ลูกออทิสติกและ Vision Therapy | บ้านอุ่นรัก

ลูกออทิสติกและ Vision Therapy | บ้านอุ่นรัก

Vision Therapy ช่วยแก้ไขปัญหาลูกออทิสติกชอบเอียงคอมอง เหล่ตามอง ได้อย่างไร?
เด็กออทิสติกจำนวนมากมีรูปแบบการมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าที่แปลกแตกต่างจากเด็กทั่วไปในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ เด็กออทิสติกมักจะเอียงคอแบบเหล่มอง ขาดการมองตามวัตถุที่หลุดพ้นออกจากลานสายตา มีอาการตาลอยเคว้งคว้าง หรือแม้แต่เพ่งมองแบบทะลุผ่าน ซึ่งรูปแบบการมองเหล่านี้ดูเหมือนจะส่งผลต่อสมาธิในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ตลอดจนมีผลต่อการสบตากับบุคลลรอบข้างไปด้วยโดยปริยาย ทั้งนี้ เราจึงพบบ่อยว่าเด็กออทิสติกเลี่ยงการสบตา
สืบเนื่องจากปัญหารูปแบบการมองแบบดังกล่าวของเด็กออทิสติก ในปัจจุบัน จึงมีการนำหลักการของ “Vision Therapy หรือ การฝึกบริหารกล้ามเนื้อตา” มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหา โดยกำหนดวัตถุประสงค์ในการทำ Vision Therapy ตามหลักวิชาการไว้เช่นเดิม คือ
• เพื่อแก้ไขปัญหากล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวลูกตาและกล้ามเนื้อตาในการเพ่งมอง
• เพื่อรวมเป็นการมองเห็นภาพของลูกตาทั้งสองข้างร่วมกัน และ
• เพื่อให้การมองเห็นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
สำหรับการทำ Vision Therapy เพื่อการบำบัดนี้ มีตัวอย่างที่ Timoty Turner ซึ่งเป็นบุคคลออทิสติก (ผู้เขียนเรื่อง Tim is fine) ยืนยันว่าเขาได้รับอานิสงค์และประโยชน์อย่างใหญ่หลวงในด้านพัฒนาการจากการที่เขาได้รับจากการฝึกการมองเห็นหรือ Vision Therapy อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ยังเล็ก
ที่ ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรักสวนสยาม” และ “บ้านอุ่นรักธนบุรี” ครูกระตุ้นพัฒนาการเด็กของเราก็นำหลักการ Vision Therapy มาใช้ในกระบวนการกระตุ้นพัฒนาการให้กับลูกศิษย์วัย 2-5 ขวบของเราที่มีอาการออทิสติกด้วยเช่นกัน แต่การทำ Vision Therapy นี้ ไม่จำเป็นต้องทำที่ “บ้านอุ่นรัก” เท่านั้น ทั้งนี้เพราะคนที่บ้านก็สามารถลงมือทำเพื่อช่วยเด็ก ๆ ในขณะที่เด็กอยู่บ้านได้อีกด้วย ซึ่งวิธีทำ Vision Therapy แบบง่าย ๆ ที่บ้าน มีดังนี้ คือ
(1) กิจกรรมแกว่งบอลตรงหน้าระดับสายตาของผู้สอนและเด็ก
– รอบที่ 1 กระตุ้นจบบอล ต่อเนื่อง 10 ครั้ง
– รอบที่สอง เริ่มย้ายบอลไปในทิศทางต่าง ๆ พร้อมทำเสียงสนุก ๆ ขณะเด็กตีบอล แทรกการหยุดรอ สบตา จึงแกว่งย้ายตำแหน่งช้า ๆ ไปซ้าย-ขวา-บน-ล่าง ให้เด็กตามตบบอล
(2) กิจกรรมไม้คฑาวิเศษ (อุปกรณ์ สิ่งของ หรือของเล่นที่มีด้ามยาวแบบไม้คฑา แต่ต้องมีความปลอดภัยและเป็นสิ่งที่เด็กสนใจ)
– แตะไม้คฑาที่หว่างคิ้วของเด็กเพื่อเรียกความสนใจ
– จากนั้น เลื่อนไม้ช้า ๆ ระดับสายตาผู้สอนและเด็ก เคลื่อนไม้ให้เด็กมองตามไปทางซ้าย-ขวา-ขึ้น-ลง-เข้า-ออก พร้อมกับนับหรือทำเสียงสนุกไป อย่างน้อยรอบละ 10 ครั้ง
(3) กิจกรรมหุ่นนิ้วใส่ในนิ้วผู้สอน
– รอบที่ 1 ใช้หุ่นนิ้วใส่ในมือผู้สอนแล้วคุยทักทาย หรือนับ กระตุ้นการสบตา เมื่อเด็กสนใจ จึงยกนิ้วที่ใส่หุ่นกระดิกระดับสายตาเด็กนับในใจ 1-10 เพื่อให้เด็กมองจดจ่อ
– รอบที่ 2 โบกมือ หรือนิ้ว เคลื่อนตำแหน่งไปบน-ล่าง-ซ้าย-ขวา-เข้า-ออก โดยยังคงตรึงการสบตากันไว้
(4) กิจกรรมมองความแวววาว (เนื่องจากเด็กออทิสติกมักชอบมองภาพ หรือสิ่งแวววาว ผู้สอนอาจนำภาพที่แวววาวหรือสติกเกอร์ที่แวววาวติดที่นิ้วผู้สอน หรือเพื่อความประหยัด ผู้สอนสามารถติดสติ้กเกอร์แวววาวไว้ที่ถุงมือเพื่อสามารถนำกลับมาใช้ในการสอนซ้ำได้อีก)
– รอบที่ 1 ร้องเพลงหรือนับ พร้อมกระดิกนิ้วระดับสายตาให้เด็กมองต่อเนื่อง
– รอบที่ 2 เริ่มเคลื่อนที่มือไปทางซ้าย-ขวา-บน-ล่าง-เข้า-ออก ช้า ๆ เพื่อฝึกการมองคงสายตาอย่างต่อเนื่อง
(5) การกระตุ้นให้เด็กคงสายตามองตามตลอดระยะเวลาในการทำกิจกรรม โดยมองตามภาพ สิ่งเร้า หรือของเล่นในระนาบต่าง ๆ แบบกลุ่มอย่างน้อย 10-20 หน่วย เช่น มองตามภาพ 10-20 หน่วยในแนวนอนหรือแนวตั้งหรือเรียงของแบบกลุ่ม ให้เด็กลากบล้อคสีต่าง ๆ ตามแนวเส้นที่เราวาดไว้ (เส้นตรง วงกลม เส้นซิกแซก เป็นต้น) ให้เด็กลากนิ้ว จับดินสอลากเส้น หรือจับบล็อค ตุ๊กตาสัตว์ โมเดล เคลื่อนตามเส้นแบบต่าง ๆ เป็นต้น ทั้งนี้ เป้าหมายของการทำ คือ การทำให้เด็กคงสายตามองอย่างต่อเนื่อง กรอกตา-เคลื่อนตามองตามการเคลื่อนที่ และมองภาพรวมพร้อมกันของลูกตาทั้งสองข้าง
กิจกรรมดังกล่าวข้างต้น พ่อแม่ผู้ปกครองและคนที่บ้านอาจจบการทำกิจกรรมด้วยการปล่อยให้เด็กเล่นเองในตอนจบ (เพื่อสลับบทบาทให้เด็กเป็นคนนำการเล่น หรือทำหน้าที่กระตุ้นให้เราร่วมเล่นด้วย) ซึ่งเราจะแกว่งหรือเขย่าของเล่นในลักษณะเดิม พร้อมนับ 1-5 หรือ 1-10 ให้เด็กรอ จากนั้นค่อยปล่อยให้เด็กได้เล่นเองต่อไป
สำหรับบ้านที่ไม่มีของเล่น ไม่มีอุปกรณ์ หรืออุปกรณ์ยังไม่พร้อม คนที่บ้านสามารถเปลี่ยนมาเล่นไต่นิ้วกับเด็ก เล่นจิ้มนิ้วกัน เมื่อเด็กเข้าใจวิธีเล่น จึงเคลื่อนนิ้ว ให้เด็กตามจิ้มปลายนิ้วไปในทิศทางต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และตรึงการสบตาไว้ ทำรอบละอย่างน้อย 10 ครั้ง
การทำแบบฝึก Vision Therapy ยังมีอีกหลายรูปแบบ ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถค้นหาตัวอย่างการฝึกเพิ่มเติมได้จากยูทูปและนำมาประยุกต์ใช้ต่อไปได้ และ “บ้านอุ่นรัก” อยากให้พ่อแม่ผู้ปกครองและคนที่บ้านลองใช้หลักการทำ Vision Therapy กับลูก ๆ หลาน ๆ ที่บ้านบ่อย ๆ และทุก ๆ วัน โดยทำให้ได้อย่างน้อยครั้งละ 5-10 นาที เพื่อเรียกรอยยิ้ม จากนั้นเด็ก ๆ จะสบตาใสแจ๋วจนท่านลุ่มหลง ลืมเวลา และมัวเล่นเพลินจนเกินเวลา 5-10 นาทีที่ว่านั้นก็เป็นได้ค่ะ
เครดิตภาพ: Unsplash | Elizaveta Dushechkina
ได้อยู่กับลูกคือช่วงเวลาที่ดี | บ้านอุ่นรัก

ได้อยู่กับลูกคือช่วงเวลาที่ดี | บ้านอุ่นรัก

 

วันนี้ ขอแชร์บทความของทีมครูกระตุ้นพัฒนาการของศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรักธนบุรี” ที่ดูจะเหมาะกับสถานการณ์ในตอนนี้มาลงเป็นแนวทางแก่พ่อแม่ผู้ปกครองค่ะ

ในสถานการณ์นี้ที่การแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 ยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย “บ้านอุ่นรัก” อยากฝากผู้ปกครองทุกบ้านว่า (1) ท่านอย่าทอดทิ้งเวลาของเด็ก ๆ ให้เสียเปล่า แม้ทำได้เล็กน้อยก็ควรทำ เพื่อสิ่งที่ท่านเพียรสร้างมาจะได้ไม่ถดถอยไป และ (2) ยามนี้ เด็ก ๆ ขาดการฝึกและกระตุ้นพัฒนาการกับทีมกระตุ้นพัฒนาการมืออาชีพอย่างต่อเนื่องมานานกว่าหนึ่งปี เด็ก ๆ จึงไม่มีที่พึ่งอื่น นอกจากท่าน และจะออกไปฝึกที่ไหนก็ยากลำบาก เพราะมีความเสี่ยง

หลายท่านกังวลเรื่องการลงมือช่วยกระตุ้นพัฒนาการให้กับลูกหลานที่บ้าน กังวลว่าตัวเองจะทำได้หรือไม่ จะทำได้ดีรึเปล่า “บ้านอุ่นรัก” อยากฝากว่า “ท่านไม่ต้องกังวล ลงมือทำเลย เป็นช่วงเวลาที่ดีที่ท่านจะได้เรียนรู้วิธีอยู่กับลูก วิธีช่วยลูก ทำไปเรื่อย ๆ เราจะค่อย ๆ เก่งขึ้น จะเกิดประสบการณ์เองค่ะ”

หลายท่านบอกว่าเด็ก ๆ ไม่ยอมเชื่อฟัง ไม่ยอมทำ …ถ้าเป็นแบบนั้น เราก็ยิ่งต้องเริ่มทำ และเพิ่มการใช้เวลาทำกิจกรรมอยู่กับลูกให้มากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปเปรียบเสมือนเราได้ทำแบบฝึกหัดบ่อย ๆ เราจะเก่งขึ้นเองค่ะ

เริ่มจากอ่านแนวทางนี้ ทำความเข้าใจ และลงมือทำนะคะ

  • เลือกกิจกรรมที่พอทำได้
  • นำมาเขียนแผนแต่ละวันแต่ละอาทิตย์จะทำอะไรบ้าง
  • หมั่นทำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน อาจเริ่มจากวันละ 10-15 นาที แล้วค่อย ๆ เพิ่มเวลาไป
  • ประเมินตนเองและลูกอยู่เสมอ หลังจากทำอย่างสม่ำเสมอสักระยะ เวลาที่อยู่ร่วมกันควรจะค่อย ๆ ง่ายขึ้น และมีความสุขขึ้น ลูกฟังเรามากขึ้น
  • หากไม่ใช่ ค่อย ๆ กลับไปปรับวิธีการสอน แผนการสอน และเทคนิคการสอน จนกว่าจะเจอทางที่รู้สึกว่าใช่ค่ะ

ทีมกระตุ้นพัฒนาการเด็กของ “บ้านอุ่นรักธนบุรี” และ “บ้านอุ่นรักสวนสยาม” ขอส่งกำลังใจและความคิดถึง ๆ เด็ก ๆ ตลอดจนพ่อแม่ผู้ปกครองทุกท่าน แม้เราอยู่ห่างกันในยามนี้ แต่ก็จะช่วยกันหาแนวทางเพื่อกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก ๆ ไปด้วยกันค่ะ

เครดิตภาพ:  freepik.com | prostooleh

การดูแลและกระตุ้นพัฒนาการเด็กออทิสติกของศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก”

การดูแลและกระตุ้นพัฒนาการเด็กออทิสติกของศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก”

ทีมครูกระตุ้นพัฒนาการเด็กของศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” คำนึงถึงอาการหลักของเด็กออทิสติก คือ ความหมกมุ่นและชอบอยู่ในโลกของตนเอง มาเป็นหลักในการวาง “3 แนวทางกระตุ้นพัฒนาการ” อันนำไปสู่การบำบัดรักษา คือ

  1. การมีปฏิสัมพันธ์ในเชิงบวกระหว่างนักเรียนและทีมครู เพื่อให้เด็กสัมผัสรักผ่านสัมพันธภาพดี ๆ ความสนุก การเล่น พร้อม ๆ ไปกับการแทรกวินัยตามจำเป็นตามวัยเพื่อนำทางและต่อยอดทางพัฒนาการให้เด็กสามารถเจริญเติบโตและยืนหยัดอยู่บนโลกนี้ได้อย่างมีความหมาย
  2. การแทรกแซงและจัดสภาพการดำรงชีวิตประจำวันให้เด็กได้รับการกระตุ้นพัฒนาการที่ครอบคลุมแบบบูรณาการทุกด้าน
  3. การปรับแต่งพฤติกรรมที่ขัดขวางการดำรงชีวิตของเด็ก เช่น พฤติกรรมหงุดหงิด ยึดติดรูปแบบ แยกตัว และหมกมุ่นสนใจสิ่งของหรือกิจกรรมเฉพาะอย่างจนขาดความสนใจในเรื่องอื่น ๆ เป็นต้น

นอกจากนี้ “บ้านอุ่นรัก” ยังให้ความสำคัญกับ “การกระตุ้นพัฒนาการระยะเริ่มแรก (Early Intervention)” เพื่อสร้างเสริมพัฒนาการและเตรียมความพร้อมให้เด็กวัย 2-5 ขวบ (วัยก่อนเข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล) โดย

  1. กระตุ้นพัฒนาการระยะเริ่มแรกมีเป้าหมายในการแก้ไขอาการและธรรมชาติของเด็กออทิสติกที่ยังขัดขวางพัฒนาการ เช่น
  • เพิ่มความใส่ใจต่อบุคคลและสร้างเสริมทักษะการสานต่อปฏิสัมพันธ์แบบสองทาง
  • กระตุ้นการเลียนแบบให้มีมากขึ้น
  • เพิ่มความสนใจต่อสิ่งเร้ารอบตัวอย่างมีความหมาย
  • เพิ่มทักษะทางภาษา ซึ่งหมายรวมถึงการขยายศัพท์ การฟังเข้าใจ และกระตุ้นการพูดเพื่อการสื่อสาร
  • เพิ่มช่วงการคงสมาธิ
  • ปรับความสมดุลการเคลื่อนไหวและระบบการรับสัมผัส
  • ปรับพฤติกรรมที่ขัดขวางการดำรงชีวิต
  1. เตรียมความพร้อมก่อนเข้าโรงเรียน (School Readiness) โดย
  • สร้างแรงจูงใจให้เด็กๆ เกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วยตนเอง
  • เพิ่มระดับการตอบสนองและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมตามตารางกิจวัตรประจำวันอย่างมีความหมายมากขึ้น
  • เตรียมการดำรงชีวิต ประกอบด้วยการควบคุมตนเองในด้านพฤติกรรม การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ขัดขวางการดำรงชีวิต และการอยู่ร่วมกับบุคคลรอบข้าง
  • เพิ่มทักษะพื้นฐานในการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน
  1. เตรียมความพร้อมด้านทักษะการเรียนรู้และพื้นฐานวิชาการ
  2. ประเมินความพร้อมของเด็กก่อนเข้าเรียนร่วมในโรงเรียน

ในการทำงานของทีมครูกระตุ้นพัฒนาการเด็กของ “บ้านอุ่นรัก” เราเน้นการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับเด็ก ๆ ตลอดจนการร่วมใจกันทั้ง 3 ฝ่าย ทั้งบ้าน ทีมบำบัด และโรงเรียนของเด็ก เพื่อสนับสนุนให้เด็กที่พร้อมเข้าเรียนร่วมสามารถที่จะปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตในโรงเรียนและได้นำศักยภาพของตนเองมาใช้ในการเรียนรู้ได้อย่างเต็มความสามารถ จนถึงระดับที่เกิดการเรียนร่วมอย่างมีความหมายต่อไป

อันที่จริงแล้ว แนวทางของเราทำได้ไม่ยาก และเราสนับสนุนให้คนที่บ้านทำแบบเดียวกันนี้คู่ขนานไปกับเรา ทั้งนี้เพราะ เมื่อทีมกระตุ้นพัฒนาการและคนที่บ้านร่วมใจกันทำตามแนวทางข้างต้น เด็กจะได้รับประโยชน์มากยิ่งขึ้นจากสิ่งที่เราร่วมใจกันทำ

สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการทราบข้อมูลเรื่องการบริการของเราหรือจะส่งลูกหลานวัย 2-5 ขวบที่มีอาการออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้ากว่าวัย มากระตุ้นพัฒนาการ ปรับแต่งพฤติกรรม และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนร่วมในโรงเรียนอนุบาล ท่านสามารถติดต่อเราได้หลายช่องทางเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

เครดิตภาพ: Unsplash | @bakutroo | SlidesCarnival

ทำไมจึงต้องออกแบบการสอน | บ้านอุ่นรัก

ทำไมจึงต้องออกแบบการสอน | บ้านอุ่นรัก

“การออกแบบการสอน” ของทีมครูกระตุ้นพัฒนาการเด็ก ที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” จะมาในรูปของกิจกรรมสนุก ๆ ที่ทีมครูวางแผนการสอนมาเป็นอย่างดี เพื่อช่วยสนับสนุนให้เด็กเข้าใจ และสนุกที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่

การช่วยให้เด็กที่ขาดสมาธิ เด็กที่เรียนรู้ได้ล่าช้า หรือเด็กที่มีทักษะทางภาษายังไม่สมวัย ครูผู้สอนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจธรรมชาติในการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน และนำองค์ความรู้เรื่องการออกแบบการสอน มาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรม

สำหรับทีมครูกระตุ้นพัฒนาการเด็กของ “บ้านอุ่นรัก” เรานำหลักการจากหลายแนวคิดทฤษฎีมาประยุกต์และปรับใช้เป็นวิธีการสอน โดยเน้นการออกแบบสื่อและแบบฝึกหัดที่เหมาะสมกับเด็กเป็นรายบุคคล และต้องเหมาะกับความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กทั้ง 3 ระดับพร้อม ๆ กันไปด้วย คือ (1) เด็กที่เรียนรู้เร็ว (2) เด็กที่เรียนรู้ระดับปานกลาง และ (3) เด็กที่เรียนรู้ช้า

ที่ “บ้านอุ่นรัก” เรามีวิธีการสอนเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กที่เรียนรู้ได้ล่าช้า และขาดสมาธิ ดังนี้

  1. เน้นการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสหลายมิติ หรือเรียนรู้ผ่านการลงมือทำกิจกรรม
  2. นำกิจกรรมเคลื่อนไหวมาช่วยเพิ่มความสนใจในการเรียนรู้
  3. ใช้หลักการย่อยงาน หรือ Task Analysis โดยนำเนื้อหาวิชาที่ยาก ซับซ้อน มาแปลงสภาพให้เด็กเข้าใจได้โดยง่าย
  4. ใช้ภาษาสั้น ๆ ตรงความหมาย เป็นรูปธรรมชัดเจน
  5. เพิ่มสื่อที่เป็นรูปธรรมให้เด็กเรียนรู้ผ่านการมองเห็น หรือ Visual Learning เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจเป็นรูปธรรม
  6. ในกิจกรรมที่ยากหรือซับซ้อน เราจะเริ่มด้วยกิจกรรมที่คาดว่าเด็กจะทำได้เอง 80 %

ทีมครูกระตุ้นพัฒนาการเด็กของศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” ออกแบบการสอนอย่างไร ลองชมตัวอย่างกันสักหน่อยดีไหมคะ?

  • ออกแบบอย่างเป็นรูปธรรม
  • จัดเป็นกิจกรรมสนุก ๆ ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ผ่านการมองเห็น (Visual Learning) เพื่อเพิ่มความเข้าใจให้ชัดเจนขึ้น
  • ใช้สื่อหลายรูปแบบ เช่น ภาพ ตัวเลข ตัวอักษร สี สัญลักษณ์ บัตรคำ โมเดล การ์ดภาพ การวาดภาพประกอบ หรือเขียนคำ เพื่อช่วยให้เด็ก ๆ สามารถจดจำหรือเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นเมื่อต้องเรียนรู้ในสิ่งที่เป็นนามธรรม เรียนรู้เชิงแนวความคิด (Concept) การเรียนรู้เชิงมิติสัมพันธ์ หรือการจัดแยกประเภท

 

ทีมครูของ “บ้านอุ่นรัก” มั่นใจในการออกแบบการสอนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กเป็นรายบุคคล นอกจากนี้ เรายังมั่นใจด้วยว่าเรารับมือเด็กได้ทุกรูปแบบ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองที่ส่งลูกหลานมาเรียนรู้ กระตุ้นพัฒนาการ หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกับเรา สามารถคลายความวิตกกังวลได้ค่ะ เราสัญญาจะทำเต็มที่ ทำอย่างถูกหลักการ และทำอย่างสุดความสามารถทุกวันเพื่อลูกหลานของทุกท่านและลูกศิษย์ของเราค่ะ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองของลูกออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้ากว่าวัย หากสนใจส่งลูกหลานมาเรียนที่ “บ้านอุ่นรัก” หรือจะสั่งซื้อสื่อการเรียนการสอนเพื่อไปสอนเด็ก ๆ ที่บ้าน หรือต้องการลงทะเบียนเรียนคอร์สออนไลน์ที่ “บ้านอุ่นรัก” จัดทำขึ้นและเหมาะกับพ่อแม่ผู้ปกครองและครู หรือต้องการให้ทีมครูของเราเป็นที่ปรึกษาในการสร้างทีมครอบครัวบำบัด ท่านสามารถติดต่อทีมกระตุ้นพัฒนาการของ “บ้านอุ่นรักสวนสยาม” และ “บ้านอุ่นรักธนบุรี” ผ่านไลน์ได้ค่ะ

เครดิตภาพ: freepik.com | vectors | photographeeasia

ทำไมนะ แม้เราจะทุ่มเทนำลูกไปฝึกกับผู้เชี่ยวชาญบ่อยครั้งขนาดไหน แต่ลูกอาการไม่ดีขึ้นดังที่คิด | บ้านอุ่นรัก

ทำไมนะ แม้เราจะทุ่มเทนำลูกไปฝึกกับผู้เชี่ยวชาญบ่อยครั้งขนาดไหน แต่ลูกอาการไม่ดีขึ้นดังที่คิด | บ้านอุ่นรัก

เหตุผลที่ลูกอาการไม่ดีขึ้นดังที่คิดเกิดจากข้อจำกัด 2 ประการ

  1. เราไม่เข้าใจว่ากลุ่มอาการออทิซึมเป็นกลุ่มอาการพัฒนาการล่าช้าแบบแผ่ขยาย ดังนั้น หากเรามุ่งลงน้ำหนักการกระตุ้นพัฒนาการไปเน้นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เรากังวลเป็นพิเศษ โดยไม่ได้แก้ไขพัฒนาการด้านอื่น ๆ ไปพร้อมกัน อาจเป็นการแก้ไขที่ไม่ตรงจุดหรือไม่ครอบคลุมมากพอที่จะทำให้เกิดความก้าวหน้าของพัฒนาการในภาพรวม ดังนั้น การแก้ไข คือ เราจำเป็นต้องแก้ไขพัฒนาการแบบบูรณาการพร้อมกันไปในทุกด้าน เพราะปัญหาพัฒนาการบางเรื่องจะส่งผลถึงพัฒนาการด้านอื่น ๆด้วย ทั้งในแง่ที่จะทำให้อาการแย่ลงหรือดึงให้พัฒนาการทุกด้านก้าวหน้าในทางดีขึ้น
  2. ประเด็นที่พบบ่อย คือ หากที่บ้านไม่ได้นำแนวทางที่ทีมบำบัดจัดการกระตุ้นพัฒนาการมาประยุกต์ให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน จึงไม่เกิดความซ้ำ หรือลูกไม่เกิดประสบการณ์ตรงมากพอ ในภาพรวมลูกมักจะไม่ดีขึ้น หรือพัฒนาการก้าวหน้าช้ากว่าที่ควรหรือลูกอาจจะดีขึ้นเฉพาะกับครูผู้ที่ได้คลุกคลีลงมือทำจริงจังกับลูกเท่านั้น ดังนั้น การแก้ไข คือ เราในฐานะพ่อแม่ผู้ปกครองจำเป็นต้องเรียนรู้แนวทางที่ทีมบำบัดจัดการกระตุ้นพัฒนาการและนำมาประยุกต์ให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน นำมาสร้างบรรยากาศในบ้านให้เกิดการกระตุ้นพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอและมากพอที่ลูกจะเกิดประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ ๆ

เครดิตภาพ: freepik.com | pch-vector