by admin | บทความทั่วไป
ในทันทีที่คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง รู้ว่าตนเองกำลังจะมีลูก ความคิดแวบแรกที่เข้ามาในสมองแบบอัตโนมัติ นอกเหนือจากความยินดี ก็น่าจะเป็นการประเมินความพร้อมของตนเองและครอบครัว จากนั้นก็จะเริ่มต้นเตรียมความพร้อมทุกด้าน ให้ “พร้อมมากพอ” ยิ่งขึ้น เพื่อสร้างหลักประกันว่าท่านจะสามารถเลี้ยงดูลูก ให้ลูกมีการศึกษาและอนาคตที่ดีด้วยมือของท่านเอง
เรื่อง “การเตรียมให้พร้อมมากพอ” นอกจากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ต้องเตรียมตนเองให้พร้อมทั้งด้านการเงินและการหาโรงเรียนที่เหมาะสมให้ลูกแล้ว ท่านจะต้องประเมินความพร้อมของลูก และเตรียมความพร้อมให้กับลูก เพื่อลูกวัยอนุบาลของท่านจะมีความพร้อมมากพอเช่นกัน ที่จะเริ่มต้นก้าวเดินเข้าสู่การเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล โดยเฉพาะลูกออทิสติกและลูกสมาธิสั้น ท่านยิ่งต้องรีบประเมินและหมั่นเสริมสร้างพัฒนาการและเตรียมความพร้อมรอบด้านให้กับลูก ทั้งนี้ เพื่อหาทางแก้ไขและป้องกันไม่ให้อาการของลูก กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการเรียนรู้อย่างมีความหมายของลูกเมื่ออยู่ในชั้นเรียน
ในบทความนี้ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” นำเช็คลิสต์ (Checklist) “10 เรื่องที่ต้องประเมิน ก่อนส่งลูกออทิสติก สมาธิสั้น เข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล” มาฝาก เพื่อคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ทราบข้อมูลเบื้องต้นและจะได้ช่วยลูกเตรียมตัวให้พร้อมกันได้ต่อไป
10 เรื่องที่ต้องประเมิน ก่อนส่งลูกออทิสติก สมาธิสั้น เข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล
- แรงจูงใจและความสนใจของลูกในการเข้าร่วมและทำกิจกรรมที่หลากหลาย
- การเข้าใจความหมายของกิจกรรมตรงหน้าและสามารถตอบสนองต่อกิจกรรมอย่างมีทิศทาง
- การคงสมาธิเพื่อจดจ่อและทำกิจกรรมตรงหน้าจนสำเร็จ
- การควบคุมตนเองให้นั่งอยู่กับที่และร่วมทำกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ตรงหน้าในขณะนั้น ทั้งนี้ ลูกควรสามารถคุมตนเองและร่วมทำกิจกรรมได้อย่างน้อย 15-30 นาที
- การมีปฏิสัมพันธ์กับครูและสามารถยึดโยงครูเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ในห้องเรียน
- การมีปฏิสัมพันธ์และสานสัมพันธ์กับเพื่อน
- ความพร้อมด้านอารมณ์ในการร่วมทำกิจกรรมและทำตามคำสั่งในชั้นเรียนโดยไม่ขัดขืน
- ความเข้าใจภาษาและคำศัพท์ง่าย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ตามวัยและชีวิตประจำวัน
- การช่วยเหลือตนเอง นำพาตนเอง และความสามารถในการการปรับตัวให้เข้ากับกิจวัตรประจำวันที่โรงเรียน
- ลักษณะพฤติกรรมที่ไม่สร้างผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น ไม่ขัดขวางการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในชั้นเรียน
จากเช็คลิสต์ข้างต้น ลูกควรมีความพร้อมในแต่ละด้านมากกว่าร้อยละ 50 จึงจะพร้อมมากพอที่จะเรียนร่วมในชั้นเรียนอนุบาลอย่างมีความหมาย ดังนั้น คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ลองใช้เช็คลิสต์นี้ เป็นคู่มือเบื้องต้นประจำบ้านในการประเมินความพร้อม ตลอดจนเตรียมความพร้อมให้กับลูก ๆ จน “พร้อมมากพอ” ให้ได้ต่อไป
สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเรื่องการเตรียมลูกออทิสติก สมาธิสั้น ให้พร้อม ก่อนส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาล “ครูนิ่ม (คุณนิสิตา ปีติเจริญธรรม)” ได้เตรียมคอร์สออนไลน์ หัวข้อ “เตรียมลูกออทิสติกวัยอนุบาลให้พร้อม ก่อนเข้าโรงเรียน” ไว้ให้ท่านแล้ว เพียงท่านคลิกลิงก์ข้างนี้และเลือกลงทะเบียนเรียนผ่านตลาดความรู้ออนไลน์ ความรู้ดี ๆ ที่ครูนิ่มและทีมกระตุ้นพัฒนาการของ “บ้านอุ่นรัก” ได้ร่วมกันจัดทำ ก็จะส่งตรง มาถึงหน้าจอที่บ้านของท่านได้ในทันที
ลิงก์ Edumall Thailand
https://edumall.co.th/teacher/nisitaa-piitiecchriythrrm-8295
ลิงก์ SkillLane Thailand
https://www.skilllane.com/courses?utf8=%E2%9C%93&search=%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูที่มีลูกหลานและลูกศิษย์ ที่เมื่อโกรธหรือไม่พอใจก็มักจะกัด ตี เตะ ทำร้ายผู้อื่นหรือตนเอง ตลอดจนขว้างปาทำลายข้าวของ ขอให้พิจารณาว่าการที่เด็กทำเช่นนั้น อาจไม่ได้หมายถึงการแสดงออกซึ่งอารมณ์ก้าวร้าวเสมอไป แต่เป็นความพยายามของเด็กที่ยังใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารไม่คล่อง จึงไม่รู้ว่าจะบอกให้เรารู้ได้อย่างไรว่า “หนูไม่ชอบสิ่งนั้น” “หนูไม่อยากอยู่ในสถานการณ์นั้น” เมื่อสื่อสารผ่านการบอกไม่ได้ จึงใช้การตี กัด เตะ ต่อย หรือพฤติกรรมรุนแรงแบบต่าง ๆ เพื่อแสดงออกซึ่งความไม่พอใจ หรือเพื่อหยุดสถานการณ์บางอย่างที่ตนไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ทำพฤติกรรมหล่านั้นบ่อย ๆ ก็อาจกลายเป็นความเคยชิน จนเด็กเข้าใจผิดว่าการแสดงออกแบบนั้นคือวิธีสื่อสารที่เด็กสามารถทำได้เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ตนเองไม่ชอบหรือไม่พอใจ เนื่องจากพฤติกรรมการตี กัด เตะ ทำร้าย ทำลายข้าวของ เป็นพฤติกรรมที่เราจะไม่ปล่อยผ่าน จึงต้องหาทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวของลูกหลานและเด็ก ๆ ให้เร็วที่สุด ดังแนวทางง่าย ๆ ต่อไปนี้
1: เบี่ยงเบนให้ทันเพื่อลดโอกาสที่เด็กจะทำพฤติกรรมนั้น ๆ ได้สำเร็จ
เมื่อเห็นทีท่าว่าเด็กที่กำลังโกรธหรือไม่พอใจจะตี กัด เตะ ทำร้าย ทำลายข้าวของ เราต้องรีบหยุดพฤติกรรมดังกล่าวให้เร็วที่สุดด้วยการคว้าจับมือเด็กให้ทัน จากนั้นบีบนวดมือเบา ๆ พร้อมการมองสบตาเด็กสัก 5-10 วินาที ก่อนจะนำเด็กออกจากสถานการณ์นั้น ๆ เพื่อเปลี่ยนทิศทางการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์สู่การทำกิจกรรมสร้างสรรค์แบบอื่น ๆ ทั้งนี้ การเบี่ยงเบน คว้ามือเด็กให้ทัน มีผลดี 2 ประการ คือ (1) ลดโอกาสที่เด็กจะทำพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้สำเร็จ และ (2) ลดความเคยชินที่เด็กจะแสดงพฤติกรรมเหล่านั้นลงได้อีกด้วย
2: จับนำให้เด็กทำ แสดง และสาธิตให้เด็กดูว่าเด็กควรพูดอย่างไร ควรบอกอย่างไร หรือควรทำพฤติกรรมทดแทนแบบใดจึงจะเหมาะสมกับสถานการณ์นั้น ๆ
หลังการเบี่ยงเบนเพื่อหยุดไม่ให้เด็กทำพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้แล้ว เราไม่ควรเน้นย้ำภาพพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และเราจะไม่บอกเด็กว่า “หยุด” “ไม่ตี” “ไม่กัด” “ไม่เตะ” “ไม่ทำร้ายทำลายข้าวของ” แต่จะสอนด้วยการจับนำให้เด็กทำ แสดง สาธิตให้เด็กดูว่าเด็กควรพูด ควรบอก ควรทำแบบใด เพื่อสื่อสารความรู้สึกว่าตนเอง “ไม่ชอบ” “ไม่พอใจ” “ไม่ต้องการ” สิ่งนั้น ๆ หรือสถานการณ์นั้น ๆ ซึ่งการสอนวิธีสื่อสารนี้ เราควรสอนให้เด็กสื่อสารบอกความรู้สึกผ่านทั้งภาษาท่าทางและคำพูดประกอบกัน เพราะไม่ว่าจะบอกแบบใด “การบอก” จะช่วยสะท้อนอารมณ์ของเด็ก ตลอดจนเผยให้เราเห็นเหตุนำที่ทำให้เด็กรู้สึกเช่นนั้น เพื่อต่อไปในอนาคต เราสามารถจัดการกับสถานการณ์นั้น ลดเหตุนำนั้น ส่วนในแง่มุมของเด็ก หากเด็กพบเรื่องราวและความรู้สึกดังกล่าวอีก เด็กจะได้ใช้ “การบอก” แทน “การแสดงออกผ่านพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์” ได้ต่อไป
วิธีสอนเด็กที่พูดได้
– เราพูดพากย์สะท้อนอารมณ์ของเด็กและเหตุนำที่เกิดขึ้น เช่น ลูกไม่ชอบ…ที่พ่อเก็บของเล่น ลูกโมโห…ที่แม่ไม่ให้ดูการ์ตูน
– เรากระตุ้นให้เด็กพูดตาม เพื่อเรียนรู้วิธีใช้ภาษาพูดเพื่อการสื่อสารสะท้อนอารมณ์ของตนเองและเรื่องราวที่เป็นเหตุนำ
– เราย้ำกับเด็กว่าต่อไปในอนาคต ถ้ารู้สึกเช่นนี้เพราะเหตุนำนี้ ลูกควรพูดบอกว่าลูกไม่ชอบ…ที่พ่อเก็บของเล่น ลูกไม่ชอบ…ที่แม่ไม่ให้ดูการ์ตูน
วิธีสอนเด็กที่ยังพูดไม่ได้
– แม้เด็กยังพูดไม่ได้ แต่เราก็ต้องพูดพากย์ เพื่อสะท้อนอารมณ์ของพวกเขาและเหตุนำที่เกิดขึ้น เช่น ลูกกัดพี่..เพราะพี่แย่งของเล่น
– เราจับนำ สาธิตการกระทำ คำพูด หรือการแสดงพฤติกรรมอื่น ๆ เพื่อบอกความรู้สึก เช่น ลูกส่ายหน้า ลูกโบกมือ เพื่อบอกพี่ว่าลูกไม่ชอบ…ที่พี่แย่งของเล่น
-แม้เด็กยังพูดไม่ได้ เราก็ต้องกระตุ้นให้เด็กออกเสียงหรือพูดตาม เพื่อเรียนรู้ว่าการใช้ภาษาพูดเป็นวิธีที่ดีอีกรูปแบบหนึ่งที่เด็กสามารถนำมาใช้เพื่อสื่อสารสะท้อนอารมณ์ของตนเองและเรื่องราวที่เป็นเหตุนำ
-เราย้ำกับเด็กว่าถ้าลูกรู้สึกเช่นนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ในอนาคตอีก เด็กควรแสดงท่าทาง เช่น การส่ายหน้า การโบกมือ เพื่อบอกพี่ว่าลูกไม่ชอบ…ที่พี่แย่งของเล่น หรือลูกเดินมาหาแม่ ลูกทำท่าทางสื่อสารบอกพี่หรือแม่ก็ได้ว่าลูกไม่ชอบ หรือเราอาจสอนลูกวาดภาพง่าย ๆ ที่ลูกจะใช้สื่อสารการบอกความรู้สึกของตนเอง เช่น ภาพกากบาท (X) เพื่อบอกว่าลูกไม่ชอบ เป็นต้น
ประเด็นการสอนเด็ก ๆ นี้ คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง คนที่บ้าน และคุณครูควรสอนเด็กผ่านทั้งภาษาพูด ภาษาท่าทาง และการสาธิตสิ่งที่ควรพูดหรือควรทำในสถานการณ์นั้น ๆ ควบคู่กันไป เพื่อเด็กเรียนรู้หลายมิติ ซึ่งจะช่วยให้เด็กเข้าใจความหมายของสิ่งที่เราสอนได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ ทุกคนที่ประสบเหตุควรทำแบบเดียวกันเพื่อไม่ให้เด็กสับสน ตลอดจนมีการจำลองสถานการณ์เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝนและซักซ้อมการแสดงออกซึ่งคำพูดหรือพฤติกรรมดี ๆ เพื่อบอกความรู้สึก และเมื่อทำเช่นนี้บ่อย ๆ ด้วยความสม่ำเสมอ เด็กก็จะเรียนรู้และเข้าใจความหมายของการใช้การบอกความรู้สึกผ่านช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมกับตนเอง และเด็กก็จะค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองได้สำเร็จในท้ายที่สุด
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
เด็กออทิสติก คือ เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยโรค เนื่องจากเด็กมีความผิดปกติด้านพัฒนาการ โดยพัฒนาการหลายด้านของเด็กจะล่าช้ากว่าพัฒนาการตามปกติที่เด็กควรจะทำได้ตามวัยของตนเอง
ในภาพรวม แม้เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีลักษณะและระดับของอาการที่แตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาพัฒนาการที่เด็กแสดงออก ก็จะพบว่า เด็กออทิสติกมีความล่าช้าที่สังเกตเห็นได้ในหลายด้าน เด็กจึงดูแตกต่างจากเด็กที่อยู่ในวัยเดียวกันค่อนข้างชัดเจน คือ
- ความล่าช้าด้านพัฒนาการที่ชัดเจนที่สุดคือขาดการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับคนใกล้ชิด โดยเด็กไม่สนใจที่จะเล่นร่วมกับใคร ไม่สนใจจะสานต่อแบบสองทางกับบุคคล และขาดการชี้ชวนหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนใกล้ชิด ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ขัดกับธรรมชาติของเด็กเล็ก ๆ วัยก่อนสามขวบ ที่ตามปกตินั้น เด็กจะชอบคลอเคลีย พยักพเยิด และเข้าหาพ่อแม่หรือคนใกล้ชิดตลอดเวลา
- เด็กมีความไม่สมวัยด้านการสื่อภาษา ไม่ว่าจะเป็นการพูด การแสดงออกทางสีหน้า แววตา และท่าทาง เมื่อเด็กต้องการอะไร เด็กจะใช้การดึงมือผู้ใหญ่ไปยังสิ่งนั้น ๆ แทนการพูดบอกหรือชี้ไปยังสิ่งที่ตนต้องการ นอกจากนี้ เด็กออทิสติกมักมีพัฒนาการทางการพูดช้า คุณภาพการพูดไม่สมวัย และสานต่อการสนทนาไม่ได้
- เด็กมีพฤติกรรมยึดติดรูปแบบ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบหมกมุ่นกับกิจกรรมเดิม ๆ สนใจของบางอย่างแต่นำมาเล่นตามรูปแบบเฉพาะของตนเอง ในแง่การเล่นของเด็ก เด็กจะเล่นแบบตอบสนองระบบการรับสัมผัส หรือที่เรียกว่า “เล่นแบบ Sensory Play” ไม่เล่นเชิงสำรวจ-ทดลอง-หรือใช้จินตนาการแบบเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน นอกจากนี้ เด็กอาจมีพฤติกรรมกระตุ้นตนเองซ้ำ ๆ ในอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบการรับสัมผัส เช่น เวลามองอะไร จะเอียงคอมองเล็งจากด้านข้าง ชอบสะบัดมือ เคาะของเล่นเพื่อฟังเสียง หรือออกเสียงเป็นภาษาแปลก ๆ ของตนเอง
- เด็กมีอารมณ์หวั่นไหวง่ายซึ่งเกิดจากการที่เด็กรับรู้ไว จึงส่งผลให้เด็กมักจะเลี่ยงหนี ตื่นตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ นอกจากนี้ เนื่องจากเด็กมีอารมณ์ที่ยึดติดและมีรูปแบบ เด็กจึงต่อต้านความเปลี่ยนแปลง ขาดความยืดหยุ่น และดูเหมือนหงุดหงิดได้ง่าย
ทั้งนี้ คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง หรือคุณครูของเด็ก ควรหมั่นสังเกตภาพรวมของพัฒนาการเด็ก หากพบความล่าช้าไม่ว่าด้านใด ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็กเพื่อตรวจวินิจฉัยให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเด็กออทิสติกบางรายยังเล็กมาก เช่น เด็กเล็กก่อนวัย 2.6 ขวบ หรือเด็กที่มีอาการออทิสติกในระดับน้อยและไม่รุนแรง การสังเกตอาการอาจทำได้ยากขึ้น ดังนั้น การหมั่นพาเด็กไปพบแพทย์ประจำตัวเด็กเพื่อตรวจสุขภาพและดูแลด้านพัฒนาการเป็นประจำ แพทย์ก็จะสามารถช่วยตรวจสอบและติดตามเรื่องพัฒนาการเด็กเป็นระยะ ๆ ได้ต่อไป
by admin | บทความทั่วไป
รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงจันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ ได้เขียนบทความวิชาการ หัวข้อ “เด็กพูดช้า” ไว้ในจุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์” ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจโดยสรุป ดังนี้
ปัญหาเด็กพูดช้าเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติ จึงเป็นหน้าที่ของกุมารแพทย์ในการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาในเด็ก ตรวจวินิจฉัย และแก้ไขปัญหาเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัยและป้องกันปัญหาที่จะเกิดตามมา เพราะเมื่อติดตามในระยะยาว เด็กพูดช้าอาจมีปัญหาการอ่าน การเขียน การเรียนรู้ การเข้าสังคม ปัญหาพฤติกรรม และปัญหาทางอารมณ์เมื่อโตขึ้น
พัฒนาการทางการพูดสื่อสารในเด็ก เด็กแรกเกิดจนกระทั่งถึง 6 ปี ควรมีการรับรู้ภาษา การพูด หรือการแสดงออกอย่างไร
การเฝ้าระวังติดตามและตรวจคัดกรอง ควรทำทุกครั้งที่พ่อแม่ผู้ปกครองได้พาเด็กมาพบแพทย์
ควรสงสัยว่าเด็กมีปัญหาทางการพูดเมื่อใด ถ้าสังเกตให้ดี เด็กอาจมีพฤติกรรมที่แสดงว่าอาจมีปัญหาในการพูดตั้งแต่ขวบปีแรก ซึ่งรองศาสตราจารย์แพทย์หญิงจันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ ได้ระบุข้อบ่งชี้ง่าย ๆ ในการสังเกตว่าเด็กอาจมีปัญหาในการพูดหรือไม่ ไว้ในบทความนี้ด้วย
สาเหตุของเด็กพูดช้า
- ปัญหาการได้ยิน (hearing problems) จากภาวะต่าง ๆ
- ความผิดปกติของการทำงานของสมองจากสาเหตุต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนคลอด ขณะคลอด และหลังคลอด
- ความผิดปกติของอวัยวะที่ใช้ในการเปล่งเสียงพูด
- สภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมและไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาทางการพูดและการใช้ภาษา
- Autism ออทิซึม
- Specific language impairment (SLI) หรือเด็กมีความบกพร่องในการเข้าใจหรือใช้ภาษา ทั้งภาษาพูดและท่าทาง การเข้าใจคำศัพท์ ความหมายของคำ รูปประโยค ไวยากรณ์
การตรวจและวินิจฉัย
- ซักประวัติอย่างละเอียด
- ตรวจร่างกายและพัฒนาการ
- Formal Audiologic Examination (ตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยิน) ในกรณีที่สงสัยว่าเด็กมีปัญหาการได้ยิน
หากพัฒนาการช้าหลายด้านหรือสงสัยว่าสติปัญญาบกพร่อง หรือ มีพัฒนาการถดถอย ควรส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจเพิ่มเติมโดยละเอียดต่อไป
การดูแลรักษา ใช้หลัก
EARLY IDENTIFICATION ตรวจโดยเร็วที่สุดเพื่อหาสาเหตุของการพูดช้าให้พบ
EARLY INTERVENTION แทรกแซงเพื่อกระตุ้นการพูดให้เร็วที่สุด
EARLY REFERAL ส่งต่อไปยังทีมแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อช่วยแก้ปัญหาการพูดช้าให้เร็วที่สุด
คลิกที่ลิงก์เพื่ออ่านจุลสารและบทความฉบับเด็ม
http://www.thaipediatrics.org/Media/media-20181220121505.pdf
เนื่องจากการพูดเป็นรูปแบบการสื่อสารกับผู้อื่นที่มีความสำคัญ ปัญหาเด็กพูดช้าจึงต้องได้รับการดูแลและแก้ไขให้ถูกต้องเสียแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่เด็กจะมีปัญหาการอ่าน การเขียน การเรียนรู้ การเข้าสังคม ปัญหาพฤติกรรม และปัญหาทางอารมณ์ตามมา
เครดิตข้อมูล: จุลสาร “สื่อสารกุมารแพทย์” จุลสารราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ปีที่ 39 ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม 2561 หน้า 4-6
เครดิตภาพ: Unsplash | Alexander Schimmeck
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
แนวทางการเลี้ยงดูลูกที่ส่งผลทางบวกและช่วยให้เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกได้อย่างราบรื่นโดยไม่ทำร้ายความรู้สึกของลูก มีดังนี้ คือ
1) เข้าใจลูกอย่างถ่องแท้
– ความแตกต่าง
– อาการและระดับอาการของลูก
– จุดเด่นและศักยภาพของลูก
– รูปแบบชีวิตที่เหมาะสมกับลูก
2) เลี้ยงไปตามขั้น ตามลำดับ ตามวัยอย่างต่อเนื่อง และทำให้ได้ก่อนวัย 15 ปี
– เลี้ยงอย่างสมวัย
– มีวินัย มีการปรับพฤติกรรม
– ให้ความรัก เน้นความสัมพันธ์ทางบวก ให้โอกาสลูกได้เติบโตในบรรยากาศที่ดี
3) ทำให้ครบ ครอบคลุมพัฒนาการทุกด้าน
– พิจารณาอาการ หาทางแก้อาการ
– เสริมสร้างพัฒนาการด้านภาษา สังคม อารมณ์ และพฤติกรรม
– ใช้ตารางกิจวัตรประจำวันตามวัยให้เป็นประโยชน์ในการสร้างเสริมพัฒนาการ
4) ปรับกระบวนการทางพฤติกรรม
– ปรับสภาพแวดล้อม
– หยุดพฤติกรรม
– ระบุพฤติกรรมที่ควรทำ
– สอนลูกควบคุมตนเอง
5) กังวลกับคนอื่นให้น้อยลง
เมื่อตั้งใจนำทางและทำตามแนวทางที่ถูกต้องเพื่อช่วยลูกปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” มั่นใจว่าคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองจะทำได้สำเร็จ
แม้ลูกอาจใช้ระยะเวลานานสักนิด เรียนรู้ซ้ำสักหน่อย แต่ด้วยความรัก ความเมตตา ความพยายาม และการทำจริงจังอย่างต่อเนื่องของเราทุกคน ในไม่ช้าไม่นาน ลูกและเราจะทำเรื่องนี้สำเร็จไปด้วยกัน