
“หนูจะบอกอะไรแม่นะ?”
สำหรับพ่อแม่ของเด็กออทิสติกวัยเด็กเล็ก คำถามนี้อาจเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง เพราะลูกอาจยังพูดไม่ได้ พูดได้เพียงคำสั้น ๆ หรือยังใช้ภาษาเพื่อบอกความต้องการ ความรู้สึกและสิ่งที่สนใจได้ไม่ชัดเจน หรือไม่บางครั้งลูกก็อาจชี้ไปทางหนึ่ง ดึงมือแม่ไปหาอะไรบางอย่าง ส่งเสียง มองสิ่งของ หรือแสดงพฤติกรรมบางอย่าง แต่แม่ก็ยังไม่แน่ใจว่า “ลูกกำลังพยายามบอกอะไร”
ในช่วงเวลาที่เรายังหาคำตอบไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่เราทำได้เสมอคือ “ทำให้ลูกรู้ว่าแม่เห็นความพยายามของหนูและแม่กำลังฟังหนูอยู่” เพราะการสื่อสารของเด็กไม่ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเด็กพูดเป็นประโยค แต่เริ่มตั้งแต่วันที่เด็กค้นพบว่าเมื่อเขาพยายามส่งสารออกไปก็จะมีคนรับรู้และตอบกลับ
ไม่เข้าใจ…ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องตอบ
เมื่อลูกดึงมือแม่ไปที่ตู้เย็น แม่อาจยังไม่รู้ว่าเขาต้องการน้ำ ขนม หรือเพียงอยากให้แม่เปิดตู้เย็น แทนที่จะรีบเดาแล้วทำให้ทันที ลองหยุด สังเกต และพูดสิ่งที่เราคิดว่าอาจเป็นความต้องการของเขา เช่น “หนูอยากได้อะไรนะ แม่กำลังดูอยู่” “หนูอยากได้น้ำหรือเปล่า” แม้คำตอบของแม่อาจไม่ถูกต้องในครั้งแรก แต่เด็กกำลังได้รับประสบการณ์สำคัญว่า “แม่เห็นสิ่งที่หนูทำะ” และหากเด็กมีท่าทางหรือเสียงตอบกลับมา แม่ก็สามารถสังเกตและปรับความเข้าใจต่อไป การสื่อสารจึงไม่ใช่การที่ผู้ใหญ่ต้อง “ทายให้ถูก” ทุกครั้ง แต่คือการค่อย ๆ รับสาร–ตีความ–ตอบกลับ–เปิดโอกาสให้เด็กสื่อสารต่อ
4 วิธีที่ทำให้ลูกรู้ว่า “แม่กำลังฟัง”
1. หยุดและหันมารับรู้
เมื่อเด็กพยายามสื่อสาร เราจะหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่สักครู่หนึ่งเพื่อหันมารับรู้หรือเข้าไปอยู่ใกล้เด็ก เพื่อให้เขาเห็นว่าเราสนใจ โดยเราไม่จำเป็นต้องบังคับให้เด็กสบตา เพราะเป้าหมายหลักที่เราต้องการคือการรับรู้ความพยายามในการสื่อสาร ไม่ใช่เพียงการทำให้เด็กมองหน้าเรา
2. สังเกตมากกว่าคาดเดา
สังเกตว่าเด็กมองอะไร อยู่ตรงไหน เพิ่งทำอะไรมา และใช้วิธีใดในการเรียกร้องความสนใจ การสังเกตบริบทจะช่วยให้พ่อแม่ค่อย ๆ เข้าใจ “ภาษาของลูก” ได้มากขึ้น แม้ในช่วงแรกอาจยังตีความไม่ถูกทั้งหมด
3. ตอบกลับ แม้ยังไม่แน่ใจ
หากลูกชี้ไปที่ของเล่น แม่อาจพูดว่า “หนูอยากได้รถใช่ไหม” หากลูกตอบสนองว่าใช่ ก็ไปต่อ หากไม่ใช่ ก็ลองสังเกตและค้นหาความหมายใหม่ การตอบกลับเช่นนี้ทำให้เด็กได้เรียนรู้ว่าการสื่อสารของเขาสามารถทำให้เกิดการตอบสนองจากคนอื่นได้
4. เว้นจังหวะให้ลูกมีโอกาสสื่อสารต่อ
หลังจากเราพูดหรือทำบางอย่าง เราจะรอสักครู่โดยไม่รีบพูดแทนหรือทำทุกอย่างให้ลูกในทันที ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เรา “รอ” อาจเป็นพื้นที่ให้เด็กได้ชี้ ส่งเสียง มอง หรือใช้วิธีอื่น ๆ เพื่อบอกเราเพิ่มเติมว่าเขาต้องการอะไร การรอจึงไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้ลูกต้องจัดการทุกอย่างเอง แต่เป็นการบอกอย่างเงียบ ๆ ว่า “แม่อยู่ตรงนี้นะ แม่กำลังรอฟังหนูอยู่”
ถ้าความพยายามสื่อสารของลูกไม่ได้รับการตอบสนอง…จะเกิดอะไรขึ้น?
เด็กทุกคนเรียนรู้การสื่อสารผ่านประสบการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เมื่อเด็กพยายามสื่อสารแล้วผู้ใหญ่รับรู้และตอบกลับ เด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้ว่า “การสื่อสารมีความหมาย” แต่ในทางกลับกัน หากความพยายามสื่อสารของเด็กมักถูกมองข้าม ผู้ใหญ่รีบทำแทนโดยไม่เปิดโอกาสให้เด็กสื่อสารหรือไม่ตอบสนองต่อความพยายามเหล่านั้น เด็กก็อาจมีโอกาสน้อยลงที่จะได้เรียนรู้การสื่อสารแบบสองทางในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็กออทิสติกที่มีข้อจำกัดด้านการสื่อสารอยู่แล้ว การพลาดโอกาสเหล่านี้บ่อย ๆ หมายถึงการพลาด “ช่วงเวลาในการฝึกทักษะการสื่อสาร” ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในแต่ละวัน งานวิจัยทบทวนอย่างเป็นระบบพบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างการตอบสนองทางภาษาของพ่อแม่กับพัฒนาการด้านการสื่อสารของเด็กเล็กที่มีหรือมีความเสี่ยงต่ออาการออทิซึม¹
ดังนั้น การตอบสนองของพ่อแม่ไม่ได้เป็นเพียงการทำให้ลูกได้รับสิ่งที่ต้องการ แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ว่า
- “เสียงของหนูมีความหมาย”
- “สิ่งที่หนูพยายามบอกมีคนสนใจ”
- “เมื่อหนูสื่อสาร มีคนพยายามสื่อสารกลับกับหนู”
วันนี้แม่อาจยังไม่เข้าใจ…ไม่เป็นไร เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจลูกทุกครั้ง บางครั้งแม่อาจตอบผิด บางครั้งแม่อาจต้องลองใหม่ หรือบางครั้งอาจต้องใช้เวลาสังเกตอีกหลายวันกว่าจะเข้าใจว่าพฤติกรรมบางอย่างของลูกกำลังสื่อถึงอะไร แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่การเป็นแม่ที่ “เดาใจลูกได้ถูกทุกครั้ง” แต่คือการเป็นคนตรงหน้าได้ทำให้ลูกค่อย ๆ เรียนรู้ว่า “เมื่อหนูพยายามบอกอะไร แม่จะไม่มองข้าม”
สักวันหนึ่ง…
- จากการชี้ อาจกลายเป็นการใช้คำ
- จากการดึงมือ อาจกลายเป็นการขอ
- จากการส่งเสียง อาจกลายเป็นการสื่อสารที่ชัดเจนขึ้น
และก้าวเล็ก ๆ เหล่านี้อาจเริ่มต้นจากเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ที่แม่หยุดลงตรงหน้าแล้วบอกลูกด้วยการกระทำว่า “แม่อาจยังไม่รู้ว่าหนูอยากบอกอะไร…
แต่แม่กำลังฟังหนูอยู่นะ”
เชิงอรรถ
1. Hampton, L. H., et al. (2019). The relation between parent verbal responsiveness and child communication in young children with or at risk for autism spectrum disorder: A systematic review and meta-analysis. Autism Research, 12(7), 1040–1053. งานทบทวนอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานพบความสัมพันธ์ระหว่างการตอบสนองทางภาษาของพ่อแม่กับพัฒนาการด้านการสื่อสารของเด็กเล็กที่มีหรือมีความเสี่ยงต่อออทิสติก
2. American Speech-Language-Hearing Association (ASHA). Augmentative and Alternative Communication (AAC). ASHA เน้นการสนับสนุนคู่สื่อสารให้ตอบสนองต่อความพยายามในการสื่อสารของเด็ก รวมถึงการเพิ่มเวลาให้เด็กได้ผลัดกันสื่อสาร และการใช้วิธีการสื่อสารที่หลากหลายตามความสามารถของแต่ละคน
3. Bottema-Beutel, K., et al. (2021). A Systematic Literature Review of Autism Research on Caregiver Talk. Autism Research, 14(3), 432–449. งานทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบชี้ให้เห็นความสำคัญของลักษณะการสื่อสารของผู้ดูแล โดยเฉพาะการตอบสนองต่อความสนใจและความพยายามสื่อสารของเด็ก
4. World Health Organization. (2022). Caregiver skills training for families of children with developmental delays or disabilities. WHO เน้นการส่งเสริมให้ผู้ดูแลมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กผ่านกิจวัตรและกิจกรรมในชีวิตประจำวันโดยการติดตามความสนใจของเด็ก การมีส่วนร่วมร่วมกัน และการตอบสนองต่อความพยายามในการสื่อสาร เป็นองค์ประกอบสำคัญของการสนับสนุนพัฒนาการ
“บ้านอุ่นรัก” เสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย
บ้านอุ่นรักสวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2 โทร 086 775 9656 | LINE ID: 0867759656
บ้านอุ่นรักธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26 โทร 087 502 5261 | LINE ID: @aunrak2
Image Credit: Google Gemini
