by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ในช่วงไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด แม้ผู้ปกครองจะพาลูกออกไปกระตุ้นพัฒนาการนอกบ้านไม่ได้ แต่ผู้ปกครองยังสามารถจัดสภาพแวดล้อมที่บ้านให้เป็น “บ้านบำบัด” เพื่อฟื้นฟูพัฒนาการให้ลูกได้ ทั้งนี้ คนที่บ้านอาจฟื้นฟูพัฒนาการให้ลูกได้มากบ้างน้อยบ้าง แต่ขอให้ทำสม่ำเสมอต่อเนื่องอย่างจริงจัง ลูกที่ผ่านการกระตุ้นพัฒนาการระยะเริ่มแรกจากทีมบำบัดมาแล้ว มักมีการขึ้นรูปพัฒนาการไว้บางส่วน คนที่บ้านจึงสามารถต่อยอดให้ลูกได้ไม่ยากนัก
สำหรับผู้ปกครองของลูกศิษย์ของศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” ทีมครูจะส่งแนวทางให้ทราบเป็นประจำ โดยหวังให้เกิดประโยชน์แก่ลูกศิษย์ที่ต้องเก็บตัวอยู่ที่บ้าน ซึ่งสูตรเดิมที่ทีมครูเคยให้ไว้ ทีมครู “บ้านอุ่นรัก” ก็อยากแบ่งปันให้พ่อแม่ผู้ปกครองทุกบ้านได้ทราบเป็นแนวทาง ดังนี้
- ทุกชั่วโมง หากิจกรรมชวนลูกทำร่วมกันสัก 2 รอบ ๆ ละ 10 นาทีเป็นอย่างน้อย
- กิจกรรมที่ทำควรใส่ความหลากหลาย ครอบคลุมพัฒนาการทุกด้าน เช่น ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่การเคลื่อนไหว ฝึกการใช้มือ-นิ้ว-สายตาในการหยิบ ใส่ กด ดึง หมุน รวมทั้งวาดภาพ ขีดเส้น เขียน ฝึกการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน ฝึกทักษะทางภาษา ทั้งขยายศัพท์ ฝึกการฟัง กระตุ้นการพูด ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ เช่น ทำกิจกรรมที่ใช้สมาธิ ฝึกการจับคู่สิ่งที่เหมือนกัน ทำแบบฝึกง่าย ๆ ส่งเสริมการสานสัมพันธ์แบบสองทาง เช่น การสบตา การเล่นหัวเราะด้วยกัน ฝึกการเลียนแบบท่าทาง เลียนแบบการกระทำ หรือทำกิจกรรมร่วมกับพี่น้องหรือสมาชิกในบ้าน
- ไม่ปล่อยผ่านพฤติกรรมที่มาจากอาการ หากพบพฤติกรรมที่ควรแทรกแซงต้องเข้าแทรกแซง
- อย่าเผลอไปเสริมแรงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพราะนั่นเท่ากับเราเป็นผู้เพิ่มอาการให้ลูก หากลูกมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เราควรหาทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั้น ๆ ของลูก
สำหรับตัวอย่างพฤติกรรมที่ควรแทรกแซง เช่น การหมกมุ่นวนเวียนทำกิจกรรมบางอย่างซ้ำ ๆ หรือใช้เวลาในการทำกิจกรรมนั้น ๆ นานเกินไป ไม่ว่าจะเป็นหมกมุ่นดูตัวอักษร ดูตัวเลข ดูโทรศัพท์ ดู YouTube นั่งวาดรูป นั่งเขียนอักษร นั่งเรียงของหรือถือของบางอย่าง หรือนำสิ่งของมาเพ่งมองซ้ำ ๆ กิจกรรมที่ลูกทำซ้ำ ๆ หมกมุ่นแบบนี้คืออาการ ดังนั้น หากผู้ปกครองเห็นลูกวนทำกิจกรรมนั้นซ้ำ ๆ หรือใช้เวลาทำนานจนเกินไป ก็ต้องเข้าแทรกเซงด้วยการดึงลูกมาเล่นด้วยกัน หรือจัดกิจกรรมเสริมทักษะที่หลากหลายแบบอื่นทดแทน ตลอดจนคลุกคลีอยู่กับลูกตรงหน้าแบบอยู่ด้วยกันจริง ๆ ให้ได้สัก 10 นาที
ส่วนพฤติกรรมที่ผู้ปกครองต้องหาทางช่วยลูกปรับเปลี่ยนมี 3 รูปแบบ ดังนี้ ซึ่งผู้ปกครองสามารถช่วยลูกปรับเปลี่ยนได้ด้วยการเข้าแทรก ชวนทำกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายด้วยกันบ่อย ๆ
- พฤติกรรมยึดติดรูปแบบ หรือการทำกิจวัตรแบบมีรูปแบบ ชนิดที่ลูกรับการเปลี่ยนแปลงไม่ได้แม้สถานการณ์จะไม่เอื้ออำนวย ลูกก็ยังต้องการทำ เช่น ต้องใส่เสื้อตัวเดิม ต้องทานอาหารแบบเดิม
- พฤติกรรมที่ไร้รูปแบบบางประการ เช่น วิ่งวนไปมา ปีนป่าย เล่นแบบซ้ำ ๆ โดยไม่ต่อยอด นำสิ่งของที่ไม่ใช่ของเล่นมาเล่น เช่น นั่งดูยี่ห้อสินค้า
- พฤติกรรมแยกตัว เลี่ยงปลีกตัวออกไปเล่นอะไรอยู่คนเดียว
แม้ผู้ปกครองจะพาลูกออกไปกระตุ้นพัฒนาการนอกบ้านไม่ได้ แต่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ปกครองจะสามารถใช้สูตรลับของเราข้างต้น ไปปรับใช้ในช่วงไวรัสโควิด-19 ระบาด เพื่อจัดสภาพแวดล้อมที่บ้านให้เป็น “บ้านบำบัด” และประสบความสำเร็จในการช่วยลูกฟื้นฟูพัฒนาการที่บ้านได้ต่อไป
เครดิตภาพ: Unsplash | Delaram Bayat
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
คำชมส่งผลทางบวกหลายประการต่อลูก อย่างน้อย ๆ ก็ใน 2 แง่มุมที่สำคัญ คือ
- ลูกได้เรียนรู้ว่าพฤติกรรมแบบไหนที่ลูกทำแล้วจะได้รับคำชม และ
- จากการที่พ่อแม่ผู้ปกครองใช้คำพูดแสดงความรู้สึกชื่นชมว่าพ่อแม่ผู้ปกครองรู้สึกดีอย่างไรที่ลูกทำพฤติกรรมนั้น ลูกจึงได้รับรู้ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองสนใจ ใส่ใจ และรู้สึกชื่นชมในสิ่งที่ลูกทำ (พ่อแม่ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับลูกและสิ่งดีที่ลูกทำ)
เมื่อลูกได้รับคำชม ลูกย่อมรู้สึกดี ภูมิใจในตนเอง และมีความสุข ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองต้องให้ความสำคัญกับการให้คำชม ตลอดจนหาโอกาสให้ลูกได้รับคำชมอย่างสมเหตุสมผล ตามแนวทาง ดังนี้
- มองหาพฤติกรรมทางบวกที่ลูกได้ทำแล้ว และกล่าวชมโดยระบุพฤติกรรมให้ลูกรับรู้อย่างชัดเจน เช่น
- แม่ขอบคุณที่ลูกเก็บของเล่นหลังเล่นเสร็จ
- แม่ชื่นใจที่ลูกแบ่งของเล่นให้น้อง
- ชมความพยายามของลูกโดยไม่จำเป็นต้องชมเมื่อลูกทำได้สำเร็จเสมอไป เช่น
- แม่ชอบมากที่เห็นลูกพยายามเขียนเลข 1 ถึง 10 ให้ตรงบรรทัด (แม้ยังเขียนไม่ตรงบรรทัดสักเท่าไรนัก แต่เห็นลูกพยายามแล้ว)
- แม่ชื่นใจที่เห็นลูกตั้งใจเป็นอย่างมากที่จะติดกระดุมเสื้อเอง (แม้ยังติดกระดุมไม่สำเร็จ)
- ชมในผลงาน ผลการกระทำ หรือการช่วยเหลือที่ลูกได้แสดงออกมาก เช่น
- แม่ชอบภาพบ้านที่ลูกวาดเพราะเป็นภาพที่มีรายละเอียดของบ้านอย่างครบถ้วน
- แม่ชื่นใจจริง ๆ ที่เมื่อกี้หนูช่วยเอาแก้วน้ำของพ่อไปเก็บที่อ่างล้างจาน
- ชมในความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เช่น
- แม่ชอบรถที่ลูกทำจากกล่องนมของลูก เป็นรถที่สวยมาก
- วันนี้แม่ดีใจที่ได้เห็นลูกปั้นองุ่นและมีใบองุ่นเพิ่มอีกด้วย
- ชมเมื่อเห็นความก้าวหน้า (แม้เพียงเล็กน้อย) หรือเมื่อเห็นว่าลูกแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น เช่น
- วันนี้แม่ดีใจจังที่เห็นหนูเริ่มเจาะกล่องนมได้เองแล้ว
- แม่รู้สึกภูมิใจที่หนูควบคุมตัวเองได้ดีแม้ไม่ชอบที่น้องแย่งของเล่นของหนู
- สร้างพฤติกรรมใหม่ในทิศทางตรงข้ามกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเพื่อให้ลูกมีความเชื่อต่อตนเองแบบใหม่และได้รับคำชม เช่น
- ลูกไม่เก็บของเล่น แม่จึงจับมือลูกเก็บของเล่นเข้าที่ แล้วกล่าวชมว่า แม่ขอบคุณที่ลูกเล่นแล้วเก็บเข้าที่
- เวลาไปนอกบ้าน ลูกมักวิ่งเตลิด แม่จึงเดินจับมือลูกไว้ และเมื่อกลับถึงบ้าน จึงกล่าวชมว่า วันนี้แม่ขอบคุณที่ลูกทำตามข้อตกลงได้ตามที่เราตกลงกันไว้ว่าลูกจะเดินใกล้ ๆ แม่
เพราะคำชมส่งผลทางบวกหลายประการต่อลูก ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองต้องหมั่นมองหาโอกาสที่จะกล่าวชมลูกอย่างสมเหตุสมผลให้ลูกรู้สึกชื่นใจ มีความสุข และเกิดการเรียนรู้และเข้าใจให้ได้ว่าความพยายามของลูกและการทำสิ่งดี ๆ เป็นที่มาของการได้รับคำชม
เครดิตภาพ: Luke Brugger | Unsplash
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
การชวนลูกทำกิจกรรมที่ลูกได้เคลื่อนไหวในรูปแบบที่ร่างกายของลูกได้ใช้อวัยวะด้านตรงข้ามทำงานพร้อมกัน (ด้านซ้ายและขวาทำงานพร้อมกัน) เป็นกิจกรรมการเคลื่อนไหวสำคัญที่ผู้ปกครองต้องหมั่นฝึกให้ลูกได้ทำ และควรทำให้ได้วันละ 3 รอบ ๆ ละ 10 นาทีเป็นอย่างน้อย
สาเหตุที่ผู้ปกครองต้องหมั่นทำเรื่องนี้ เพราะลูกที่มีความล่าช้าทางพัฒนาการจำนวนมากมักขาดทักษะการจัดสภาพร่างกายให้สมดุลตามวัย จึงมีท่าทางเก้งก้าง แก้ปัญหาเฉพาะหน้าขณะที่กำลังเคลื่อนไหวได้ไม่ดี เคลื่อนไหวข้ามสิ่งกีดขวางไม่คล่อง หรือทำท่าทางที่ใช้อวัยวะหลายส่วนพร้อมกันอย่างไม่สมวัย ดังนั้น การชักชวนให้ลูกร่วมทำกิจกรรมที่ส่งผลให้สมองมีการสั่งการแบบการทำงานไขว้กัน หรือมีการกระตุ้นการทำงานของสมองทั้งสองซีก จะช่วยให้ลูกวางแผนการเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อลูกได้ฝึกทักษะการเคลื่อนไหวที่ร่างกายได้ใช้อวัยวะด้านตรงข้ามพร้อมกันผ่านการทำกิจกรรมต่าง ๆ ซ้ำ ๆ การเคลื่อนไหวจะมีท่าทางที่เป็นธรรมชาติและดูสมวัยขึ้น
ตัวอย่างกิจกรรม
- เดินหรือวิ่งแกว่งแขนให้ได้ระยะทางพอควร
- เดิน วิ่ง หรือคลานข้ามจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งของห้อง
- เดินขึ้น-ลงบันได
- กระโดดสลับเท้า
- ออกกำลังกายท่าแตะสลับ
- บริหารแบบเทควันโด้
- โยคะเด็ก
- ว่ายน้ำ หรือทำท่าว่ายบก (นอนหงายทำท่าว่ายน้ำ นอนตีขา และยกแขนขึ้น-ลง คล้ายว่ายน้ำ)
- กิจกรรมที่ได้ใช้มือทั้งสองข้างร่วมกัน เช่น การตัดกระดาษ (มือหนึ่งจับกระดาษ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งใช้ง้างกรรไกร) การร้อยลูกปัด (มือหนึ่งถือเชือก มืออีกข้างร้อยลูกปัด) หรือเวลาเขียนหนังสือ วาดภาพ หรือระบายสี (ลูกใช้มือข้างหนึ่งจับหรือวางทาบทับกระดาษไว้ ส่วนมืออีกข้างก็ใช้เขียน วาด หรือระบายสี)
- เดินหรือวิ่งสไลด์ข้าง (แกลลอป Gallop) ระหว่างพาเดิน-วิ่งแกลลอป อาจเพิ่มการให้คำสั่งหยุด ให้ลูกยืนทรงท่า นับ 1-10 พร้อมกระตุ้นการสบตากันเป็นระยะ ๆ ไปด้วยก็ได้
เมื่อผู้ปกครองเลือกกิจกรรมที่จะทำได้แล้ว อีกทั้งตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่ากิจกรรมที่จะทำมีความปลอดภัยมากพอสำหรับลูก จากนั้นก็ชวนลูกทำกิจกรรมกันได้เลย ทั้งนี้ ควรทำให้ได้วันละ 3 รอบ ๆ ละ 10 นาทีเป็นอย่างน้อย เพียงเท่านี้ ลูกที่มีความล่าช้าทางพัฒนาการก็จะได้เคลื่อนไหวไปกระตุ้นการทำงานของสมองไป ได้ฝึกทักษะการจัดสภาพร่างกายให้สมดุลตามวัย ได้เคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ และจะค่อย ๆ มีท่าทางที่ใช้อวัยวะหลายส่วนพร้อมกันได้อย่างสมวัย
เครดิตภาพ: Derek Johnson | Unsplash
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
การทานอาหารเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งที่สำคัญของชีวิต ดังนั้น ในช่วงที่ลูกยังเล็ก ผู้ปกครองจำเป็นต้องปลูกฝังการทานอาหารอย่างถูกต้อง คือ

Roadmap
- นั่งทานที่โต๊ะ โดยไม่เดินป้อน
- ตักทานเอง (ผู้ปกครองอาจช่วยป้อนนำในระยะแรก)
- ทานให้ได้อย่างน้อย 10-15 คำต่อมื้อ
- ฝึกทานอาหารให้หลากหลาย เพื่อง่ายในการดำรงชีวิตในอนาคต
ที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรักสวนสยาม” และ “บ้านอุ่นรักธนบุรี (ถนนพุทธมณฑลสายสอง)” เรามีภาพความสุขของการเฝ้านั่งประกบ เฝ้าดู เฝ้าเขี่ยวเข็ญให้ลูกศิษย์ของเราทานข้าวด้วยตนเองกันทุกวัน แม้ในระยะแรก ต้องบังคับให้ทานกันบ้าง ทานได้วันละน้อยบ้างมากบ้าง ทานอาหารของตนเองได้น้อยเพราะมัวแต่สนใจอาหารของเพื่อนบ้าง ทานไปร้องไห้งอแงไปบ้าง แต่ทีมครูกระตุ้นพัฒนาการของเราทุกคน ต่างร่วมมือกันทำอย่างสม่ำเสมอแบบไม่ปล่อยผ่าน ซึ่งเราพบว่าสิ่งที่ทำนั้นเกิดผล คือ เด็ก ๆ สามารถทานอาหารได้หลากหลายขึ้นและสามารถนั่งทานอยู่กับที่ด้วยตนเอง แม้ดูแล้วอาจเป็นเรื่องเล็ก ๆ ธรรมดา ๆ แต่เป็นความสม่ำเสมอที่เราทำด้วยความรัก และพยายามเฝ้าทำในเรื่องที่เรารู้แน่ชัดว่า “มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของเด็ก ๆ ในอนาคตต่อไป”
เรื่องทุกเรื่องที่สำคัญต่อเด็ก ๆ ในอนาคต เราต้องลงมือทำ แม้ในระยะแรก เด็ก ๆ อาจมีพัฒนาการที่คืบหน้าไปเพียงนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เราต้องลงมือด้วยความสม่ำเสมอ นาน ๆ เข้าเราจะพบว่าเด็ก ๆ ทำได้เองจนประสบความสำเร็จ
เครดิต: Presentation template by SlidesCarnival
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ในการส่งลูกที่มีปัญหาด้านพัฒนาการหรือลูกที่มีความต้องการเป็นพิเศษเข้าโรงเรียน ผู้ปกครองย่อมคิดพิจารณาอย่างรอบด้านว่าโรงเรียนต้องมีทีมครูและบุคลากรที่พร้อมจะส่งเสริมให้ลูกได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย แนวทางการเรียนการสอนและหลักสูตรที่โรงเรียนต้องเหมาะสมกับการเรียนรู้ของลูก ระยะทางที่ใช้ในการเดินทางต้องไม่ไกลและไม่ทำให้ลูกต้องเหนื่อยมากจนเกินไป คนที่บ้านต้องจัดการเรื่องการรับ-ส่งลูกได้ ตลอดจนค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต้องอยู่ในงบประมาณที่ผู้ปกครองมีความสามารถในการจัดสรร ทั้งนี้ เมื่อทุกอย่างลงตัว ลูกก็จะเรียนร่วมในโรงเรียนได้อย่างราบรื่น เรียนรู้อย่างมีความหมาย เพื่อสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาที่จะต่อยอดสู่ความสำเร็จในการเรียนรู้ด้านอื่น ๆ ที่จำเป็นต่ออนาคตของลูกยิ่ง ๆ ขึ้นไป
แม้ปัจจัยดังกล่าวข้างต้นเป็นองค์ประกอบพื้นฐานจำเป็นที่ผู้ปกครองต้องใช้ในการพิจารณาเลือกโรงเรียนให้กับลูก แต่เนื่องจากลูกมีปัญหาด้านพัฒนาการ การเรียนร่วมในโรงเรียนอย่างมีประสิทธิภาพจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติมที่สำคัญอีก 4 ประการ ดังนี้ คือ
- การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
เนื่องจากลูกที่มีความต้องการเป็นพิเศษอาจมีความสามารถและพัฒนาการบางด้านที่ล่าช้ากว่าอายุจริง นอกจากนี้ ลูกอาจมีอาการ อารมณ์ และพฤติกรรมบางอย่างที่เป็นเงื่อนไข สร้างข้อจำกัด และก่อให้เกิดอุปสรรคด้านการเรียนรู้และการเรียนร่วม ดังนั้น ผู้ปกครองต้องพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมกับทางโรงเรียนในหลาย ๆ ด้านเพื่อส่งเสริมให้การเรียนร่วมของลูกมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ผู้ปกครองต้องเป็นตัวกลางในการประสาน ส่งต่อ และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างทีมแพทย์ นักบำบัด และโรงเรียน เพื่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรู้ภาพรวมของปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ตลอดจนมีแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างถูกวิธีร่วมกัน สำหรับการประสานข้อมูลนี้ ผู้ปกครองต้องทำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดระยะเวลาของการเรียนร่วม นอกจากนี้ ผู้ปกครองควรร่วมมือกับโรงเรียนเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลูก ดูแลการเรียนรู้ของลูกเมื่อลูกอยู่บ้าน จัดเตรียมอุปกรณ์ที่ลูกต้องใช้ที่โรงเรียน และช่วยติดตามผลการเรียนร่วมด้วยความใกล้ชิดอีกประการหนึ่งด้วย
- ทัศนคติของทีมครูผู้ปฏิบัติงาน
ทัศนคติของทีมครูผู้ปฏิบัติการที่เน้นการให้โอกาสและพร้อมที่จะยืดหยุ่นได้พอประมาณตามที่ปฏิบัติได้จริงแก่ลูกที่เข้าเรียนร่วม นับเป็นปัจจัยสำคัญเพิ่มเติมอีกหนึ่งประการที่จะเอื้อให้ลูกที่มีปัญหาด้านพัฒนาการสามารถปรับตัวและเรียนร่วมกับเพื่อนในชั้นเรียนได้
- ระบบสนับสนุนในโรงเรียน
ระบบสนับสนุนของโรงเรียนที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ของลูกที่มีความต้องการเป็นพิเศษ เช่น การกำหนดวิธีการประเมินผลการเรียนรู้ของเด็ก การจัดบุคลากรหรือการสนับสนุนเพิ่มเติมอื่น ๆ เพื่อสร้างเสริมประสิทธิภาพของการเรียนร่วมในชั้นเรียน ตลอดจนการพิจารณาชั้นเรียนของเด็กตามศักยภาพและพัฒนาการมากกว่าดูตามอายุจริง
- ความพร้อมของลูก
ลูกที่มีปัญหาด้านพัฒนาการหรือมีความต้องการเป็นพิเศษสามารถประสบความสำเร็จในการเรียนร่วมได้ ทั้งนี้ ลูกที่ประสบความสำเร็จในการเรียนร่วมมักเป็นเด็กที่ได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาแล้วจนสามารถควบคุมตนเองได้ดีในระดับหนึ่ง ตลอดจนมีทักษะรอบด้านที่จำเป็นต่อการเรียนรู้และเรียนร่วม สามารถนำพาตนเองในชีวิตประจำวันได้ และมีความสนใจกิจกรรมที่หลากหลายจึงสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามตารางเรียน นอกจากนี้ ผู้ปกครองต้องหมั่นดูแลสุขภาพของลูกให้ดี เพราะสุขภาพที่ดีจะส่งผลให้ลูกเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ในชั้นเรียนอย่างต่อเนื่องได้
จะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพการเรียนร่วมของลูกในโรงเรียนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งผู้ปกครองสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจปัจจัยต่าง ๆ เหล่านั้นได้ สำหรับผู้ปกครองที่สนใจเรียนรู้เรื่องนี้ ตลอดจนแนวทางการสร้างเสริมความพร้อมให้กับลูกที่มีปัญหาด้านพัฒนาการ ท่านสามารถลงทะเบียนเรียนคอร์สออนไลน์ที่ “ครูนิ่ม (คุณนิสิตา ปีติเจริญธรรม)” และทีมกระตุ้นพัฒนาการของศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” ได้ร่วมกันจัดทำขึ้น ผ่านตลาดความรู้ออนไลน์ได้ ส่วนผู้ปกครองที่ต้องการให้ทีมกระตุ้นพัฒนาการเด็กของ “บ้านอุ่นรัก” ช่วยท่านดูแลและสร้างเสริมพัฒนาการให้ลูกวัย 2-5 ขวบที่มีอาการออทิสติก สมาธิสั้น หรือพัฒนาการล่าช้ากว่าวัย ท่านสามารถไลน์หรือโทรติดต่อสอบถามบริการนี้ ได้ที่ “บ้านอุ่นรักสวนสยาม” และ “บ้านอุ่นรักธนบุรี (ถนนพุทธมณฑลสายสอง)” ในวันและเวลาทำการ