สำหรับพ่อแม่ของเด็กออทิสติกวัยเด็กเล็ก คำถามนี้อาจเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง เพราะลูกอาจยังพูดไม่ได้ พูดได้เพียงคำสั้น ๆ หรือยังใช้ภาษาเพื่อบอกความต้องการ ความรู้สึกและสิ่งที่สนใจได้ไม่ชัดเจน หรือไม่บางครั้งลูกก็อาจชี้ไปทางหนึ่ง ดึงมือแม่ไปหาอะไรบางอย่าง ส่งเสียง มองสิ่งของ หรือแสดงพฤติกรรมบางอย่าง แต่แม่ก็ยังไม่แน่ใจว่า “ลูกกำลังพยายามบอกอะไร”

ในช่วงเวลาที่เรายังหาคำตอบไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่เราทำได้เสมอคือ “ทำให้ลูกรู้ว่าแม่เห็นความพยายามของหนูและแม่กำลังฟังหนูอยู่” เพราะการสื่อสารของเด็กไม่ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเด็กพูดเป็นประโยค แต่เริ่มตั้งแต่วันที่เด็กค้นพบว่าเมื่อเขาพยายามส่งสารออกไปก็จะมีคนรับรู้และตอบกลับ

เมื่อลูกดึงมือแม่ไปที่ตู้เย็น แม่อาจยังไม่รู้ว่าเขาต้องการน้ำ ขนม หรือเพียงอยากให้แม่เปิดตู้เย็น แทนที่จะรีบเดาแล้วทำให้ทันที ลองหยุด สังเกต และพูดสิ่งที่เราคิดว่าอาจเป็นความต้องการของเขา เช่น “หนูอยากได้อะไรนะ แม่กำลังดูอยู่” “หนูอยากได้น้ำหรือเปล่า” แม้คำตอบของแม่อาจไม่ถูกต้องในครั้งแรก แต่เด็กกำลังได้รับประสบการณ์สำคัญว่า “แม่เห็นสิ่งที่หนูทำะ” และหากเด็กมีท่าทางหรือเสียงตอบกลับมา แม่ก็สามารถสังเกตและปรับความเข้าใจต่อไป การสื่อสารจึงไม่ใช่การที่ผู้ใหญ่ต้อง “ทายให้ถูก” ทุกครั้ง แต่คือการค่อย ๆ รับสาร–ตีความ–ตอบกลับ–เปิดโอกาสให้เด็กสื่อสารต่อ

เมื่อเด็กพยายามสื่อสาร เราจะหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่สักครู่หนึ่งเพื่อหันมารับรู้หรือเข้าไปอยู่ใกล้เด็ก เพื่อให้เขาเห็นว่าเราสนใจ โดยเราไม่จำเป็นต้องบังคับให้เด็กสบตา เพราะเป้าหมายหลักที่เราต้องการคือการรับรู้ความพยายามในการสื่อสาร ไม่ใช่เพียงการทำให้เด็กมองหน้าเรา

สังเกตว่าเด็กมองอะไร อยู่ตรงไหน เพิ่งทำอะไรมา และใช้วิธีใดในการเรียกร้องความสนใจ การสังเกตบริบทจะช่วยให้พ่อแม่ค่อย ๆ เข้าใจ “ภาษาของลูก” ได้มากขึ้น แม้ในช่วงแรกอาจยังตีความไม่ถูกทั้งหมด

หากลูกชี้ไปที่ของเล่น แม่อาจพูดว่า “หนูอยากได้รถใช่ไหม” หากลูกตอบสนองว่าใช่ ก็ไปต่อ หากไม่ใช่ ก็ลองสังเกตและค้นหาความหมายใหม่ การตอบกลับเช่นนี้ทำให้เด็กได้เรียนรู้ว่าการสื่อสารของเขาสามารถทำให้เกิดการตอบสนองจากคนอื่นได้

หลังจากเราพูดหรือทำบางอย่าง เราจะรอสักครู่โดยไม่รีบพูดแทนหรือทำทุกอย่างให้ลูกในทันที ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เรา “รอ” อาจเป็นพื้นที่ให้เด็กได้ชี้ ส่งเสียง มอง หรือใช้วิธีอื่น ๆ เพื่อบอกเราเพิ่มเติมว่าเขาต้องการอะไร การรอจึงไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้ลูกต้องจัดการทุกอย่างเอง แต่เป็นการบอกอย่างเงียบ ๆ ว่า “แม่อยู่ตรงนี้นะ แม่กำลังรอฟังหนูอยู่”

เด็กทุกคนเรียนรู้การสื่อสารผ่านประสบการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เมื่อเด็กพยายามสื่อสารแล้วผู้ใหญ่รับรู้และตอบกลับ เด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้ว่า “การสื่อสารมีความหมาย” แต่ในทางกลับกัน หากความพยายามสื่อสารของเด็กมักถูกมองข้าม ผู้ใหญ่รีบทำแทนโดยไม่เปิดโอกาสให้เด็กสื่อสารหรือไม่ตอบสนองต่อความพยายามเหล่านั้น เด็กก็อาจมีโอกาสน้อยลงที่จะได้เรียนรู้การสื่อสารแบบสองทางในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็กออทิสติกที่มีข้อจำกัดด้านการสื่อสารอยู่แล้ว การพลาดโอกาสเหล่านี้บ่อย ๆ หมายถึงการพลาด “ช่วงเวลาในการฝึกทักษะการสื่อสาร” ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในแต่ละวัน งานวิจัยทบทวนอย่างเป็นระบบพบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างการตอบสนองทางภาษาของพ่อแม่กับพัฒนาการด้านการสื่อสารของเด็กเล็กที่มีหรือมีความเสี่ยงต่ออาการออทิซึม¹

ดังนั้น การตอบสนองของพ่อแม่ไม่ได้เป็นเพียงการทำให้ลูกได้รับสิ่งที่ต้องการ แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ว่า

  • “เสียงของหนูมีความหมาย”
  • “สิ่งที่หนูพยายามบอกมีคนสนใจ”
  • “เมื่อหนูสื่อสาร มีคนพยายามสื่อสารกลับกับหนู”

วันนี้แม่อาจยังไม่เข้าใจ…ไม่เป็นไร เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจลูกทุกครั้ง บางครั้งแม่อาจตอบผิด บางครั้งแม่อาจต้องลองใหม่ หรือบางครั้งอาจต้องใช้เวลาสังเกตอีกหลายวันกว่าจะเข้าใจว่าพฤติกรรมบางอย่างของลูกกำลังสื่อถึงอะไร แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่การเป็นแม่ที่ “เดาใจลูกได้ถูกทุกครั้ง” แต่คือการเป็นคนตรงหน้าได้ทำให้ลูกค่อย ๆ เรียนรู้ว่า “เมื่อหนูพยายามบอกอะไร แม่จะไม่มองข้าม”

  • จากการชี้ อาจกลายเป็นการใช้คำ
  • จากการดึงมือ อาจกลายเป็นการขอ
  • จากการส่งเสียง อาจกลายเป็นการสื่อสารที่ชัดเจนขึ้น

และก้าวเล็ก ๆ เหล่านี้อาจเริ่มต้นจากเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ที่แม่หยุดลงตรงหน้าแล้วบอกลูกด้วยการกระทำว่า “แม่อาจยังไม่รู้ว่าหนูอยากบอกอะไร…
แต่แม่กำลังฟังหนูอยู่นะ”

1. Hampton, L. H., et al. (2019). The relation between parent verbal responsiveness and child communication in young children with or at risk for autism spectrum disorder: A systematic review and meta-analysis. Autism Research, 12(7), 1040–1053. งานทบทวนอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานพบความสัมพันธ์ระหว่างการตอบสนองทางภาษาของพ่อแม่กับพัฒนาการด้านการสื่อสารของเด็กเล็กที่มีหรือมีความเสี่ยงต่อออทิสติก

2. American Speech-Language-Hearing Association (ASHA). Augmentative and Alternative Communication (AAC). ASHA เน้นการสนับสนุนคู่สื่อสารให้ตอบสนองต่อความพยายามในการสื่อสารของเด็ก รวมถึงการเพิ่มเวลาให้เด็กได้ผลัดกันสื่อสาร และการใช้วิธีการสื่อสารที่หลากหลายตามความสามารถของแต่ละคน

3. Bottema-Beutel, K., et al. (2021). A Systematic Literature Review of Autism Research on Caregiver Talk. Autism Research, 14(3), 432–449. งานทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบชี้ให้เห็นความสำคัญของลักษณะการสื่อสารของผู้ดูแล โดยเฉพาะการตอบสนองต่อความสนใจและความพยายามสื่อสารของเด็ก

4. World Health Organization. (2022). Caregiver skills training for families of children with developmental delays or disabilities. WHO เน้นการส่งเสริมให้ผู้ดูแลมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กผ่านกิจวัตรและกิจกรรมในชีวิตประจำวันโดยการติดตามความสนใจของเด็ก การมีส่วนร่วมร่วมกัน และการตอบสนองต่อความพยายามในการสื่อสาร เป็นองค์ประกอบสำคัญของการสนับสนุนพัฒนาการ

บ้านอุ่นรักสวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2 โทร 086 775 9656 | LINE ID: 0867759656

บ้านอุ่นรักธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26 โทร 087 502 5261 | LINE ID: @aunrak2

Image Credit: Google Gemini