ความในใจคุณพ่อ ของลูกชายวัย 14 ปี | บ้านอุ่นรัก

ความในใจคุณพ่อ ของลูกชายวัย 14 ปี | บ้านอุ่นรัก

ความในใจของคุณพ่อของลูกชายอายุ 14 ปี

—————

สนับสนุนกำลังใจซึ่งกันและกัน

—————

“เสียใจให้จบเร็ว ๆ แล้วรีบลุกขึ้นสู้ สู้อย่างมีเป้าหมาย จากลูกชายที่พูดไม่ได้ ไม่สบตา กิน ดื้อ เล่น นอน…เริ่มใช้เวลาปรับพฤติกรรมตั้งแต่อายุ 5 ขวบที่บ้านอุ่นรักและที่อื่น ๆ เช่น ขี่ม้า หาหมอจิตเวชประจำตัวเป็นที่ปรึกษา

—————

ฝึกฝน อดทน ตอนนี้ทำกิจวัตรประจำวันตนเองได้ คิดได้ คิดเป็น โต้แย้งแบบมีเหตุผล (อาการออทิสติกยังคงมีอยู่เรื่อย ๆ ) อยู่กับสังคมรอบข้างได้อย่างมีความสุขทั้งครอบครัวและคนในหมู่บ้าน ตอนนี้ลูกชายตั้งเป้าจะเป็นเชฟทำอาหารครับ”

—————

ครูนิ่มได้เล่าเสริมว่า “นอกจากข้อความข้างต้นนี้แล้ว คุณพ่อได้เล่าถึงพัฒนาการของลูกชายในปัจจุบันด้วยแววตาแห่งความภาคภูมิใจว่า…ปัจจุบัน น้องสามารถตื่นเองโดยการตั้งนาฬิกาปลุก จากนั้นดูแลตนเองเสร็จแล้ว จึงขึ้นรถตู้ไปโรงเรียนได้เอง ดูแลตัวเองได้ดีในเรื่องกิจวัตรประจำวันและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง

—————

กลับจากโรงเรียนก็จะถามคุณแม่ว่าจะให้ช่วยงานบ้านอะไรและช่วยคุณแม่ทำงานบ้านจนเสร็จ เสร็จแล้วจึงไปทำการบ้าน”

—————

นี่คือผลสำเร็จที่ไม่ได้เกิดจากวันเดียวแต่เป็นบทพิสูจน์รักแท้ของพ่อแม่ที่ยอมรับและรักลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข

—————

เป็นครอบครัวเล็ก ๆ ที่เลี้ยงลูกเอง โดยไม่มีกำลังเสริม

—————

วันแล้ววันเล่า ที่คุณพ่อคุณแม่ทั้งดำเนินชีวิต ทั้งดูแลลูก 2 คน ลงมือลงแรงด้วยตนเอง วันนี้ลูกชายคนโตจึงแข็งแรงยิ่ง ๆ ขึ้นตามลำดับ

—————

รักที่แท้เป็นแบบนี้นี่เองค่ะ

————–

5 กิจกรรมที่มีคุณค่า ในการใช้เวลาร่วมกับลูก | บ้านอุ่นรัก

5 กิจกรรมที่มีคุณค่า ในการใช้เวลาร่วมกับลูก | บ้านอุ่นรัก

5 กิจกรรมที่มีคุณค่า ในการใช้เวลาร่วมกับลูก

เพื่อให้การใช้เวลาร่วมกับลูกรัก คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด ในวันนี้ เรามาทำความรู้จักกับ 5 กิจกรรมที่มีคุณค่า ในการใช้เวลาร่วมกับลูกกันนะคะ

1 ค้นหากิจกรรมที่สามารถเกิดขึ้นในบ้าน หากิจกรรมง่ายๆ ที่เป็นตัวกลางสร้างสานสัมพันธ์และการสื่อสารแบบสองทางกับลูก

หากิจกรรมที่ลูกสนใจมาเป็น “เครื่องมือ” เชื่อมโยงโลกของลูก การที่พ่อแม่ลูกได้ใช้เวลาแลกเปลี่ยนความสนุก มีเสียงหัวเราะร่วมกัน ในที่สุด พอ่แม่จะเป็นเพื่อนสนิทของลูก

เครื่องมือ : วาดภาพ ระบายสี งานศิลปะ เครื่องดนตรี บอล เกมบอร์ด ของเล่นที่ลูกชอบ การ์ตูน นิทาน หนังสือ เกมส์(ที่สามารถเล่นร่วมกัน) ออกกำลังกาย ฟังหรือร้องเพลง

 

2 กิจกรรมนอกบ้าน (เที่ยวนอกห้าง)

แบ่งเวลาที่ค่อนข้างแน่นอนชัดเจน สม่ำเสมอ ให้เวลากับลูกและสมาชิกในครอบครัว ออกไปสำรวจโลกกับลูก หากิจกรรมที่สามารถทำร่วมกันนอกบ้านได้ เช่น สนามเด็กเล่น สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สนามกีฬา หรือชวนลูกออกกำลังกาย เป็นต้น

 

3 สอนกระบวนการฝึกากรดำรงชีวิต ใช้เวลากับลูกสอนให้ลูกสามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน

พิารณาตามจริงว่าเวลาใด เกิดกิจวัตรประจำวันที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือตนเองของลูก ให้ความสำคัญกับเวลานั้น โดยจัดสมาชิกในบ้านช่วยจับนำ และสอนให้ลูกมีส่วนร่วมทำด้วยตัวเองมากที่สุด หรือ ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีเวลาว่างในช่วงเวลานั้น ควรถือเป็นภารกิจสำคัญที่จะฝึกให้ลูกสามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้สมวัย

 

4 สร้างกระบวนการเรียนรู้ทางการศึกษาของลูกอย่างสม่ำเสมอ

จัดเวลาติดตามการทำการบ้านประจำวันและตรวจสอบสม่ำเสมอ การทำข้อตกลงเรื่องการทบทวนบทเรียน

 

5 ให้เวลากับลูกตามสถานการณ์ที่เหมาะสมเพื่อวางพื้นฐานนิสัยพฤติกรรมสุขภาพ ให้ความสำคัญกับการย้ำเตือนพฤติกรรมพื้นฐานที่จะส่งผลดีกับสุขภาพของลูก

ดื่มน้ำปริมาณพอเพียง + จัดเตรียมอาหารคุณภาพ + จูงใจให้ลูกทานอาหารปริมาณพอเพียง

พฤติกรรมบริโภค ลดการเสพพิษเข้าร่างกาย (ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม) ลดหวาน มัน เค็ม + ลดปริมาณ ลดความถี่ของขนมหวาน อาหารขะ อาหารแช่แข็ง อาหารสำเร็จรูปและจัดหาอาหารที่จะเกิดประโยชน์มาทดแทน

7 เรื่องที่ต้องเตรียมตัว เมื่อลูกต้องไปโรงเรียน เรียนร่วม | บ้านอุ่นรัก

7 เรื่องที่ต้องเตรียมตัว เมื่อลูกต้องไปโรงเรียน เรียนร่วม | บ้านอุ่นรัก

7 เรื่องที่ต้องเตรียมตัว เมื่อลูกต้องไปโรงเรียน เรียนร่วม

Back to school ค่ะ ช่วงนี้ เป็นช่วงเวลาของเทศกาลเปิดเทอมที่แสนคึกคัก แต่สำหรับลูกๆที่มีอาการออทิสติก รวมถึงเด็กๆที่ต้องการการดูแลพิเศษจากผลของความไม่สมวัยทางทางพัฒนาการ ช่างเป็นเวลาแห่งการปรับตัวขนานใหญ่และเป็นช่วงที่พ่อแม่ทั้งภูมิใจที่ได้เห็นลูกในชุดนักเรียน แต่อีกทางก็หวั่นใจลึกๆว่าลูกจะใช้ชีวิตในโรงเรียนได้ดีหรือไม่

ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็กๆ สำหรับก้าวแรก โดยเฉพาะสำหรับเด็กออทิสติก เพราะเค้าจะต้องอาศัยการปรับตัวอย่างมาก    จากการที่มีระบบการรับรู้ไว ปรับตัวยากกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ การสื่อสารทางภาษายังไม่สมวัย มีพฤติกรรมและอารมณ์ที่ยึดติดมีรูปแบบเฉพาะตัว  และอีกหลายข้อจำกัด หากไม่ผ่านการเตรียมตัวที่ดีพอ เราจะเห็นภาพเด็กๆที่แยกตัวอยู่ตามมุม  วิ่งไปมา ออกนอกห้องเรียน ไม่สามารถสื่อสาร ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ หรือแสดงพฤติกรรม อารมณ์หงุดหงิด

 

แต่การเตรียมตัวที่ดี มีการติดตามด้านพัฒนาการ ผ่านการปรับพฤติกรรมที่ขัดขวางการดำรงชีวิต และมีการเตรียมตัวก่อนเด็กๆจะ ก้าวออกไปการเรียนรู้ในสังคมใหม่ๆ  มาสักระยะหนึ่งแล้วจะส่งผลให้เด็กๆปรับตัวได้เร็วและประสบความสำเร็จในการเรียนร่วมได้ง่ายขึ้น

 

ซึ่งที่บ้านอุ่นรักเราจะให้ความสำคัญกับขั้นตอนการเตรียมความพร้อมก่อนส่งต่อเด็กๆเข้าเรียนร่วม  โดยเด็กๆจะมาเข้าคอร์สเตรียมความพร้อมแบบเต็มวัน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ถึงหนึ่งปี+ ตามระดับอาการของเด็กๆ  ซึ่งครูนิ่มอยากจะขอยกประสบการณ์ ที่ทีมงานบ้านอุ่นรักมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับโรงเรียนและมีระบบการส่งต่อเด็กไปโรงเรียนมานานกว่า 15 ปี  โดยมาคุยขอยกแนวทางที่เด็กๆควรผ่านการเตรียมตัว เพื่อเป็นแนวทางเพื่อผู้ปกครองสามารถนำไปปรับใช้เตรียมตัวลูกที่บ้าน  ดังนี้นะคะ

 

7 เรื่องที่ต้องเตรียมตัว เมื่อลูกต้องไปโรงเรียน เรียนร่วม

1 สร้างแรงจูงใจและพร้อมเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมใหม่ๆด้วยตนเอง

เด็กๆ ควรผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ที่ออกแบบมาให้เกิดมิติของการเรียนรู้  ผ่านการฟัง  การเห็นและลงมือทำ จนเด็กๆรู้สึกได้ว่ากิจกรรมที่เกิดตรงหน้ามีความน่าสนใจ   ส่งผลให้เด็กๆเกิดแรงจูงใจ   สนใจมองการสาธิตแบบหน้าชั้น    สร้างพฤติกรรมเลียนแบบและสามารถมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายกับกิจกรรมในรูปแบบที่หลากหลาย

 

2 ฝึกการคงสมาธิจดจ่อที่ยาวนานมากพอที่จะเกิดการเรียนรู้

เช่น  ฝึกการนั่งหรือคุมตนเองให้เคลื่อนไหวหมุนเวียนตามฐานการเรียนรู้แบบต่างๆ  ได้อย่างน้อยช่วงละ 10-15 นาทีขึ้นไป   และมีสมาธิในกิจกรรมที่ลงมือทำงานได้แบบรวดเดียวจบ อย่างน้อย 10-15 หน่วย

 

3 ฝึกเด็กๆให้สามารถนำพาตนเองให้ดำเนินไปตามตารางกิจวัตรประจำวัน ประจำวันในโรงเรียน

 

4 ฝึกการสื่อสาร

โดยกระตุ้นให้เด็กๆมีความพยายามที่จะสื่อสารมากขึ้น   ด้วยการพูด  หรือใช้ภาษาท่าทาง   ตลอดจนฝึกการฟังเข้าใจภาษาสามารถทำตามคำสั่งหรือสานต่อในสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน

 

5 ปรับพฤติกรรมและการควบคุมอารมณ์ตนเอง

เพื่อการอยู่ร่วมในสังคมให้ได้  เช่น รู้วิธีควบคุมอารมณ์ตนเองหรือหยุดแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้เมื่อเตือน

 

6 ฝึกการช่วยเหลือตนเองตามวัย

เช่น ฝึกการขับถ่ายในห้องน้ำตามเวลาโดยไม่ต้องใส่แพมเพิร์ส ฝึกการนั่งทานอาหารด้วยตนเอง ฝึกการนอนกับที่ในเวลากลางวัน   ฝึกการแต่งกายง่ายๆด้วยตนเองฯลฯ

 

7 ฝึกให้มีทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้

เนื่องจากอาการบางด้านจะทำให้เด็กออทิสติกเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้ช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน   จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทางการเรียนไว้ในระดับหนึ่ง  เช่น เรียนรู้พื้นฐาน   สี  รูปทรง  อักษร  ตัวเลข   ฝึกลีลามือ   สามารถทำชีทแบบฝึกง่ายๆโดยไม่ฉีกหรือขยำทิ้งอย่างไม่มีความหมาย

 

***   ที่สำคัญคือ ก่อนตัดสินใจส่งลูกเข้าเรียร่วม ควรหาโอกาสไปพบเพื่อขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้ดูแลด้านพัฒนาการของลูก (จิตแพทย์เด็ก หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก) ว่า ลูกมีความพร้อมหรือไม่ อย่างไร โดยแพทย์จะพิจารณาจาก ระดับพัฒนาการและพฤติกรรมของลูกๆ โดยจะให้คำแนะนำที่เหมาะสมต่อไปค่ะ

 

พวกเราทีมงานบ้านอุ่นรักขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวนะคะ มีกรณีใดที่คุณพ่อคุณแม่หรือทางโรงเรียน ต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม เกี่ยวกับการเข้าเรียนร่วมในโรงเรียน สามารถติดต่อมาพูดคุยกับพวกเราได้ผ่านช่องทางนี้ค่ะ….

 

7 เรื่องที่ต้องเตรียมตัว เมื่อลูกออทิสติก เริ่มเข้าสู่สังคมในวงกว้าง | บ้านอุ่นรัก

7 เรื่องที่ต้องเตรียมตัว เมื่อลูกออทิสติก เริ่มเข้าสู่สังคมในวงกว้าง | บ้านอุ่นรัก

แม้ว่าลูกมีอาการออทิสติก แต่ลูกก็เป็นสมาชิกที่มีสิทธิที่จะอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพียงแต่เราจำเป็นต้องตระหนักว่าในฐานะพ่อแม่เรามีหน้าที่เตรียมลูกของเราให้พร้อมพอสมควรก่อนเริ่มเข้าสู่สังคมในวงกว้าง เพราะในบางสถานการณ์หากเรา ปล่อยให้ลูกปฏิบัติตามธรรมชาติในวิถีที่ลูกเคยชิน อาจมีผลให้เกิดเรื่องวุ่นๆให้ผิดใจกับคนรอบข้างได้เหมือนกัน ดังนั้นเราควรมาเริ่มสร้างแบบฝึกหัดอย่างมีรูปแบบ มีการซ้อมในสถานการณ์เล็กๆ ตามจริง เลือกเวลา เลือกสถานที่  ที่เริ่มจากควบคุมปัจจัยแวดล้อมง่ายๆ  ใช้เวลาสั้นๆ บ่อยๆ แล้วค่อยๆขยายไปสู่สถานการณ์ตามจริงมากขึ้นเรื่อยๆ  หากทำได้แบบนี้เชื่อมั่นได้เลยค่ะว่า ลูกของเราสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเหมาะสมตามควร ซึ่งหากเรามองไปรอบๆ สังคมพร้อมอยู่แล้วที่จะอ้าแขนต้อนรับลูกๆของเรา ….นับจากวันนี้…  เตรียมลูกให้พร้อม  แล้วสูดหายใจลึกๆ  ..ยืดอกอย่างภาคภูมิใจจูงลูกออกไปสำรวจโลกข้างนอกกันค่ะ

 

7 เรื่องที่ต้องเตรียมตัว เมื่อลูกออทิสติก เริ่มเข้าสู่สังคมในวงกว้าง

1 ปรับพฤติกรรมที่อาจขัดขวางการใช้ชีวิตในสังคม

มีบางพฤติกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอาการออทิสติก ที่เราควรเฝ้าดู เพื่อตั้งเป้าทีละน้อยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูก โดยทำตามสถานการจริงที่เกิดขึ้นจริง เช่น

1.1 พฤติกรรมที่อาจเกิดอันตราย ต่อตนเอง และผู้อื่น เราควรพิจารณาว่าลูกมีร่องรอยพฤติกรรมอะไรที่ควรเฝ้าระวังหรือ   เตือนลูกโดยไม่ปล่อยผ่าน   เช่น   เข้าไปดูแลใกล้ๆลูกเมื่อเห็นลูกเล่นแบบไม่ระมัดระวัง อาจเกิดการชนหรือกระแทกคนรอบข้าง การ เล่นในที่สาธารณะโดยย้อนศรหรือวิ่งตัดวงจรตามปกติของกิจกรรมนั้นๆ หรือเข้าไปดูแลใกล้ๆเมื่อเห็นลูกมีพฤติกรรมรนรีบ ขาดความระมัดระวังจนอาจเกิดอันตราย หยุดลูกเมื่อเห็นลูกวิ่งเตลิด หรือการตั้งเป้าหมายที่จะฝึกลูกควบคุมตนเองเมื่อหงุดหงิด เพื่อลดการแสดงพฤติกรรมรุนแรงซึ่งอาจส่งผลถึงการบาดเจ็บของตนเองและคนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง การโยนของเล่น หรือเล่นเครื่องเล่นสาธารณะที่อาจมีผลให้สิ่งของนั้นแตกหักชำรุด พฤติกรรมในร้านอาหารลดการวิ่งไป-มา

1.2 พฤติกรรมที่ขัดขวางการดำรงชีวิต และรบกวนการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น เช่น พฤติกรรมติดรูปแบบจนลูกมีอาการฝืนต่อต้านไม่เป็นตามพฤติกรรมตามจริงที่ควรจะเป็น เช่น ไปผลักคนอื่นให้ลุกจากที่นั่งโดยลูกจะจองที่นั่งที่เดิมแม้ที่นั้นไม่ว่าง   พฤติกรรมหวาดกลัวมีผลให้ลูกหลีกเลี่ยงบางสถานการณ์อย่างรุนแรง เช่น วิ่งเตลิดเมื่อได้ยินเสียงที่ไม่ชอบ ไม่ยอมเข้าห้องน้ำในที่สาธารณะลูกจึงขับถ่ายอย่างอิสระข้างทาง หรือพฤติกรรมยึดติดหมกมุ่นกับของบางอย่างที่ใช้เป็นส่วนรวมจนขัดขวางคนอื่นที่จะมาเล่นร่วมกัน พฤติกรรมหมกมุ่นกับตัวอักษร โลโก้ ภาพ ฯลฯ จนลูกมักจะมีพฤติกรรมสนใจเข้าไปหยิบจับลูบคลำที่สิ่งของเครื่องใช้ของ คนรอบข้าง ฝึกลูกควบคุมอารมณ์ตนเองเมื่อหงุดหงิด ลดพฤติกรรมยึดติดรูปแบบ  พฤติกรรมเข้าไปจัดการสภาพแวดล้อมให้เป็นดังที่คิดเพราะลูกขาดความยืดหยุ่น

Tips  วิธีการสอนลูก

ตั้งธงว่า อะไรจำเป็นต้องทำ จากนั้นฝึกลูกตามจริง ใช้คำพูดกระชับ กรณีที่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก อาจใช้ภาพ สัญลักษณ์มาประกอบการสอนลูก

ให้ลูกเผชิญ สถานการณ์ ตามจริง บอกให้ลูกรู้ลำดับ ขั้นตอน อย่างชัดเจน

เมื่อจะออกไปข้างนอก มีการพูดคุยทำข้อตกลง ให้ลูกรู้กิจวัตรล่วงหน้า

 

2 เพิ่มทักษะการพูด การใช้ภาษาท่าทาง ตามสถานการณ์จริง

เพิ่มทักษะการสื่อสารทั้งทางการพูดและการแสดงท่าทางของลูก  ให้ลูกสามารถสื่อสารให้บุคคลภายนอกเข้าใจความต้องการและสื่อสารกันได้ตามสมควร  โดยพิจารณาว่าในแต่ละสถานการณ์ลูกควรพูดหรือใช้ภาษาท่าทางอย่างไรในการสื่อสาร  จากนั้นกระตุ้นให้ลูกพยายามสื่อสารตามสถานการณ์จริง  หากลูกพูดหรือสื่อสารเองไม่ได้  ในระยะแรกสามารถใช้การบอกบทหรือสาธิตให้ลูกทำตาม   เช่น   การพูดเพื่อขอความช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาพาะหน้า    บทสนทนาในการซื้อของ

 

3  ฝึกทักษะทางสังคมของลูกกับเด็กวัยเดียวกัน

หาโอกาสให้ลูกได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนวัยเดียวกัน  เช่น  การเล่นกับเพื่อนที่สวนสาธารณะ การเล่นเครื่องเล่นสนาม  ฯลฯ   ทั้งนี้เพื่อดูการตอบสนองของลูก  ว่าลูกมีพฤติกรรมอย่างไรทั้งในแง่การควบคุมตนเอง และความสนใจ แรงจูงใจที่ลูกจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับเพื่อนๆอย่างมีความหมาย  โดยลองปล่อยให้ลูกเล่นกับเพื่อนสักครู่ แล้วสังเกตการเล่นและการตอบสนองของลูกว่าเป็นอย่างไรหากจำเป็นพ่อแม่อาจเข้าไปมีส่วนร่วมในการสาธิตการเล่น  บอกบทการสนทนา  การพูดหรือขอเข้าร่วมเล่นกับเพื่อน  และการเล่นร่วมกันอย่างถูกวิธี

 

4 ฝึกให้ลูกทำตามข้อตกลง หรือกติกาของส่วนรวม

ลูกจำเป็นที่จะต้องเคารพกติกาและพยายามทำตามกติกา โดยเฉพาะกติกาพื้นฐานที่จำเป็นในการที่การอยู่ร่วมกัน เช่น การแบ่งปัน การรอคอยคิว การผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน การเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น การสอนให้ลูกสังเกตเห็นและทำตามป้ายข้อห้ามกติกาในที่สาธารณะ ในกรณีที่จำเป็นต้องยืดหยุ่นอาจทำได้บางส่วน แต่อย่างน้อยลูกควรได้เรียนรู้ที่จะพยายามทำตามกติกา ที่เด็กวัยเดียวกันทำได้ ให้ได้มากที่สุดโดยอาจให้เวลาลูกได้เรียนรู้และฝึกฝนซ้ำๆ จนกว่าลูกจะทำได้ และก่อนนอกบ้าน ควรมีการตกลงเงื่อนไขกันล่วงหน้าว่าลูกควรปฏิบัติตนอย่างไร

 

5 สอนมารยาทพื้นฐาน ตามวัยตามควร

เช่น สอนลูกให้พูดจาสุภาพ ใช้คำพูดให้เหมาะสมกับผู้ใหญ่ ใช้คำกล่าวเหมาะสมตามสถานการณ์  เช่น  คำกล่าวสวัสดีทักทาย กล่าวขอบคุณ.เมื่อได้รับสิ่งใดที่เป็นที่ต้องการหรือมีคนช่วยทำอะไรบางอย่างให้ ขอโทษ ฝึกขออนุญาตตามสถานการณ์ ไม่ไม่พูดแทรกขัดจังหวะเมื่อผู้ใหญ่กำลังพูดคุยกัน ปิดจมูกและปากเมื่อไอหรือจาม ใช้ช้อนกลางตักอาหาร ใช้ช้อนหรือช้อนส้อมให้ถูกต้อง ไม่พูดวิจารณ์คนอื่น

 

6 สอนให้ลูกรู้จักตัดสินใจได้ด้วยตนเอง

เมื่อเห็นโอกาสใดๆ ที่จะสอดแทรกการฝึกให้ลูกนำพาตนเองควรกระตุ้นให้ลูกพยายามเผชิญและตัดสินใจโดยพ่อแม่ดูแลห่างๆ  เริ่มจากเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น ให้ลูกใช้คูปองไปแลกซื้ออาหารโดยเลือกร้านที่ชอบเอง เลือกที่นั่งเอง การซื้อของในห้างสรรพสินค้า ฯลฯ โดยเน้นฝึกลูกคิด เป็นขั้นตอนเลือกลำดับก่อนหลังว่าจะทำอะไร โดยเมื่อใดที่ลูกชะงักลังเล อาจชี้นำด้วยการเสนอทางเลือก 2-3 ข้อ ให้ลูกเลือก  หากจำเป็นอาจอธิบายเพิ่มเติมให้แนวทางการตัดสินใจ โดยเน้นการสอนให้ลูกคิดด้วยวิธีการอธิบายที่สั้น เห็นภาพชัดเจน มีลำดับการคิดอย่างเป็นขั้นตอน

 

7 สอนเรื่องการใช้จ่ายเงิน

เช่น การซื้อของให้ลูกรู้จักเงินเหรียญและธนบัตร เรียงลำดับค่าของเงินตามวัย การรอรับเงินทอน การคิดคำนวณค่าสินค้า (หากจำเป็นอาจใช้เครื่องคิดเลขได้) สอนการประหยัด การใช้เหตุผลประกอบการตัดสินใจใช้จ่ายในสิ่งนั้นๆ การเลือกระหว่างของสองสิ่งที่ทดแทนกันได้ รู้จักออมเงิน

 

หากเห็นว่าบทความนี้ เป็นประโยชน์ ก็อย่าลืมช่วยแชร์ ให้กับคนที่คุณรัก ได้อ่านกันด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

Help Your Child Blossom | บ้านอุ่นรัก

Help Your Child Blossom | บ้านอุ่นรัก

การเลี้ยงดูที่ถูกต้องจะค่อย ๆ ฟูมฟักให้ลูกมีพัฒนาการที่ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้น

เหมือนดอกไม้ดอกเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ คลี่บาน

ดอกไม้ดอกนี้ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร แต่จะสามารถเติบโตอย่างมีคุณค่าบนโลกนี้ 

เรานำทางลูกได้แน่ ๆ

เชื่อมั่นและเดินต่อไป

Call BaanAunRak