by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ก่อนจะเข้าสู่กิจกรรมลุก ๆ นั่ง ๆ เพื่อฟังนิทานที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” เราขอให้เล่าให้คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง ทราบกันคร่าว ๆ สักนิดหนึ่งว่า “บ้านอุ่นรัก” แบ่งการเรียนการสอนนักเรียนตัวน้อย ๆ วัย 2-5 ขวบออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
กลุ่มที่ 1: กลุ่มกระตุ้นพัฒนาการระยะเริ่มแรก
กลุ่มที่ 2: กลุ่มเตรียมก่อนไปโรงเรียน และ
กลุ่มที่ 3: กลุ่มต่อยอดพัฒนาการ
“บ้านอุ่นรัก” เปิดสอนเพื่อกระตุ้นพัฒนาการ เตรียมความพร้อม และปรับพฤติกรรม ในวันทำการ (วันจันทร์ถึงวันศุกร์) และเป็นการเรียนการสอนแบบมาเช้ากลับบ่ายหรือเย็น (ขึ้นอยู่กับตอร์สที่นักเรียนลงเรียนว่าเป็นคอร์สครึ่งวันหรือเต็มวัน) ส่วนในวันเสาร์จะเป็นการสอนเสริมสำหรับนักเรียนกลุ่มที่ 3 ที่เป็นนักเรียนของ “บ้านอุ่นรัก” เท่านั้น
สำหรับกิจกรรมการเรียนการสอนในวันเสาร์ คุณครูจะเน้นการชวนลูกศิษย์กลุ่มที่ 3 หรือลูกศิษย์ที่ผ่านการกระตุ้นพัฒนาการและการเตรียมความพร้อมก่อนไปโรงเรียนที่ “บ้านอุ่นรัก” มาเรียบร้อยแล้ว เข้าร่วมการทำกิจกรรมสนุก ๆ ที่มีเป้าหมายในการต่อยอดพัฒนาการ และในตอนนี้ เรานำภาพตัวอย่างบางส่วนของกิจกรรมวันเสาร์ที่ “ครูโอ๋” (คุณฐิติมา สุพิสาร ครูกระตุ้นพัฒนาการและนักจิตวิทยา ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรักสวนสยาม”) ชวนลูกศิษย์กลุ่มที่ 3 มาร่วมทำ “กิจกรรมฟังนิทาน” มาให้คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง และทุกท่านที่สนใจ ได้ร่วมชม


ในการทำ “กิจกรรมฟังนิทาน” เพื่อต่อยอดพัฒนาการให้กับเด็ก ๆ ครูจะใช้เทคนิคการสอนแบบพิเศษในรูปแบบ 4 มิติเพื่อจูงใจให้เด็กสนใจเข้าร่วมทำกิจกรรม ตลอดจนสามารถร่วมทำกิจกรรมไปกับกลุ่มตั้งแต่ต้นจนจบได้ด้วยความสนุกสนาน
การสอนแบบพิเศษในรูปแบบ 4 มิติ คือ การเรียนการสอนที่ทำให้เด็ก ๆ (1) ได้มองเห็น (2) ได้ยิน (3) ได้สัมผัส และ (4) ได้ลงมือทำ ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ได้ดีกับเด็ก ๆ ที่สามารถเข้าไปเรียนร่วมที่โรงเรียนได้แล้ว ทั้งนี้ “บ้านอุ่นรัก” จะใช้กิจกรรมฟังนิทานและกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมาผสมผสานกันเพื่อ (1) ต่อยอดทักษะการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารของเด็ก ๆ ให้ทำได้ซับซ้อนมากขึ้น (2) เพิ่มทักษะทางสังคม (3) เพิ่มช่วงการคงสมาธิในการร่วมกลุ่มทำกิจกรรมกับเพื่อน และ (4) ส่งเสริมด้านการเรียนรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน
เวลาที่ครูโอ๋และครูกระตุ้นพัฒนาการทุก ๆ ท่านของ “บ้านอุ่นรัก” ชวนเด็ก ๆ เข้าร่วมกิจกรรมฟังนิทาน ครูจะมีบทบาทหน้าที่สำคัญ 2 ประการ คือ (1) เป็นนักเล่านิทาน และ (2) เป็นนักแก้ปัญหาที่ต้องตีโจทย์ให้แตกว่าครูต้องทำอย่างไรจึงจะกระตุ้นและช่วยให้ลูกศิษย์ที่มีอาการสมาธิสั้นและไม่สามารถจดจ่อกับการฟังอะไรนาน ๆ สามารถฟังและเข้าใจนิทานที่ครูเล่าได้ในระดับหนึ่ง ส่วนลูกศิษย์ออทิสติกที่มีปัญหาด้านพัฒนาการทางภาษา ปัญหาการฟังเพื่อจับใจความ และปัญหาความเข้าใจด้านภาษาที่ไม่สมวัย ต้องได้เข้าร่วมฟังนิทานด้วยความเข้าใจและเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
เทคนิคการสอนแบบพิเศษที่ครูระดมมาใช้ในการเล่านิทานให้เด็ก ๆ ฟัง ประกอบด้วย
- การย่อยเนื้อหา
- การสรุปใจความทีละส่วน
- การใช้สื่อประกอบการเล่า และ
- การทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต่อเนื่องเพื่อย้ำการเรียนรู้อย่างมีความหมาย


การทำเช่นนี้ คือ การสร้างมิติการเรียนรู้ทางภาษา การฟังจับใจความให้เข้าใจ การเสริมทักษะทางสังคม และการส่งเสริมจินตนาการของเด็ก ๆ ผ่าน 4 มิติ คือ การได้มองเห็น ได้ยิน ได้สัมผัส และได้ลงมือทำ (กิจกรรมประดิษฐ์หน้ากาก) ก่อนจะตบท้ายความสนุกอย่างมีความหมายด้วยการให้เด็ก ๆ ได้ผลัดกันออกมาเล่าเรื่องหน้าชั้นเรียนให้เพื่อน ๆ และครูรับฟัง

….วันเสาร์ เราทำกิจกรรมอะไรกัน? ที่ “บ้านอุ่นรัก” ยังมีอีกมาก แถมยังสนุกทุกกิจกรรม ไว้ติดตามชมในคราวต่อไปกันค่ะ
เครดิตภาพ: Waldemar Brandt | Unsplash
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ในตอนที่แล้ว เราได้บอก (รัก) ตัวเอง กันไปแล้วว่า “เราจะมีความสุขให้ได้ เพราะ…เราสามารถมีฝันและมีชีวิตของตัวเองไปพร้อม ๆ กับการหาทางรอดให้ลูก”
ส่วนในตอนนี้ เรามาพบกับอีก 3 วิธีที่เหลือในการบอกรักตัวเองกันต่อ เพื่อใช้ชีวิตอย่างมีความสุขให้ได้ค่ะ

(2) เราจะหาความสุขเล็ก ๆ มีช่องว่างทางอารมณ์บ่อย ๆ
เราจะหาช่องว่างทางอารมณ์จากสิ่งเล็ก ๆ ที่เราชอบและจะทำให้บ่อย เพราะเมื่อเราได้ทำ เราได้เป็นตัวของตัวเองและผ่อนคลาย…เราจะนั่งทาเล็บ ขัดถูรถยนต์คันงาม เลี้ยงปลา อ่านหนังสือ สวดมนต์ เพื่อสร้างช่องว่างทางอารมณ์ที่ทำให้เรารู้สึกดีที่ได้เป็นตัวของตัวเอง ได้ดื่มด่ำช่วงเวลาที่ใจสงบ เป็นช่วงเวลาเล็ก ๆ ที่ไม่มีภาระ ไม่ต้องคิด ไม่ต้องรับผิดชอบชีวิตใคร…เรามีสมาธิและจิตใจสงบ แม้เป็นเวลาที่สงบเพียงช่วงสั้น ๆ แต่เราจะแทรกช่องว่างทางอารมณ์ให้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในระหว่างวันเพื่อจิตใจเราจะได้เป็นเหมือนกาน้ำที่ไม่เติมน้ำจนล้น ใจเรายังมีพื้นที่ว่างระหว่างน้ำและฝากา พอน้ำเดือดจัด จึงไม่มีน้ำร้อนไหลออกมาลวกมือลวกใจ
(3) เราจะรู้ทันใจให้เร็ว รีบปีนขึ้นมา อย่านอนจมแช่ในหลุมอารมณ์
เราจะรู้ทันใจตัวเองให้เร็ว รับมือกับสิ่งใหม่และทุกเหตุการณ์ให้เท่าทัน…เราจะรับรู้และมองเห็นอารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดแวบเข้ามาบ่อย ๆ ด้วยสติที่รู้ตัว ไม่ว่าจะโกรธ น้อยใจ เสียใจ ไม่ได้ดังใจ ว้าเหว่ โดดเดี่ยว เหงา เศร้าใจ เมื่อเรารู้ทันใจตนเอง เราจะรับรู้และมองเห็นอารมณ์และความรู้สึกต่าง ๆ ที่ผุดขึ้นมาบ่อย ๆ เหล่านั้น และตัดมันออกไปได้แบบอัตโนมัติ ทำให้ทุกข์ที่เราเคยมี ลดลงไปครึ่งหนึ่งแล้ว…เราจะรู้ทันใจตนเองและมีสติ ไม่ตกอยู่ในหลุมอารมณ์ ไม่ปล่อยให้ใจลงไปจม นอนแช่ หรือปรุงแต่งจนเรื่องราวบานปลายใหญ่โต…เราจะมีสภาพจิตที่เป็นกลาง เข้าใจและมองโลกอย่างตรงไปตรงมา มองตรง ๆ จริง ๆ ไม่บิดข้อเท็จจริง และเราจะไม่ใช้กลไกทางจิตเพื่อพยายามพูดอธิบายหรือหาเหตุผลบางอย่างมาสนับสนุนในทุกเรื่องเพื่อป้องกันตนเอง
(4) เราจะมองโลกแบบ “New Normal”
เราจะมองว่าเป็นธรรมดาของชีวิตที่จะมีเรื่องใหม่ ๆ ปะทะเข้ามา เรื่องเหล่านั้นเป็นวิถีธรรมดา ๆ ของคนธรรมดา ๆ เป็นวิถีที่กำลังดำเนินอยู่ของโลกและเกิดขึ้นได้ทุก ๆ วันกับทุก ๆ คน ทั้งความสุขและความทุกข์ ทั้งถูกอิจฉา ริษยา ทั้งทำให้เสียใจ น้อยใจ รู้สึกโดดเดี่ยว ถูกเข้าใจผิด ไม่ได้รับความยุติธรรม เพื่อใจของเราถูกรบกวนน้อยลง…เรายอมรับว่าทุก ๆ อย่างจะเกิดขึ้นกับเราได้ในทุกวันที่เราตื่นขึ้นมา เราแค่กำลังจะเผชิญกับอะไรบางอย่างที่หนีไม่พ้นตามธรรมดาของโลก เราแค่ใช้ชีวิตอยู่และเผชิญกับเรื่องต่าง ๆ ออกไปตรง ๆ ถ้าเราพูดผิด เราก็ขอโทษ ใครมาทำร้าย เราก็สมควรเศร้าใจหรือร้องไห้ หากเราว้าเหว่ เราก็วิ่งหาอ้อมกอด เมื่อสนุก เราก็หัวเราะให้ดัง และเราจะอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข และเข้าใจชีวิตแบบ New Normal
4 วิธีบอกรัก รักนะ…ตัวเอง ของ “บ้านอุ่นรัก” แม้จะไม่ใช่วิธีบอกรักที่ว้าวหรือหวือหวาสักเท่าไรนัก แต่เรามั่นใจว่าการที่เราทุกคนบอกรักตัวเองไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ เป็นการแสดงความตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าเราจะรักตนเอง อนุญาตให้ตนเองมีความสุขให้ได้ เพราะนั่นคือหนทางที่ถูกต้องในการนำพาชีวิตลูกและเราไปสู่จุดหมายปลายทางที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นได้พร้อม ๆ กัน
มา Reset พลังกายและพลังใจของตนเอง และบอก “รักนะ…ตัวเอง” กันนะคะ
เครดิตภาพ: Tim Mossholder | Unsplash + Slides Carnival
by admin | กำลังใจ, บทความบ้านอุ่นรัก
คุณแม่ท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า “การช่วยลูกที่มีปัญหาด้านพัฒนาการให้มีพัฒนาการรอบด้านที่ดีขึ้นได้ เปรียบเสมือนการเดินทางไกลข้ามวันเวลาด้วยความอดทน แต่อย่าไปจดจ่อกับมันมากเกินไปนัก ที่สำคัญคือ ต้องรักและใส่ใจตนเองในขณะที่ช่วยเหลือลูกด้วย ต้องหยุดความเสียใจให้ทัน และปรับที่ใจของเราให้เป็น เพราะกำลังใจของเรามันหมดได้ แต่ต้องสร้างใหม่ให้ได้เหมือนกัน”
จากคำกล่าวและความรู้สึกของคุณแม่ท่านนี้ “บ้านอุ่นรัก” อยากเชิญชวนให้คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครองทุกท่านของลูกที่มีปัญหาด้านพัฒนาการ ใช้ “เดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นเดือนแห่งความรัก” นี้ มาเริ่มต้นรักและใส่ใจตนเอง เพื่อท่านได้มีพลังกายและพลังใจในการเดินทางต่อจนสามารถนำพาลูกสู่เป้าหมายและความสำเร็จดังที่ใจหวัง
แต่การบอกรักตัวเองจะบอกยังไงดีนะ…”บ้านอุ่นรัก” มี …4 วิธีบอกรัก “รักนะ…ตัวเอง” มาฝาก ซึ่งเราหวังว่า 4 วิธีบอกรัก…ตัวเอง นี้ จะสามารถจุดประกายความรักและใส่ใจตนเอง ตลอดจนนำพาทุกท่านให้มีความสุขมากยิ่ง ๆ ขึ้นได้ต่อไป
(1) เราจะมีฝันและมีชีวิตของตัวเองไปพร้อม ๆ กับการหาทางรอดให้ลูก
(2) เราจะหาความสุขเล็ก ๆ มีช่องว่างทางอารมณ์บ่อย ๆ
(3) เราจะรู้ทันใจให้เร็ว รีบปีนขึ้นมา อย่านอนจมแช่ในหลุมอารมณ์
(4) เราจะมองโลกแบบ “New Normal”

เรามาเริ่มต้นบอกรักนะ…ตัวเอง ด้วยวิธีที่ 1 กันในตอนนี้เลยค่ะ
(1) เราจะมีฝันและมีชีวิตของตัวเองไปพร้อม ๆ กับการหาทางรอดให้ลูก
แม้กิจวัตรประจำวันในการเลี้ยงดูลูกอาจจะยุ่งเหยิงและทุกข์แสนสาหัส แต่เราจะไม่ทิ้งชีวิตและความฝันของตนเอง…เรามีสิทธิที่จะคิดและฝันถึงภาพวันข้างหน้าว่าเราจะเป็นใครและเราจะทำอะไร…วันนี้ เราจะเริ่มต้นทำสิ่งดี ๆ เพื่อตัวเอง ไม่ว่าจะแต่งตัวชุดสวย หรือออกไปทานอาหารอร่อย ๆ…เราจะดำเนินชีวิตไปพร้อมกับลูกอย่างคนมีฝันและหวัง…เราจะแยกชีวิตของลูก ชีวิตของเรา แต่สามารถเดินหาฝันไปในเส้นทางเดียวกันและไปพร้อมกันได้…เราจะมีความสุขพร้อม ๆ กับการช่วยลูกให้ได้
ในตอนหน้า เราจะมาบอก “รักนะ…ตัวเอง” กันต่อ งานบอกรักนี้ “บ้านอุ่นรัก” ขอเน้นว่า…ต้องบอก…เพราะเมื่อบอกไปแล้ว…ตัวเราเอง..จะมีความสุขมากขึ้นได้จริง ๆ
เครดิตภาพ: Tim Mossholder | Unsplash + Slides Carnival
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ตอน: ภาพตัวอย่างกิจกรรมฝึกคงสมาธิที่ “บ้านอุ่นรัก”
สำหรับตอนนี้ เราขอแชร์ภาพกิจกรรมฝึกคงสมาธิที่เด็กนักเรียนของศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ได้ทำจริง ๆ ที่ “บ้านอุ่นรัก” มาให้คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง เห็นเพื่อเป็นแนวทางค่ะ







สำหรับลูกที่มีอาการซน อยู่ไม่สุข ขอให้ทุกท่านมั่นใจว่าท่านช่วยลูกได้ ทั้งนี้ ขอให้เน้นที่การปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ 5 ประการ คือ (1) เพิ่มการเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทางและการออกกำลังกายที่ช่วยลดอาการซนอยู่ไม่สุข (2) จัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้มีระเบียบมากขึ้น (3) เริ่มสร้างกฎกติกาบางอย่างตามวัยของลูก (4) ลดอาหารที่มีส่วนกระตุ้นระดับการตื่นตัว และ (5) แทรกกิจกรรมฝึกคงสมาธิค่ะ
คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง และสมาชิกทุกคนที่บ้าน ค่อย ๆ นำทางลูกด้วยใจเบิกบานนะคะ เราทุกคนช่วยลูกได้และที่สำคัญ คือ “ลูกก็ทำได้ดี” ค่ะ ขอให้ตั้งใจทำ พยายามทำอย่างไม่ลดละ และทำสิ่งที่ดีเพื่อลูกทุก ๆ วัน ในอีกไม่ช้าไม่นาน ลูกจะเก่งกว่าที่เราเห็นในวันนี้อีกหลายเท่าค่ะ
เครดิตภาพ: Wayne Lee-Singh | Unsplash
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ตอน: แทรกกิจกรรมฝึกคงสมาธิ
การแทรกกิจกรรมฝึกคงสมาธินับเป็นการปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่อีกประการหนึ่งที่จะส่งผลให้ลูกที่เคยซน อยู่ไม่สุข วิ่งวุ่นไป ๆ มา ๆ ทั้งวันแบบไร้รูปแบบ ไร้ทิศทาง และขาดการคุมตน มีอาการดีขึ้นได้
เวลาอยู่กับลูก ๆ ที่บ้าน คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครองควรเพิ่มโอกาสให้ลูกได้ทำกิจกรรมที่อาศัยการลงมือทำแบบรวดเดียวจบให้เหมาะสมตามวัย โดยการตั้งเป้าหมายสิ่งที่ลูกทำได้ตามวัยของลูกเป็นหลัก เช่น ลูกวัย 2 ขวบ เราตั้งเป้าให้ทำกิจกรรมคงสมาธิให้ได้ 5-7 ชิ้น ลูกวัย3 ขวบ 7-10 ชิ้น และลูกวัย 4 ขวบ 10-15-20 ชิ้น ทั้งนี้ ต้องเป็นการทำแบบรวดเดียวจบ
นอกจากนั้น เราต้องเลือกแทรกกิจกรรมฝึกคงสมาธิที่ใช้การลงมือทำที่เรามั่นใจว่าง่ายและลูกทำได้แน่ ๆ ไม่ใช่ลูกไม่ทำเพราะทำยากจนลูกไม่อยากทำ ซึ่งกิจกรรมที่เรามั่นใจว่าลูกทำได้แน่ ๆ ขอให้เน้นที่จำนวนชิ้นงานที่ลูกควรทำได้ต่อรอบ โดยกิจกรรมต้องหลากหลาย (ไม่ใช่เลือกเฉพาะกิจกรรมที่ลูกชอบทำ) เพื่อเราสามารถชักชวนและกระตุ้นให้ลูกร่วมทำกิจกรรมง่าย ๆ ที่ใช้การลงมือทำทีละ 5-7 ชิ้น ให้ได้สัก 10 อย่างสลับกันไปมาในแต่ละวัน
ตัวอย่างกิจกรรมฝึกคงสมาธิที่หลากหลาย เช่น หยอดกระปุกออมสิน ปักหมุดใหญ่ลงแท่น ต่อบล็อกขึ้นสูงด้านบน เสียบลูกปัดใหญ่ครอบลงบนตะเกียบ ใส่บล้อครูปทรงง่าย ๆ เช่น วงกลมหรือสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ไม่มีเหลี่ยมมุมมากนัก เป็นต้น
การที่เราเลือกกิจกรรมที่ลูกจะทำได้แน่ ๆ เพราะเราต้องการตัดประเด็นว่าถ้ากิจกรรมยากเกินไป ลูกอาจหมดสนุกและละความสนใจกลางคัน
สำหรับการทำกิจกรรมในวันแรก ๆ คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครองควรนั่งประกบ สังเกต ตลอดจนนับตามในใจว่าลูกทำกิจกรรมต่อเนื่องได้คราวละกี่ชิ้นก่อนที่ลูกจะหยุดหรือละความสนใจ ทั้งนี้ เพื่อประเมินฐานเดิมของช่วงการคงสมาธิของลูก เช่น ลูกอายุ 3 ขวบ ทำได้ทีละ 4 ชิ้นแล้วหยุด เราก็จะนำทางและกระตุ้นลูกด้วยการที่เราส่งหมุดต่อเนื่องให้ลูกปักหมุดจนครบ 10 ชิ้นต่อ ๆ กัน และพอลูกเริ่มกลับมาลงมือทำได้อย่างต่อเนื่องด้วยตนเอง เราก็จะหยุดส่งหมุดให้ลูก แต่จะวางหมุดไว้ แล้วปล่อยให้ลูกทำต่อเอง โดยลดการช่วย ซึ่ง “บ้านอุ่นรัก” ขอเน้นว่าต้องทำแบบนี้บ่อย ๆ ทำทุกวัน ทำวันละหลาย ๆ รอบ ต้องเปลี่ยนกิจกรรมให้หลากหลาย และควรหากิจกรรมในบ้านที่มีอุปกรณ์อยู่แล้ว เช่น ตักข้าวสารใส่ถ้วยรอบละอย่างน้อย 10 ช้อน หยิบเมล็ดถั่วแดงใส่ขวด 10 เม็ด ระบายสีคราวละ 10 ทีแปรง (ไม่ใช่ระบายสีได้เพียง 3 เส้นแล้วหยุดทำ) เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
กิจกรรมคงสมาธิที่เราให้เด็ก ๆ นักเรียนของเราทำจริงที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” มีมากมายและหลากหลายกว่านี้ แต่ในที่นี้ เราหยิบยกมาเพียงบางอย่างที่เราเห็นว่าคุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง และสมาชิกในบ้าน พอจะทำเองได้ที่บ้าน ทำได้จริง และทำแล้วได้ผลค่ะ
กิจกรรมที่เราให้เด็ก ๆ ทำ นอกจากจะสร้างความสนุกให้กับเด็ก ๆ และเปิดโอกาสให้เด็กได้รู้จักและลงมือทำกิจกรรมที่หลากหลายมากขึ้นแล้ว เรายังมีเป้าหมายในใจในการลดอาการที่เป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นความซน อยู่ไม่สุข เหม่อ ละความสนใจกลางคัน หรือสมาธิสั้น พร้อม ๆ ไปกับการสร้างเสริมและฟื้นฟูพัฒนาการของเด็ก ๆ อย่างรอบด้านด้วยค่ะ
ขอให้ลองทำนะคะ และ “บ้านอุ่นรัก” ขอเป็นหน่วยสนับสนุนทั้งด้านข้อมูล คำแนะนำ และให้กำลังใจทุกบ้าน ในการนำทางลูกสู่ความสำเร็จสมดังเป้าหมายต่าง ๆ ที่ได้วางไว้ค่ะ
เครดิตภาพ: Wayne Lee-Singh | Unsplash