5 สัญญาณบอกความเสี่ยง ว่าลูกเข้าข่ายการเป็นออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

5 สัญญาณบอกความเสี่ยง ว่าลูกเข้าข่ายการเป็นออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

อาการออทิสติก (Autistic Disorder) เป็นอาการที่มีผลกระทบต่อพัฒนาการหลายด้านของเด็ก คือ ความบกพร่องทางสังคมและปฎิสัมพันธ์แบบสองทางกับบุคคลรอบข้าง ความล่าช้าหรือความบกพร่องทางภาษาและการสื่อความหมาย พฤติกรรม และอารมณ์ของเด็กออทิสติก โดยเริ่มสังเกตเห็นอาการตั้งแต่ก่อนอายุ 2-3.6 ขวบ

ในวันนี้ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรักมีบทความมานำเสนอ เรื่อง “5 สัญญาณบอกความเสี่ยงว่าลูกเข้าข่ายการเป็นออทิสติก” เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้คอยระวัง เฝ้าสังเกตอาการของลูกน้อยค่ะ

1 ขาดความสนใจต่อสิ่งรอบข้าง

เด็กขาดความสนใจที่จะเข้าไปคลุกคลีหรือสานต่อกับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง หรือเด็กในวัยเดียวกัน เช่น เลี่ยงการสบตา แยกตัว ชอบเล่นคนเดียว ขาดการพยักพเยิด ไม่ออดอ้อน ไม่ชี้ชวน ไม่สนใจเลียนแบบหรือทำตามแบบ ไม่สนใจเข้ามาพูดคุยหรือมีท่าทีชวนเล่น สานต่อ หรือชวนแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนรอบข้าง

2 พูดช้า ไม่สมวัย

เด็กพูดช้า หรือแม้พูดได้ แต่พูดแบบมีพัฒนาการทางด้านภาษาไม่สมวัย ทั้งในแง่การพูด การฟัง โดยไม่สนใจที่จะตอบสนองต่อคำสั่งง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่หันตามเสียงเรียกชื่อ เมื่อถึงวัย 1-2 ขวบ ยังไม่เริ่มพูด บางรายคล้ายพูดภาษาต่างดาวแบบตนเอง หรือบางรายเคยพูดแล้วมาหยุดชะงัก หรือพัฒนาการทางการพูดถดถอย บางรายพูดได้แต่พูดในเรื่องที่ตนสนใจสั้น ๆ ได้วงจำกัด เช่น พูดคำศัพท์สั้น ๆ คำเดิม ๆ ท่องตัวอักษร พูดวลีที่ตนเองสนใจซ้ำ ๆ กับตนเอง ไม่ใช่การพูดเพื่อสื่อสารกับคนอื่น ไม่สนใจที่จะสานต่อบทสนทนาแบบต่อเนื่อง

3 การแสดงออกไม่ชัดเจน

การแสดงออกทางแววตาของเด็ก รวมถึงสีหน้า ท่าทาง ไม่ชัดเจนแบบเด็กวัยเดียวกัน

4 ชอบทำอะไรซ้ำ ๆ ย้ำคิดย้ำทำ

เด็กมีความชอบรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบเดิม ๆ ถ้าเปลี่ยนแปลงหรือขัดใจจะหงุดหงิด ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง บางรายพฤติกรรมซ้ำ ย้ำคิดย้ำทำ เช่น ทานอาหารแบบเดิมได้ไม่กี่ชนิด ใส่เสื้อผ้าแบบเดิม ถ้าเปลี่ยนเส้นทางเดินทางจากที่คุ้นเคยจะหงุดหงิด ฯลฯ

5 วิธีการเล่นมีรูปแบบเฉพาะตัว

วิธีการเล่นของเด็กมีรูปแบบเฉพาะตัว มีการเล่นแบบเดิมซ้ำ ๆ ขาดความสนใจสิ่งรอบตัว มักไม่ค่อยเข้าไปสำรวจ ทดลอง หรือนำของเล่นมาเล่นประกอบจินตนาการ เหมือนเด็กวัยเดียวกัน โดยเด็กออทิสติกมักจะหมกมุ่นกับสิ่งของเฉพาะอย่าง เล่นแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นระยะเวลานาน บางรายชอบเล่นในแบบกระตุ้นระบบการรับสัมผัส เช่น เรียงของเพื่อเพ่งมอง เล็งระนาบ ชอบดูของที่หมุนได้ เคาะของเล่นเพื่อฟังเสียง บางรายพบการเคลื่อนไหวอวัยวะซ้ำ เช่น สะบัดมือ หมุนตัว อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย วิตกกังวลสูง ดูเหมือนปรับตัวยาก อารมณ์กวัดแกว่ง การรับรู้ไว ตื่นตัวถูกรบกวนจากประสาทสัมผัสได้ง่าย เช่น กลัวและเลี่ยงหนี หรือทางกลับกัน บางรายอาจจะหมกมุ่นกับสิ่งของบางอย่างบางเรื่องเป็นพิเศษ หากถูกขัดขวางจะหงุดหงิด

ผู้ปกครองที่สงสัยว่าลูกอาจมีอาการเข้าข่ายเด็กออทิสติก ควรรีบพาลูกไปพบจิตแพทย์เด็กหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เพื่อรับคำวินิจฉัย อย่าครุ่นคิดสงสัย กังวลใจนานเกินไปนะคะ เพราะพัฒนาการของลูกรอไม่ได้ ถ้าลูกมีอาการอะไร จะได้รีบหาทางบำบัดรักษา ถ้าลูกไม่เป็นอะไร จะได้สบายใจ ไม่ต้องเก็บความวิตกกังวลคิดวนซ้ำอยู่คนเดียว ไม่ว่าจะเกิดอะไรทุกอย่างมีทางแก้นะคะ ยิ่งแก้ไขเร็ว ยิ่งลดความสูญเสีย   พวกเราทีมงานบ้านอุ่นรักได้นำเสนอความรู้และแนวทางการแก้ไขไว้หลายรูบแบบ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับพัฒนาการของลูก สามารถติดต่อมาพูดคุยกับพวกเราได้ค่ะ ตามช่องทางที่ท่านสะดวกค่ะ

6 สิ่งที่ต้องฝึก ให้เด็กออทิสติกรับผิดชอบในชีวิตประจำวัน | บ้านอุ่นรัก

6 สิ่งที่ต้องฝึก ให้เด็กออทิสติกรับผิดชอบในชีวิตประจำวัน | บ้านอุ่นรัก

เพราะความหวังสูงสุดของคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็คือ ในอนาคต ลูกของเราจะต้องสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเองในโลกใบนี้นั่นเอง 

จากเป้าหมายนี้ …. สิ่งแรกที่เป็นรูปธรรมที่จะเป็นตัวทำนายหรือชี้วัดผลสำเร็จได้ชัดเจนที่สุด ว่าลูกเราจะยืนอยู่บนโลกนี้ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นมากนัก คือ ลูกจำเป็นต้องดูแลตนเองในกิจวัตรประจำวันได้เกือบ 100 % ก่อนอายุ 7-12  ปี

เพราะเรามีความเชื่อว่า ความรัก ทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้

บ้านอุ่นรัก

งั้นเรามาเริ่มต้นทำความหวังให้เป็นจริงตั้งแต่วันนี้ เรามาเริ่มต้น จับมือลูก นำลูกทำสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตตนเอง และเรามาฝึกลูกในการช่วยเหลือตนเองให้ได้ โดยทีมงานบ้านอุ่นรักขอนำเสนอแนวคิด ดังนี้ค่ะ

6 สิ่งที่ต้องฝึก ให้เด็กออทิสติกรับผิดชอบในชีวิตประจำวัน

1. ฝึกลูกดูแลตนเอง

ปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้องว่าลูกจะต้องดูแลตนเอง โดยจับนำ ฝึกให้ลูกร่วมลงมือทำ ในทุกกระบวนการ แล้วค่อย ๆ ลดการช่วยลงทีละน้อย จนถึงจุดที่ลูกทำได้ด้วยตนเอง

2. ฝึกลูกด้านสุขอนามัย

ให้ความสำคัญ ในเรื่องการดูแลเรื่องสุขลักษณะ สุขอนามัย โดยไม่ปล่อยผ่าน แม้ลูกจะมีท่าทีฝืนหรือต่อต้าน (เด็กออทิสติกจะมีการรับรู้ไวจึงมักจะเลี่ยงกิจวัตรที่กระตุ้นการรับสัมผัสด้านต่าง ๆ) เราจำเป็นต้องตะล่อมนำให้ลูกทำได้จนเป็นกิจวัตรตามปกติตามที่ควรจะเป็นจริงให้ได้ เช่น การอาบน้ำ การแปรงฟัน การตัดเล็บ การสระผม ตลอดจนค่อย ๆ จับนำให้ลูกสามารถดูแลสุขลักษณะอื่น ๆ ตามจริงด้วยตนเอง เช่น ล้างมือ เช็ดมือ เช็ดน้ำมูก ฯลฯ

3. ฝึกลูกร่วมลงมือทำ

ร่วมกันลงมือทำกิจวัตรประจำวันด้านการช่วยเหลือตนเอง โดยจับมือนำ กระตุ้นให้ลูกมีส่วนร่วมลงมือกระทำจริงตามสถานการณ์ที่เกิดจริงตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน เช่น การเก็บที่นอน การทำความสะอาดร่างกาย การแต่งกาย การทานอาหาร-ดื่ม การขับถ่ายและเข้าห้องน้ำ การเก็บสิ่งของเครื่องใช้ของตน จนถึงการเข้านอน

4. ฝึกให้ลูกมีส่วนร่วมรับผิดชอบ

ร่วมรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองเป็นผู้กระทำตามวัย ตามความสามารถ เช่น  จับมือให้ลูกร่วมเช็ดน้ำที่ทำหก ถอดเสื้อผ้าของตนเองใส่ไว้ในตะกร้า เก็บรองเท้าขึ้นชั้นวางรองเท้า

5.  ฝึกให้ลูกมีส่วนร่วมในงานบ้าน

ซึ่งได้แก่งานบ้านที่เกี่ยวข้องกับตนเอง เช่น เก็บภาชนะของตนหลังทานอาหาร   ทิ้งขยะลงถัง หรือเก็บสิ่งของเครื่องใช้ ของเล่น หนังสือ ที่ตนรื้ออกมาเก็บให้เข้าที่

6.  ฝึกลูกรับผิดชอบภารกิจตนเอง

ฝึกรับผิดชอบภารกิจที่เกี่ยวข้องกับตนเอง เช่น ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ก่อนเข้านอนในตอนค่ำ เพื่อลูกตื่นนอนตอนเช้าได้ด้วยตนเอง จัดกระเป๋า ตารางสอน ของใช้สำหรับไปโรงเรียนตั้งแต่ตอนค่ำ รับผิดชอบงานของตนเองให้เสร็จ เช่น ทำการบ้านให้เสร็จ เป็นต้น

Tips เล็กๆ น้อยๆ จากบ้านอุ่นรัก

ลองนั่ง list รายการกิจวัตรประจำวันของลูกตั้งแต่ตื่นเช้าถึงเข้านอน  

นำกิจวัตรทีละอย่างมานั่งนึกถึงขั้นตอน แยกส่วนเป็นขั้นตอนย่อย ๆ โดยคิดเป็นภาพของการทำในแต่ละขั้นตอนของกิจวัตรนั้น ๆ ทีละเรื่อง คิดเป็นภาพสั้น ๆ ทีละ shot ที่ต่อเนื่องกันตั้งแต่จุดเริ่มต้นของกิจกรรมจนถึงขั้นสุดท้าย ในเรื่องที่คาดว่าลูกจะเข้าใจได้ยาก เราอาจวาดรูปหรือถ่ายภาพกิจวัตรนั้น ๆ ทีละขั้นมาประกอบการสอนลูก เพราะการใช้ภาพช่วยสอนลูก จะทำให้ลูกเข้าใจขั้นตอนต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าการพูดอธิบายแต่อย่างเดียว เช่น จะสอนลูกเรื่องการแปรงฟัน เราจะคิดเป็นภาพย่อย ๆ ทีละขั้น ได้ดังนี้

หยิบแปรงสีฟัน  à บีบยาสีฟันลงบนแปรง à เปิดก้อกน้ำ à เอาแปรงจุ่มน้ำ à แปรงจุดละ 10 ครั้ง (พร้อมนำให้แปรงทีละจุดจนทั่วทั้งปาก)  à บ้วนปาก à ล้างแปรง à เก็บแปรง

ฝึกลูกให้มีส่วนร่วมลงมือทำ เริ่มจากนำให้ลูกมีส่วนร่วมลงมือทำในกิจวัตรที่เกี่ยวข้องกับตัวเองทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ ในระยะแรก อาจจับทำ บอกบท แล้วค่อย ๆ ลดการช่วยทีละน้อย  

กระตุ้นให้ลูกทำด้วยตนเองมากที่สุด จนปล่อยให้ลูกทำเอง

ฝึกทุกวัน เริ่มจับนำให้ลูกทำตามสถานการณ์จริง โดยเริ่มต้นฝึกเร็วที่สุดตั้งแต่ยังเล็ก ฝึกช่วยเหลือตนเองมาตั้งแต่ลูกอายุ 3-5 ปี ขวบ จนอายุ 7 ขวบ  หรือ อาจถึง 10 ขวบ

เลือกสอนทีละงาน เริ่มจากเรื่องที่ง่ายที่สุด 

พ่อแม่หรือสมาชิกในบ้านจัดเวลาลงมาจับนำในสถานการณ์จริง ทำด้วยความสุขที่จะได้ใช้เวลาเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ร่วมกัน

เรามีภารกิจนี้ร่วมกับลูกนะคะ และยังพอมีเวลาอีกยาวนานที่จะเตรียมตัวลูกให้สามารถดำรงชีวิตให้ได้ในวัยผู้ใหญ่ เรามาเริ่มลงมือทำจริง ๆ ตั้งแต่วันนี้นะคะ ใช้กิจวัตรตามจริงจับนำแล้วปล่อยให้ลูกทำอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่นานนัก อาจจะใช้เวลาไม่เกิน 4-7 ปี เป็นช่วงชีวิตดี ๆ ที่เราได้จะใช้เวลาร่วมกับลูก ในที่สุดความรัก ความพยายามที่เราทุ่มเทให้ไป จะถึงจุดที่ลูกสามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน ในอนาคต จึงมั่นใจได้ว่าลูกจะยืนหยัดอยู่บนโลกนี้อย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่เป็นภาระของใครค่ะ

ท่านที่สนใจเรียนรู้ตัวอย่างการคิดกิจวัตรและขั้นตอนการสอน ให้สำเร็จได้จริง ท่านสามารถติดตามจากสื่อการสอนของบ้านอุ่นรัก ชุดการฝึกช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน ตามช่วงวัย ตั้งแต่ อายุ 2-12 ปี ได้ ตามช่องทางของบ้านอุ่นรักที่ท่านสะดวกค่ะ

5 สิ่งต้องรู้ เพื่อการสอนเด็กออทิสติก เมื่อเขาเริ่มมีความต้องการทางเพศ | บ้านอุ่นรัก

5 สิ่งต้องรู้ เพื่อการสอนเด็กออทิสติก เมื่อเขาเริ่มมีความต้องการทางเพศ | บ้านอุ่นรัก

จากประสบการณ์ให้คำปรึกษาพ่อแม่เด็กออทิสติกในวัยรุ่น และจากการที่ครูนิ่มได้ไปบรรยาย โดยมักจะสอดแทรกเรื่องนี้บ่อยๆ ครูนิ่มพบว่าเป็นเรื่องเพศเป็นประเด็นที่เรามักหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึง หรือไม่มีใครพูดถึงประเด็นนี้อย่างชัดเจน วันนี้จึงขอนำประเด็นนี้มากล่าวถึงพอสังเขป และคุณพ่อคุณแม่ที่สนใจในรายละเอียดเพิ่มเติม ทีมงานบ้านอุ่นรักได้เขียนแนวทางเรื่องการเลี้ยงลูกในวัยรุ่น และประเด็นเรื่องเพศของเด็กออทิสติก ในแง่มุมมต่างๆไว้ค่อนข้างละเอียดในคอร์สออนไลน์ เรื่อง การดูแลเด็กออทิสติก ในหัวข้อการเลี้ยงดูลูกออทิสติกในวัยรุ่น ท่านที่สนใจ ติดตามได้นะคะ

การสอนเรื่องเพศ เราควรสอนสอดแทรกไปตามเวลา สถานการณ์ที่เหมาะสม สอนตามเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน

1.อายุที่ควรเริ่มสอดแทรกการสอนเรื่องเพศ

ในเด็กผู้หญิง  ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในช่วงอายุ 9-16 ปี   เด็กผู้ชาย อายุ 10-18 ปี ( การเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็น เช่น เด็กผู้หญิงเริ่มมีเต้านม มีประจำเดือน เริ่มมีสิว เด็กผู้ชายเสียงเปลี่ยน เริ่มมีขน เริ่มฝันเปียก )

2. หลักการสอนเรื่องเพศ

               *  หลีกเลี่ยง        * ป้องกัน             *  แก้ไข

การคำนึงถึง สภาพแวดล้อมด้าน บุคคล สถานที่ สถานการณ์ ที่ปลอดภัยเพื่อลดโอกาสเสี่ยงของลูก มีการสอน ล่วงหน้าเป็นขั้นตอนชัดเจน ถึงการป้องกันการถูกล่วงเกินละเมิดทางเพศ การป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ เลี่ยงประสบการณ์ตรง เช่น สื่อที่ยั่วยุอารมณ์เพศ หรือความอยากรู้ อยากลอง     

3. การจัดการตนเองเมื่อมีความต้องการทางเพศ 

เราคงเลี่ยงการเจริญเติบโตตามธรรมชาติไม่ได้  เมื่อถึงวัยเจริญพันธ์ จริงๆทั้งลูกสาวลูกชายจะเริ่มสนใจเพศตรงข้าม  โดยเฉพาะลูกชาย ลูกจะเริ่มรู้สึกชัดเจนถึงอวัยวะเพศแข็งตัว  เริ่มฝันเปียก  มีการหลั่ง เริ่มหาวิธีช่วยตนเองในการปลดปล่อยความรู้สึกทางเพศ ทั้งการถูไถและหาอุปกรณ์เสริมต่างๆ ซึ่งจริงๆแล้วเราไม่ได้ห้ามที่ลูกจะปลดปล่อย คุณพ่อ  พี่ชาย หรือญาติผู้ชาย ควรมีบทบาทในการลอบสังเกตและเมื่อเห็นจังหวะเหมาะอาจสอนวิธีการให้ลูกสามารถปลดปล่อยได้ตามธรรมชาติ แต่ต้องระบุและตั้งกฎเหล็กชัดเจนว่าทำได้ที่ไหน ส่วนใหญ่แนะนำห้องน้ำเฉพาะที่บ้าน ทำได้วันละกี่ครั้งโดยดูตามธรรมชาติของลูก แต่ไม่มากเกินไปจนหมกมุ่น

4. สอนให้ลูกปฏิบัติตัวให้ สุภาพ เหมะสมตามวัย

เช่น ไม่เข้าไปคลอเคลีย  ประชิดตัว มีระยะห่าง ไม่เข้าไปใกล้ชิดกับบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกในบ้าน ระวังการพูดคุยกับบุคคลอื่นหรือการตั้งคำถามที่ลูกอาจถามคำถามที่ย้ำคิดย้ำทำประเด็นเรื่องเพศ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบบ่อย ซึ่งจะสร้างความระแวง เกิดความรู้สึกทางลบได้

5. พบแพทย์ประจำตัวทางกายและพัฒนาการของลูก

ควรพบแพทย์ อย่างน้อยปีละครั้ง และทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับคำปรึกษาและร่วมวางแผนรับมือล่วงหน้า กับภาวะทางร่างกายโดยเฉพาะช่วงรอยต่อสู่วัยรุ่น เช่น การวางแผนเรื่องประจำเดือนของเด็กผู้หญิง การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่เด็กมักจะกลับมามีอารมณ์รุนแรงชัดเจนขึ้นในวัยรุ่น

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับ 5 สิ่งต้องรู้ เพื่อการสอนเด็กออทิสติก เมื่อเขาเริ่มมีความต้องการทางเพศ ซึ่งถ้าหากท่านใด มีข้อสงสัย หรือต้องการข้อแนะนำเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามกลับมาทางบ้านอุ่นรักได้ตามช่องทางที่ท่านสะดวก คลิกที่นี่เลยค่ะ

และหากเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ ก็อย่าลืมช่วยกันแชร์ ให้กับคนที่คุณรัก ได้อ่านกันด้วยนะคะ ทีมงานบ้านอุ่นรัก ขอขอบคุณค่ะ

8  ของเล่นติดบ้าน เพื่อเสริมพัฒนาการเด็กออทิสติกอายุ 2-5 ขวบ | บ้านอุ่นรัก

8 ของเล่นติดบ้าน เพื่อเสริมพัฒนาการเด็กออทิสติกอายุ 2-5 ขวบ | บ้านอุ่นรัก

วัย 2-5 ขวบเป็นวัยที่เด็กๆจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ผ่านการเล่น โดยการเรียนรู้บางส่วนเกิดระหว่างการเล่นร่วมกับพ่อแม่กับคนรอบข้าง หรือเล่นกับเพื่อนๆวัยเดียวกัน หรือ และอีกส่วนจะเป็นการค้นพบด้วยตนเอง  โดยเด็กจะสนใจทุกสิ่งรอบตัวและค้นคว้า หาทางเล่นได้หลากหลาย ผ่านการเล่น เชิง  สำรวจ  ทดลอง  ค้นคว้า ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนเด็กๆค้นพบการเรียนรู้บางอย่าง แต่สำหรับเด็กออทิสติกการเล่นมักมีรูปแบบเฉพาะที่แตกต่างออกไป  คือเด็กมักสนใจสิ่งของที่สามรถนำมาตอบสนองการรับสัมผัส โดยวนเล่นซ้ำๆ ในรูปแบบเดิมๆ แบบ sensory play มากกว่าการเล่นเชิงสำรวจค้นคว้าแบบเด็กวัยเดียวกัน

ถ้าอย่างนั้น ในวันนี้ เรามาคุยกันในประเด็นการเลือกของเล่น  ที่เราควรมีติดบ้าน เพื่อส่งเสริมพัฒนาการ ลูกกออทิสติก วัย 2-5 ขวบ โดยบ้านอุ่นรักขอเสนอ 8 ของเล่นติดบ้าน เพื่อเสริมพัฒนาการเด็กออทิสติกอายุ 2-5 ขวบ กันค่ะ 

1 ของเล่นที่นำมาประกอบการเคลื่อนไหว

เช่น ลูกบอล รถลากจูง จักรยานขาไถฝึกทรงตัว 

วัย 2 ขวบ เด็ก เป็นวัยที่เด็กๆจะเริ่มเรียนรู้ที่จะควบคุมร่างกายตนเอง และเริ่มเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทาง มีรูปแบบมากขึ้น โดยเริ่มมองหาสิ่งรอบตัวมาเล่นประกอบการเคลื่อนไหว แต่เด็กออทิสติกมักจะชอบเคลื่อนไหวอิสระแบบเดิมๆ โดยไม่มีรูปแบบ เช่น วิ่งไปมาข้ามห้อง เดินวนรอบห้อง หรือปีนป่ายโซฟาซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือนั่งแยกตัวนานๆกับสิ่งเดิมๆ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรจัดหาของเล่นที่มามารถนำมาเล่นประกอบเพื่อเพิ่มทักษะทางร่างกายและการเคลื่อนไหว เช่น  แทมโพลีนกระโดดเล่น รถของเล่นที่มีล้อเข็นไปมา รถลากมีเชือกผูกสำหรับลากจูง ลูกบอลไว้เตะ-โยน-กลิ้ง ลูกปิงปองไว้โยนเล่น ฟองสบู่ไว้วิ่งไล่จับ จักรยานขาไถที่ใช้ฝึกการทรงตัว หรือรถจักรยานสามล้อขนาดที่เหมาะสมกับวัย

หลักการ ชวนเด็กเล่น ประกอบการเคลื่อนไหวให้หลากหลาย แต่มีรูปแบบที่เหมาะสมกับของสิ่งนั้น และชวนให้เด็กเล่นโดยใช้ระยะเวลาต่อเนื่องนานพอควร โดยไม่ละความสนใจกลางคัน  เช่น  5-10 นาที ขึ้นไปต่อรอบ

2 ของเล่นเพื่อเพิ่มการสำรวจ ทดลอง (สิ่งของรอบตัว)

เช่น ของเล่นไขลาน ฟองสบู่ ลูกโป่ง  ของใช้พลาสติก

เนื่องจากเด็กออทิสติก มักจะสนใจสิ่งเร้าจำกัด ไม่ค่อยเข้าไปสำรวจหรือตอบสนองกับสิ่งใหม่ๆรอบตัว และเมื่อสนใจเล่นอะไร มักจะเล่นเป็นรูปแบบเดิมๆ แบบซ้ำๆ ซึ่งต่างจากเด็กในวัยเดียวกัน ดังนั้นเราควรมองหาสิ่งของที่มีอยู่รอบตัว เช่น ขวด กล่อง ของใช้  ฯลฯ มาชวนลูกเล่นแบบทดลอง สำรวจ และค้นหาวิธีเล่นสนุกๆที่หลากหลาย หรืออาจจัดหา ของเล่นที่มีแสง สี เสียง มีการเคลื่อนไหว เช่น ของเล่นไขลาน ไฟฉายดวงเล็ก หุ่นที่ขยับได้ หมุนลูกข่าง เป่าฟองสบู่ โยนลูกปิงปอง เทบอลลูกเล็ก 10-15 แล้วกระตุ้นให้เด็กเก็บใส่ตะกร้า โยนลูกโป่งแล้วชวนเด็กไล่ตีไล่จับ ฯลฯ

หลักการ คือ เมื่อมีของหนึ่งชิ้นอยู่ตรงหน้าที่สามารถนำมาเล่นได้ พยายามกระตุ้นให้ลูกสนใจ และพยายามค้นหาวิธีเล่นหลาย ๆ แบบ เช่น นำขวดมาเปิดปิดฝา นำมากลิ้งเล่น  เตะขวดแทนบอล นำของมาใส่ปิดฝาแล้วเขย่า  เล่น กรอกน้ำใส่ขวด หรือนำรถยนต์ของเล่นมาชวนลูกเล่นด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น นำรถมาแล่น รถปีนขึ้นสะพานไม้  จับรถถอยเข้าจอดในกล่อง ฯลฯ หรือจัดสถานการณ์บ่อยๆ ให้ลูกสังเกตเห็นสิ่งเร้าและเข้าไปตอบสนองให้ถี่ขึ้นและมีทิศทางมากขึ้น เช่น กระตุ้นให้ทดลองเปิดปิดบังคับปุ่มของเล่นไขลาน เล่น ฟองสบู่ในรูปแบบหลากหลาย (จับนำลูกให้สนุกกับวิ่งไล่จับฟองสบู่ ใช้นิ้วตามจิ้มฟองให้แตก กระโดดโหม่งฟอง)   

3 ของเล่นเพื่อประกอบการเรียนรู้และเข้าใจสิ่งรอบตัว ของใช้หรือ สิ่งของที่เด็กพบในชีวิตประจำวัน

เช่น แปรงสีฟัน หวี กระจก ขวดแชมพู ช้อน จาน แก้วนํ้าพลาสติก ฯลฯ

หลักการ ชวนเด็กเล่นสิ่งของตามประโยชน์ ของสิ่งของนั้นๆ เริ่มจากจับมือนำ และชวนสำรวจทดลอง และพาเด็กเรียนรู้สิ่งรอบตัวอย่างหลายหลาย โดยนำสิ่งนั้นมาประกอบกริยาอาการตามจริง ทำบ่อยๆ ทุกครั้งที่เห็นโอกาสจะแทรกได้ เช่น จับมือเด็กทำท่าแปรงฟันแล้วปล่อยทำเอง  สาธิตและจับมือเด็กทำท่าหวีผม     

4 ของเล่นเพื่อสร้างสมาธิ

เช่น เลโก้ บล้อค หยอดกระปุก แท่นปักหมุดขนาดใหญ่ ฯลฯ

ใช้ของเล่นที่มีจำนวนชิ้นมากๆ ที่มั่นใจว่าเด็กๆสามารถลงมือทำได้ด้วยตนเองอย่างแน่นอน เพื่อฝึกให้เด็กๆเล่นของเล่นแบบต่อเนื่องรวดเดียวจบไม่ละความสนใจกลางคัน   (สามารถใช้กิจกรรมฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก ที่เด็กทำได้เองแล้ว มาฝึกการคงสมาธิ) เช่น ต่อเลโก้ขนาดใหญ่ หยอดกระปุกออมสิน หยิบเมล็ดพืชใส่ขวด หนีบไม้หนีบขนาดใหญ่บนกระดาษแข็ง ใส่บล็อกลงแท่น    กรอกทรายใส่ขวด กรอกน้ำใส่ขวด ปักหมุดขนาดใหญ่ลงแท่น ดึงกดของเล่นโฟม ฯลฯ หรืออาจใช้กิจกรรมที่ได้ลงมือทำเอง เช่น ระบายสีน้ำ ระบายสี ติดเศษกระดาษบนภาพ ลากเส้นง่ายๆ ฯลฯ โดยตั้งเป้าหมายให้ทำงานได้ในพื้นที่ อย่างน้อยครึ่งหรือสามเต็มส่วนของกระดาษ A4 และค่อยๆ เพิ่มการทำงานให้ได้พื้นที่มากขึ้น

หลักการ ชวนเด็กเล่นของเล่นที่หลากหลาย โดยเน้นการเฝ้ามองและกระตุ้นให้เด็กลงมือทำกิจกรรมนั้นๆ (ที่มั่นใจว่าไม่ยากเกินความสามารถตามวัย) โดยหากเด็กลงมือทำตามทิศทางการเล่นที่ถูกต้องแล้ว จะปล่อยให้เด็กเล่นเองโดยไม่เข้าแทรก แต่หากเด็กลงมือทำไม่ต่อเนื่องหรือนำของนั้นมาเล่นในลักษณะกระตุ้นการรับรู้ของตนเอง แบบ sensory play (เพ่งมอง เคาะฟังเสียง ลูบสัมผัสแทนเล่น เรียงเป็นแถวยาวเพื่อเพ่งมอง) จึงเข้าแทรกและนำให้เด็กลงมือทำในทิศทางที่ตรงตามรูปแบบการเล่นนั้นๆ โดยนับจำนวนชิ้นที่ส่งให้เด็กทำให้ต่อเนื่อง เริ่มมจาก 5 ชิ้น 10-15-20 ชิ้น 

5 ของเล่นเพื่อฝึกการแก้ปัญหาและพัฒนักษะด้านสติปัญญา

เช่น ภาพตัดต่อ หนังสือ เกมบอร์ดต่างๆ (จับคู่ภาพที่เหมือนกัน จับคู่สี รูปทรง ตัวเลข ตัวอักษรพลาสติก หัวและตัวสัตว์ ภาพกับเงา ฯลฯ) โดยเพิ่มระดับความยากตามความสนใจและความสามารถ

หลักการ ชวนเด็กเล่น ตามรูปแบบที่เหมาะสมกับของสิ่งนั้น หากในระยะเริ่มต้นเด็กยังทำไม่ได้ เริ่มจากจับมือทำซ้ำๆ แล้วค่อยๆลดการช่วยลงทีละน้อย  

6 ของเล่นเพื่อพัฒนาทักษะทางกล้ามเนื้อมัดเล็ก (มือ-นิ้ว-สายตา)

เช่น ดินน้ำมัน กรรไกรปลายมน ฉีกหรือขยำกระดาษ ไม้หนีบผ้า ร้อยลูกปัด 

หลักการ  การพัฒนาทักษะการประสานงานระหว่าง มือ-นิ้ว-สายตา จะพัฒนาผ่านกิจกรรมที่เด็กๆ ได้ทดลองลงมือทำและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่หลากหลายผ่านการเล่นบ่อยๆ เพื่อสร้างประสบกาณ์ให้เด็กๆ มีโอกาสได้ฝึก ขยำ ดึง กด แกะ บิดข้อมือ โดยเน้นให้เด็กๆ ใช้มือสองข้างทำงานร่วมกัน และเตือนให้ตามองตามมือขณะลงมือทำกิจกรรมต่างๆ

7 ของเล่นเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษา

เช่น หนังสือนิทาน ตุ๊กตา โมเดลสัตว์และผลไม้  เครื่องครัว การ์ดภาพ ฯลฯ

หลักการ การพัฒนาทักษะทางภาษาประกอบด้วย 3 มุมมอง คือ มีการขยายคำศัพท์ ฝึกการฟังเข้าใจ ละกระตุ้นการสื่อความหมายทางการพูดหรือท่าทาง ดังนั้นเราจะใช้ของเล่นข้างต้นเป็นเครื่องมือแทรกการสอนศัพท์ ทบทวนการฟังโดยการตั้งคำถามหรือให้คำสั่งบางอย่างเพื่อประเมินความเข้าใจจากการฟัง และกระตุ้นให้เด็กๆพูดหรือใช้ท่าทางโต้ตอบออกมา 

8 ของเล่นเชิงจินตนาการ

เพื่อนำมาเล่นแบบแสร้งทำและสร้างบทสนทนา เช่น โมเดลสัตว์  รถยนต์ของเล่น เลโก้ ตุ๊กตา ฯลฯ

หลักการ คือ นำของเล่นนั้นมาประกอบการเล่นเป็นเรื่องราว หรือกระทำแบบแสร้งทำเสมือนจริง  เช่น นำตุ๊กตามาแต่งตัวและพูดคุยเหมือนกำลังเลี้ยงน้อง เล่นหม้อข้าวหม้อแกงแบบกำลังขายของ นำตัวโมเดลทหารพลาสติก 2 ตัวมาทำเหมือนกำลังต่อสู้กัน นำหุ่นยนต์มาเดินหรือทำท่าทาง และลูกออทิสติกที่เริ่มพูดสนทนาได้อาจเพิ่มบทสนทนาแทรกประกอบในการเล่นนั้นๆ

บ้านอุ่นรัก หวังว่า พอจะเป็นไอเดีย เรื่องการจัดหาของเล่น และวิธีเล่นกับลูก ๆ ได้บ้างนะคะ อีกหนึ่งเรื่องที่ลืมไม่ได้เลยค่ะ.ทุกครั้งที่เล่นหรือใช้เวลาร่วมกับลูก อย่าลืมที่จะแทรกการสบตา สัมผัสตัวลูก  และแทรกบทสนทนา คุยกับลูก ใช้เวลาดีๆร่วมกับลูกอย่างคุ้มค่าที่สุดนะคะ ว่าแล้วก็ลุกขึ้นไปสำรวจสิ่งที่พอมีอยู่แล้วในบ้าน หรือออกไป shopping เตรียมของเล่นไว้เล่นกับลูกกันค่ะ แต่มีเงื่อนไขนะลูก “ขอ พ่อแม่เล่นด้วยนะ”

คุณพ่อคุณแม่  ผู้ปกครอง  หรือคุณครู ที่สนใจเรียนรู้เทคนิคการเล่นกับเด็กออทิสติก พวกเราได้เตรียม ตัวอย่าง โดยจัดทำ Lesson Plan และภาพการสาธิตในหัวข้อที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นมีหัวข้อ “การเล่นเพื่อบำบัดอาการเด็กออทิสติก”  ด้วยนะคะ สนใจติดต่อสอบถามได้ตามช่องทางที่คุณสะดวก กดที่นี่เลยค่ะ ขอบคุณค่ะ

4 วิธีการตรวจเช็คเบื้องต้น สำหรับการสังเกตและบ่งชี้อาการออทิสติกของลูกน้อย | บ้านอุ่นรัก

4 วิธีการตรวจเช็คเบื้องต้น สำหรับการสังเกตและบ่งชี้อาการออทิสติกของลูกน้อย | บ้านอุ่นรัก

หากเราทำความเข้าใจอย่างแท้จริง และมีการเลี้ยงดูลูกอย่างถูกต้อง อาการออทิสติก ไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิด

หากมีความเข้าใจในโรคและอาการของโรคนี้มากเพียงพอ ก็จะสามารถรับมือและหาวิธีการอยู่ร่วม รวมถึงการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับบุคคลปกติทั่วไปได้ไม่ยาก ที่สำคัญคือ การค้นพบอาการตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อเริ่มต้นการบำบัดอาการให้ทุเลาลง ซึ่งวันนี้ บ้านอุ่นรัก ขอนำเสนอ 4 วิธีการง่ายๆ ในการตรวจเช็คเบื้องต้น สำหรับการสังเกตอาการและข้อบ่งชี้อาการออทิสติกของลูกน้อย โดยหากพบมากกว่า 2 ด้าน  !!!!!  ควรรีบไปปรึกษาแพทย์นะคะ

1. ความไม่สมวัยด้านสังคมและปฏิสัมพันธ์แบบสองทาง

  • เลี่ยงการสบตา
  • ไม่สนใจสานต่อปฎิสัมพันธ์แบบสองทางกับบุคคล  ทั้งกับบุคคลใกล้ชิด และเด็กวัยเดียวกัน
  • มักจะแยกตัว ชอบเลี่ยงออกไปเล่นคนเดียวในแบบของตนเอง
  • ขาดการชี้ชวนออดอ้อนพยักพเยิด  ไม่สานต่อหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางอารมณ์กับบุคลใกล้ชิด
  • ไม่สนใจเลียนแบบท่าทาง  การกระทำ หรือการพูดจากบุคคลรอบตัว

2. ภาษา/การสื่อความหมาย : ลักษณะการพูดและการสื่อความหมายไม่สมวัย

  • เริ่มพูดเพื่อสื่อความต้องการ ได้ช้ากว่าวัย (พูดช้ากว่า 2 ขวบ)
  • สานต่อ การสนทนา ไม่ได้
  • การแสดงออกทางแววตา/สีหน้า/ท่าทาง สื่อความหมายได้จำกัด

3. พฤติกรรม

  • ติดรูปแบบในการดำรงชีวิต   ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
  • บางรายมีการเคลื่อนไหวอวัยวะซ้ำ  (กระตุ้นระบบการรับสัมผัส)
  • หมกมุ่นกับสิ่งของเฉพาะอย่างเป็นพิเศษ
  • เล่นเป็นรูปแบบซ้ำๆ หรือมีวิธีเล่นเฉพาะตัว  ขาดการเล่นแบบสำรวจทดลองหรือ ใช้จินตนาการ
  • สนใจและตอบสนองต่อสิ่งเร้ารอบตัวอย่างจำกัด
  • ระดับการเคลื่อนไหวไม่สมดุล  (ซนอยู่ไม่สุข/ เฉื่อย ไม่ชอบเคลื่อนไหว)

4. อารมณ์   

  • ดูเหมือนเปลี่ยนแปลงง่าย วิตกกังวลสูง อารมณ์กวัดแกว่ง หงุดหงิดรุนแรง เพราะการรับรู้ไว  ตื่นตัวถูกรบกวนจากประสาทสัมผัส กลัว/เลี่ยงหนีหรือเข้าหา หมกมุ่นกับสิ่งเร้าบางอย่างเป็นพิเศษ

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครอง ที่ต้องการคำปรึกษา หรือพูดคุยกับพวกเรา สามารถโทรติดต่อหรือนัดหมายเข้ามาพบหรือพาลูกมาประเมิน เพื่อปรึกษาวางแนวการดูแล ได้ที่บ้านอุ่นรัก สาขาที่ท่านสะดวกค่ะ

Call BaanAunRak