10 เรื่องที่ต้องประเมิน ก่อนส่งลูกออทิสติก สมาธิสั้น เข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล | บ้านอุ่นรัก

10 เรื่องที่ต้องประเมิน ก่อนส่งลูกออทิสติก สมาธิสั้น เข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล | บ้านอุ่นรัก

ในทันทีที่คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง รู้ว่าตนเองกำลังจะมีลูก ความคิดแวบแรกที่เข้ามาในสมองแบบอัตโนมัติ นอกเหนือจากความยินดี ก็น่าจะเป็นการประเมินความพร้อมของตนเองและครอบครัว จากนั้นก็จะเริ่มต้นเตรียมความพร้อมทุกด้าน ให้ “พร้อมมากพอ” ยิ่งขึ้น เพื่อสร้างหลักประกันว่าท่านจะสามารถเลี้ยงดูลูก ให้ลูกมีการศึกษาและอนาคตที่ดีด้วยมือของท่านเอง

เรื่อง “การเตรียมให้พร้อมมากพอ” นอกจากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ต้องเตรียมตนเองให้พร้อมทั้งด้านการเงินและการหาโรงเรียนที่เหมาะสมให้ลูกแล้ว ท่านจะต้องประเมินความพร้อมของลูก และเตรียมความพร้อมให้กับลูก เพื่อลูกวัยอนุบาลของท่านจะมีความพร้อมมากพอเช่นกัน ที่จะเริ่มต้นก้าวเดินเข้าสู่การเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล โดยเฉพาะลูกออทิสติกและลูกสมาธิสั้น ท่านยิ่งต้องรีบประเมินและหมั่นเสริมสร้างพัฒนาการและเตรียมความพร้อมรอบด้านให้กับลูก ทั้งนี้ เพื่อหาทางแก้ไขและป้องกันไม่ให้อาการของลูก กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการเรียนรู้อย่างมีความหมายของลูกเมื่ออยู่ในชั้นเรียน

ในบทความนี้ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” นำเช็คลิสต์  (Checklist) “10 เรื่องที่ต้องประเมิน ก่อนส่งลูกออทิสติก สมาธิสั้น เข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล” มาฝาก เพื่อคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ทราบข้อมูลเบื้องต้นและจะได้ช่วยลูกเตรียมตัวให้พร้อมกันได้ต่อไป

10 เรื่องที่ต้องประเมิน ก่อนส่งลูกออทิสติก สมาธิสั้น เข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล

  1. แรงจูงใจและความสนใจของลูกในการเข้าร่วมและทำกิจกรรมที่หลากหลาย
  2. การเข้าใจความหมายของกิจกรรมตรงหน้าและสามารถตอบสนองต่อกิจกรรมอย่างมีทิศทาง
  3. การคงสมาธิเพื่อจดจ่อและทำกิจกรรมตรงหน้าจนสำเร็จ
  4. การควบคุมตนเองให้นั่งอยู่กับที่และร่วมทำกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ตรงหน้าในขณะนั้น ทั้งนี้ ลูกควรสามารถคุมตนเองและร่วมทำกิจกรรมได้อย่างน้อย 15-30 นาที
  5. การมีปฏิสัมพันธ์กับครูและสามารถยึดโยงครูเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ในห้องเรียน
  6. การมีปฏิสัมพันธ์และสานสัมพันธ์กับเพื่อน
  7. ความพร้อมด้านอารมณ์ในการร่วมทำกิจกรรมและทำตามคำสั่งในชั้นเรียนโดยไม่ขัดขืน
  8. ความเข้าใจภาษาและคำศัพท์ง่าย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ตามวัยและชีวิตประจำวัน
  9. การช่วยเหลือตนเอง นำพาตนเอง และความสามารถในการการปรับตัวให้เข้ากับกิจวัตรประจำวันที่โรงเรียน
  10. ลักษณะพฤติกรรมที่ไม่สร้างผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น ไม่ขัดขวางการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในชั้นเรียน

จากเช็คลิสต์ข้างต้น ลูกควรมีความพร้อมในแต่ละด้านมากกว่าร้อยละ 50 จึงจะพร้อมมากพอที่จะเรียนร่วมในชั้นเรียนอนุบาลอย่างมีความหมาย ดังนั้น คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ลองใช้เช็คลิสต์นี้ เป็นคู่มือเบื้องต้นประจำบ้านในการประเมินความพร้อม ตลอดจนเตรียมความพร้อมให้กับลูก ๆ จน “พร้อมมากพอ” ให้ได้ต่อไป

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเรื่องการเตรียมลูกออทิสติก สมาธิสั้น ให้พร้อม ก่อนส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาล “ครูนิ่ม (คุณนิสิตา ปีติเจริญธรรม)” ได้เตรียมคอร์สออนไลน์ หัวข้อ “เตรียมลูกออทิสติกวัยอนุบาลให้พร้อม ก่อนเข้าโรงเรียน” ไว้ให้ท่านแล้ว เพียงท่านคลิกลิงก์ข้างนี้และเลือกลงทะเบียนเรียนผ่านตลาดความรู้ออนไลน์ ความรู้ดี ๆ ที่ครูนิ่มและทีมกระตุ้นพัฒนาการของ “บ้านอุ่นรัก” ได้ร่วมกันจัดทำ ก็จะส่งตรง มาถึงหน้าจอที่บ้านของท่านได้ในทันที

ลิงก์ Edumall Thailand

https://edumall.co.th/teacher/nisitaa-piitiecchriythrrm-8295

ลิงก์ SkillLane Thailand

https://www.skilllane.com/courses?utf8=%E2%9C%93&search=%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2

ปรับเปลี่ยนอย่างไร เมื่อเด็กมีพฤติกรรมชอบตี กัด เตะ ทำร้าย ทำลายข้าวของ | บ้านอุ่นรัก

ปรับเปลี่ยนอย่างไร เมื่อเด็กมีพฤติกรรมชอบตี กัด เตะ ทำร้าย ทำลายข้าวของ | บ้านอุ่นรัก

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูที่มีลูกหลานและลูกศิษย์ ที่เมื่อโกรธหรือไม่พอใจก็มักจะกัด ตี เตะ ทำร้ายผู้อื่นหรือตนเอง ตลอดจนขว้างปาทำลายข้าวของ ขอให้พิจารณาว่าการที่เด็กทำเช่นนั้น อาจไม่ได้หมายถึงการแสดงออกซึ่งอารมณ์ก้าวร้าวเสมอไป แต่เป็นความพยายามของเด็กที่ยังใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารไม่คล่อง จึงไม่รู้ว่าจะบอกให้เรารู้ได้อย่างไรว่า “หนูไม่ชอบสิ่งนั้น” “หนูไม่อยากอยู่ในสถานการณ์นั้น” เมื่อสื่อสารผ่านการบอกไม่ได้ จึงใช้การตี กัด เตะ ต่อย หรือพฤติกรรมรุนแรงแบบต่าง ๆ เพื่อแสดงออกซึ่งความไม่พอใจ หรือเพื่อหยุดสถานการณ์บางอย่างที่ตนไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ทำพฤติกรรมหล่านั้นบ่อย ๆ ก็อาจกลายเป็นความเคยชิน จนเด็กเข้าใจผิดว่าการแสดงออกแบบนั้นคือวิธีสื่อสารที่เด็กสามารถทำได้เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ตนเองไม่ชอบหรือไม่พอใจ เนื่องจากพฤติกรรมการตี กัด เตะ ทำร้าย ทำลายข้าวของ เป็นพฤติกรรมที่เราจะไม่ปล่อยผ่าน จึงต้องหาทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวของลูกหลานและเด็ก ๆ ให้เร็วที่สุด ดังแนวทางง่าย ๆ ต่อไปนี้

1: เบี่ยงเบนให้ทันเพื่อลดโอกาสที่เด็กจะทำพฤติกรรมนั้น ๆ ได้สำเร็จ

เมื่อเห็นทีท่าว่าเด็กที่กำลังโกรธหรือไม่พอใจจะตี กัด เตะ ทำร้าย ทำลายข้าวของ เราต้องรีบหยุดพฤติกรรมดังกล่าวให้เร็วที่สุดด้วยการคว้าจับมือเด็กให้ทัน จากนั้นบีบนวดมือเบา ๆ พร้อมการมองสบตาเด็กสัก 5-10 วินาที ก่อนจะนำเด็กออกจากสถานการณ์นั้น ๆ เพื่อเปลี่ยนทิศทางการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์สู่การทำกิจกรรมสร้างสรรค์แบบอื่น ๆ  ทั้งนี้ การเบี่ยงเบน คว้ามือเด็กให้ทัน มีผลดี 2 ประการ คือ (1) ลดโอกาสที่เด็กจะทำพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้สำเร็จ และ (2) ลดความเคยชินที่เด็กจะแสดงพฤติกรรมเหล่านั้นลงได้อีกด้วย

2: จับนำให้เด็กทำ แสดง และสาธิตให้เด็กดูว่าเด็กควรพูดอย่างไร ควรบอกอย่างไร หรือควรทำพฤติกรรมทดแทนแบบใดจึงจะเหมาะสมกับสถานการณ์นั้น ๆ

หลังการเบี่ยงเบนเพื่อหยุดไม่ให้เด็กทำพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้แล้ว เราไม่ควรเน้นย้ำภาพพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และเราจะไม่บอกเด็กว่า “หยุด” “ไม่ตี” “ไม่กัด” “ไม่เตะ” “ไม่ทำร้ายทำลายข้าวของ” แต่จะสอนด้วยการจับนำให้เด็กทำ แสดง สาธิตให้เด็กดูว่าเด็กควรพูด ควรบอก ควรทำแบบใด เพื่อสื่อสารความรู้สึกว่าตนเอง “ไม่ชอบ” “ไม่พอใจ” “ไม่ต้องการ” สิ่งนั้น ๆ หรือสถานการณ์นั้น ๆ  ซึ่งการสอนวิธีสื่อสารนี้ เราควรสอนให้เด็กสื่อสารบอกความรู้สึกผ่านทั้งภาษาท่าทางและคำพูดประกอบกัน เพราะไม่ว่าจะบอกแบบใด “การบอก” จะช่วยสะท้อนอารมณ์ของเด็ก ตลอดจนเผยให้เราเห็นเหตุนำที่ทำให้เด็กรู้สึกเช่นนั้น เพื่อต่อไปในอนาคต เราสามารถจัดการกับสถานการณ์นั้น ลดเหตุนำนั้น ส่วนในแง่มุมของเด็ก หากเด็กพบเรื่องราวและความรู้สึกดังกล่าวอีก เด็กจะได้ใช้ “การบอก” แทน “การแสดงออกผ่านพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์” ได้ต่อไป

วิธีสอนเด็กที่พูดได้

– เราพูดพากย์สะท้อนอารมณ์ของเด็กและเหตุนำที่เกิดขึ้น เช่น ลูกไม่ชอบ…ที่พ่อเก็บของเล่น ลูกโมโห…ที่แม่ไม่ให้ดูการ์ตูน

– เรากระตุ้นให้เด็กพูดตาม เพื่อเรียนรู้วิธีใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารสะท้อนอารมณ์ของตนเองและเรื่องราวที่เป็นเหตุนำ

– เราย้ำกับเด็กว่าต่อไปในอนาคต ถ้ารู้สึกเช่นนี้เพราะเหตุนำนี้ ลูกควรพูดบอกว่าลูกไม่ชอบ…ที่พ่อเก็บของเล่น ลูกไม่ชอบ…ที่แม่ไม่ให้ดูการ์ตูน

วิธีสอนเด็กที่ยังพูดไม่ได้

– แม้เด็กยังพูดไม่ได้ แต่เราก็ต้องพูดพากย์ เพื่อสะท้อนอารมณ์ของพวกเขาและเหตุนำที่เกิดขึ้น เช่น ลูกกัดพี่..เพราะพี่แย่งของเล่น

– เราจับนำ สาธิตการกระทำ คำพูด หรือการแสดงพฤติกรรมอื่น ๆ เพื่อบอกความรู้สึก เช่น ลูกส่ายหน้า ลูกโบกมือ เพื่อบอกพี่ว่าลูกไม่ชอบ…ที่พี่แย่งของเล่น

-แม้เด็กยังพูดไม่ได้ เราก็ต้องกระตุ้นให้เด็กออกเสียงหรือพูดตาม เพื่อเรียนรู้ว่าการใช้ภาษาพูดเป็นวิธีที่ดีอีกรูปแบบหนึ่งที่เด็กสามารถนำมาใช้เพื่อสื่อสารสะท้อนอารมณ์ของตนเองและเรื่องราวที่เป็นเหตุนำ

-เราย้ำกับเด็กว่าถ้าลูกรู้สึกเช่นนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ในอนาคตอีก เด็กควรแสดงท่าทาง เช่น การส่ายหน้า การโบกมือ เพื่อบอกพี่ว่าลูกไม่ชอบ…ที่พี่แย่งของเล่น หรือลูกเดินมาหาแม่ ลูกทำท่าทางสื่อสารบอกพี่หรือแม่ก็ได้ว่าลูกไม่ชอบ หรือเราอาจสอนลูกวาดภาพง่าย ๆ ที่ลูกจะใช้สื่อสารการบอกความรู้สึกของตนเอง เช่น ภาพกากบาท (X) เพื่อบอกว่าลูกไม่ชอบ เป็นต้น

ประเด็นการสอนเด็ก ๆ นี้ คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง คนที่บ้าน และคุณครูควรสอนเด็กผ่านทั้งภาษาพูด ภาษาท่าทาง และการสาธิตสิ่งที่ควรพูดหรือควรทำในสถานการณ์นั้น ๆ ควบคู่กันไป เพื่อเด็กเรียนรู้หลายมิติ ซึ่งจะช่วยให้เด็กเข้าใจความหมายของสิ่งที่เราสอนได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ ทุกคนที่ประสบเหตุควรทำแบบเดียวกันเพื่อไม่ให้เด็กสับสน ตลอดจนมีการจำลองสถานการณ์เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝนและซักซ้อมการแสดงออกซึ่งคำพูดหรือพฤติกรรมดี ๆ เพื่อบอกความรู้สึก และเมื่อทำเช่นนี้บ่อย ๆ ด้วยความสม่ำเสมอ เด็กก็จะเรียนรู้และเข้าใจความหมายของการใช้การบอกความรู้สึกผ่านช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมกับตนเอง และเด็กก็จะค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองได้สำเร็จในท้ายที่สุด

ความผิดปกติด้านพัฒนาการ ที่บ่งบอกสัญญาณ อาการออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

ความผิดปกติด้านพัฒนาการ ที่บ่งบอกสัญญาณ อาการออทิสติก | บ้านอุ่นรัก

เด็กออทิสติก คือ เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยโรค เนื่องจากเด็กมีความผิดปกติด้านพัฒนาการ โดยพัฒนาการหลายด้านของเด็กจะล่าช้ากว่าพัฒนาการตามปกติที่เด็กควรจะทำได้ตามวัยของตนเอง

ในภาพรวม แม้เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีลักษณะและระดับของอาการที่แตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาพัฒนาการที่เด็กแสดงออก ก็จะพบว่า เด็กออทิสติกมีความล่าช้าที่สังเกตเห็นได้ในหลายด้าน เด็กจึงดูแตกต่างจากเด็กที่อยู่ในวัยเดียวกันค่อนข้างชัดเจน คือ

  • ความล่าช้าด้านพัฒนาการที่ชัดเจนที่สุดคือขาดการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับคนใกล้ชิด โดยเด็กไม่สนใจที่จะเล่นร่วมกับใคร ไม่สนใจจะสานต่อแบบสองทางกับบุคคล และขาดการชี้ชวนหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนใกล้ชิด ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ขัดกับธรรมชาติของเด็กเล็ก ๆ วัยก่อนสามขวบ ที่ตามปกตินั้น เด็กจะชอบคลอเคลีย พยักพเยิด และเข้าหาพ่อแม่หรือคนใกล้ชิดตลอดเวลา
  • เด็กมีความไม่สมวัยด้านการสื่อภาษา ไม่ว่าจะเป็นการพูด การแสดงออกทางสีหน้า แววตา และท่าทาง เมื่อเด็กต้องการอะไร เด็กจะใช้การดึงมือผู้ใหญ่ไปยังสิ่งนั้น ๆ แทนการพูดบอกหรือชี้ไปยังสิ่งที่ตนต้องการ นอกจากนี้ เด็กออทิสติกมักมีพัฒนาการทางการพูดช้า คุณภาพการพูดไม่สมวัย และสานต่อการสนทนาไม่ได้
  • เด็กมีพฤติกรรมยึดติดรูปแบบ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบหมกมุ่นกับกิจกรรมเดิม ๆ สนใจของบางอย่างแต่นำมาเล่นตามรูปแบบเฉพาะของตนเอง ในแง่การเล่นของเด็ก เด็กจะเล่นแบบตอบสนองระบบการรับสัมผัส หรือที่เรียกว่า “เล่นแบบ Sensory Play” ไม่เล่นเชิงสำรวจ-ทดลอง-หรือใช้จินตนาการแบบเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน นอกจากนี้ เด็กอาจมีพฤติกรรมกระตุ้นตนเองซ้ำ ๆ ในอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบการรับสัมผัส เช่น เวลามองอะไร จะเอียงคอมองเล็งจากด้านข้าง ชอบสะบัดมือ เคาะของเล่นเพื่อฟังเสียง หรือออกเสียงเป็นภาษาแปลก ๆ ของตนเอง
  • เด็กมีอารมณ์หวั่นไหวง่ายซึ่งเกิดจากการที่เด็กรับรู้ไว จึงส่งผลให้เด็กมักจะเลี่ยงหนี ตื่นตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ นอกจากนี้ เนื่องจากเด็กมีอารมณ์ที่ยึดติดและมีรูปแบบ เด็กจึงต่อต้านความเปลี่ยนแปลง ขาดความยืดหยุ่น และดูเหมือนหงุดหงิดได้ง่าย

ทั้งนี้ คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง หรือคุณครูของเด็ก ควรหมั่นสังเกตภาพรวมของพัฒนาการเด็ก หากพบความล่าช้าไม่ว่าด้านใด ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็กเพื่อตรวจวินิจฉัยให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเด็กออทิสติกบางรายยังเล็กมาก เช่น เด็กเล็กก่อนวัย 2.6 ขวบ หรือเด็กที่มีอาการออทิสติกในระดับน้อยและไม่รุนแรง  การสังเกตอาการอาจทำได้ยากขึ้น ดังนั้น การหมั่นพาเด็กไปพบแพทย์ประจำตัวเด็กเพื่อตรวจสุขภาพและดูแลด้านพัฒนาการเป็นประจำ แพทย์ก็จะสามารถช่วยตรวจสอบและติดตามเรื่องพัฒนาการเด็กเป็นระยะ ๆ ได้ต่อไป

เด็กพูดช้า | บทความวิชาการจากจุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์”

เด็กพูดช้า | บทความวิชาการจากจุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์”

รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงจันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ ได้เขียนบทความวิชาการ หัวข้อ “เด็กพูดช้า” ไว้ในจุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์” ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจโดยสรุป ดังนี้

ปัญหาเด็กพูดช้าเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติ จึงเป็นหน้าที่ของกุมารแพทย์ในการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาในเด็ก ตรวจวินิจฉัย และแก้ไขปัญหาเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัยและป้องกันปัญหาที่จะเกิดตามมา เพราะเมื่อติดตามในระยะยาว เด็กพูดช้าอาจมีปัญหาการอ่าน การเขียน การเรียนรู้ การเข้าสังคม ปัญหาพฤติกรรม และปัญหาทางอารมณ์เมื่อโตขึ้น

พัฒนาการทางการพูดสื่อสารในเด็ก เด็กแรกเกิดจนกระทั่งถึง 6 ปี ควรมีการรับรู้ภาษา การพูด หรือการแสดงออกอย่างไร

การเฝ้าระวังติดตามและตรวจคัดกรอง ควรทำทุกครั้งที่พ่อแม่ผู้ปกครองได้พาเด็กมาพบแพทย์

ควรสงสัยว่าเด็กมีปัญหาทางการพูดเมื่อใด ถ้าสังเกตให้ดี เด็กอาจมีพฤติกรรมที่แสดงว่าอาจมีปัญหาในการพูดตั้งแต่ขวบปีแรก ซึ่งรองศาสตราจารย์แพทย์หญิงจันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ ได้ระบุข้อบ่งชี้ง่าย ๆ ในการสังเกตว่าเด็กอาจมีปัญหาในการพูดหรือไม่ ไว้ในบทความนี้ด้วย

สาเหตุของเด็กพูดช้า

  1. ปัญหาการได้ยิน (hearing problems) จากภาวะต่าง ๆ
  2. ความผิดปกติของการทำงานของสมองจากสาเหตุต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนคลอด ขณะคลอด และหลังคลอด
  3. ความผิดปกติของอวัยวะที่ใช้ในการเปล่งเสียงพูด
  4. สภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมและไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาทางการพูดและการใช้ภาษา
  5. Autism ออทิซึม
  6. Specific language impairment (SLI) หรือเด็กมีความบกพร่องในการเข้าใจหรือใช้ภาษา ทั้งภาษาพูดและท่าทาง การเข้าใจคำศัพท์ ความหมายของคำ รูปประโยค ไวยากรณ์

การตรวจและวินิจฉัย

  1. ซักประวัติอย่างละเอียด
  2. ตรวจร่างกายและพัฒนาการ
  3. Formal Audiologic Examination (ตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยิน) ในกรณีที่สงสัยว่าเด็กมีปัญหาการได้ยิน

หากพัฒนาการช้าหลายด้านหรือสงสัยว่าสติปัญญาบกพร่อง หรือ มีพัฒนาการถดถอย ควรส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจเพิ่มเติมโดยละเอียดต่อไป

การดูแลรักษา ใช้หลัก

EARLY IDENTIFICATION ตรวจโดยเร็วที่สุดเพื่อหาสาเหตุของการพูดช้าให้พบ

EARLY INTERVENTION แทรกแซงเพื่อกระตุ้นการพูดให้เร็วที่สุด

EARLY REFERAL ส่งต่อไปยังทีมแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อช่วยแก้ปัญหาการพูดช้าให้เร็วที่สุด

คลิกที่ลิงก์เพื่ออ่านจุลสารและบทความฉบับเด็ม

http://www.thaipediatrics.org/Media/media-20181220121505.pdf

เนื่องจากการพูดเป็นรูปแบบการสื่อสารกับผู้อื่นที่มีความสำคัญ ปัญหาเด็กพูดช้าจึงต้องได้รับการดูแลและแก้ไขให้ถูกต้องเสียแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่เด็กจะมีปัญหาการอ่าน การเขียน การเรียนรู้ การเข้าสังคม ปัญหาพฤติกรรม และปัญหาทางอารมณ์ตามมา

เครดิตข้อมูล: จุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์” จุลสารราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ปีที่ 39 ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม 2561 หน้า 4-6

เครดิตภาพ: Unsplash | Alexander Schimmeck

การเลี้ยงดูและปรับพฤติกรรม | บ้านอุ่นรัก

การเลี้ยงดูและปรับพฤติกรรม | บ้านอุ่นรัก

แนวทางการเลี้ยงดูลูกที่ส่งผลทางบวกและช่วยให้เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกได้อย่างราบรื่นโดยไม่ทำร้ายความรู้สึกของลูก มีดังนี้ คือ

1) เข้าใจลูกอย่างถ่องแท้
– ความแตกต่าง
– อาการและระดับอาการของลูก
– จุดเด่นและศักยภาพของลูก
– รูปแบบชีวิตที่เหมาะสมกับลูก

2) เลี้ยงไปตามขั้น ตามลำดับ ตามวัยอย่างต่อเนื่อง และทำให้ได้ก่อนวัย 15 ปี
– เลี้ยงอย่างสมวัย
– มีวินัย มีการปรับพฤติกรรม
– ให้ความรัก เน้นความสัมพันธ์ทางบวก ให้โอกาสลูกได้เติบโตในบรรยากาศที่ดี

3) ทำให้ครบ ครอบคลุมพัฒนาการทุกด้าน
– พิจารณาอาการ หาทางแก้อาการ
– เสริมสร้างพัฒนาการด้านภาษา สังคม อารมณ์ และพฤติกรรม
– ใช้ตารางกิจวัตรประจำวันตามวัยให้เป็นประโยชน์ในการสร้างเสริมพัฒนาการ

4) ปรับกระบวนการทางพฤติกรรม
– ปรับสภาพแวดล้อม
– หยุดพฤติกรรม
– ระบุพฤติกรรมที่ควรทำ
– สอนลูกควบคุมตนเอง

5) กังวลกับคนอื่นให้น้อยลง

เมื่อตั้งใจนำทางและทำตามแนวทางที่ถูกต้องเพื่อช่วยลูกปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” มั่นใจว่าคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองจะทำได้สำเร็จ

แม้ลูกอาจใช้ระยะเวลานานสักนิด เรียนรู้ซ้ำสักหน่อย แต่ด้วยความรัก ความเมตตา ความพยายาม และการทำจริงจังอย่างต่อเนื่องของเราทุกคน ในไม่ช้าไม่นาน ลูกและเราจะทำเรื่องนี้สำเร็จไปด้วยกัน