ปกครองใช้คำพูดแสดงความรู้สึกชื่นชมว่าพ่อแม่ผู้ปกครองรู้สึกดีอย่างไรที่ลูกทำพฤติกรรมนั้น ลูกจึงได้รับรู้ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองสนใจ ใส่ใจ และรู้สึกชื่นชมในสิ่งที่ลูกทำ (พ่อแม่ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับลูกและสิ่งดีที่ลูกทำ)

เมื่อลูกได้รับคำชม ลูกย่อมรู้สึกดี ภูมิใจในตนเอง และมีความสุข ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองต้องให้ความสำคัญกับการให้คำชม ตลอดจนหาโอกาสให้ลูกได้รับคำชมอย่างสมเหตุสมผล ตามแนวทาง ดังนี้

  • มองหาพฤติกรรมทางบวกที่ลูกได้ทำแล้ว และกล่าวชมโดยระบุพฤติกรรมให้ลูกรับรู้อย่างชัดเจน เช่น
    • แม่ขอบคุณที่ลูกเก็บของเล่นหลังเล่นเสร็จ
    • แม่ชื่นใจที่ลูกแบ่งของเล่นให้น้อง
  • ชมความพยายามของลูกโดยไม่จำเป็นต้องชมเมื่อลูกทำได้สำเร็จเสมอไป เช่น
    • แม่ชอบมากที่เห็นลูกพยายามเขียนเลข 1 ถึง 10 ให้ตรงบรรทัด (แม้ยังเขียนไม่ตรงบรรทัดสักเท่าไรนัก แต่เห็นลูกพยายามแล้ว)
    • แม่ชื่นใจที่เห็นลูกตั้งใจเป็นอย่างมากที่จะติดกระดุมเสื้อเอง (แม้ยังติดกระดุมไม่สำเร็จ)
  • ชมในผลงาน ผลการกระทำ หรือการช่วยเหลือที่ลูกได้แสดงออกมาก เช่น
    • แม่ชอบภาพบ้านที่ลูกวาดเพราะเป็นภาพที่มีรายละเอียดของบ้านอย่างครบถ้วน
    • แม่ชื่นใจจริง ๆ ที่เมื่อกี้หนูช่วยเอาแก้วน้ำของพ่อไปเก็บที่อ่างล้างจาน
  • ชมในความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เช่น
    • แม่ชอบรถที่ลูกทำจากกล่องนมของลูก เป็นรถที่สวยมาก
    • วันนี้แม่ดีใจที่ได้เห็นลูกปั้นองุ่นและมีใบองุ่นเพิ่มอีกด้วย
  • ชมเมื่อเห็นความก้าวหน้า (แม้เพียงเล็กน้อย) หรือเมื่อเห็นว่าลูกแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น เช่น
    • วันนี้แม่ดีใจจังที่เห็นหนูเริ่มเจาะกล่องนมได้เองแล้ว
    • แม่รู้สึกภูมิใจที่หนูควบคุมตัวเองได้ดีแม้ไม่ชอบที่น้องแย่งของเล่นของหนู
  • สร้างพฤติกรรมใหม่ในทิศทางตรงข้ามกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเพื่อให้ลูกมีความเชื่อต่อตนเองแบบใหม่และได้รับคำชม เช่น
    • ลูกไม่เก็บของเล่น แม่จึงจับมือลูกเก็บของเล่นเข้าที่ แล้วกล่าวชมว่า แม่ขอบคุณที่ลูกเล่นแล้วเก็บเข้าที่
    • เวลาไปนอกบ้าน ลูกมักวิ่งเตลิด แม่จึงเดินจับมือลูกไว้ และเมื่อกลับถึงบ้าน จึงกล่าวชมว่า วันนี้แม่ขอบคุณที่ลูกทำตามข้อตกลงได้ตามที่เราตกลงกันไว้ว่าลูกจะเดินใกล้ ๆ แม่

เพราะคำชมส่งผลทางบวกหลายประการต่อลูก ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองต้องหมั่นมองหาโอกาสที่จะกล่าวชมลูกอย่างสมเหตุสมผลให้ลูกรู้สึกชื่นใจ มีความสุข และเกิดการเรียนรู้และเข้าใจให้ได้ว่าความพยายามของลูกและการทำสิ่งดี ๆ เป็นที่มาของการได้รับคำชม

เครดิตภาพ: Luke Brugger | Unsplash