by admin | กำลังใจ, บทความทั่วไป
“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี
ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ
“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนที่ 6: พลังแห่งความรัก...
…อีกเรื่องที่สำคัญคือ การแสดงความรักกับลูกมาก ๆ เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ เราบอกรักลูก ใกล้ชิดเค้า กอดและหอมเค้าทุกวันจนทุกวันนี้ ในช่วงลูกเล็ก ๆ ลูกมีแต่แววตาที่เฉยเมย มีแต่ความเงียบ บางทีก็อาจจะมองเราแวบนึงเหมือนเราเป็นวัตถุอะไรซักอย่างที่ไม่ใช่สิ่งที่เค้าสนใจ แล้วก็วิ่งไปที่อื่น ทุกคืนก่อนนอนลูกมักจะท่องตัวอักษรหรือนับเลขจนหลับ และเมื่อลูกตื่นขึ้น ลูกก็จะลุกจากเตียงทันทีเพื่อไปจ้องมองนาฬิกา Digital ที่มีแสงสีแดง แต่เมื่อเราทำอย่างที่เล่ามาเรื่อย ๆ ลูกก็เริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยสนใจแต่วัตถุ แสงเงา จากที่มีแต่ความเงียบจากลูก ลูกเริ่มสนใจเรา เริ่มติดเรา เริ่มพูดออกมาเป็นคำ ช่วงแรกลูกจะพูดได้แต่คำว่า “แม่” แล้วก็มองหน้าเรา เค้าจะพูดซ้ำ ๆ เรียกแม่ เพื่อให้เราตอบรับว่า “ครับ” เราคุยกันแบบนี้หลายวัน จนวันนึงก่อนนอน ลูกพูดกับเราด้วยความยากลำบาก ออกมาเป็นคำ ๆ ว่า “แม่..หนู..รัก..แม่..มาก..” วันนั้นเราร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ได้เลย และไม่ใช่แค่เค้าพูดแบบนั้น เค้าเริ่มมาซุกตัวนอนให้เรากอด ตื่นเช้ามาเค้าก็จะเอาจมูกมาชนจมูกเรา เอามือลูบหน้าเรา เรียกเราให้เล่นกับเค้าตลอดเวลา การแสดงความรักของลูกที่เริ่มมีให้แม่ ขยายไปให้ทุกคนในบ้าน (ทุกคนในบ้านก็แสดงความรักกับลูกอย่างสม่ำเสมอ) ลูกเลียนแบบการแสดงความรักทุกอย่างที่เราเคยทำกับเค้า เราจำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่ง สามีเราบอกกับเราว่า เค้านั่งเล่นกับลูก เห็นแววตาของลูกคนเล็กเป็นประกาย เค้ารู้แล้วว่าเค้ากำลังจะได้ลูกชายของเค้ากลับคืนมา จนถึงทุกวันนี้ ลูกคนเล็กของเรายังคงวิ่งมากอดหอมพ่อแม่เวลาเรา 2 คนกลับถึงบ้านตอนเย็น บางทีเค้าจะโทรหาพ่อแม่ว่าเมื่อไหร่จะกลับจากที่ทำงาน เค้ารอทำการบ้านกับพ่อและแม่อยู่…
เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash
by admin | กำลังใจ, บทความทั่วไป
“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี
ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ
“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนที่ 5: ครอบครัวต้องทำงานเป็นทีม...
…ทุกคนในบ้านของเราล้วนแต่มีความสำคัญต่อการเดินในเส้นทางนี้ จากประสบการณ์ตนเอง แม่ต้องเป็นคนทำหน้าที่คิดว่าจะดูแลลูกอย่างไร นำคำแนะนำที่ได้มาปรับใช้กับลูกอย่างไร ต้องหาหมอที่ไหน ต้องฝึกลูกที่ไหน จัดตารางกิจกรรมลูก หาโรงเรียนให้ลูกยังไง เลือกครูให้ลูกยังไง ต้องจัดการเรื่องที่โรงเรียนเวลามีปัญหายังไง เมื่อแม่วางแผนแล้ว จะขอให้คนในครอบครัวช่วยทำให้ทุกอย่างสำเร็จตามที่ต้องการ
ในวันที่เราทำงาน คุณตาจะทำหน้าที่รับส่งลูกไปสถานที่ฝึกต่าง ๆ ทั้งใกล้และไกลตามที่เราขอให้ไป เมื่อลูกปิดเทอม เราก็จะจัดตารางฝึกให้ลูกคนเล็ก จัดตารางกิจกรรมให้ลูกคนโต เพื่อให้ลูกทั้ง 2 คนอยู่บ้านน้อยที่สุด (ยึดหลักว่าลูกคนเล็กต้องได้รับการพัฒนาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือทำกิจกรรมฝึกพัฒนาการทุกวัน โดยลูกคนโตต้องได้รับการพัฒนาตามวัยด้วย) โดยมีคุณตาเป็นผู้ขับรถพาหลานทั้ง 2 คนไปพร้อมกับพี่เลี้ยง รวมถึงในเวลาที่เราร้องไห้ ท้อถอยกับชีวิต คุณตาก็เป็นคนคอยปลอบใจ ให้กำลังใจเราตลอดมา
ส่วนวันหยุด สามีของเราจะเป็นคนขับรถพาไปทุกที่ที่เราต้องการพาลูกไป ไม่เคยบ่น ไม่เคยปฏิเสธ คอยเป็นกำลังใจ ดูแลความรู้สึกทุกครั้งที่เราร้องไห้ รวมถึงเอาลูกทั้ง 2 คนไปดูแลเมื่อเราสติแตก รับมือกับลูกไม่ได้แล้ว การที่เรามีใครซักคนที่พร้อมร่วมทุกข์ ร่วมสุขกับเรา มันเป็นกำลังใจที่สำคัญมากจริง ๆ เราอาจจะไม่สามารถเดินเส้นทางนี้ได้อย่างเข้มแข็งเลย ถ้าขาดกำลังใจที่สำคัญคนนี้ สิ่งที่อยากบอกคือ การเลี้ยงลูกของเราไม่ใช่เรื่องง่าย อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบลูกเพียงคนเดียว ความคิดเห็นอาจจะต่างกันได้ การกระทำของอีกคนอาจจะขัดใจเรา แต่เรามีเป้าหมายเดียวกันคือลูก ถ้าครอบครัวเข้มแข็ง ลูกก็จะเข้มแข็งไปด้วย
นอกจากคุณตา คุณพ่อแล้ว เรามีพี่เลี้ยงที่ทำหน้าที่ดูแลลูกทั้ง 2 คนให้เราตอนไปทำงาน อยากจะเรียกว่าเป็นคนสำคัญในทีมของเราเช่นกัน ในทุกที่ที่เราไปเรียนแนวทางการดูแลลูก ในทุกที่ที่พาลูกไปฝึก เราพาพี่เลี้ยงไปด้วยเสมอเพื่อให้เค้าได้เห็น และจดจำวิธีกลับมาสอนลูก เล่นกับลูก เราจะตั้งเป้าหมายที่ต้องการไว้ ว่าอยากให้ลูกทำอะไรได้ในช่วงเวลานั้น และขอให้พี่เลี้ยงช่วยสอนให้ในระหว่างที่เราไม่อยู่
คนสุดท้ายในทีมคือลูกคนโตของเราเอง การที่ลูกเรามีพี่ชายที่เป็นเด็กปกติ ถือเป็นความโชคดีของบ้าน และโชคดีที่สุดของลูกคนเล็ก เราใช้วิธีอธิบายให้ลูกคนโตฟังว่าน้องมีปัญหาอะไร ความเข้าใจของน้องต่างจากพวกเราอย่างไร (เท่าที่จำเป็น เพราะเค้าเองก็ยังเด็กมาก) และเค้าจะช่วยน้องให้เข้าใจโลกของพวกเราได้อย่างไร สอนให้เค้ารักน้อง ปกป้องน้อง ดูแลน้อง แต่เค้าไม่จำเป็นต้องอดทนกับน้อง เค้าไม่มีหน้าที่รับภาระใด ๆ เกี่ยวกับน้อง ทำเท่าที่ใจเค้าอยากทำ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราบอกลูกคนโตเราเสมอว่า เค้าเป็นคนสำคัญสำหรับเราเสมอ และเรารักเค้าไม่ต่างจากที่รักน้องเลย เพียงแค่เค้าเป็นคนเก่ง ดูแลตัวเองได้ดี ทำให้เราไม่ต้องห่วงเค้ามากเท่าที่ห่วงน้องเท่านั้นเอง ผลก็คือ ลูกคนโตของเรากลายเป็นกำลังสำคัญในการช่วยน้องอย่างมาก เค้าเปรียบเหมือนคู่ซ้อมของน้องในการออกไปเจอโลกจริงข้างนอก สอนสิ่งที่น้องจำเป็นต้องรู้เพื่อให้เล่นกับคนอื่น มีคำพูดโต้ตอบที่เป็นธรรมชาติ และหัดน้องให้เล่นเหมือนเด็กผู้ชายอื่นทั่วไป
โดยสรุป สิ่งที่เราพยายามทำก็คือการสื่อสารกับคนในบ้านให้เข้าใจว่าต้องดูแลลูกยังไงตามแนวทางที่เราต้องการ (จากประสบการณ์ ไม่มีใครทำได้อย่างที่เราต้องการได้ 100% ต้องยอมรับความจริงว่าทุกคนในบ้านมีข้อจำกัด แต่ทุกคนในบ้านรักลูกเราและทุกคนทำดีที่สุดในส่วนของตัวเองแล้ว)…
เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash
by admin | กำลังใจ, บทความทั่วไป
“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี
ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ
“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนที่ 4: อยู่กับลูกแบบใจเต็ม 100..
…ตั้งแต่ได้รับการวินิจฉัยจากหมอ เราไม่เคยปล่อยให้ลูกอยู่คนเดียวเลย ที่บ้านจะต้องมีคนในบ้านอยู่เล่นกับลูกเสมอ (แปลว่าลูกได้รับการดึงออกจากโลกของตัวเองตลอดเวลา) จะต้องมีพ่อ แม่ หรือพี่เลี้ยงเป็นคนอ่านหนังสือ เล่นของเล่นกับลูก โดยงดเปิดทีวี/ เล่นมือถือ จนเมื่อลูกโตพอรู้เรื่องแล้ว การดูทีวีและเล่นเกมจะให้เป็นเวลา (ปัจจุบันลูกสามารถมีเวลาของตัวเอง ดูทีวีและเล่นเกมได้เหมือนเด็กทั่วไป) และทุกที่ที่พาลูกไปฝึก เราและพี่เลี้ยงจะพยายามเรียนรู้หลักการฝึกทั้งฝึกพฤติกรรมและฝึกพูด แล้วนำมาปรับใช้กับกิจกรรมที่อยู่กับลูกในชีวิตประจำวัน การฝึกตามทฤษฎีอาจจะไม่ใช่ทางสำหรับบ้านเรา เพราะทำให้เรายึดติดและคาดหวังกับลูกมากเกินไป เกิดภาวะเครียดในบ้าน สุดท้ายเราใช้ใจตัวเองเป็นหลักในการอยู่กับลูก ไม่ได้สนใจว่าเป็นวิธีอะไร แต่ใช้ความรู้ที่ได้มาปรับใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์แต่ละอย่าง ผลที่ได้คือ เราอยู่กับลูก เล่นกับลูกได้อย่างมีความสุข ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น (ยอมรับ แต่ไม่ปล่อยผ่าน เก็บไว้ในใจว่ามีอะไรต้องแก้ไข เมื่อมีโอกาส จะนำไปปรึกษาบ้านอุ่นรัก หรือหมอว่าจะต้องแก้อย่างไร)
เราพยายามที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับลูกเกือบจะตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน ทั้งในบ้าน ในรถ นอกบ้าน โดยเน้นการอ่านหนังสือ การเล่นเกมเป็นครอบครัว ให้คุณพ่อ พี่เลี้ยง และลูกคนโตของเรามีส่วนร่วมเสมอ หลักในการเล่นของเราคือ เน้นดึงลูกออกจากโลกของตัวเอง สังเกตว่าลูกมีพฤติกรรมอะไรที่แปลกไปจากเด็กทั่วไป แล้วพยายามเปลี่ยนสิ่งนั้นให้ออกมาเป็นเกมครอบครัว เช่น ลูกเดินเขย่ง ไม่ยอมเหยียบหญ้า เราก็ใช้วิธีปูเสื่อกลางสนามหญ้า โยนของเล่นที่ลูกชอบออกไปนอกเสื่อให้ลูกพยายามออกไปเอา จนในที่สุดลูกก็สามารถเหยียบหญ้าได้โดยไม่เขย่งเท้า ที่บ้านจะมีหนังสือพัฒนาการตามวัยเพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการของลูกกับเด็กปกติ ถ้าอายุของลูกถึงวัยที่จะต้องกระโดด 2 ขาได้ แต่ลูกยังทำไม่ได้ ก็จะมีเกมแข่งกระโดด 2 ขาระหว่างพี่ชายกับน้อง เป็นต้น ถ้าช่วงไหนเหนื่อย เล่นกับลูกไม่ไหว เราก็จะนั่งข้างลูก เปลี่ยนเป็นกอดเค้า หอมเค้า ลูบตัวเค้า เปิดหนังสือชี้สิ่งที่อยู่ในหนังสือเพื่อเพิ่มคำศัพท์ให้ลูกไปเรื่อย ๆ แทน
การเล่นเกมในรถในช่วงที่ลูกยังพูดไม่ได้ จะเน้นสัมผัสตัว จั๊กจี้ให้เค้าขำ เอาวัตถุต่าง ๆ มาสัมผัสตัวเพิ่มประสาทสัมผัส เมื่อลูกเริ่มพอพูดได้ ก็เล่นเกมโดยดึงสิ่งที่ลูกคนเล็กสนใจมาเป็นหลัก เช่น เกมคิดคำที่ตั้งต้นด้วยอักษร ก-ฮ หรือ A-B หรือเกมต่อคำง่าย ๆ เกมนับเลข คือเล่นอะไรก็ได้ที่จะดึงคนทุกคนในรถมาเล่นด้วยกัน เพิ่มความสนุกและเสียงหัวเราะ
เราเล่าแบบนี้ดูเหมือนเป็นสิ่งที่ง่ายดาย แต่จริง ๆ ทุกบ้านก็คงเข้าใจอยู่แล้วว่าชีวิตไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะกว่าเราจะผ่านจุดเหล่านี้มาได้ก็ใช้เวลาเยอะพอสมควร การเล่นตอนแรก ๆ จะมีแต่ความเครียด ความเหนื่อยและท้อ มีความกดดัน ไม่สนุก แต่จากประสบการณ์ อยากแนะนำว่าอย่าคาดหวังใด ๆ วันนึง เมื่อลูกพร้อม ลูกจะเอาข้อมูลที่เราป้อนให้เค้าในช่วงเวลาหลายปีออกมาใช้เอง ลูกจะเริ่มเล่น สานความสัมพันธ์กับเราได้ทีละนิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป
สิ่งที่เรายึดหลักในการมีปฏิสัมพันธ์เล่นกับลูกคือ การปล่อยให้ลูกเล่นแบบอิสระภายใต้กรอบวินัยที่เราวางไว้ หมายถึงว่า เราต้องเอาลูกให้อยู่ เราไม่ตามใจลูกเสมอไป ลูกจะต้องเชื่อเราเมื่อเราห้าม (เน้นเฉพาะสิ่งที่เป็นอันตรายและรบกวนคนอื่น) แต่เราพยายามปล่อยให้ลูกได้คิด ให้ลูกหัดแก้ปัญหาด้วยตัวเอง จนกว่าจะแก้ไม่ได้ เราถึงจะเริ่มจากการค่อย ๆ ชี้นำ การให้ทางเลือก การถามให้ตอบ หรือสุดท้ายคือการเฉลยคำตอบ
นอกจากการดึงลูกออกจากโลกของลูก การปรับพฤติกรรมของลูกที่แปลกและแตกต่างแล้ว เราจะคอยสังเกตลูกว่ามีเรื่องอะไรต้องช่วยบ้าง ฝึกให้ลูกพยายามช่วยเหลือตัวเอง ฝึกให้คิดแก้ไขปัญหา (เปรียบเทียบกับพัฒนาการและความสามารถของเด็กทั่วไปตามวัย) และหาวิธีแก้ไขสิ่งนั้นแบบค่อยเป็นค่อยไปจนลูกค่อย ๆ ชินและสามารถทำได้ด้วยตนเอง เช่น การแปรงฟัน อาบน้ำ การติดกระดุม ผูกเชือกรองเท้า ใช้ช้อนส้อม ใช้ตะเกียบ ฯลฯ แต่ละอย่างกว่าลูกจะทำได้ก็ใช้เวลาหลายเดือน หรืออาจจะเรียกว่าเป็นปี แต่ไม่ว่าลูกจะมีปัญหาเรื่องไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือทำให้ลูกรู้ว่าไม่เป็นไรที่ลูกทำไม่ได้ ลูกมีเราอยู่ข้าง ๆ คอยให้กำลังใจและพร้อมช่วยลูกเสมอ…
เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash
by admin | กำลังใจ, บทความทั่วไป
“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี
ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ
“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนที่ 3: เริ่มต้นเดิน..
…ในช่วงแรก เราหาหมอพัฒนาการเด็กพร้อมกัน 2-3 คน เพราะเราก็ไม่มั่นใจว่าหมอคนไหนดีที่สุด แต่การหาหมอพัฒนาการหลายคน ทำให้เราเหนื่อยและเครียดจากการเดินทาง การนั่งรอคิวนาน ๆ และคำแนะนำจากหลายมุมมองซึ่งเราไม่สามารถทำได้ทั้งหมดตามที่หมอแนะนำ สุดท้ายตัดสินใจเลือกหาหมอคนเดียวที่เราชอบวิธีการรักษามากที่สุด ผลที่ได้คือ ทั้งบ้านเหนื่อยน้อยลง สามารถตั้งใจทำสิ่งที่หมอแนะนำได้ง่ายขึ้น (ปัจจุบัน เรายังพาลูกไปพบหมอพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เรารู้ว่าจะฝึกลูกเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์ในอนาคตอย่างไร)
นอกจากการพบหมอแล้ว เราคิดว่าต้องให้ลูกได้รับการฝึกปรับพฤติกรรม และมีกิจกรรมทุกวัน เพื่อไม่ให้ลูกมีเวลาว่างอยู่กับตัวเองมากนัก ดังนั้น ชีวิตลูกตั้งแต่อายุ 2 ปีไม่เคยได้หยุดพักเลยซักวันเดียว (ปัจจุบัน ลูกมีชีวิตทำกิจกรรมเหมือนเด็กปกติแล้ว) ในวันจันทร์ – ศุกร์ ลูกจะถูกอุ้มจากที่นอนตั้งแต่ 6.30 น. นอนหลับในรถโดยมีคุณตาและพี่เลี้ยงพาไปบ้านอุ่นรัก ระยะทางจากบ้านไปบ้านอุ่นรักค่อนข้างไกลเมื่อไปถึงก็เกือบถึงเวลาเข้าเรียน ลูกใช้เวลาหน้าบ้านอุ่นรักในการแปรงฟัน เช็ดตัว เปลี่ยนชุด ทานข้าวเช้า และเข้าเรียน พอถึงช่วงบ่ายคุณตาและพี่เลี้ยงก็จะมารับไปเรียนว่ายน้ำต่ออาทิตย์ละ 3-4 วัน
ในวันเสาร์-อาทิตย์ เราจะพาลูกทั้ง 2 คนออกจากบ้านตั้งแต่เช้า เพื่อพาลูกคนเล็กไปฝึกพัฒนาการ ฝึกพูดตาม รพ. และศูนย์ฝึกต่าง ๆ ทั้งใกล้และไกลบ้าน เมื่อฝึกเสร็จแล้วก็จะเป็นกิจกรรมครอบครัวพาลูกไปสถานที่ต่าง ๆ เพื่อให้ลูกได้ประสบการณ์ รู้จักสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น โดยเราจะพยายามทำตัวให้พูดมากเวลาอยู่กับลูก คอยอธิบายสิ่งรอบตัวลูก เพื่อเพิ่มคำศัพท์ให้ลูก ทั้งระหว่างที่อยู่ในรถ และอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงให้ลูกทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่คิดว่าเค้าสามารถเริ่มทำได้ โดยทำร่วมกับพี่ชายของเค้า และทุกสถานที่ที่ลูกคนเล็กไปฝึก เราจะพยายามหากิจกรรมให้ลูกคนโตบริเวณใกล้ๆ เสมอ เพราะเรายึดหลักว่าลูกคนโตต้องได้รับความใส่ใจ และความสำคัญไม่ต่างจากลูกคนเล็ก
เราเชื่อว่าการพาลูกไปในสถานที่ต่าง ๆ ตั้งแต่เล็ก ๆ มีประโยชน์อย่างมาก เพราะมันทำให้เค้าคุ้นชินกับสิ่งที่เค้ากลัว สามารถเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ที่เค้าสัมผัสจริงกับสิ่งที่เราคุยกับเค้าบ่อย ๆ ได้เวลาอยู่บ้าน หรืออ่านหนังสือด้วยกัน นอกจากนี้ เรายังสามารถสังเกตว่าลูกมีพฤติกรรมที่ต้องตักเตือนมั้ยในสถานที่ต่าง ๆ และเราไม่เคยปล่อยพฤติกรรมผิดกาละเทศะนั้นให้ผ่านไป เราจะพยายามอธิบายซ้ำ ๆ หรือหาวิธีให้ลูกเข้าใจให้ได้ ลูกอาจจะไม่ได้เข้าใจได้ในครั้งแรก ๆ แต่เมื่อเราอธิบายซ้ำ ๆ มากพอ เมื่อลูกพร้อม ลูกจะค่อย ๆ เข้าใจมากขึ้น ๆ จนถึงระดับที่ลูกทำตัวได้ถูกกาละเทศะ (งานนี้เราก็ยังเจออยู่จนถึงปัจจุบัน แค่เปลี่ยนเรื่องไปเรื่อย ๆ สำหรับตอนนี้ การสอนลูกเหมือนกับการเลี้ยงลูกโดยปกติทั่วไปมากกว่า ไม่ได้ยากเหมือนสมัยแรก ๆ)
เรื่องหนึ่งที่เราอยากยกเป็นตัวอย่างคือเมื่อตอนลูกอายุ 4 ปี มีเหตุการณ์ที่ทำให้เรามีโอกาสพาลูกทั้ง 2 คนไปสนามโกคาร์ทพร้อมเด็ก ๆ วัยเดียวกับลูกคนเล็กของเรา สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เด็ก ๆ คนอื่นขับรถโกคาร์ทอย่างสนุกสนาน ในขณะที่ลูกคนเล็กของเรากลัวเสียงรถในสนามโกคาร์ท และเนื่องจากลูกยังอยู่ในโลกตัวเอง ไม่ค่อยเข้าใจคำพูดคนอื่น ไม่มีสติพอที่จะควบคุมตัวเอง รวมถึงความระมัดระวังสิ่งต่าง ๆ รอบด้านน้อยมาก เราจึงไม่กล้าให้ลูกขับรถแบบเด็กคนอื่นได้ สิ่งนี้ทำให้เรามองสถานการณ์ในอนาคตว่าลูกจะสามารถขับรถแบบคนอื่นได้อย่างไร และลูกจะทำได้มั้ย เป็นสิ่งที่อาจจะเรียกว่าเกินเอื้อมสำหรับลูกแบบเราจริง ๆ
แต่อยากเล่าให้ฟังว่า จากที่ลูกอยู่ในสนามไม่ได้ กลัวเสียงรถ เราก็ยังหาโอกาสพาลูกทั้ง 2 คนมาสนามนี้ให้ลูกคนโตขับรถเล่น จนถึงวันหนึ่ง ลูกเราเริ่มชินกับเสียงดังได้ (ผลมาจากเราพยายามให้ลูกออกมาเล่นนอกบ้าน พาไปหลายที่ที่มีเสียงดัง เค้าค่อยๆ เริ่มทนเสียงดังได้มากขึ้นๆ เพราะเค้าสนุกจนลืมเสียงเหล่านั้น) และลูกเริ่มอยากขับรถแบบพี่ชายบ้าง ก็เริ่มจากนั่งรถคู่กับพ่อ ต่อมาก็ขับเอง แต่พ่อขับตามคอยกำกับการขับรถ และต่อมาก็ขับเดี่ยว แต่กลายเป็นว่าความระมัดระวังน้อยมาก ไม่มองถนน หันไปโบกมือกับต้นไม้ข้าง ๆ ไม่ฟังเจ้าหน้าที่ ไม่สนใจกติกาสนาม จนเกิดเหตุการณ์ที่ลูกกลัวจนกลายเป็นไม่กล้าขับรถอีก
แต่เราก็ยังอยากให้ลูกขับรถให้ได้อยู่ดี บ้านเรายังคงพาเค้าไปที่สนามโกคาร์ท คอยให้กำลังใจในสิ่งที่เค้ากังวล บอกวิธีขับรถ วิธีหยุด บอกกติกาในสนาม ในที่สุด เค้าก็ลองขับรถอีกครั้ง แบบระมัดระวัง และมีสติกว่าที่เคย จุดนี้ แค่เป็นจุดเริ่มต้นของเค้าในเรื่องของการขับรถ แต่ที่เราอยากเล่าให้ฟังก็เพราะจะบอกว่า แต่ละเรื่องกว่าเค้าจะทำได้ใช้เวลานานกว่าเด็กทั่วไป แค่เราพยายามไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งเค้าจะเริ่มทำได้ (ลูกเราติดกระดุมได้เองใช้เวลา 6 เดือน ผูกเชือกรองเท้าเองใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี)…
เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash
by admin | กำลังใจ, บทความทั่วไป
“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี
ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ
“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนที่ 2: เมื่อลูกได้รับคำวินิจฉัย…
…ลูกเราได้รับคำวินิจฉัยจากหมอพัฒนาการเด็กเมื่อตอนอายุ 1 ปี 7 เดือน ณ ตอนนั้น มันเป็นเรื่องที่ไกลตัวเรามากจริง ๆ วันที่พบหมอวันแรก เรากลับบ้านมาแบบงง ๆ ไม่รู้ว่าลูกเราเป็นอะไร หลังจากนั้นเราก็เริ่มต้นหาข้อมูลในเวป อ่านทั้งบทความทางวิชาการ อ่านทั้งเรื่องที่คนมาแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับโรคนี้ เริ่มหาหนังสืออ่าน ช่วงนั้นเราอ่านข้อมูลเยอะมาก พยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าหมออาจวินิจฉัยผิดเพราะลูกเรายังเล็ก เช่น เค้าอาจจะแค่ไม่พูด (เพราะเด็กบางคนก็พูดช้า) เค้าอาจจะแค่วิ่งซน อยู่ไม่นิ่ง (เพราะเด็กซนๆ ก็มี เด็กแต่ละคนธรรมชาติไม่เหมือนกัน) หรือลูกอาจจะเป็นแค่ชั่วคราวก็ได้เพราะช่วงนั้นที่บ้านเปิดทีวีลูกคนโตให้ดู แต่ถึงจะคิดเข้าข้างตัวเองแค่ไหน มันก็มีอีกความคิดนึงผุดขึ้นมาเป็นระยะว่า แล้วถ้าลูกเป็นจริงๆ ล่ะ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่สับสน และร้องไห้หนักมาก ถามตัวเองทุกวัน ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับเรา รู้สึกอยู่ในฝันร้ายมากกว่าเรื่องจริง
เนื่องจากเราอ่านข้อมูลเยอะ มันทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่หมอบอกว่าลูกเป็นนั้นมีหลายระดับ แต่เราคาดเดาไม่ได้เลยว่าลูกอยู่ในระดับอะไร เพราะด้วยอายุที่ยังไม่ถึง 2 ปี ช่วงนั้นเราค่อนข้างมองสถานการณ์ในเชิงลบว่าถ้าเราอยู่เฉยๆ คิดว่าลูกคงไม่เป็นอะไร เราไม่สู้ ไม่พยายาม ปล่อยลูกไปตามเวรกรรม แล้วลูกเราโตขึ้นจะเป็นอะไรที่แย่ที่สุดได้บ้าง เช่น ลูกอาจจะมีอาการเพิ่มมากขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ลูกอาจจะพูดไม่ได้ไปตลอดชีวิต ลูกอาจจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย แล้วลูกจะอยู่ในสังคมแบบไหน อยู่แบบไม่มีเพื่อน หรืออยู่แบบโดนสังคมรังเกียจตามที่เราเห็นในข่าว
สุดท้าย เราก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่าไม่สำคัญว่าลูกเราจะเป็นหรือไม่เป็นอย่างที่หมอวินิจฉัย ถ้าเรามัวแต่คิดเข้าข้างตัวเองว่าลูกไม่เป็นอะไร โตแล้วก็หาย ไม่ต้องทำอะไร ถึงวันที่ลูกเราโตแล้ว ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อยู่ในสังคมไม่ได้ เราจะทำยังไง เราจะเสียใจทีหลังกับเวลาที่ทิ้งไปหรือไม่ เราจึงตัดสินใจว่าต้องลองทำไปก่อนจนกว่าจะแน่ใจว่าลูกไม่ได้เป็นอะไร และเนื่องจากข้อมูลที่เราอ่าน เราได้รับรู้ว่า สมองของลูกจะพัฒนาสูงสุดตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 7 ปี แปลว่าเวลาทองของลูกมีถึงแค่ 7 ปี (ตอนนั้นลูกอายุ 2 ปีกว่าแล้ว) นั่นหมายถึงว่าเราต้องทำงานแข่งกับเวลาที่เค้าโตขึ้นทุกวันๆ จะอยู่เฉยๆ ปล่อยเวลาแต่ละวันผ่านไปไม่ได้ เพราะเรามีชีวิตลูกเป็นเดิมพัน หลายครั้งที่เหนื่อย ท้อ แต่เมื่อคิดว่าในวันที่เราไม่อยู่แล้ว ลูกจะเป็นอย่างไร จะช่วยเหลือตัวเองได้มั้ย จะอยู่ในสังคมได้มั้ย สิ่งนี้เป็นแรงผลักดันให้ยอมแพ้ไม่ได้ เราต้องทำทุกอย่างเพื่อพัฒนาเค้าให้ได้มากที่สุด…
เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash