by admin | กำลังใจ, บทความทั่วไป
“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี
ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ
“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนที่ 3: เริ่มต้นเดิน..
…ในช่วงแรก เราหาหมอพัฒนาการเด็กพร้อมกัน 2-3 คน เพราะเราก็ไม่มั่นใจว่าหมอคนไหนดีที่สุด แต่การหาหมอพัฒนาการหลายคน ทำให้เราเหนื่อยและเครียดจากการเดินทาง การนั่งรอคิวนาน ๆ และคำแนะนำจากหลายมุมมองซึ่งเราไม่สามารถทำได้ทั้งหมดตามที่หมอแนะนำ สุดท้ายตัดสินใจเลือกหาหมอคนเดียวที่เราชอบวิธีการรักษามากที่สุด ผลที่ได้คือ ทั้งบ้านเหนื่อยน้อยลง สามารถตั้งใจทำสิ่งที่หมอแนะนำได้ง่ายขึ้น (ปัจจุบัน เรายังพาลูกไปพบหมอพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เรารู้ว่าจะฝึกลูกเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์ในอนาคตอย่างไร)
นอกจากการพบหมอแล้ว เราคิดว่าต้องให้ลูกได้รับการฝึกปรับพฤติกรรม และมีกิจกรรมทุกวัน เพื่อไม่ให้ลูกมีเวลาว่างอยู่กับตัวเองมากนัก ดังนั้น ชีวิตลูกตั้งแต่อายุ 2 ปีไม่เคยได้หยุดพักเลยซักวันเดียว (ปัจจุบัน ลูกมีชีวิตทำกิจกรรมเหมือนเด็กปกติแล้ว) ในวันจันทร์ – ศุกร์ ลูกจะถูกอุ้มจากที่นอนตั้งแต่ 6.30 น. นอนหลับในรถโดยมีคุณตาและพี่เลี้ยงพาไปบ้านอุ่นรัก ระยะทางจากบ้านไปบ้านอุ่นรักค่อนข้างไกลเมื่อไปถึงก็เกือบถึงเวลาเข้าเรียน ลูกใช้เวลาหน้าบ้านอุ่นรักในการแปรงฟัน เช็ดตัว เปลี่ยนชุด ทานข้าวเช้า และเข้าเรียน พอถึงช่วงบ่ายคุณตาและพี่เลี้ยงก็จะมารับไปเรียนว่ายน้ำต่ออาทิตย์ละ 3-4 วัน
ในวันเสาร์-อาทิตย์ เราจะพาลูกทั้ง 2 คนออกจากบ้านตั้งแต่เช้า เพื่อพาลูกคนเล็กไปฝึกพัฒนาการ ฝึกพูดตาม รพ. และศูนย์ฝึกต่าง ๆ ทั้งใกล้และไกลบ้าน เมื่อฝึกเสร็จแล้วก็จะเป็นกิจกรรมครอบครัวพาลูกไปสถานที่ต่าง ๆ เพื่อให้ลูกได้ประสบการณ์ รู้จักสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น โดยเราจะพยายามทำตัวให้พูดมากเวลาอยู่กับลูก คอยอธิบายสิ่งรอบตัวลูก เพื่อเพิ่มคำศัพท์ให้ลูก ทั้งระหว่างที่อยู่ในรถ และอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงให้ลูกทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่คิดว่าเค้าสามารถเริ่มทำได้ โดยทำร่วมกับพี่ชายของเค้า และทุกสถานที่ที่ลูกคนเล็กไปฝึก เราจะพยายามหากิจกรรมให้ลูกคนโตบริเวณใกล้ๆ เสมอ เพราะเรายึดหลักว่าลูกคนโตต้องได้รับความใส่ใจ และความสำคัญไม่ต่างจากลูกคนเล็ก
เราเชื่อว่าการพาลูกไปในสถานที่ต่าง ๆ ตั้งแต่เล็ก ๆ มีประโยชน์อย่างมาก เพราะมันทำให้เค้าคุ้นชินกับสิ่งที่เค้ากลัว สามารถเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ที่เค้าสัมผัสจริงกับสิ่งที่เราคุยกับเค้าบ่อย ๆ ได้เวลาอยู่บ้าน หรืออ่านหนังสือด้วยกัน นอกจากนี้ เรายังสามารถสังเกตว่าลูกมีพฤติกรรมที่ต้องตักเตือนมั้ยในสถานที่ต่าง ๆ และเราไม่เคยปล่อยพฤติกรรมผิดกาละเทศะนั้นให้ผ่านไป เราจะพยายามอธิบายซ้ำ ๆ หรือหาวิธีให้ลูกเข้าใจให้ได้ ลูกอาจจะไม่ได้เข้าใจได้ในครั้งแรก ๆ แต่เมื่อเราอธิบายซ้ำ ๆ มากพอ เมื่อลูกพร้อม ลูกจะค่อย ๆ เข้าใจมากขึ้น ๆ จนถึงระดับที่ลูกทำตัวได้ถูกกาละเทศะ (งานนี้เราก็ยังเจออยู่จนถึงปัจจุบัน แค่เปลี่ยนเรื่องไปเรื่อย ๆ สำหรับตอนนี้ การสอนลูกเหมือนกับการเลี้ยงลูกโดยปกติทั่วไปมากกว่า ไม่ได้ยากเหมือนสมัยแรก ๆ)
เรื่องหนึ่งที่เราอยากยกเป็นตัวอย่างคือเมื่อตอนลูกอายุ 4 ปี มีเหตุการณ์ที่ทำให้เรามีโอกาสพาลูกทั้ง 2 คนไปสนามโกคาร์ทพร้อมเด็ก ๆ วัยเดียวกับลูกคนเล็กของเรา สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เด็ก ๆ คนอื่นขับรถโกคาร์ทอย่างสนุกสนาน ในขณะที่ลูกคนเล็กของเรากลัวเสียงรถในสนามโกคาร์ท และเนื่องจากลูกยังอยู่ในโลกตัวเอง ไม่ค่อยเข้าใจคำพูดคนอื่น ไม่มีสติพอที่จะควบคุมตัวเอง รวมถึงความระมัดระวังสิ่งต่าง ๆ รอบด้านน้อยมาก เราจึงไม่กล้าให้ลูกขับรถแบบเด็กคนอื่นได้ สิ่งนี้ทำให้เรามองสถานการณ์ในอนาคตว่าลูกจะสามารถขับรถแบบคนอื่นได้อย่างไร และลูกจะทำได้มั้ย เป็นสิ่งที่อาจจะเรียกว่าเกินเอื้อมสำหรับลูกแบบเราจริง ๆ
แต่อยากเล่าให้ฟังว่า จากที่ลูกอยู่ในสนามไม่ได้ กลัวเสียงรถ เราก็ยังหาโอกาสพาลูกทั้ง 2 คนมาสนามนี้ให้ลูกคนโตขับรถเล่น จนถึงวันหนึ่ง ลูกเราเริ่มชินกับเสียงดังได้ (ผลมาจากเราพยายามให้ลูกออกมาเล่นนอกบ้าน พาไปหลายที่ที่มีเสียงดัง เค้าค่อยๆ เริ่มทนเสียงดังได้มากขึ้นๆ เพราะเค้าสนุกจนลืมเสียงเหล่านั้น) และลูกเริ่มอยากขับรถแบบพี่ชายบ้าง ก็เริ่มจากนั่งรถคู่กับพ่อ ต่อมาก็ขับเอง แต่พ่อขับตามคอยกำกับการขับรถ และต่อมาก็ขับเดี่ยว แต่กลายเป็นว่าความระมัดระวังน้อยมาก ไม่มองถนน หันไปโบกมือกับต้นไม้ข้าง ๆ ไม่ฟังเจ้าหน้าที่ ไม่สนใจกติกาสนาม จนเกิดเหตุการณ์ที่ลูกกลัวจนกลายเป็นไม่กล้าขับรถอีก
แต่เราก็ยังอยากให้ลูกขับรถให้ได้อยู่ดี บ้านเรายังคงพาเค้าไปที่สนามโกคาร์ท คอยให้กำลังใจในสิ่งที่เค้ากังวล บอกวิธีขับรถ วิธีหยุด บอกกติกาในสนาม ในที่สุด เค้าก็ลองขับรถอีกครั้ง แบบระมัดระวัง และมีสติกว่าที่เคย จุดนี้ แค่เป็นจุดเริ่มต้นของเค้าในเรื่องของการขับรถ แต่ที่เราอยากเล่าให้ฟังก็เพราะจะบอกว่า แต่ละเรื่องกว่าเค้าจะทำได้ใช้เวลานานกว่าเด็กทั่วไป แค่เราพยายามไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งเค้าจะเริ่มทำได้ (ลูกเราติดกระดุมได้เองใช้เวลา 6 เดือน ผูกเชือกรองเท้าเองใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี)…
เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash
by admin | กำลังใจ, บทความทั่วไป
“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี
ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ
“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนที่ 2: เมื่อลูกได้รับคำวินิจฉัย…
…ลูกเราได้รับคำวินิจฉัยจากหมอพัฒนาการเด็กเมื่อตอนอายุ 1 ปี 7 เดือน ณ ตอนนั้น มันเป็นเรื่องที่ไกลตัวเรามากจริง ๆ วันที่พบหมอวันแรก เรากลับบ้านมาแบบงง ๆ ไม่รู้ว่าลูกเราเป็นอะไร หลังจากนั้นเราก็เริ่มต้นหาข้อมูลในเวป อ่านทั้งบทความทางวิชาการ อ่านทั้งเรื่องที่คนมาแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับโรคนี้ เริ่มหาหนังสืออ่าน ช่วงนั้นเราอ่านข้อมูลเยอะมาก พยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าหมออาจวินิจฉัยผิดเพราะลูกเรายังเล็ก เช่น เค้าอาจจะแค่ไม่พูด (เพราะเด็กบางคนก็พูดช้า) เค้าอาจจะแค่วิ่งซน อยู่ไม่นิ่ง (เพราะเด็กซนๆ ก็มี เด็กแต่ละคนธรรมชาติไม่เหมือนกัน) หรือลูกอาจจะเป็นแค่ชั่วคราวก็ได้เพราะช่วงนั้นที่บ้านเปิดทีวีลูกคนโตให้ดู แต่ถึงจะคิดเข้าข้างตัวเองแค่ไหน มันก็มีอีกความคิดนึงผุดขึ้นมาเป็นระยะว่า แล้วถ้าลูกเป็นจริงๆ ล่ะ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่สับสน และร้องไห้หนักมาก ถามตัวเองทุกวัน ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับเรา รู้สึกอยู่ในฝันร้ายมากกว่าเรื่องจริง
เนื่องจากเราอ่านข้อมูลเยอะ มันทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่หมอบอกว่าลูกเป็นนั้นมีหลายระดับ แต่เราคาดเดาไม่ได้เลยว่าลูกอยู่ในระดับอะไร เพราะด้วยอายุที่ยังไม่ถึง 2 ปี ช่วงนั้นเราค่อนข้างมองสถานการณ์ในเชิงลบว่าถ้าเราอยู่เฉยๆ คิดว่าลูกคงไม่เป็นอะไร เราไม่สู้ ไม่พยายาม ปล่อยลูกไปตามเวรกรรม แล้วลูกเราโตขึ้นจะเป็นอะไรที่แย่ที่สุดได้บ้าง เช่น ลูกอาจจะมีอาการเพิ่มมากขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ลูกอาจจะพูดไม่ได้ไปตลอดชีวิต ลูกอาจจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย แล้วลูกจะอยู่ในสังคมแบบไหน อยู่แบบไม่มีเพื่อน หรืออยู่แบบโดนสังคมรังเกียจตามที่เราเห็นในข่าว
สุดท้าย เราก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่าไม่สำคัญว่าลูกเราจะเป็นหรือไม่เป็นอย่างที่หมอวินิจฉัย ถ้าเรามัวแต่คิดเข้าข้างตัวเองว่าลูกไม่เป็นอะไร โตแล้วก็หาย ไม่ต้องทำอะไร ถึงวันที่ลูกเราโตแล้ว ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อยู่ในสังคมไม่ได้ เราจะทำยังไง เราจะเสียใจทีหลังกับเวลาที่ทิ้งไปหรือไม่ เราจึงตัดสินใจว่าต้องลองทำไปก่อนจนกว่าจะแน่ใจว่าลูกไม่ได้เป็นอะไร และเนื่องจากข้อมูลที่เราอ่าน เราได้รับรู้ว่า สมองของลูกจะพัฒนาสูงสุดตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 7 ปี แปลว่าเวลาทองของลูกมีถึงแค่ 7 ปี (ตอนนั้นลูกอายุ 2 ปีกว่าแล้ว) นั่นหมายถึงว่าเราต้องทำงานแข่งกับเวลาที่เค้าโตขึ้นทุกวันๆ จะอยู่เฉยๆ ปล่อยเวลาแต่ละวันผ่านไปไม่ได้ เพราะเรามีชีวิตลูกเป็นเดิมพัน หลายครั้งที่เหนื่อย ท้อ แต่เมื่อคิดว่าในวันที่เราไม่อยู่แล้ว ลูกจะเป็นอย่างไร จะช่วยเหลือตัวเองได้มั้ย จะอยู่ในสังคมได้มั้ย สิ่งนี้เป็นแรงผลักดันให้ยอมแพ้ไม่ได้ เราต้องทำทุกอย่างเพื่อพัฒนาเค้าให้ได้มากที่สุด…
เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash
by admin | กำลังใจ
“คุณแม่ท่านหนึ่ง” ได้เขียนบทความ เรื่อง “เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” นี้ และอนุญาตให้ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” นำมาเผยแพร่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอ ลูก และครอบครัว ได้ร่วมกันเดิน จนผ่านพ้นเส้นทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามมาได้ด้วยดี
ทั้งคุณแม่ท่านนี้และบ้านอุ่นรักขอส่งกำลังใจมายังทุก ๆ ครอบครัว และเราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้ว ทุก ๆ ครอบครัว จะพบวิธีก้าวเดินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเอง และสามารถเดินไปกับลูก จนถึงจุดหมายปลายทางที่ดีได้สมดังใจหวังค่ะ
“เส้นทางที่ไม่เคยเดิน” ตอนที่ 1: ก่อนชีวิตเปลี่ยน…
…ครอบครัวของเรามีกัน 4 คน พ่อ แม่ และลูกชาย 2 คน บ้านของเราทำงานบริษัททั้งคู่ มีคุณตาคุณยาย และพี่เลี้ยงทำหน้าที่ดูแลลูกให้เวลาเรา 2 คนไปทำงาน ทุกครั้งที่ย้อนเวลากลับไปดูตัวเองสมัยก่อน เราเป็นครอบครัวที่อยากเรียกว่าเป็นพ่อแม่ที่ไม่ค่อยมีคุณภาพมากนัก เมื่อกลับมาจากที่ทำงาน แม้ตัวจะอยู่กับลูก 100% แต่ใจอาจจะอยู่แค่ 50% เท่านั้น เรานั่งอยู่กับลูกจริง แต่บางทีใจก็เราอยากทำอย่างอื่นมากกว่า เรามักจะมีเรื่องอื่น ๆ ให้สนใจมากกว่าลูกเสมอ เช่น งานที่ทำงาน งานที่ต้องทำเกี่ยวกับลูก ข้าวของเครื่องใช้ของเล่นที่ต้องเตรียมหาซื้อให้ลูก ดูทีวี หรือเล่นโทรศัพท์มือถือ และเมื่อเรามีเรื่องที่คิดว่าจำเป็นต้องทำมากกว่าเล่นกับลูก เราก็จะปล่อยให้ลูกเล่นกับของเล่นเอง โดยเราคอยมองเค้าห่าง ๆ ไม่ให้เกิดอันตรายเท่านั้น
จริง ๆ แล้ว…มันอาจจะเป็นปกติของทุกบ้านก็ได้นะ ในเมื่อเรามีภารกิจอะไรต้องทำมากมาย เราก็ต้องทำให้เสร็จ การเล่นกับลูก การใส่ใจลูกอย่างจริงจังย่อมเป็นเรื่องรอง นั่นเป็นเพราะเราไม่เคยตระหนักรู้เลยว่าภารกิจสำคัญที่สุดคือการใช้เวลาอยู่กับลูกแบบใจเต็มร้อย
ทุกวันนี้ เราแอบขอบคุณโชคชะตาของเราที่ลูกคนเล็กของเราไม่เหมือนเด็กปกติโดยทั่วไป เพราะมันทำให้เรา 2 คนต้องปรับตัวเอง ต้องแก้ไขตัวเองให้กลายเป็นพ่อแม่แบบมีคุณภาพได้อย่างที่ไม่เคยคิดว่าเราจะสามารถทำได้ และเมื่อเราแก้ไขตัวเองแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้มันคุ้มค่าเกินบรรยาย ซึ่งไม่ได้หมายถึงพัฒนาการของลูกคนเล็กที่ดีขึ้นตามกาลเวลาเพียงอย่างเดียว แต่เราได้ลูกชายคนโตที่รักและสนิทกับพ่อแม่ รักและดูแลน้อง กลายเป็นเราได้ครอบครัวที่อบอุ่นอย่างมากมาด้วย
ปัจจุบัน ลูกคนเล็กของเราอายุ 10 ปีเต็มแล้ว เค้ามีความรัก มีปฏิสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับทุกคนในบ้าน เค้าสามารถขี่จักรยาน เล่นสกู๊ตเตอร์ เล่นเวฟบอร์ด เป็นเพื่อนเล่นกับพี่ชายเค้าได้ ทุกวันนี้ เราได้ยินเสียงเล่นกันของลูก ได้ยินเสียงหัวเราะและเสียงทะเลาะของลูกทั้ง 2 คนเหมือนครอบครัวอื่นทั่ว ๆ ไป ลูกคนเล็กของเราสามารถใช้ชีวิตในโรงเรียนได้เองไม่ต้องมีครูประกบ มีความสามารถโดดเด่นในหลายด้านทั้งด้านวิชาการและดนตรีจนได้รับการยอมรับจากครูและเพื่อน เล่นกับเพื่อนได้อย่างมีความสุข มักจะชอบเล่าเรื่องเพื่อนที่โรงเรียนให้ที่บ้านฟัง สิ่งเหล่านี้ดูธรรมดามากสำหรับเด็กปกติทั่วไป แต่สำหรับเด็กแบบลูกเรา การจะได้มาแต่ละอย่างที่พูดถึงไม่ง่ายเลย เรากลั้นน้ำตาแห่งความดีใจไม่ได้เลยซักครั้งที่เค้าทำได้ในแต่ละอย่าง และถึงแม้ว่าเค้ายังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่เรายังต้องคอยช่วยเหลือลูกบ้าง แต่เราไม่กลัวว่าลูกเราจะไม่มีที่ยืนในสังคมแล้ว เรามั่นใจว่าเราได้ผ่านจุดของความยากลำบาก ผ่านจุดวิกฤติของชีวิตลูกมาแล้ว…
เครดิตภาพ: Annie Spratt | Unsplash
by admin | กำลังใจ, บทความบ้านอุ่นรัก
ต่อไปข้างหน้า ชีวิตของลูกจะเป็นอย่างไร ไม่ต้องกลัว
เพราะเรามีทั้งวันนี้ วันพรุ่งนี้ และวันเวลาต่อไปอีกมากพอ ในการลงมือทำ
แต่ในวันนี้ เราจะเริ่มนับหนึ่งเรียงอิฐให้แน่น
ในวันนี้ เราจะตระเตรียมความมั่นคงให้กับชีวิตของลูกในอีก 10-20 ปีข้างหน้า
เราจะใช้วันนี้ พาเราข้ามผ่านความกลัวเรื่องอนาคตว่าถ้าเราไม่อยู่ วันข้างหน้า ลูกจะอยู่ได้อย่างไร
เราจะใช้วันนี้ เริ่มคิดจริงจังว่าที่จริงนั้นอนาคตไม่ได้อยู่ไกล
วันนี้คือปัจจุบัน ที่เราต้องทำให้ดี เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ชิดติดกัน คือวันที่ลูกได้มีอนาคตที่ดี
วันนี้จึงดีที่สุดแล้ว เราจึงจะใช้ “วันนี้” เป็นวันเริ่มต้นลงมือทำทุกสิ่งให้ดี เพื่อกำหนดอนาคตที่ดีให้กับลูก ๆ ของเรา
เครดิตภาพ: Jessica Lewis | Unsplash
by admin | กำลังใจ, บทความบ้านอุ่นรัก
คำขอบพระคุณคือข้อความที่หนูอยากบอก
…หนูขอขอบพระคุณที่ไม่ละทิ้งหนู
…หนูขอขอบพระคุณที่ให้โอกาสหนู
และ…หนูขอขอบพระคุณที่รักหนูอย่างที่หนูเป็น
…แม้ในวันนี้ หนูอาจยังพูดบอกพ่อและแม่ไม่ได้
แต่ถ้อยคำ “ขอบพระคุณนี้” คือสิ่งที่ดังก้องอยู่ในใจ
และหนูหวังว่าในสักวันหนึ่งหนูจะได้บอกถ้อยคำนี้….ให้พ่อแม่ฟัง
เครดิตภาพ: Christian Newman | Unsplash