by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
เป้าหมายของการสอน
- ให้เด็กเข้าใจว่า “ความมีน้ำใจ” เริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ที่ทำได้ทุกวัน
- เด็กเติบโตเป็นคนอ่อนโยน รู้จักแบ่งปัน และเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น
- สร้างนิสัยใจคอให้เด็กเป็นคนที่มีน้ำใจอันจะเป็นที่รักของคนรอบข้าง ทำให้เด็กได้รับการช่วยเหลือและความเอ็นดูเมื่อจำเป็น
หัวใจสำคัญในการสอนเด็กเล็ก
- ใช้ประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวัน
- ให้เด็กทำสำเร็จได้ง่าย
- ใช้วิธีเดิมซ้ำ ๆ เพื่อให้เด็กเรียนรู้จากการลงมือทำจริง
แนวทางสอน
1) เริ่มจากเรื่องเล็กที่เห็นผลทันทีเพื่อให้เด็กเห็นว่า “การช่วยคนอื่นทำให้เขายิ้มได้” เช่น ช่วยหยิบของ พูดดี ๆ หรือแบ่งของเล่น
เมื่อเด็กได้รับคำชม เขาจะค่อย ๆ รู้ว่าความมีน้ำใจเป็นเรื่องดีและฉันทำได้
2) ใช้กิจกรรมง่าย ๆ ฝึกน้ำใจ เช่น ช่วยส่งของ–รับของให้คนในครอบครัว ช่วยหยิบดินสอให้เพื่อน ช่วยถือของเบา ๆ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ช่วยฝึกความมีน้ำใจ พร้อม ๆ กับฝึกการรอคอย การสบตา และที่สำคัญคือทำให้เด็กเห็นว่าตัวเองทำให้คนอื่น “รู้สึกดีขึ้น” ได้
3) ฝึกพูดประโยคสั้น ๆ ใช้ได้จริง
- เลือกประโยคที่สั้น ชัด และใช้ซ้ำได้ เช่น “ช่วยไหม” “เอานี่จ้ะ” “ขอบคุณนะ”
- สำหรับเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ให้ผู้สอนพูดสอนพร้อมทำท่าทางประกอบง่าย ๆ ให้เด็กเลียนแบบ เช่น ชี้–ยื่น–พยักหน้า เพื่อช่วยให้เข้าใจเร็วขึ้น
4) ชมทันทีอย่างจริงใจเพื่อเสริมแรงทางบวกให้เด็กอยากทำดีซ้ำ ๆ กล่าวชมชัด ๆ อย่างสมเหตุสมผล แม้เป็นเรื่องเล็กน้อยก็ชมได้ ไม่ต้องรอความสมบูรณ์แบบ แค่เด็กยื่นของ ยิ้ม หรือพูดเบา ๆ ก็ควรชม เช่น “ดีมากเลย หนูช่วยเพื่อนได้นะ” “แม่เห็นนะ หนูแบ่งของเล่นให้เพื่อน เก่งมากลูก”
5) ใช้เวลาเพียง 2-3 นาทีเป็นช่วง ๆ ในระหว่างวันเพื่อเล่นบทบาทสมมติสั้น ๆ เช่น
- “เพื่อนทำของตก เราช่วยเพื่อนเก็บของนั้นกันนะคะ”
- ให้เด็กเลือก 1 เรื่องที่อยากช่วยวันนี้ เช่น ช่วยเก็บของเล่น ช่วยแม่ถือของ ช่วยส่งของให้ยาย เพราะการให้เด็กได้เลือกเองจะช่วยให้เด็กอยากมีส่วนร่วมมากขึ้น
สอนน้ำใจได้ทุกวันจากสิ่งเล็ก ๆ
→ ใช้ประโยคสั้น ๆ
→ ชมทันที
→ ทำซ้ำให้เป็นนิสัย
เพียงเท่านี้ เด็กเล็กก็จะค่อย ๆ ซึมซับว่า “ความใจดี เริ่มจากฉัน…และฉันทำได้” ค่ะ
บ้านอุ่นรักสวนสยาม โทร 086 775 9656 | LINE ID: 0867759656
บ้านอุ่นรักธนบุรี โทร 087 502 5261 | LINE ID: @aunrak2 เครดิตภาพ: Meta AI
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
คำสอนเรื่อง “ความพอดี” ของในหลวง รัชกาลที่ 9 คือ การรู้จักพอประมาณ เห็นคุณค่าของสิ่งที่มี และใช้สิ่งนั้นให้คุ้มค่า ซึ่งพ่อแม่สามารถสอนลูกผ่านกิจวัตรประจำวันได้อย่างเรียบง่ายและเป็นรูปธรรม
แนวทางการสอน
1) ใช้ประสบการณ์จริงเพื่อสอนและสอนผ่านการลงมือทำซ้ำ ๆ
- เลือกของเล่นชิ้นเดียว: ชวนเด็กเลือกเล่นครั้งละ 1 ชิ้น พร้อมสอนให้เล่นได้หลายแบบเพื่อให้เด็กรู้ว่า “ของที่มีอยู่นี้ แม้มีน้อย แต่ก็สนุกได้” ทั้งนี้ ถ้าเด็กเลือกไม่เป็น ให้ยื่น 2 ตัวเลือกให้เด็กเลือก แล้วให้เวลาเด็กตัดสินใจเลือก แตะ หรือหยิบของชิ้นนั้น ๆ ด้วยตนเอง
- เก็บของชิ้นเดิมให้เรียบร้อยก่อนเลือกเล่นของเล่นชิ้นถัดไป: ชวนเด็กเก็บของให้เรียบร้อยก่อนเปลี่ยนกิจกรรม โดยเริ่มจากเก็บของเพียงหนึ่งหรือสองชิ้นให้เรียบร้อยให้ได้ก่อน หรือสาธิตการเก็บของให้เด็กดู ทำซ้ำเช่นนี้ทุกวันจนเด็กเข้าใจว่า “การเก็บของเล่นและสิ่งของต่าง ๆ คือส่วนหนึ่งของการเล่นและการใช้ชีวิตประจำวัน”
2) ใช้ประโยคสั้น ๆ กระชับ พูดให้ชัดให้เด็กเห็นภาพพฤติกรรมที่เราต้องการให้เด็กทำ และพูดเหมือนเดิมทุกครั้ง
- “เลือก 1 ชิ้นนะคะ” “ของที่มีพอแล้ว เล่นชิ้นนี้ให้สนุกก่อนนะ”
- การพูดซ้ำ พูดเหมือนเดิมทุกครั้งจะช่วยให้เด็กเข้าใจเร็วขึ้น
3) ใช้ภาพช่วยจำ (Visual Support)
- แปะรูป “เลือก 1 ชิ้น” หรือ “เก็บก่อนเล่นใหม่” ใกล้มุมของเล่น เพื่อให้เด็กเห็นภาพพฤติกรรมที่เราต้องการให้เด็กทำและเด็กทำตามได้ง่ายขึ้น
4) จัดมุมของเล่นให้เป็นระเบียบเพื่อช่วยให้เด็กโฟกัสได้ดีขึ้นและเลือกของเล่นเพียงหนึ่งชิ้นได้ง่ายขึ้น
- ลดสิ่งเร้าที่ไม่จำเป็นออกจากมุมของเล่น
- วางของเล่นไม่เกิน 3 ชิ้นต่อครั้ง
5) ชมแบบเฉพาะเจาะจง คำชมตรงจุดทันทีที่เด็กพยายามทำให้เด็กอยากทำซ้ำ
- “เยี่ยมมาก ลูกเลือกเองได้แล้ว”
- “เก็บของเข้าที่แล้ว เก่งมากเลย”
- “ดีมากที่พยายามเก็บของเล่นไว้ในตะกร้าแบบที่แม่สอน”
6) ให้เวลาเด็กเรียนรู้
- ไม่เร่ง ไม่กดดัน
- เน้นการฝึกในบรรยากาศที่ดีและสงบ
- การอดทนรอของผู้สอนมีส่วนช่วยให้เด็กจะร่วมมือได้ดีขึ้น
7) เป็นแบบอย่างให้เห็นจริงทุกวัน เมื่อผู้ใหญ่เก็บของ ใช้ของอย่างรู้คุณค่า และเลือกสิ่งที่จำเป็น เด็กจะซึมซับแนวทางการปฏิบัตินี้ไปเองอย่างเป็นธรรมชาติ
การสอน “ความพอดีหรือความพอเพียง” ให้เด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการเป็นเรื่องที่เราทำได้ทุกวันผ่านกิจวัตรเล็ก ๆ ที่บ้าน เมื่อทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอ เด็กจะเรียนรู้การรู้จักพอ การรู้ประมาณตน และมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนมีได้ดีขึ้นค่ะ
บ้านอุ่นรักสวนสยาม โทร 086 775 9656 | LINE ID: 0867759656
บ้านอุ่นรักธนบุรี โทร 087 502 5261 | LINE ID: @aunrak2
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
“คนเราต้องเตรียมตัว เพื่อที่จะเผชิญปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต แต่การเตรียมตัวนั้นก็ต้องมีความรู้ประกอบด้วย มีการฝึกนิสัยใจคอของตนให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคได้ด้วย สิ่งที่สำคัญในการฟันฝ่าอุปสรรคในชีวิต คือ ต้องรู้จักตัวเอง รู้ว่าตัวกำลังทำอะไร รู้ว่าตัวต้องการอะไร”
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นี้ให้แนวคิดแก่เราว่า “การเตรียมตัว” ไม่ใช่แค่สำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของเด็กทุกคน โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการที่ต้องการการดูแลอย่างเข้าใจและลึกซึ้งกว่าเดิม
เด็กกลุ่มนี้ต้องการรากฐานชีวิตที่แข็งแรงเป็นพิเศษเพื่อให้เขาได้ดึงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวขึ้นมาใช้ได้เต็มที่และเติบโตไปสู่การดูแลชีวิตของตนเองอย่างมั่นคงในอนาคต
การเตรียมความพร้อมให้ลูกไม่ได้หมายถึง “เร่งให้เก่ง” แต่คือการวางทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ได้แก่
- ทักษะการสื่อสาร
- การช่วยเหลือตนเอง
- การเข้าใจอารมณ์และการจัดการอารมณ์
- ทักษะสังคม
- การแก้ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ
- การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วยการทำงานอดิเรก (ซึ่งอาจต่อยอดเป็นอาชีพในอนาคตได้) หรือการช่วยงานบ้านตามวัยตามศักยภาพ เป็นต้น
ทักษะเหล่านี้เปรียบเสมือนรากของต้นไม้ที่ค่อย ๆ แผ่ขยายจนแข็งแรงและสามารถพยุงชีวิตของเด็กในวันที่เขาต้องใช้ชีวิตด้วยลำแข้งของตัวเอง เมื่อเด็กฝึกฝนเตรียมความพร้อมอย่างสม่ำเสมอ เขาจะเรียนรู้ว่า “ฉันทำอะไรได้” “ฉันกำลังจะทำอะไรมากขึ้นได้อีก” และ “ฉันมีคุณค่าในแบบของฉันเอง”
ใกล้ปีใหม่แล้ว “บ้านอุ่นรัก” อยากชวนพ่อแม่ผู้ปกครองมอบ “การเตรียมลูกให้พร้อม” ด้วยการลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นในวันพรุ่งนี้และวันต่อ ๆ ไป นี่จะเป็นของขวัญที่ยั่งยืนที่สุดที่เราจะมอบให้แก่ลูกได้เพื่อสนับสนุนให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มั่นใจ ดูแลตัวเองได้ และภาคภูมิใจในตัวเองค่ะ
“บ้านอุ่นรัก” ใช้ความรู้คู่ความรักในการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย
สนใจสอบถามข้อมูลบริการของเรา ติดต่อมานะคะ
บ้านอุ่นรักสวนสยาม โทร 086 775 9656 | LINE ID: 0867759656
บ้านอุ่นรักธนบุรี โทร 087 502 5261 | LINE ID: @aunrak2
เครดิตภาพ: Pinterest.com
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
แนวทางกระตุ้นพัฒนาการง่าย ๆ ก่อนส่งของให้เด็ก
1. ตั้งใจมองให้เห็น “ระดับพัฒนาการของเด็กที่เด็กมีในตอนนี้”
ก่อนจะมอบของเล่นหรือสิ่งใด ๆ ให้เด็ก ลองสังเกตว่าเด็กมีพัฒนาการด้านต่าง ๆ อยู่ระดับไหน เช่น เด็กใช้วิธีใดในการบอกความต้องการของตน (ชี้ มอง พูด หรือดึงมือผู้ใหญ่) เด็กหยิบจับของที่เราส่งให้อย่างไร (ใช้สองมือหรือมือเดียว ใช้แรงพอดีไหม) เด็กนำสิ่งนั้นไปทำอะไรต่อ (ถือไว้เฉย ๆ เขย่า หมุน หรือใช้ถูกวัตถุประสงค์การใช้งาน) หรือเด็กมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น ๆ ได้นานแค่ไหน
ประโยชน์: ในขณะที่เด็กได้รับสิ่งที่ต้องการ ผู้สอนจะเข้าใจระดับพัฒนาการและรู้ความต้องการของเด็กได้ดีมากขึ้นจาก “การมองอย่างตั้งใจ” เมื่อเข้าใจแนวโน้มพัฒนาการแต่ละด้าน ผู้สอนก็จะสามารถต่อยอดกิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการได้ตรงจุดและเห็นผลดียิ่งขึ้น
2. สร้างบรรยากาศดี ๆ ให้เด็กอยากมีส่วนร่วม
ก่อนส่งของให้เด็ก ผู้สอนควรบรรยากาศรอบข้างดี ๆ ให้เกิดขึ้นด้วย เช่น เรียกชื่อเด็กด้วยน้ำเสียงอบอุ่นชัดเจน ยิ้มให้เด็กในขณะส่งของ และค่อย ๆ ยื่นของนั้นให้เด็กด้วยมือของเราเองโดยไม่รีบร้อน ไม่เร่งให้เด็กรับของ ไม่รีบละสายตาไปจากเด็ก แต่รอจนเด็กแสดงความสนใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
ประโยชน์: เด็กได้ฝึกการสบตา การรอ การโต้ตอบ มีการตอบสนองต่อสัญญาณของผู้อื่น และเรียนรู้การสื่อสารสองทางซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารทางสังคม เด็กจะกล้าเข้าหาผู้ใหญ่มากขึ้นซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ร่วมกันในระยะยาว ส่วนผู้ใหญ่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของบรรยากาศที่ดีที่จะใช้ประกอบการสอนและฝึกเด็กให้เกิดการสื่อสารแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีดีขึ้นซึ่งเป็นเทคนิคสำคัญในการกระตุ้นพัฒนาการเด็ก
3. เล่นด้วยกันสักระยะ ก่อนปล่อยให้เด็กเล่นคนเดียว
ก่อนส่งของให้เด็ก ไม่ต้องรีบส่ง ไม่รีบปล่อยมือ หรือหันไปทำธุระอื่น ๆ แต่ให้ใช้เวลาสัก 5 นาทีเป็นอย่างน้อยต่อจากนั้นเพื่อแทรกแซงพัฒนาการด้วยการชวนเล่น ชวนสบตา ชวนฝึกการสื่อสารสนทนา เช่น เล่นทายชื่อสิ่งของ การนั่งเล่นด้วยกันเป็นโอกาสสร้างสัมพันธภาพและความคุ้นชิน สาธิตให้ดูเพื่อสอนให้เด็กเล่นเป็น ใช้เสียงพูดคุยชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย สนุก และเปิดมุมมองใหม่ ๆ เช่น “ลองหมุนดูสิ” หรือ “ชี้ให้แม่ดูหน่อยว่าสีนี้เหมือนกับของอะไรแถวนี้บ้าง”
ประโยชน์: เด็กได้เรียนรู้วิธีใช้สิ่งของหรือของเล่นชิ้นนั้น ๆ ผ่านการมีส่วนร่วม ได้ฝึกเลียนแบบ รู้จักการเล่นเชิงโต้ตอบ เรียนรู้ว่าการเล่นคือการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนตรงหน้าไม่ใช่แค่การเล่นคนเดียว รู้สึกปลอดภัย และเด็กจะค่อย ๆ รู้สึกว่าผู้ใหญ่คือเพื่อนร่วมเล่นที่เข้าใจเขาและสามารถนำเขาไปสู่เสียงหัวเราะและความสนุกได้ ทำให้เกิดแรงจูงใจภายในและอยากเรียนรู้มากขึ้น ส่วนคนที่บ้านหรือครู (ผู้สอน) ได้ใช้เวลาเพื่อสังเกตพฤติกรรมและการตอบสนองของเด็กอย่างใกล้ชิด เกิดการเรียนรู้ว่าต้องชวนเด็กเล่นแบบไหน และได้หาจังหวะที่เหมาะสมในการแทรกแซงพัฒนาการเด็กในด้านต่าง ๆ
4. ชมเมื่อเด็กพยายาม ไม่ใช่แค่เมื่อสำเร็จ
ก่อนส่งของให้เด็ก พูดชมให้เด็กภูมิใจที่เด็กพยายามสื่อสารบอกความต้องการ เช่น “ลูกเก่งมากที่พยายามพูดบอกแม่ว่าลูกอยากได้ของเล่นนี้” หรือ “ครูเห็นนะว่าหนูพยายามบอกครูแล้วว่าหนูอยากกินน้ำ”
ประโยชน์: คำชมชัด ๆ ทันทีนี้ทำให้เด็กมีกำลังใจอยากลองทำซ้ำและเกิดแรงจูงใจภายในที่จะพยายามสื่อสารหรือกล้าสื่อสารบอกความต้องการของตนเองอีกในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้เด็กค่อย ๆ เคยชินที่จะสื่อสารกับผู้อื่นผ่านคำพูด การออกเสียง หรือการใช้ท่าทาง “ขอ” อันจะมีส่วนช่วยให้เด็กสื่อสารได้ดียิ่งขึ้น ส่วนพ่อแม่และครูก็ชื่นใจที่ได้เห็นความพยายามของเด็ก
การแทรกแซงพัฒนาการเด็กผ่านการแทรกแซงของเรา “ที่เราทำก่อนจะส่งของให้เด็ก” นั้นจะมีคุณค่ามากยิ่งขึ้นเมื่อเราแลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูลกันระหว่างบ้านและโรงเรียน เช่น ครูบอกผู้ปกครองว่าวันนี้เด็กตอบสนองอย่างไร สนใจอะไร ทำอะไรได้ดี หรือมีอะไรที่ต้องปรับเปลี่ยนแก้ไข หรือผู้ปกครองเล่ากลับให้ครูฟังว่าที่บ้านเด็กตอบสนองต่อสิ่งเดิมนี้อย่างไร เป็นต้น เมื่อทั้งสองฝ่ายแบ่งปันข้อมูลร่วมกัน การกระตุ้นพัฒนาการเด็กจะเชื่อมโยงต่อเนื่องทั้งที่บ้านและโรงเรียน เด็กก็จะได้รับการฝึกอย่างสอดคล้อง ส่วนผู้ใหญ่รู้สึกเป็น “ทีมเดียวกัน” ที่กำลังช่วยให้เด็กก้าวหน้า
“บ้านอุ่นรัก” อยากบอกพ่อแม่ผู้ปกครองและคุณครูทุกท่านว่าการกระตุ้นพัฒนาการเด็กไม่ใช่ทางลัดที่เห็นผลเร็ว แต่มันคือเส้นทางที่ต้องอาศัย “เวลา ความอดทน และการทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง” ดังนั้น เราขอให้กำลังใจว่าทุกท่านอย่าถอดใจหากผลสำเร็จยังไม่ปรากฏให้ท่านเห็นในวันนี้ เพราะแม้เพียงสิ่งเล็ก ๆ ที่เด็กทำได้ เช่น เริ่มสบตาเราบ่อยขึ้นในขณะที่เราส่งของให้โดยที่เราไม่ต้องชี้นำหรือลดการชี้นำลง ส่งเสียง พูด หรือแสดงท่าทางเพื่อบอกความต้องการได้ดีขึ้นว่าเด็กอยากให้เราช่วยอะไร หรือเด็กยื่นมือรับของจากมือเราด้วยรอยยิ้ม สิ่งเหล่านี้ล้วนคือ “ก้าวใหม่ที่ยิ่งใหญ่” ของชีวิตเขา และก้าวนั้นเกิดได้เพราะการลงมือทำของเรา ความใส่ใจของเรา การใช้เวลาอยู่ร่วมกับเด็กตรงหน้าด้วยความเชื่อเดียวกันที่ทั้งบ้านและโรงเรียนมีว่า “เด็กทุกคนเรียนรู้ได้…เมื่อเราไม่หยุดลงมือทำ”
by admin | บทความทั่วไป, บทความบ้านอุ่นรัก
เด็กออทิสติกวัยเด็กเล็กมักรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่คาดเดาได้ มีโครงสร้างชัดเจน และลดสิ่งรบกวน พ่อแม่สามารถจัดบ้านให้ลูก “รู้สึกปลอดภัย” ได้ง่าย ๆ ดังนี้
- โซนเล่น – ใช้พรมหรือเสื่อยางกั้นพื้นที่ชัดเจน ของเล่นควรเก็บเป็นหมวดหมู่ในกล่องใส่ที่หยิบง่ายและเก็บคืนที่ได้สะดวก
- โซนสงบ – จัดมุมเล็ก ๆ ด้วยเบาะนุ่ม หมอน ผ้าห่ม และของคุ้นเคย เช่น ตุ๊กตาตัวโปรด ให้ลูกใช้พักใจเวลารู้สึกเหนื่อยหรือกังวล
- โซนกิจวัตร – ใช้บอร์ดภาพหรือกระดานติดรูปกิจกรรมประจำวัน เช่น ตื่นนอน แปรงฟัน กินข้าว เล่น เพื่อช่วยให้ลูกมองเห็นลำดับกิจกรรม ลดความสับสน และรู้ว่าจะเกิดอะไรต่อไป
ง่าย ๆ น่าทำ แต่สร้างผลลัพธ์ได้ประทับใจ
- จัดบ้านอย่างเป็นระบบ ลดเสียงดัง แสงจ้า และสิ่งรบกวน ลูกก็จะค่อย ๆ รู้สึกว่า “ที่นี่ปลอดภัย” และพร้อมเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
- จัดโซนนิ่งวันนี้ ให้บ้านกลายเป็นที่ที่ลูกได้พักใจ เติบโต และเรียนรู้อย่างมีความสุข
“บ้านอุ่นรัก” เสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย (เด็กวัย 2-5 ขวบ)
วันและเวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ | 09.00 น. – 15.00 น.
บ้านอุ่นรักสวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2: โทร 086 775 9656 | LINE ID: 0867759656
บ้านอุ่นรักธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26: โทร 087 502 5261 | LINE ID: @aunrak2