คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ | ตอนที่ 3 | บ้านอุ่นรัก

คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ | ตอนที่ 3 | บ้านอุ่นรัก

คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ | บ้านอุ่นรัก
ตอนที่ 3

ในวัย 5 ขวบ เด็กคนนี้ได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าในสมอง ผลที่ได้จากการตรวจ พบความผิดปกติ (ภาพประกอบ 1A: จากผลการตรวจนี้ เด็กได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชักในกลีบสมองส่วนหน้า) 

ส่วนการตรวจสมองของเด็กโดยใช้การถ่ายภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก พบผลการตรวจเป็นปกติ (ภาพประกอบ 1B)

จากการวินิจฉัยว่าเด็กเป็นโรคลมชักในกลีบสมองส่วนหน้า เด็กได้รับการรักษาด้วยยากันชัก และอาการชักหายไปหลังการรักษาได้ 3 เดือน

เนื่องจากอาการหลายอย่างของเด็กคนนี้คล้ายเด็กออทิสติก ในการศึกษานี้ คณะแพทย์และทีมงานจึงใช้แบบคัดกรองที่เรียกว่า Childhood Autism Rating Scale (CARS) มาวัดอาการออทิสติกของเด็ก แบบคัดกรองนี้วัดผลจากพฤติกรรม 15 อย่างและแบ่งคะแนนที่ได้จากการตรวจวัดออกเป็นช่วง ๆ เพื่อระบุว่าเด็กคนใดเป็นเด็กออทิสติก 

คะแนนการวัดผลของแบบคัดกรองนี้ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ

คะแนนต่ำกว่า 29 คะแนน คือ เด็กปกติ
คะแนนระหว่าง 30-36 คือ เด็กที่มีอาการออทิซึมระดับน้อยถึงปานกลาง และ
คะแนนมากกว่า 36 คือ เด็กที่มีอาการออทิซึมระดับรุนแรง

สำหรับเด็กคนนี้ คะแนนที่วัดได้ ณ วันที่เด็กมาตรวจเป็นครั้งแรก คือ 37 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนที่บ่งชี้ว่าเด็กมีอาการออทิซึมในระดับที่รุนแรง 

ในตอนนั้น ผู้ประเมิณให้เด็กวาดรูปใบหน้าของแม่ ภาพที่ได้จากการวาดของเด็ก เป็นภาพอะไรสักอย่างที่ดูอย่างไรก็ดูไม่เหมือนภาพใบหน้าของผู้คนเลย (ภาพประกอบ 2A)

จากการศึกษานี้ ผู้ทำการศึกษาระบุสาเหตุสำคัญ 2 ประการที่ทำให้เด็กมีปัญหาในหลาย ๆ ด้าน คือ 
เด็กขาดการดูแลเลี้ยงดูที่เหมาะสม: จากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม เด็กจึงมีความผิดปกติด้านความรักความผูกพันทางอารมณ์ 
เด็กมีการเปิดรับสื่อตั้งแต่อยู่ในวัยเด็กเล็ก: จากการใช้สื่อตั้งแต่ยังเล็ก เด็กจึงมีกลุ่มของอาการที่คล้ายกับเด็กออทิสติก 

แนวทางการบำบัดรักษาที่ให้พ่อแม่ลงมือทำที่บ้าน
– ไม่ให้เด็กดูโทรทัศน์
– ให้พ่อแม่ชวนเด็กเล่นเชิงกายภาพ (ใช้ร่างกายในการเล่น) เช่น เล่นจักจี้กันและกัน คลาน หรือวิ่งด้วยกัน เป็นต้น 

สิ่งที่พ่อแม่ลงมือทำที่บ้าน
– ไม่ให้เด็กดูโทรทัศน์
– ฝึกทักษะการเล่นแบบอื่น ๆ ที่เป็นการเล่นเชิงกายภาพให้กับเด็ก และมีการเล่นร่วมกันกับเด็ก เช่น ให้เด็กปั้นดินเล่น เล่นจักจี้กับพ่อแม่ และวิ่งเล่นไล่จับกับพ่อในสวน

ผลที่ได้จากการลงมือทำของพ่อแม่

2 สัปดาห์หลังการลงมือทำ
– เด็กเริ่มสบตา (จากเดิมที่เด็กไม่สบตา)
– เด็กชวนพ่อแม่พูดคุยเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเล่น (จากเดิมที่ถามอะไรก็ไม่ตอบและไม่มีปฎิกริยาตอบกลับในบางครั้ง) 
– เด็กสามารถนั่งนิ่ง ๆ ในขณะที่ฟังคนอื่น ๆ พูดคุยกัน (จากเดิมที่เด็กจะวิ่งวุ่น ตะโกนโหวกเหวก สมาธิสั้น และมีปัญหาเรื่องความสนใจ)
– คะแนนการวัดผลเรื่องอาการออทิซึมของเด็กหลังการบำบัดรักษา: 26.5 คะแนน (จากเดิมเด็กได้ 37 คะแนนซึ่งบ่งชี้ว่าเด็กมีอาการออทิสติกขั้นรุนแรง แต่ตอนนี้เด็กได้คะแนนที่บ่งชี้ว่าเด็กเป็นเด็กปกติ)

2 เดือนหลังการบำบัดรักษา
– เด็กวาดภาพใบหน้าของแม่ในลักษณะของใบหน้าคนที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น (ภาพประกอบที่ 2B) 

จากการศึกษานี้ ทำให้เราตระหนักว่าเพียงเราเลิกใช้สื่อเลี้ยงลูก และเราส่งเสริมให้ลูกเล่นในรูปแบบอื่น ๆ ร่วมกันกับเรา ลูกคนหนึ่งที่เคยมีพฤติกรรมและอาการคล้ายเด็กออทิสติกก็จะมีอาการดีขึ้น อีกทั้งเราและลูกยังได้มีโอกาสได้สานสายใยแห่งความรักระหว่างกัน อันจะส่งผลดีต่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ ที่ลูกพึงมี ส่วนแนวทางการบำบัดรักษาที่ได้จากการศึกษานี้ เรายังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเด็กคนอื่น ๆ ที่มีปัญหาใกล้เคียงกับกรณีศึกษานี้ด้วย

เรื่องความเสี่ยงที่เกิดกับเด็กจากการใช้สื่อตั้งแต่เด็กยังเล็กนั้น นอกจากการศึกษาชิ้นนี้ก็ยังมีการศึกษาอีกหลาย ๆ ชิ้นที่ชี้ให้เราเห็นว่าการปล่อยให้เด็กใช้สื่อตั้งแต่ยังเล็ก จะส่งผลเสียต่อการสร้างความรักความผูกพันที่เด็กและพ่อแม่ผู้ปกครองพึงมีต่อกัน

สำหรับเด็ก ๆ ที่ขาดโอกาสพัฒนาความรักความผูกพันกับคนในครอบครัว เด็กจะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหาด้านพฤติกรรมและสังคมอีกนานัปประการตามมา อีกทั้ง เด็กอาจมีรูปแบบของกลุ่มอาการแบบเด็กออทิสติกได้ด้วย

ในทางกลับกัน เด็กที่ได้เล่นเชิงกายภาพแบบอื่น ๆ ร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครอง เป็นเด็กที่ได้รับโอกาสเรื่องการสร้างสายใยความรักความผูกพัน และเด็กกลุ่มนี้ไม่ต้องการดูโทรทัศน์เลย 

สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาหรือ AAP ให้คำแนะนำเรื่องการใช้สื่อในเด็กเล็กว่า 
เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 24 เดือน ควรเลี่ยงการใช้สื่อดิจิตอล
เด็กวัย 2-5 ขวบ ที่ใช้เวลาหน้าจอในการดูรายการที่มีคุณภาพ ควรจำกัดเวลาให้ดูได้เพียง 1 ชั่วโมง/วันเท่านั้น

กุมารแพทย์ควรให้ความรู้แก่พ่อแม่และผู้ปกครองของเด็กเรื่องพัฒนาการทางสมองในช่วงต้นของชีวิตเด็ก ความสำคัญของการให้เด็กได้ลงมือทำสิ่งต่าง ๆ การเล่นเชิงสังคมตามธรรมชาติที่เด็กควรมี ทั้งนี้เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีผลดีต่อการเสริมสร้างทักษะทางภาษา สติปัญญา และอารมณ์ให้กับเด็ก 

อย่างไรก็ตาม, จากบทความนี้ ชวนให้เราคิดว่า ในโลกปัจจุบันที่มีสื่อรายรอบตัวลูกและเรา เราจะเลี้ยงลูกกันอย่างไรดี?

เราจะให้โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ตเลี้ยงลูกแทนเรา ปล่อยลูกให้สร้างความสัมพันธ์กับระบบดิจิตอล จนกระทั่งลูกขาดความผูกพันกับสังคมรอบข้างและเรา และที่ร้ายกว่านั้น ลูกจะมีพฤติกรรมแปลก ๆ แบบต่าง ๆ จนลูกอาจจะมีอาการแบบเด็กออทิสติกได้?

หรือ

เราจะคลุกคลีกับลูก เล่นสนุกไปกับลูก เพื่อสานสายใยความรักและความผูกพันที่เราและลูกพึงมีต่อกัน อันจะส่งผลให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีและสมวัยมากยิ่ง ๆ ขึ้นทั้งทางด้านสังคมและอารมณ์?

สำหรับศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรัก เรามั่นใจว่าคุณเลือก “คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ”

อ่านบทความต้นฉบับเต็ม ๆ ได้ที่นี่
https://www.rewardfoundation.org/real-autism-or-fake/
https://www.jstage.jst.go.jp/article/jmi/65/3.4/65_280/_pdf

Credit บทความ: The Reward Foundation 

Credit กรณีศึกษา: J. Med. Invest. 65: 280-282, August, 2018

แปลสรุปและเรียบเรียงใหม่โดย: จินตวีร์ สายแสงทอง


สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครอง ที่ต้องการคำปรึกษาหรือพูดคุยกับพวกเรา สามารถโทรติดต่อหรือนัดหมายเข้ามาพบหรือพาลูกมาประเมิน เพื่อปรึกษาวางแนวการดูแลได้ที่บ้านอุ่นรัก สาขาที่ท่านสะดวกค่ะ

ติดต่อเรา
วันทำการ: จันทร์ – ศุกร์
เวลาทำการ: 09.00 น. – 15.00 น.

🏡 บ้านอุ่นรักสวนสยาม: เลขที่ 9/8 ซอยสวนสยาม 24 (แยก 2) หมู่บ้านอมรพันธ์ ซอย 7/1-5 คันนายาว กรุงเทพ 10230
☎️ โทร: 086 775 9656 และ 02 906 3033

🏡 บ้านอุ่นรักธนบุรี: เลขที่ 99/92 หมู่ 19 ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26 ศาลาธรรมสพน์ ทวีวัฒนา กรุงเทพ 10170
☎️ โทร: 087 502 5261 และ 02 885 8720

📧 Email: Baan_Aunrak@Hotmail.com
📧 Facebook Page: BaanAunRak.TH
📧 Line ID: คลิก https://line.me/R/ti/p/%40oya0528g
———-
#กระตุ้นพัฒนาการ
#เด็กออทิสติก#เด็กพัฒนาการช้า#เด็กสมาธิสั้น
#บ้านอุ่นรัก

คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ | ตอนที่ 2 | บ้านอุ่นรัก

คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ | ตอนที่ 2 | บ้านอุ่นรัก

คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ | บ้านอุ่นรัก
ตอนที่ 2

กรณีศึกษา เรื่อง “ความผิดปกติด้านความรักความผูกพันและการเปิดรับสื่อของเด็กที่อยู่ในวัยเด็กเล็ก: อาการทางระบบประสาทที่มีลักษณะเลียนแบบอาการออทิซึม”

ศึกษาโดย Yurika Numata-Uematsu / Hiroyuki Yokoyama / Hiroki Sato / Wakaba Endo / Mitsugu Uematsu / Chieko Nara และ Shigeo Kure (คณะแพทย์ผู้ทำการศึกษานี้ ทำงานที่แผนกกุมารเวชศาสตร์ โรงเรียนแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยโทโอกุ ภูมิภาคเซนได ประเทศญี่ปุ่น และศูนย์การศึกษาทางการแพทย์สำหรับสตรีและเด็ก มหาวิทยาลัยแพทย์ฟูกูชิมา ประเทศญี่ปุ่น)

กรณีศึกษา เรื่อง “ความผิดปกติด้านความรักความผูกพันและการเปิดรับสื่อของเด็กที่อยู่ในวัยเด็กเล็ก: อาการทางระบบประสาทที่มีลักษณะเลียนแบบอาการออทิซึม”

ศึกษาโดย Yurika Numata-Uematsu / Hiroyuki Yokoyama / Hiroki Sato / Wakaba Endo / Mitsugu Uematsu / Chieko Nara และ Shigeo Kure (คณะแพทย์ผู้ทำการศึกษานี้ ทำงานที่แผนกกุมารเวชศาสตร์ โรงเรียนแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยโทโอกุ ภูมิภาคเซนได ประเทศญี่ปุ่น และศูนย์การศึกษาทางการแพทย์สำหรับสตรีและเด็ก มหาวิทยาลัยแพทย์ฟูกูชิมา ประเทศญี่ปุ่น)

กรณีศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าเด็กคนหนึ่งที่เคยได้รับการวัดผลของอาการว่ามีอาการออทิซึมในระดับรุนแรง กลับมีอาการที่ทุเลาลงได้อย่างรวดเร็วเมื่อพ่อและแม่ของเด็กไม่ให้เด็กใช้สื่อ แต่ส่งเสริมให้เด็กหันไปเล่นสนุกในรูปแบบอื่น ๆ ทางกายภาพร่วมกับพ่อแม่แทน

ทั้งนี้ ผลการศึกษานี้ยังสนับสนุนผลการศึกษาที่ ดร. Victoria Dunckley (จิตแพทย์เด็กชาวอเมริกัน) เคยศึกษาไว้และระบุว่า “ร้อยละ 80 ของเด็ก ๆ ที่เธอพบ ไม่ใช่เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีสุขภาพจิตผิดปกติและต้องใช้ยาในการบำบัดรักษา” แต่เด็ก ๆ เหล่านี้ มีอาการของ “เด็กติดหน้าจออิเล็กทรอนิกส์” 

เด็กที่เป็นกรณีศึกษาในประเทศญี่ปุ่นคนนี้ เป็นเด็กที่คณะแพทย์และทีมงานพบว่ามีความผิดปกติด้านความรักความผูกพันต่อพ่อแม่ 

เด็กคนนี้เป็นเด็กผู้ชายชาวญี่ปุ่น เด็กมีภาวะแรกเกิดปกติ พ่อและแม่ของเด็กไม่ได้มีความสัมพันธ์กันแบบเครือญาติ เด็กเป็นลูกคนเดียว พ่อเป็นพนักงานสำนักงาน ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน คนในครอบครัวของเด็ก ไม่มีประวัติการเจ็บป่วยโรคออทิสติก โรคลมบ้าหมู หรือโรคระบบประสาทที่ผิดปกติ 

เด็กใช้สื่อตั้งแต่ยังเล็ก (ใช้สื่อตั้งแต่เด็กอายุ 6 เดือน) สื่อที่เด็กใช้มีทั้งโทรทัศน์ วีดีโอ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ระบบหน้าจอสัมผัสแบบต่าง ๆ

เด็กมีพัฒนาการทางด้านภาษาและสังคมเป็นปกติจนกระทั่งอายุ 18 เดือน เมื่อเด็กอายุ 5 ขวบ พ่อและแม่พบว่าเด็กไม่แสดงปฎิกริยาตอบสนองในบางครั้งบางคราว 

เด็กมีพฤติกรรมวิ่งวนไป ๆ มา ๆ ทำท่าเลียนแบบยอดมนุษย์คาเมนไรเดอร์ เล่นไปตะโกนโหวกเหวกไป เด็กมีสภาพทางร่างกายปกติ

เด็กไม่สบตา เด็กพูดได้ แต่พูดได้ดีอยู่เพียงเรื่องเดียว คือ เรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสื่อ เมื่อตั้งคำถามใด ๆ กับเด็กคนนี้ เด็กก็จะไม่ตอบ ทั้งนี้ พ่อและแม่ของเด็กบอกว่าเด็กใช้เวลาส่วนใหญ่ในการดูวีดีโอเรื่องยอดมนุษย์ต่าง ๆ และดูมาตั้งแต่อายุ 6 เดือน ส่วนการเล่นแบบอื่น ๆ เด็กไม่เล่นเลย 

เมื่อทำการศึกษา คณะแพทย์และทีมงานพบความเชื่อมโยงว่า การที่เด็กคนนี้ใช้สื่อตั้งแต่ยังเล็ก ทำให้เด็กมีปัญหาหลายด้าน คือ มีพัฒนาทางสติปัญญาที่ล่าช้าไม่สมวัย มีพฤติกรรมก้าวร้าว มีสมาธิสั้น มีปัญหาเรื่องความสนใจ และมีปัญหาเรื่องการนอน นอกจากนี้ เด็กยังมีความผิดปกติเรื่องความรักความผูกพัน และมีอาการอื่น ๆ ที่เหมือนอาการของเด็กออทิสติกด้วย 

แม้ว่าเด็กคนนี้จะมีอาการหลายอย่างเหมือนเด็กออทิสติก แต่จากการประเมิณ ผู้ประเมิณพบว่าเด็กชอบเล่นกับผู้ประเมิณมากกว่าที่จะเล่นคนเดียว เด็กไม่ต่อต้านการสัมผัสทางกาย เด็กไม่แสดงปฏิกิริยาใด ๆ ที่ผิดปกติต่อสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัสที่เด็กได้รับ ดังนั้น ผู้ประเมิณจึงเชื่อว่าเด็กคนนี้ต่างจากเด็กออทิสติก เพราะเด็กออทิสติกจะมีปัญหาเรื่องการเชื่อมโยงทางสังคมและการสื่อสารที่มีคุณภาพ 

To be continued โปรดติดตามอ่านตอนต่อไปในตอนถัดไปค่ะ

อ่านบทความต้นฉบับเต็ม ๆ ได้ที่นี่
https://www.rewardfoundation.org/real-autism-or-fake/
https://www.jstage.jst.go.jp/article/jmi/65/3.4/65_280/_pdf

Credit บทความ: The Reward Foundation 

Credit กรณีศึกษา: J. Med. Invest. 65: 280-282, August, 2018

Credit Photo: Hal Gatewood | Unsplash 

แปลสรุปและเรียบเรียงใหม่โดย: จินตวีร์ สายแสงทอง

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครอง ที่ต้องการคำปรึกษาหรือพูดคุยกับพวกเรา สามารถโทรติดต่อหรือนัดหมายเข้ามาพบหรือพาลูกมาประเมิน เพื่อปรึกษาวางแนวการดูแลได้ที่บ้านอุ่นรัก สาขาที่ท่านสะดวกค่ะ

ติดต่อเรา
วันทำการ: จันทร์ – ศุกร์
เวลาทำการ: 09.00 น. – 15.00 น.


🏡 บ้านอุ่นรักสวนสยาม: เลขที่ 9/8 ซอยสวนสยาม 24 (แยก 2) หมู่บ้านอมรพันธ์ ซอย 7/1-5 คันนายาว กรุงเทพ 10230
☎️ โทร: 086 775 9656 และ 02 906 3033


🏡 บ้านอุ่นรักธนบุรี: เลขที่ 99/92 หมู่ 19 ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26 ศาลาธรรมสพน์ ทวีวัฒนา กรุงเทพ 10170
☎️ โทร: 087 502 5261 และ 02 885 8720
📧 Email: Baan_Aunrak@Hotmail.com
📧 Facebook Page: BaanAunRak.TH
📧 Line ID: คลิก https://line.me/R/ti/p/%40oya0528g
———-
#กระตุ้นพัฒนาการ
#เด็กออทิสติก#เด็กพัฒนาการช้า#เด็กสมาธิสั้น
#บ้านอุ่นรัก
———-

คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ | ตอนที่ 1 | บ้านอุ่นรัก

คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ | ตอนที่ 1 | บ้านอุ่นรัก

คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ | บ้านอุ่นรัก
ตอนที่ 1

ทีมงานศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรักอ่านเจอบทความ ๆ หนึ่งเรื่อง “ออทิสติกแท้หรือออทิสติกเทียม ?” ซึ่งเผยแพร่โดย The Reward Foundation (องค์กรการกุศลด้านการศึกษา เมืองเอดินบะระ ประเทศสกอตแลนด์ สหราชอาณาจักร) 

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวารสารการสืบสวนทางการแพทย์ ที่เมื่ออ่านจบ ทำให้อดไม่ได้ที่จะคิดถึงวลีประจำที่ครูนิ่มมักเอ่ยอยู่เสมอเมื่อได้พูดคุยและพบปะกับพ่อแม่ และผู้ปกครองของลูก ๆ ออทิสติก 

วลีที่ว่านั้น คือ “คลุกคลีกับลูกสำคัญกว่าเทคนิคพิเศษใด ๆ”


เราจึงแปลสรุปความบทความนี้มาแชร์ให้ทุกท่านได้อ่าน ซึ่งถ้าอ่านแต่ตอนต้น ๆ คงมองไม่เห็นว่าบทความชิ้นนี้จะยึดโยงกับวลี ๆ นั้นได้อย่างไร แต่เมื่ออ่านจบ เราจะพบกับคำตอบค่ะ

ออทิสติกแท้หรือออทิสติกเทียม ?

เรื่องการใช้สื่อในวัยเด็กเล็ก มีงานศึกษาหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นผลเสียที่เด็กเล็กจะได้รับจากการใช้สื่อ ผลเสียต่าง ๆ ที่ว่านี้กินความถึงการทำให้เด็กมีพัฒนาการทางสติปัญญาที่ลดน้อยลง มีพฤติกรรมก้าวร้าว มีสมาธิสั้น มีปัญหาเรื่องความสนใจ และมีปัญหาเรื่องการนอน 

จากผลเสียที่มีต่อเด็กเล็ก ๆ นี้ พ่อแม่ผู้ปกครองจึงได้รับคำแนะนำว่าต้องกันเด็ก ๆ ให้ออกห่างจากการใช้สื่อ ทั้งนี้เพราะช่วงวัยเด็กเล็กเป็นช่วงวัยที่เด็กมีการสร้างพัฒนาการระยะเริ่มแรก อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ผู้ปกครองรุ่นใหม่ยังคงใช้สื่อในการเลี้ยงลูก นอกเหนือจากการชวนลูกเล่นเกมส์จากสื่อแล้วก็อาจจะไม่รู้วิธีการเล่นในรูปแบบอื่น ๆ กับลูก แถมยังใช้สื่อเป็นเครื่องมือให้ลูกใช้เพื่อคุมลูกให้อยู่เงียบ ๆ กันเสียด้วยซ้ำ 

ผลเสียจากการใช้สื่อเลี้ยงลูก คือ พ่อแม่ผู้ปกครองและลูกไม่มีโอกาสสร้างความรักความผูกพันระหว่างกัน อีกทั้งลูกจะมีส่วนร่วมทางสังคมที่ลดน้อยลง และปัญหาที่สำคัญอีกประการที่อาจจะเกิดตามมาได้ คือ ลูก ๆ กลุ่มนี้อาจจะมีอาการคล้ายเด็กออทิสติก

ในวันพรุ่งนี้ เรามาอ่านสรุปบทความชิ้นนี้ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการสืบสวนทางการแพทย์ ฉบับที่ 65 ประจำเดือนสิงหาคม 2561 กันต่อ เพื่อทราบเรื่องราวที่เกี่ยวข้องและเป็นเรื่องราวที่ได้จากการศึกษาของคณะแพทย์และทีมงานค่ะ 

To be continued โปรดติดตามอ่านตอนต่อไปในตอนต่อไปค่ะ

อ่านบทความต้นฉบับเต็ม ๆ ได้ที่นี่
https://www.rewardfoundation.org/real-autism-or-fake/
https://www.jstage.jst.go.jp/article/jmi/65/3.4/65_280/_pdf

Credit บทความ: The Reward Foundation 

Credit กรณีศึกษา: J. Med. Invest. 65: 280-282, August, 2018

Credit Photo: Juliane Liebermann | Unsplash 

แปลสรุปและเรียบเรียงใหม่โดย: จินตวีร์ สายแสงทอง

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครอง ที่ต้องการคำปรึกษาหรือพูดคุยกับพวกเรา สามารถโทรติดต่อหรือนัดหมายเข้ามาพบหรือพาลูกมาประเมิน เพื่อปรึกษาวางแนวการดูแลได้ที่บ้านอุ่นรัก สาขาที่ท่านสะดวกค่ะ

ติดต่อเรา
วันทำการ: จันทร์ – ศุกร์
เวลาทำการ: 09.00 น. – 15.00 น.

🏡 บ้านอุ่นรักสวนสยาม: เลขที่ 9/8 ซอยสวนสยาม 24 (แยก 2) หมู่บ้านอมรพันธ์ ซอย 7/1-5 คันนายาว กรุงเทพ 10230
☎️ โทร: 086 775 9656 และ 02 906 3033

🏡 บ้านอุ่นรักธนบุรี: เลขที่ 99/92 หมู่ 19 ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26 ศาลาธรรมสพน์ ทวีวัฒนา กรุงเทพ 10170
☎️ โทร: 087 502 5261 และ 02 885 8720

📧 Email: Baan_Aunrak@Hotmail.com
📧 Facebook Page: BaanAunRak.TH
📧 Line ID: คลิก https://line.me/R/ti/p/%40oya0528g
———-
#กระตุ้นพัฒนาการ
#เด็กออทิสติก#เด็กพัฒนาการช้า#เด็กสมาธิสั้น
#บ้านอุ่นรัก
———-

งานบรรยาย โดยทีมงานบ้านอุ่นรัก ร่วมกับ มูลนิธิออทิสติกไทย ศูนย์ ALC

งานบรรยาย โดยทีมงานบ้านอุ่นรัก ร่วมกับ มูลนิธิออทิสติกไทย ศูนย์ ALC

วันนี้ ทีมงานบ้านอุ่นรัก มีบทความในใจ มาบอกกล่าวให้ทุกๆ ท่านได้ทราบกันค่ะ

เป็นความในใจ จากบรรยากาศงานบรรยายโดยทีมงานบ้านอุ่นรัก ที่ได้รับโอกาสในการร่วมบรรยายกับ มูลนิธิออทิสติกไทย ศูนย์ ALC ในเรื่อง “การปรับพฤติกรรม” ในโครงการ #ALC Training Programs Autistic Thai Foundation นี้ ที่โรงแรมพาลาสโซ่ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 2 ถึง 3 มีนาคม พุทธศักราช 2562 ที่ผ่านมาค่ะ

—————🏘

มูลนิธิออทิสติกไทยสนับสนุนการจัดตั้งและการดำเนินงานศูนย์ ALC หรือ Autistic Life Skill Center จำนวน 40 แห่งในพื้นที่ทั่วประเทศ ตามโครงการศูนย์ส่งเสริมทักษะชีวิตบุคคลออทิสติกเพื่อเป็นหน่วยบริการในชุมชน

—————🏘

—————🏘

เราได้พบปะและพูดคุยกับผู้ปกครองที่เดินทางมาร่วมงานจากหลายจังหวัดซึ่งส่วนใหญ่เป็นคุณพ่อคุณแม่ของลูกออทิสติก ลูกสมาธิสั้น และลูกพัฒนาการช้า ที่ลูก ๆ เติบโตถึงวัยผู้ใหญ่แล้ว

—————🏘

จากการพบปะและพูดคุยนี้ เราประทับใจและชื่นชมผู้ปกครองทุก ๆ ท่านที่สามารถเลี้ยงดูลูกโดยใช้ทั้งสัญชาตญาณและองค์ความรู้ที่ได้รับจากมูลนิธิออทิสติกไทยมาผสมผสานเพื่อเลี้ยงดูลูกอย่างมีแนวทางและทำเช่นนั้นอย่างต่อเนื่อง จนเห็นความก้าวหน้าทางพัฒนาการของลูก

—————🏘

นอกจากคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย คุณน้า คุณอา คุณป้าของเด็ก ๆ จะเลี้ยงดูลูกหลานในบ้านของตนเองได้อย่างดีแล้ว ท่านเหล่านี้ยังมีจิตอาสา สมัครเป็นแกนนำและตั้งใจที่จะนำองค์ความรู้และประสบการณ์ของครอบครัวมาช่วยเหลือเพื่อน ๆ รุ่นหลัง ๆ ที่กำลังหาแนวทางในการดูแลลูก ๆ ต่อไป

—————🏘

พวกเราศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรักขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมแบ่งปันข้อมูลและความรู้ อีกทั้งขอเป็นกำลังใจแก่ผู้ปกครองทุก ๆ ท่านจากใจจริง

—————🏘

เราสัญญากันไว้แล้วว่าเราในฐานะพ่อแม่และผู้ที่ต้องดูแลเด็ก ๆ 
– เราจะอนุญาตตัวเองให้มีความสุข 
– เราจะวางแนวทางการเลี้ยงดูลูกอย่างเหมาะสม และ
– เรามีเป้าหมายคือลูก ๆ ของเราจะต้องรอด

—————🏘

สำหรับท่านใดที่ต้องการติดต่อบ้านอุ่นรัก สำหรับงานบรรยาย ทั้งในและนอกสถานที่ สามารถติดต่อได้ตามช่องทางที่ท่านสะดวก ขอบคุณค่ะ

5 เคล็ดลับสำหรับครูผู้สอนนักเรียนออทิสติก

5 เคล็ดลับสำหรับครูผู้สอนนักเรียนออทิสติก

5 เคล็ดลับการสอนเด็กออทิสติกให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีที่ดอกเตอร์ แบร์รี เอ็ม. พริแซนต์กล่าวไว้ในคลิปนี้ มีอะไรบ้างนะ เรามาพบคำตอบจากการชมคลิปความรู้นี้ไปด้วยกันค่ะ 

Clip Credit:

• Barry M. Prizant, Ph.D., CCC-SLP. Director: Childhood Communication Services Adjunct Professor: Center for the Study of Human Development

• Simon & Schuster Books
—————

โดยสรุปจากคลิปนี้ ดอกเตอร์ แบร์รี เอ็ม. พริแซนต์ กล่าวถึงวิธีการสอนเด็กออทิสติกของคุณครูว่า “วิธีสอนเด็กออทิสติกที่คุณครูทำมีอยู่หลายวิธีที่ถูกต้อง และในบางกรณี เมื่อครูนำวิธีเหล่านั้นมาใช้ได้อย่างเหมาะสม ก็จะรับประกันได้ว่าการสอนเด็กออทิสติกให้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จะประสบผลสำเร็จได้อย่างดีเยี่ยมอย่างแท้จริง” 
—————
1. ใช้รูปแบบการสอนที่เหมาะสมกับเด็กออทิสติก เด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุด
2. ให้โอกาสเด็กได้แสดงออกซึ่งความสามารถและศักยภาพในตัวตามที่เด็กมีอยู่ 
3. พูดคุยและแสดงทีท่ากับเด็กออทิสติกแบบให้เกียรติกันและกัน 
4. ช่วยเด็กให้รู้ว่าจะเกิดอะไรในลำดับต่อไป
5. ให้การยอมรับว่าเด็กออทิสติกเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของชุมชน (โรงเรียน)

มาเริ่มกันที่ เคล็ดลับที่ 1 กันก่อนเลยค่ะ

#1. ใช้รูปแบบการสอนที่เหมาะสมกับเด็กออทิสติก เด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุด

เรื่องวิธีการสอน ครูมีวิธีสอนเด็กให้เรียนรู้หลายแบบ ทั้งนี้ เพราะครูเข้าใจว่าเด็ก ๆ เองก็มีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันนั่นเอง 

สำหรับเด็กออทิสติกนั้น เด็กจะเรียนรู้ได้ไม่ดีนัก ถ้าเด็กต้องใช้เวลาในการเรียนเรื่องนั้น ๆ เป็นระยะเวลานาน ๆ โดยที่ครูใช้การพูดและการบรรยายเป็นวิธีหลักในการสอน 

ทั้งนี้ โดยทั่วไปแล้ว เด็กออทิสติกจะเรียนรู้ได้ดีมากยิ่งขึ้น หากได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ หรือ “การเรียนรู้ผ่านรูปแบบหลายมิติ (Multimodal Fashion)” กล่าวคือ เด็กได้เรียนรู้ผ่านการสัมผัส ผสมผสานกับการได้มองเห็น ได้มีประสบการณ์ และได้ลงมือทำ ไม่ใช่เพียงแต่เรียนรู้ผ่านการฟังและประมวลผลสิ่งที่ครูบรรยายหรือสอนแต่เพียงรูปแบบเดียว 

จากเคล็ดลับข้อที่ 1 เรื่องการใช้รูปแบบการสอนที่เหมาะสมกับเด็กออทิสติกเพื่อทำให้เด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุดนั้น ที่ผ่านมา คุณครูที่เคยเข้าอบรมในหลักสูตร “การออกแบบการสอนเพื่อเด็กออทิสติกและเด็กที่เรียนรู้ช้า” ที่ทีมงานศูนย์กระตุ้นพัฒนาการบ้านอุ่นรักได้จัดการอบรมมาทุกปี คงจะได้เข้าใจแนวทางการออกแบบการสอนตลอดจนได้ลงมือปฏิบัติจริงมาแล้ว

และเมื่อได้ลงมือทำ คุณครูจะได้สัมผัสกับความสุขและความมหัศจรรย์ใจที่คุณครูสามารถหาวิธีแก้ปัญหาจนลูกศิษย์เรียนรู้ในเรื่องยาก ๆ ได้ และหลังจากเปิดประตูการเรียนรู้บานแรกได้แล้ว หลังจากนั้น การสอนและการเรียนก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับทั้งคุณครูและนักเรียนออทิสติก

ทีมบ้านอุ่นรักขอยืนยันจากการที่ได้ลงมือปฏิบัติงานจริงมาตลอด 26 ปี จากการที่เราได้ลงสนามการเรียนรู้แบบไม่ถอยร่วมกับลูก ๆ ตั้งแต่วัยอนุบาลจนถึงวัยมัธยม จนพวกเราค้นพบและแน่ใจแล้วว่า “ถ้าเราให้โอกาสและพยายามคิดค้นหาและใช้วิธีการสอนได้อย่างเหมาะสม เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ทุกอย่างที่เราต้องการส่งมอบความรู้ให้กับเค้าได้จริง ๆ และหลังจากเด็ก ๆ เริ่มสนใจเรียนรู้ด้วยตัวเอง หลังจากนั้น เขาจะเรียนรู้ได้ดียิ่ง ๆ ขึ้นอย่างน่ามหัศจรรย์ใจ”

มาเปิดใจทั้งดวง ให้โอกาสและลงมือทำ มานำทางเด็ก ๆ ด้วยกันอย่างจริงจังค่ะ 

#2. ให้โอกาสเด็กได้แสดงออกซึ่งความสามารถและศักยภาพในตัวตามที่เด็กมีอยู่

—————

ครูผู้สอนต้องให้เด็กออทิสติกได้แสดงออกซึ่งศักยภาพที่มีอยู่ ดอกเตอร์ แบร์รี เอ็ม. พริแซนต์ ได้ยกตัวอย่างว่ามีครูสอนดนตรีท่านหนึ่งที่ไม่เคยเข้าฝึกอบรมพิเศษใด ๆ เรื่องวิธีสอนเด็กออทิสติก แต่ครูท่านนี้มีเด็กออทิสติกเรียนร่วมในชั้นเรียน และในการเรียนการสอนของครู ท่านต้องทำให้มั่นใจเสมอว่าเด็ก ๆ ทุกคนจะได้เข้ากลุ่มและร่วมทำสิ่งต่าง ๆ ที่เด็กทำได้ดี

—————

จากการส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้ทำสิ่งที่ตนเองถนัดและทำได้ดีนี้ ครูพบว่ามีเด็กนักเรียนออทิสติกคนหนึ่งของเขามีระดับเสียงที่ดีเยี่ยมและร้องเพลงได้ไพเราะ ครูก็ต่อยอดความสามารถของเด็กด้วยการลงมือสอนเด็กคนนั้นเรื่องการขับร้องอย่างจริง ๆ จัง ๆ ต่อไป

—————

#3. พูดคุยและแสดงทีท่ากับเด็กออทิสติกแบบให้เกียรติกันและกัน

—————

ในกรณีที่ครูรู้ว่าเด็กมีปัญหาหรือความบกพร่อง ครูจะไม่พูดถึงเด็กในแง่ลบต่อหน้าเด็กคนอื่น ๆ ในชั้นเรียน ทั้งนี้เพราะ ที่จริงแล้ว เด็กออทิสติกเข้าใจสิ่งต่าง ๆ มากกว่าที่เราคิดว่าพวกเขาเข้าใจ

—————

บางครั้งอาจดูเหมือนว่าเด็กมองไปทางอื่น ไม่สนใจเรา หรือไม่ทีทีท่าว่าจะเข้าใจเรื่องที่เราพูด แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น กลับกลายเป็นว่า เด็กกำลังคิดประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ ที่ตนเองได้รับอยู่ต่างหาก ดังนั้น การพูดคุยและแสดงท่าทีให้เกียรติเด็กจึงเป็นเรื่องสำคัญมากอีกประการหนึ่งที่ต้องทำ

—————

#4. ช่วยบอกให้เด็กได้รู้ว่าจะเกิดอะไรในลำดับถัดไป

—————

การบอกให้เด็กออทิสติกรู้และคาดคะเนได้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อได้ทำ เด็กจะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

—————

สำหรับเคล็ดลับข้อนี้ ดอกเตอร์ แบร์รี เอ็ม. พริแซนต์ กล่าวว่ามีงานเขียนหลายเรื่องที่ระบุว่าเมื่อบุคคลออทิสติกคาดคะเนหรือได้รู้ล่วงหน้าว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในลำดับถัดไป นั่นจะช่วยพวกเขาได้เป็นอย่างมาก และแม้แต่เรา ๆ ซึ่งเป็นคนปกติ การได้รู้ล่วงหน้าก่อนเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตก็ช่วยเราได้มากเหมือนกัน

—————

#5. ให้การยอมรับว่าเด็กออทิสติกเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของชุมชน (โรงเรียน)

—————

เรื่องเด็กออทิสติกนี้ ไม่ได้มีแต่ครูผู้สอนเท่านั้นที่จะช่วยเด็กได้ ทั้งนี้ ดอกเตอร์ แบร์รี เอ็ม. พริแซนต์ กล่าวว่า หากผู้บริหารของสถานศึกษา (ไม่ว่าจะเป็นครูใหญ่หรือครูผู้ช่วยฝ่ายปกครอง) ให้การยอมรับว่าเด็กออทิสติกเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของโรงเรียน ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์หรือพูดคุยกับเด็กแบบให้เกียรติกันและกัน การแสดงออกเช่นนี้จะ

(1) กลายเป็นต้นแบบการปฏิบัติสำหรับครูท่านอื่น ๆ

(2) ช่วยทำให้โรงเรียนกลายเป็นชุมชนของคนที่มีความรัก ความใส่ใจ และเข้าใจกันและกัน และ

(3) ช่วยให้ผู้ปกครองของเด็ก ๆ ออทิสติก รู้สึกดีที่ลูก ๆ ของพวกเขาได้อยู่ในสภาพแวดล้อมและชุมชนที่ยอมรับว่าลูก ๆ ของพวกเขาเป็นเด็กที่มีคุณค่าได้อีกด้วย

—————

เราหวังว่าเคล็ดลับต่าง ๆ ที่เรานำมาแชร์จะมีประโยชน์ต่อคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองและคุณครู ตลอดจนผู้ที่สนใจทุกท่าน

—————

อ่านข้อมูล ความรู้ และบทความต่าง ๆ แล้ว เรามาลงมือทำกันอย่างต่อเนื่องและจริงจังกันนะคะ เพื่อลูก ๆ และลูกศิษย์ของพวกเราจะได้เติบโตและมีพัฒนาการที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นทุก ๆ วันค่ะ